
เมื่อลูกไม่ยอมบอกความจริง – บางทีอาจไม่ใช่แค่เรื่องความซื่อสัตย์

บทความโดยภูริพัฒน์ ขำน้อย (ครูโอห์ม)
นักจิตวิทยาเด็กของคิวบิกครีเอทีฟ
ในบางครั้งลูกอาจยืนตรงหน้าเรา มองตา แล้วพูดสิ่งที่รู้ว่าไม่เป็นความจริง
ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นอาจเป็นความผิดหวัง บางทีโกรธ หรือบางทีสับสนว่า เพราะอะไรลูกถึงเลือกที่จะโกหก ทั้งที่รู้ว่าเราจะรู้อยู่ดี
แต่ก่อนที่เราจะตอบสนองต่อพฤติกรรมนั้น มีหนึ่งคำถามที่อยากชวนให้ลองมองให้ลึกลงไปอีก
ตอนนั้นในใจลูก – กำลังเกิดอะไรขึ้นอยู่?
เมื่อการโกหกไม่ใช่แค่การหลบเลี่ยง
บางครั้งเด็กอาจเลือกที่จะโกหก ไม่ใช่เพราะเขามีทางเลือกมากมายให้เลือก แต่เพราะในช่วงเวลานั้น เขาไม่รู้ว่าจะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
เมื่อลูกต้องเลือกใช้คำโกหก สิ่งที่สำคัญกว่าที่เราอาจต้องมองเห็นก่อน คือไม่ใช่ว่าเขาทำถูกหรือผิด แต่คือการตระหนักว่า บางอย่างกำลังกระทบเขาจริงๆ มากพอจนเขาต้องพยายามหาวิธีบางอย่าง เพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์นั้น บางครั้งคำโกหกจึงไม่ใช่เพียงการหลบเลี่ยงความผิด แต่มันอาจเป็นวิธีที่เด็กใช้เพื่อปกป้องตัวเองจากความรู้สึกที่เขายังรับมือได้ยาก ความกลัว ความอาย ความรู้สึกไม่พอใจตัวเองหรือความกังวลว่าจะทำให้เราผิดหวัง
จิตใจที่พยายามดูแลตัวเอง
ในทางจิตวิทยา กระบวนการที่จิตใจพยายามปกป้องตัวเองจากความเครียดหรือความรู้สึกที่ยากจะรับมือ เรียกว่า “กลไกการป้องกันตัวเอง” และมันเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกวัย ไม่เฉพาะในเด็กเท่านั้น
ในเด็ก…กลไกนี้มักแสดงออกมาในหลายรูปแบบที่เราเห็นได้ในทุกวัน ทั้งการโกหก การทำเหมือนไม่แคร์ การปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น หรือแม้การหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง
พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเขานิสัยไม่ดี หรือเราเลี้ยงลูกผิด แต่หมายความว่า ตอนนี้เขากำลังเผชิญกับบางอย่างที่หนักเกินกว่าจะรับมือได้ด้วยทักษะที่เขามีอยู่
เราเองก็เคยเป็นแบบนั้น
ถ้าเราลองนึกย้อนกลับไปในอดีต เคยมีสักครั้งไหม ที่เราบอกว่า “โอเค ไม่เป็นไร” ทั้งที่ข้างในรู้สึกเจ็บปวดอยู่? หรือหาเหตุผลมาอธิบาย ให้ตัวเองสบายใจ แทนที่จะยอมรับว่าเราผิดพลาด? หรือบางครั้งก็ทำเหมือนว่าสถานการณ์นั้นไม่ได้เกิดชึ้น เพราะมันยากที่จะเผชิญ? ไม่ใช่เพราะเราอยากทำแบบนั้น แต่เพราะในช่วงเวลานั้น มันคือวิธีที่เรารู้ว่าจะพาตัวเองผ่านสถานการณ์นั้นไปได้ เด็กย่อมไม่ต่างกัน เพียงแต่เขายังมีทักษะและประสบการณ์ในการรับมือกับอารมณ์น้อยกว่าเรามาก
เมื่อเราแก้แค่ปลายเหตุ
ในหลายครั้ง เมื่อผู้ใหญ่รีบแก้ที่พฤติกรรมอย่างเดียว – บอกว่าโกหกไม่ได้ บอกผลที่ตามมา หรือตั้งกฎใหม่ขึ้นมา – มันอาจช่วยหยุดพฤติกรรมนั้นได้ชั่วคราว แต่ถ้าเราไม่ได้เข้าใจว่าอะไรทำให้ลูกต้องใช้วิธีแบบนั้นตั้งแต่แรก การแก้ไขก็อาจเป็นเพียงการจัดการที่ปลายเหตุ
คำถามที่ลึกกว่าที่อาจต้องถามคือ
- ตอนนั้นลูกกำลังเผชิญกับอะไรอยู่?
- เขารู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์นั้น?
- อะไรทำให้มันยากสำหรับเขา?
- และเพราะอะไร เขาถึงต้องเลือกวิธีแบบนี้เพื่อเอาตัวรอด?
เพราะเมื่อเราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจลูก การช่วยให้เขาเรียนรู้วิธีรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ จึงจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน
สิ่งที่ลูกอาจต้องการในช่วงเวลานั้น
ผู้ปกครองหลายคนต่างก็มีความตั้งใจเหมือนกัน – อยากให้ลูกค่อยๆ เรียนรู้ที่จะรับมือกับโลก เรียนรู้ที่จะล้ม เรียนรู้ที่จะลุกขึ้น และค่อยๆ แข็งแรงพอที่จะเผชิญกับสิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตของเขาในอนาคต และนั้นคือเหตุผลที่การมองให้ลึกกว่าพฤติกรรมที่แสดงออกจึงสำคัญ ไม่ใช่เพื่อให้อภัยสิ่งที่เขาทำผิด แต่เพื่อให้เราสามารถช่วยเขาได้ตรงจุดมากขึ้น
บางทีสิ่งที่ลูกต้องการในช่วงเวลานั้น ไม่ใช้คำตำหนิ แต่เป็นคนที่พร้อมจะฟังว่าเขากำลังรู้สึกอะไรอยู่
ที่มา
- Freud, A. (1936). The ego and the mechanisms of defense. International Universities Press.
- Cramer, P. (2015). Understanding defense mechanisms. American Journal of Psychiatry, 172(6), 530–539.
- Vaillant, G. E. (1992). Ego mechanisms of defense: A guide for clinicians and researchers. American Psychiatric Press.
- Talwar, V., & Lee, K. (2008). Social and cognitive correlates of children’s lying behavior. Child Development, 79(4), 866–881.
- McAdams, D. P. (2001). The psychology of life stories. Review of General Psychology, 5(2), 100–122.

นัดหมายปรึกษาครั้งแรกเริ่มต้น 600 บาท
เพียงติดต่อเราผ่านทาง LINE @cubiccreative เพื่อนัดหมายพูดคุยกับนักจิตวิทยาของเรา
บริการนี้เป็นการให้คำปรึกษาและพูดคุยแนวทางเบื้องต้นโดยนักจิตวิทยาเด็ก ซึ่งไม่ใช่การบำบัดหรือรักษาสภาวะทางจิต หากคุณต้องบำบัดหรือรักษาโรคทางจิตเวช โปรดติดต่อสถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลเฉพาะทางเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมจากแพทย์
