creativeideasdrivetheworld.
In: Cubic Research Group By: Masatha
26 May 2009เรียงความส่งมาจากประธานค่ายอินโน น้องเอิร์ธ(ชวิทย์)ครับ
สำหรับฅนอื่น ๆ จะตามมาภายหลังนะเอ้อ
*****
ผมรู้จักกับ Cubic Creative มาตั้งแต่ม.3 ตอนนั้นผมเป็นน้องค่าย Cubic O ซึ่งเป็นค่ายวิชาการที่ไม่ได้เน้นกิจกรรมมากนัก แต่ผมก็เห็นความสามารถของพี่ๆที่จัดค่ายออกมาดูดีและสร้างสรรค์ สมกับคำว่า creative ที่อยู่หลังคำว่า cubic ผมชื่นชมในวิสัยทัศน์ของ cubic creative แล้วรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งในนั้น และวันหนึ่งผมก็ได้โอกาสนั้น ผมได้ทำงานใน cubic creative โดยส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายเทคนิค และฝ่ายวิชาการ ทำแต่ตำแหน่งซ้ำๆอยู่แบบนั้น จนได้มีโอกาสได้เป็นพี่เลี้ยงค่ายเดียว ในค่าย cubic creative ICT Funcamp ครั้งที่ 5 และวันหนึ่งผมก็ได้โอกาสทำในตำแหน่งที่ไม่เคยคิดว่าจากน้องค่ายคนหนึ่ง หรือ จากStaff รุ่นน้องคนหนึ่ง จะได้รับเกียรติไปทำในตำแหน่งนั้น ณ วันที่ ยังมีคนที่น่าจะทำงานได้ดีกว่าผมอยู่
ผมได้รับการมอบหมายให้เป็นประธานค่ายแบบงงๆ ช่วงแรกๆผมรู้แค่ว่ามีงานต้องทำ หลังจากนั้นก็รู้มากขึ้นว่าต้องทำค่าย (ก็ยังไม่แน่ใจว่าแค่เป็นคนเตรียม หรือยังไง) แล้วถึงแน่ใจว่าจะต้องเป็นประธานค่ายจริงๆในภายหลัง ในช่วงแรกๆยังตกลงกันไม่ลงตัว ว่าใครจะทำงานค่ายไหน ผมจะทำ innovator หรือ robocode เนื่องจากช่วงเตรียมค่ายปีนี้ ผมอยู่ม.6 ซึ่งกำลังจะเข้ามหาลัย พี่นัทจึงห่วงว่าผมอาจจะทำ innovator ไม่ไหว จึงอาจจะสลับให้ผมทำ robocode แล้วให้ตั้ม ทำ innovator แทน ซึ่งแม้ผมจะเคยสอน robocode มา2-3ค่าย และเคยแข่ง robocode national tournament มาก่อน แต่ผมก็เคยเป็นฝ่ายเทคนิคค่าย innovator มา2 ครั้งเช่นกัน และผมคงไม่ลำบากในเรื่องมหาลัยเพราะยังไงก็มีโควต้าอยู่แล้ว ไม่ต้องลำบากอะไรมาก จึงน่าจะรับค่ายใหญ่ๆไหว ประกอบกับ น้องตั้มยิ่งเป็นรุ่นน้องกว่าผม ถ้าจะให้มาดูแลค่ายใหญ่อย่าง innovator คงจะลำบากเขาไม่น้อย ผมจึงขอทำงานค่าย innovator เอง
หนึ่งในงานแรกๆของประธานค่าย คือการออกแบบว่าค่ายจะเป็นอย่างไรบ้าง ค่ายinnovatorนั้นเป็นค่ายที่เน้นวิชาการมากกว่ากิจกรรม ดังนั้นเรื่องที่สอนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ผมคิดตั้งแต่แรกว่า 2 ปีที่ผ่านมาจัดสอน flash อย่างเดียว ซึ่งปีนี้น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนเป็นอะไร ช่วงแรกคิดถึงคำว่า innovator เราน่าจะสร้างนวัตกรรมอะไรบางอย่าง แล้วก็คิดไปถึงคำว่าประดิษฐ์อย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงเสนอไปว่าอยากจะให้มีการประดิษฐ์เล็กๆน้อยๆในค่ายเพิ่มเติมด้วย แต่จากการพิจารณาและหาข้อมูลแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสมจึงตกไป พี่นัทแนะนำว่าน่าจะสอน AJAX ผมจึงค่อยๆหาข้อมูลเกี่ยวกับ AJAX (ซึ่งตอนนั้นผมแค่เคยได้ยิน แต่ไม่รู้จักมันมาก่อนเลย) เมื่อดูข้อมูลแล้วก็ตกลงว่าจะสอน AJAX
เมื่อเลือกเรื่องที่จะสอนได้แล้ว ผมจึงเริ่มศึกษา AJAX ตั้งแต่ตอนนั้น ผมซื้อหนังสือมาอ่าน(2เล่ม เล่มแรกซื้อมาแล้วอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็เลยซื้อเล่มที่อ่านง่ายกว่ามาอ่านแทน เปลืองเงิน2ต่อ ทั้งๆที่จริงๆแล้วถ้าขยันหน่อยก็หาอ่านในเว็บก็ได้) ช่วงแรกๆก็ขยันดี บางวันหยิบหนังสือAJAXไปอ่านที่โรงเรียนในตอนที่ว่าง เพื่อนก็มองแปลกๆ(แต่เดิมเวลาคุยด้วยก็จะเป็นภาษาคอมอยู่แล้ว ยังจะอ่านหนังสือคอมอีก) พ้นบทแรกๆไปแล้วผมก็ฝึกช้าลงๆ มีหยุดบ้างบางช่วงที่เรียนหนัก เนื่องจากผมตั้งชมรมในโรงเรียนขึ้นมา 1 ชมรมด้วย(ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จดีนัก และปีหน้าก็คงไม่มีคนสืบทอด) จึงต้องแบ่งเวลาอย่างยากลำบาก ยังไม่พอ ผมยังอุตส่าห์แบ่งเวลาที่น้อยอยู่แล้วมาเล่นเกม เข้าเว็บ ได้ซะทุกวัน หลายเดือนผ่านไป ผมก็ศึกษา AJAX ได้ไม่ถึงไหน ใกล้ถึงสัปดาห์สอบปลายภาค ผมมองเห็นแล้วว่าถ้าอ่านไปเรื่อยๆช้าๆแบบนี้กว่าจะจบก็แก่พอดี แต่พอเห็นหนังสือเล่มโตๆ หนา 500กว่าหน้าทีไรก็หมดแรงอ่านทุกที ยิ่งเวลาเหลือน้อย โดยยังอ่านไม่ถึงไหนก็ยิ่งเครียด ยิ่งเครียดก็ยิ่งไม่อยากอ่าน วันหนึ่งผมก็ตัดสินใจที่จะตัดวงจรดินพอกหางหมูนี้สักที ด้วยการตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะอ่านวันละ 50 หน้า ไม่กี่วันก็จบเล่ม ปรากฏว่าวันแรกอ่านไปได้ถึง 120 หน้าเลย สิ่งที่ผมเห็นว่าเยอะจึงขี้เกียจทำ มันไม่ยากและเยอะอย่างที่คิด 6 วันผ่านไป ผมทั้งอ่านจบและเขียนหลักสูตรเนื้อหาที่จะสอนในค่ายจนเสร็จ รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
งานอีกหนึ่งอย่างที่ผมต้องทำควบคู่ไปกับการศึกษาเรื่องที่จะสอนในค่ายคือการหาคนทำงานในค่าย ในช่วงแรกมันเป็นงานที่ผมทำไม่เป็นเลย ผมเป็นคนประเภทที่ไม่ค่อยยุ่งกับใคร ไม่เข้าสังคม ไม่ค่อยมีcontact พูดไม่ค่อยเก่ง จำชื่อคนไม่ค่อยได้ ผมพยายามปรึกษากับประธานค่าย ICT และประธานส่วนอำนวยการinno+ict เพื่อให้ช่วยหาคนที่จะทำงานส่วนกลางได้ และชวนเพื่อนที่โรงเรียนมาเป็นพี่เลี้ยง ค่ายinnoและict จัดพร้อมกัน จึงจำเป็นต้องใช้คนพร้อมๆกันเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปีนี้พี่ๆใน cubic creative ต้องฝึกงานกันหลายคน รุ่นม.6 ก็วุ่นเรื่องมหาลัยมาก โรงเรียนที่ผมอยู่(สาธิตเกษตร พหุภาษา )ก็มีม.6 อยู่แค่ 2 ห้อง ม.5มีอยู่3ห้อง (แต่ผมไม่มีcontact และค่ายผมรับถึงม.5 จึงไม่ได้สนใจที่จะชวนม.5มาเป็นพี่เลี้ยง) เมื่อชวนเพื่อนไปเป็นพี่เลี้ยง เกือบทุกคนจะตอบคล้ายๆกันหมด ว่า”ขอคิดดูก่อน”,”ขอถามแม่ก่อน”,”ต้องดูก่อน เดี๋ยววันที่ xx ถึงรู้ว่าไปได้หรือไม่ได้” ผมมีlistที่ใส่ชื่อพี่เลี้ยงที่ชวนไว้ ซึ่งจะต้องเป็นชาย 6 หญิง 6 ผมพยายามจะชวนแล้วใส่ชื่อไว้เพศละ4-6 คนเสมอ และไม่ชวนเกินจำนวนที่จะรับ เพราะไม่อยากปฏิเสธทีหลัง แล้วสักพักผมก็จะได้ยินคำตอบจากเพื่อนว่า ไปไม่ได้ แล้วผมก็ชวนคนอื่นมาแทน ซึ่งก็ต้องรอคำตอบอีก1-2อาทิตย์ ก่อนที่เขาจะตอบว่า”ไปไม่ได้”
1 อาทิตย์ก่อนค่าย ผมเป็น staff ค่ายcubic creative photocamp #1 ตอนนี้ผมหาพี่เลี้ยงไว้ได้ครบแล้ว(จริงๆก็รอconfirmอีก 2 คน - -“) การทำเนื้อหาก็แบ่งกับฝ่ายวิชาการอีกคนเรียบร้อย รอก็แต่นำมารวมกันแล้วปรับปรุงอีกที ผมคิดว่าทุกอย่างค่อนข้างพร้อม คงผ่านไปได้ด้วยดี 3วันก่อนค่าย ผมคุยกับเพื่อนในค่าย เรื่องใครมาเป็นพี่เลี้ยงบ้าง เธอก็พูดมาว่าเพื่อนคนหนึ่งที่confirmว่าจะมานั้น มาไม่ได้แล้ว ซึ่งผมก็แปลกใจเพราะเขาไม่ได้โทรมาcancel ว่ามาไม่ได้ ผมจึงโทรไปถามดู ก็ทำให้ทราบว่ามาไม่ได้แล้วแต่ไม่ได้บอก ผมจึงเริ่มโทรเช็คดูทุกคนที่confirmแล้ว ว่ายังconfirm อยู่ไหม สิ่งที่ผมได้รับรู้ในวันนั้นก็คือ มีคนที่confirmแล้ว แต่ไม่มาอีกหลายคน สรุปว่า งานเข้าครับ! ค่ายผมขาดพี่เลี้ยงถึง 6 คน ในวันก่อนค่าย 3 วัน
ผมพยายามโทรหาพี่เลี้ยงมาแทนคนที่หายไป โดยครั้งนี้ผมให้เวลาคิดแค่ไม่กี่ชั่วโมง ถ้าconfirmให้โทรกลับมา ประกอบกับฝากเพื่อนๆ(และพี่ๆ)ในค่ายphotocampและในcubic หาคนเพิ่มให้ ครั้งนี้ผมชวนเกินจำนวนที่ต้องการเอาไว้ สุดท้ายพี่เลี้ยงก็ครบได้ ในวันก่อนเปิดค่ายเพียงวันเดียว!
ค่ายเริ่ม ตอนนี้ผมไม่มั่นใจแล้ว ว่าค่ายผมพร้อมจริงๆทั้งพี่เลี้ยงก็ยังใหม่ เนื้อหาไม่ค่อยลงตัว slideส่วนที่เชาน์(staffฝ่ายวิชาการ)ทำมาก็แน่นไปด้วยข้อความ ต้องปรับปรุงตัดข้อความออก ผมเองก็ไม่ได้สอนมานานตั้งแต่robocode on tour ปีก่อน พูดได้ว่าผมไม่มั่นใจเลย ยังดีที่ค่ายนี้จัดพร้อมกับ ict จึงมีประธาน 3 คน ทำงานร่วมกัน(ประธานหลักค่ายละ 1 และประธานฝ่ายอำนวยการกลาง 1 คน) ผมจึงยังไม่ต้องบริหารจัดการอะไรมาก เมื่อค่ายเริ่ม และได้เริ่มสอน ปัญหาก็ผุดขึ้นมาอีก เมื่อผมสอนได้ไม่ดีเท่าที่เคยสอนrobocode มาก่อน แต่เชาน์สอนไม่รู้เรื่องกว่านั้นอีกเยอะ วันนั้นผมจึงต้องสอนเองทั้งวัน แทบไม่ได้แตะงานส่วนของประธานค่ายเลย ผมนอนตี3เกือบทุกคืน เพราะต้องมาแก้ไขเนื้อหา และเตรียมสอนต่อ วันที่2และ3โดยส่วนใหญ่ผมก็สอนเองอีก ส่วนงานบริหารก็มีไบรท์ซึ่งเป็นประธานictช่วยจัดการให้บางส่วน ผมพึ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าทำไมประธานค่ายถึงไม่ควรทำหน้าที่อื่นควบไปด้วย ค่ายนี้ทั้งไฟดับและผมเตรียมเนื้อหามาเยอะเกินไป (ไบรท์บอก ก็ดูOkนะ ยากกว่าสอวน.นิดเดียวเอง! ) แม้จะตัดเนื้อหาไปเยอะแล้ว แต่ก็สอนไม่ทัน และต้องตัดเนื้อหาที่สัญญาไว้ในเว็บว่าจะสอนถึง 1 คลาสเต็มๆ ทำให้ผมรู้สึกผิดมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วจำต้องปล่อยผ่านไป ในขณะที่ผมรู้สึกfailedสุดๆ ผมก็ยังมองเห็นstaffทุกคนตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่แม้งานจะล้นมือ ในเมื่อทุกคนไหว ผมก็ต้องไหว และในที่สุดค่ายนี้ก็จบลงด้วยดีด้วยความร่วมมือของstaff และน้องๆในค่าย
หลายคนคงคิดว่าจบค่ายแล้ว หน้าที่ของstaffทั่วไปคงจะจบลง แต่ไม่ใช่กับประธานค่าย เพราะประธานค่ายยังต้องเก็บงานและทำการสรุปงานต่ออีก เมื่อผมมีเวลาคิดถึงสิ่งที่ผ่านๆมา ผมมองเห็นจุดผิดพลาดและสิ่งที่ต้องแก้ไขจากการลองปฏิบัติมากมาย นับเป็นประสบการณ์อันมีค่าที่ผมคงไม่มีโอกาสได้รู้ ถ้าไม่ได้ลองปฏิบัติจริง
In: Cubic Research Group By: Masatha
26 Apr 2009ได้อ่านเมล์ของโอ๊ตที่ส่งมาสำหรับ Research Group พูดถึงเรื่องประเด็นของประธานค่ายมาแล้วครับ
สำหรับใครที่ไม่ทราบข้อมูล ให้ข้อมูลเป็นพื้นฐานหน่อยว่า คิวบิกเพิ่งจัดค่ายได้สามค่าย
ค่ายแรกเป็นค่ายโฟโต้ สอนถ่ายรูป ไป-กลับ (แต่มีค้างวันสุดท้าย)
ค่ายที่สองกับสาม คือค่ายไอซีที กับอินโน พิเศษหน่อยตรงที่ว่าค่ายนี้จัดพร้อมกัน วิชาการกับพี่เลี้ยงแยกกัน แต่สต๊าฟส่วนกลางใช้ทีมเดียวกัน (สวัสดิการ อุปกรณ์ อาหาร สันทนาการ) ไอซีทีไบรท์เป็นประธานค่าย อินโนเอิร์ทเป็นประธานค่าย และมีติ๊ดตี่เป็นประธานฝ่ายอำนวยการของทั้งสองค่าย
สิ่งที่เหมือนกันสำหรับทั้งสามค่ายคือ ประธานค่ายเป็นมือใหม่หมดทั้งสามฅน (จริง ๆ กำลังจะมีบลูคิวบ์ที่โจ้ใหญ่เป็นประธานค่ายด้วย)
หลังจากที่อ่านเมล์ของโอ๊ต ซึ่งไปสัมภาษณ์ความเห็นของประธานค่ายมือใหม่ทั้งสามฅนแล้ว มีข้อคิดเห็นดังนี้ครับ
I ระบบรองรับ
มีเหตุการณ์หนึ่งที่ค่อนข้างประทับใจครับ วันสุดท้ายของค่ายนึง ตอนนั้นพิธีปิดกำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ผมก็ถามประธานค่ายว่า ‘ใครเป็นพิธีกร’ เจ้าตัวก็ตอบว่า ‘เอ่อ ไม่ได้เตรียมไว้น่ะครับ’ (ฮา)
ฟังแล้วกึ่ง ๆ อยากจะเอาหัวโขกขอบโต๊ะ (ฮา)
แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ วันสุดท้ายเป็นอะไรที่ผู้ฅนมักจะลืมเลือน และงานพิธีการเป็นงานจิปาถะที่มีรายละเอียดหลายอย่าง ไม่แปลกใจที่ฅนที่เพิ่งขึ้นมาดูแลค่ายทั้งค่ายหมาด ๆ จะหลงไปได้
สำหรับประธานค่ายที่เพิ่งขึ้นมานำเป็นครั้งแรก ควรจะมีระบบรองรับสองระบบครับ
ระบบแรก ระบบที่ปรึกษา
สมัยผมทำงานของคณะ จะมีค่ายที่จัดโดยน้อง ๆ ปีหนึ่งครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นมือใหม่ทั้งนั้น สิ่งที่ทำก็คือว่า ทุก ๆ สัปดาห์ (หรือสองสัปดาห์) จะมีเรียกประชุมโดยประธานค่ายจะลากเพื่อน ๆ ทีมงานมานั่งอยู่ในห้อง ซึ่งในห้องนั้นก็จะมีพี่ ๆ ตั้งแต่ปีสองปีสามปีสี่ ฯลฯ แล้วก็พรีเซนท์ว่า งานที่ทำไปแล้วมีอะไรบ้าง และงานที่กำลังจะทำคืออะไร
หลังจากนั้นรุ่นพี่ ๆ ก็จะคอยถามคำถาม ชี้จุดบกพร่อง หรือว่าแนะแนวทางว่าสมัยพี่ ๆ ปฏิบัติตัวอย่างไร
วิธีนี้มีประโยชน์ครับ เพราะประธานค่ายต้องมองในภาพรวม วิธีนี้จะช่วยให้รุ่นพี่คอยอุดรูรั่วเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจะหลงลืมได้ รวมไปถึงอาจจะบอกกล่าวปัญหาที่อาจะเกิดขึ้นได้ให้เตรียมตัวรับมือล่วงหน้าด้วย
เท่าที่ผมทราบ เราก็มีการใช้วิธีนี้นะครับ (คือให้ประธานค่ายแต่ละค่ายมาพรีเซนท์ให้รุ่นพี่ฟัง พอดีตอนนั้นผมไม่ได้เข้าร่วมฟังด้วย) แต่คิดว่าอาจจะยังไม่ถี่พอ หรืออาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดพอในช่วงเตรียมงานก็เป็นได้
อีกวิธีก็คือมีรุ่นพี่อยู่ในค่ายด้วยครับ พอมีปัญหาอะไรก็ปรึกษารุ่นพี่ได้ ซึ่งสองค่ายนี้ก็มีพี่ณัชอยู่ด้วย เข้าใจว่าเวลามีปํญหาอะไร เรื่องก็จะวิ่งเข้าหาพี่ณัชโดยอัติโนมัติ พี่ณัชก็เคยมาเปรย ๆ ว่า ‘ผมชักไม่แน่ใจแล้วครับว่า ผมเป็นประธานค่ายเอง กับเป็นที่ปรึกษา อันไหนจะเหนื่อยกว่ากัน (ฮา)’
ระบบที่สอง ระบบทีมงานครับ
ถ้าทีมงานเป็นมืออาชีพ ก็จะช่วยได้มาก งานในฝ่ายนั้นก็ปล่อยให้ทีมงานนั้นรับผิดชอบได้เลย ประธานค่ายก็จะได้มีเวลาไปดูแลงานในส่วนอื่น ๆ
เท่าที่ผมทราบ งานนี้ส่วนของอาหารสถานที่มีป่านดูแลอยู่ (มือหนึ่งอยู่แล้วไม่ต้องห่วง) นันทนาการมีทีมของแพรวสวย ซึ่งก็ทำมาหลายค่ายแล้ว ดูแลนักเรียนเป็นทรายกับพราว นี่ก็เชี่ยวชาญ ทีม inspectors เท่าที่ทราบก็ผ่านงานมาหมดแล้วทั้งนั้น สันทนาการไม่ต้องพูดถึง เหลือแค่พี่เลี้ยงเท่านั้นเองที่เป็นมือใหม่เกือบหมด
เพราะงั้นจริง ๆ แล้วปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นจากความอ่อนด้อยของประสบการณ์เป็นหลักนะครับ แล้วเท่าที่อ่านจากสรุปมา ส่วนใหญ่บ่นตรงกันว่าปัญหาที่เจอคือพี่เลี้ยงมือใหม่ ยังไม่ค่อยรู้งานเท่าไหร่ (ซึ่งก็เข้าใจได้) ปัญหาที่เหลือก็แค่เกิดจาก
1.เตรียมงานไม่พร้อม
2.ปัญหาจากการที่ต้องประสานงานระหว่างสองค่าย และ
3.เหตุสุดวิสัย เช่น ฝนตก ไฟดับ ฯลฯ
II การตัดสินใจ
จากที่อ่านในสรุปมา สิ่งที่พูดถึงมากคือความสามารถในการตัดสินใจครับ ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่า การเป็นประธานค่าย ในระหว่างค่ายต้องมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจหลาย ๆ เรื่องมากจริง ๆ โดยเฉพาะเวลามีปัญหาอะไรฝ่ายต่าง ๆ ก็จะวิ่งเข้าหาให้ประธานค่ายช่วยตัดสินใจให้
ถ้าน้อง ๆ มือใหม่ อาจจะต้องใช้เวลาในการตัดสินใจนาน (เช่นเดย์ซีโร่ มีการถามกันว่าวันแรกต้องใส่เสื้ออะไรตั้งแต่ตอนบ่าย ๆ …กว่าจะได้ข้อสรุปก็ล่วงเข้าไปเกือบสี่ทุ่มตอนกลางคืน เป็นต้น)
เคยคุยกับกรเรื่องนี้เหมือนกัน กรก็ถามว่า ทำไมต้องให้ประธานตัดสินใจละครับ? ทำไมหัวหน้าของแต่ละฝ่ายไม่ตัดสินใจเอง?
คำตอบก็คือว่า ถ้าเป็นเรื่องที่รับผิดชอบในฝ่ายนั้น ๆ ก็ตัดสินใจเองได้เลยครับ (เช่นฝ่ายอาหารจะจัดโต๊ะกินข้าวยังไงก็จัดได้เลย หรือ ฝ่ายทะเบียนจะออกแบบป้ายชื่อยังไงก็ทำได้เลยไม่ต้องขอความเห็น) แต่ถ้าเป็นงานที่กระทบกับฝ่ายอื่น ๆ อันนี้ก็ต้องให้ประธานตัดสินใจ เช่น กิจกรรมจะเลท ทำให้กินเวลาของกิจกรรมต่อไป ก็ต้องให้ประธานตัดสินใจว่า จะตัดกิจกรรมให้จบตรงเวลา หรือปล่อยให้เลทไปแล้วไปตัดเวลาของกิจกรรมต่อไป ฯลฯ (หรือบางทีอาจจะไม่ต้องถึงกับให้ประธานตัดสินใจหรอกครับ แต่อย่างน้อยแจ้งให้ทราบก็ดี เช่นถ้าผู้ปกครองติดต่อนักเรียน แล้วจะขอนักเรียนกลับก่อน อย่างนี้เป็นต้น)
เท่าที่ผมสัมผัสมาจากการอยู่ในค่าย ก็พบว่าประธานค่ายก็ตัดสินใจในส่วนต่าง ๆ ได้ดีในระดับหนึ่งเลยนะครับ (แม้กระทั่งติ๊ดตี่ที่บอกว่ายังตัดสินใจไม่ค่อยเก่งก็ตาม แต่ตอนที่คุยเรื่องจัดกระเป๋าน้องก็ตัดสินใจได้รวดเร็วเลยล่ะ)
วิธีหนึ่งที่อยากจะลองแนะนำสำหรับทีมงานก็คือว่า ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น แล้วเอาไปถามประธานค่ายเลยว่า มีปัญหาแบบนี้ ๆ ‘เอาไงดีครับ?’ ประธานอาจจะจิตแตกได้ (ฮา)
แต่ถ้าบอกปัญหา แล้วก็เสนอวิธีแก้ไขไปด้วย หรืออาจจะมีตัวเลือก 2-3 ตัวเลือกให้ประธานค่ายตัดสินใจ อันนี้จะช่วยให้ประธานค่ายตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นนะครับ (แถมเป็นการให้เกียรติประธานค่ายไปในตัว ดีกว่าเราด่วนตัดสินใจไปเลย)
III ประธานเป็นแต่ประธาน
โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าประธานค่ายควรจะมีตำแหน่งประธานอย่างเดียวน่ะครับ เพราะเป็นประธานอย่างเดียวปัญหาก็วิ่งเข้าหาไม่รู้จบแล้ว แต่ถ้าควบฝ่ายอื่นด้วย งานจะหนักเป็นสองเท่า เช่น อย่างค่ายอินโนเอง เอิร์ธเป็นทั้งประธานค่าย และเป็นฝ่ายวิชาการด้วย (นี่ถ้าฅนไม่พอคงเป็นพี่เลี้ยงอีกตำแหน่ง ฮา) ซึ่งผมคิดว่า การที่ต้องดูแลฝ่ายวิชาการ จะทำให้ไม่มีสมาธิมากพอที่จะดูแลครอบคลุมฝ่ายอื่น ๆ หรือไม่มีเวลาคอยประสานงานหรืออุดรอยรั่วต่าง ๆ จากการทำงาน (แต่โชคดีที่ค่ายนี้ ฝ่ายอำนวยการเป็นกองกลาง ทำให้เอิร์ธไม่ต้องโหลดงานหนักเกินไป ดูแลเฉพาะส่วนวิชาการอย่างเดียวก็พอไปไหว…ซึ่งจะว่าไปก็เป็นข้อดีของการจัดสองค่ายพร้อมกัน)
IV สะสมประสบการณ์
สิ่งหนึ่งที่น้อง ๆ พูดตรงกันก็คือ อยากลองทำหลาย ๆ ฝ่ายดูก่อน พอมีประสบการณ์มากพอแล้วถึงค่อยมาเป็นประธานค่าย ส่วนหนึ่งผมเห็นด้วยว่า การอยู่ฝ่ายต่าง ๆ ทำให้มองเห็นภาพรวมได้ดี แต่ขณะเดียวกัน ผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจำเป็นครับ มีตัวอย่างหลายฅนที่เป็นประธานค่ายทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์เท่าไหร่ (อย่างที่ณัชเองทำค่ายแรกก็กระโดดมาเป็นประธานค่ายเลย) หรืออย่างค่ายฟันแคมพ์ กับติงกิ้งของทุกปี ประธานค่ายก็ผ่านงานมาแค่หนึ่ง หรือสองอย่างเท่านั้น
ถ้าอยากได้ประสบการณ์ล่ะก็ เป็นประธานค่ายหลาย ๆ ค่ายจะได้ประสบการณ์มากกว่าครับ เราอยู่ในภาวะขาดแคลนฅนที่จะมาเป็นประธานค่ายฮะ เพราะงั้นถ้ารอให้มีประสบการณ์มาก ๆ ก่อน เสียเวลาเปล่า ๆ (แล้วประธานค่ายก็จะซ้ำซากเป็นกันไม่กี่ฅน) ตอนนี้ถ้าแค่มีใจสู้พอ ก็พร้อมที่จะเป็นประธานค่ายได้แล้วครับ (ผมชอบมากตอนที่พี่ณัชบอกว่า ให้กอล์ฟเป็นประธานค่ายเพราะว่ากอล์ฟมีความ ‘อยาก’ ที่จะจัดค่ายนี้…ตรงจุดมาก ๆ ครับ)
V การดึงฅน
ประโยชน์อย่างหนึ่งที่ผมเห็น จากการที่ประธานค่ายเป็นฅนใหม่ ๆ และการที่จัดสองค่ายพร้อมกัน (และจงใจพูดถึงเรื่องนี้เป็นหัวข้อสุดท้าย) ก็คือการดึงฅนใหม่ ๆ มาทำงานครับ
เวลาใครเป็นประธานค่าย ก็มักจะดึงพรรคพวกที่รู้จักมาทำค่าย เห็นได้ชัดว่า ค่ายไอซีทีก็จะมีเพื่อน ๆ ของไบรท์กับติ๊ดตี่ (รวมไปถึงเพื่อนของไอซ์) มาช่วยเยอะมาก ในขณะที่อินโนเอง พี่เลื้องและทีมงานหลายฅนมาจากพหุภาษา นี่ยังไม่นับค่ายก่อน ๆ ที่อู๋เป็นประธานค่าย พี่เลี้ยงก็จะมาจากวิศวะเกษตรทั้งก๊ก นอกจากนี้ ยิ่งการที่จัดค่ายพร้อมกันสองค่ายทำให้ฅนขาดมากขึ้น และต้องดึงฅนนอกมาช่วยงานมากขึ้นจนทำให้ค่ายนี้มีสมาชิกใหม่เข้ามามากที่สุดเป็นประวัติการณ์
นี่ถ้าพี่ณัชยังเป็นประธานค่ายอยู่ ไม่ได้ฅนใหม่มากขนาดนี้หรอกครับ มันก็จะมีแต่หน้าเดิม ๆ
ข้อดีก็คือว่า เราจะขยายฐานของทีมงานครับ และทีมงานต่าง ๆ พอทำงานร่วมกันมันก็จะผูกพันกัน และดึงมาทำงานต่อ ๆ ไปได้ง่าย เครือข่ายของคิวบิกก็จะขยายตัวขึ้นด้วย (เห็นได้ชัดว่า ส่วนของสมองแก้วเอง มีปอมจากกรุงเทพคริสเตียน และ เต้จากพหุภาษามาช่วยด้วย)
ประธานค่ายหน้าใหม่ก็มีประโยชน์อย่างนี้แหละครับ
ทั้งหมดก็เป็นความเห็นของผมเกี่ยวกับประธานค่ายนะครับ ตำแหน่งนี้มีประโยชน์มาก ได้เรียนรู้อะไรมาก แล้วไม่ใช่ว่าใครก็เป็นได้ ถ้ามีโอกาส อยากให้น้อง ๆ หลายฅนได้รับประสบการณ์ดี ๆ แบบนี้ครับ
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)