Posts Tagged ‘university

ช่วงนี้ผมและเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันก็กำลังมีเรื่องต้องวางแผนและเตรียมตัวเกี่ยวกับงานรับปริญญาอยู่พอควร ซึ่งก็มีรายละเอียดให้วุ่นวายหลายอย่างทั้งเรื่องลางาน การเดินทาง ตัดชุดครุย ฯลฯ แต่ลำพังการเตรียมตัวที่จำเป็นเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นปัญหายุ่งยากเท่ากับภาคเสริมที่เพิ่มเข้ามา ทั้งการนัดเพื่อน หาคนถ่ายรูป แต่งหน้าทำผม ฯลฯ ที่ดูเหมือนว่าด้วยค่านิยมของสังคมในปัจจุบัน ก็เกือบ ๆ จะกลายเป็นภาคบังคับไปอีกส่วนแล้ว

ผมเองปกติก็ว่าไม่ชอบทำอะไรตามกระแสเท่าไร แต่ก็ยังหวั่น ๆ อยู่เลยครับว่าถ้าไม่มีช่างภาพส่วนตัวเหมือนเพื่อน ๆ แทบทุกคนที่เจอตอนรับปริญญากันเมื่อสองปีก่อนนี่จะแปลกประหลาดขวางโลกไปหรือเปล่า ไม่รู้มัธยฐานของสังคมเค้าต้องเตรียมอะไรกันแค่ไหน

Case in point: บทความชุด Commencement Guideline ของคุณ puyisme ที่เว็บไซต์คณะกรรมการบัณฑิตจุฬาฯ (กบจ.) เอามาลงไว้

คิดว่าถ้าเรียกการเตรียมตัวระดับนี้ว่าเป็นมาตรฐานชั้นหนึ่งของสังคมวัตถุนิยมในปัจจุบันก็คงไม่ผิดนัก (ขออภัยหาก offend – ไม่มีเจตนาเจาะจงว่าใคร แต่อยากกล่าวถึงค่านิยมของสังคมในภาพรวมเฉย ๆ) ซึ่งก็ไม่ได้คิดจะทำตามหมดนั่นอยู่แล้วล่ะ แต่อ่าน ๆ ไปแล้วก็ติดใจตะหงิด ๆ อยู่บางอย่าง

อย่างตรงการเชิญแขกผู้มาร่วมแสดงความยินดีนี่มัน… ยังไงนะ? ในความรู้สึกของผม ปกติแล้วงานที่จะมีการเชิญให้เข้าร่วมนั้นน่าจะต้องมีการเลี้ยงตอบรับ หรือให้แขกมีอภิสิทธิ์ได้เข้าร่วมในพิธีสำคัญบางอย่าง แต่ตรงนี้อย่าว่าแต่แขกเหรื่อมากมายที่ไหนเลย พ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่มีสิทธิ์เข้าหอประชุมเลยด้วยซ้ำ (ซึ่งผมก็สงสัยอยู่ว่าแล้วตกลงงานรับปริญญานี่จัดให้ใครนะ ไม่ใช่ว่าที่ทั่วไปมักถือกันว่าพ่อแม่เป็นคนส่งเสียให้เล่าเรียนมา ก็ควรจะได้มีส่วนร่วมในงานพิธีนี้หรอกเหรอ)

หรืออย่างการมีผู้ดูแลที่แทบจะต้องคอยรับใช้ทุกอย่าง ซึ่งพาให้ผมนึกไปถึงคอลัมน์ Miss Manners ของ Judith Martin ที่เคยกล่าวถึงแนวโน้มของงานแต่งงานอเมริกันที่นับวันจะพลิกผันเป็นงานเติม ego ของเจ้าสาวที่มักเห็นเพื่อนเจ้าสาวเป็นทาสรับใช้และเห็นแขกเป็นบ่าวบริพาร (Miss Manners ยังกล่าวอีกว่ามักมีญาติสนิทเพียงไม่กี่คนที่จะอยากมีส่วนร่วมในงานรับปริญญาของบัณฑิตจบใหม่)

ความจริงเกือบทุกแง่ของการรับปริญญาตามแบบสมัยนิยมที่ว่านี้ ก็ดูจะคล้อยตามค่านิยมงานแต่งงานที่เห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ทั้งการเตรียมการเยอะแยะที่ว่า แล้วไหนจะการจัดฉากถ่ายรูปให้ดูดีเป็นพิเศษ ฯลฯ

ก็คงสอดคล้องกับความที่ว่าในสังคมไทย การรับปริญญาดูจะเป็นก้าวการเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการแต่งงาน

เพราะกระดาษแผ่นเดียวนี้มันเป็นทั้งใบอนุญาตให้มีตัวตนอยู่ในโลกการทำงาน เป็นความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของวงศ์ตระกูล และสำหรับบางคนมันอาจเป็นใบเบิกทางที่เปิดให้ก้าวข้ามกำแพงแห่งชนชั้นได้ในที่สุด

หมายเหตุ: บทความนี้คัดลอกจากต้นฉบับที่บล็อกส่วนตัวของผม ซึ่งเป็นที่โฆษณาครั้งแรก

ประโยคข้างต้นเป็นประโยคที่ผมได้ยินมาไม่ต่ำกว่าสามครั้งแล้วครับ แต่ต่างกรรมต่างวาระ แล้วก็ต่างบุคคลกัน

แต่เดิมแล้ว สมัยเรียนผมเองก็คิดตื้น ๆ คิดแบบสมการชั้นเดียวนะครับว่า เรียนตรีเสร็จก็น่าจะต่อโท โทเสร็จก็น่าจะต่อเอก ซึ่งเป็นความคิดที่ตรงไปตรงมามาก ๆ แล้วอีกอย่างหนึ่ง ในสาขาที่เรียนก็ค่อนข้างเอื้อที่จะให้เป็นแบบนั้นด้วยอยู่แล้ว

พูดง่าย ๆ ก็คือว่าถ้าจบปริญญาเอกได้จะมีประโยชน์มากกว่าน่ะครับ เพราะผมตั้งเป้าจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ซึ่งถ้าไม่จบเอก ก็จะรับลูกศิษย์ในโปรแกรมปริญญาเอกไม่ได้ แล้วก็จะมีโอกาสเป็นหัวหน้าแล็บ หรือมีแล็บของตัวเองได้ยากด้วย (นึกภาพว่าจบโทมาหมาด ๆ แต่จะจ้างฅนจบปริญญาเอกมาเป็นลูกน้อง คงแปลก ๆ และเป็นไปได้ยากสักหน่อย) ที่สำคัญ คณะวิทย์มหิดลตอนนี้ อย่าว่าแต่ปริญญาโทเลยครับ ถ้าไม่จบเอกเมืองนอกมา เขาไม่รับพิจารณาคุณสมบัติเป็นอาจารย์เลยเสียด้วยซ้ำ (เพราะงั้นอาจารย์ที่จบเอกเมืองไทย ก็ต้องดิ้นรนไป post doc ที่เมืองนอกเมืองนา)

การจบปริญญาเอกเป็นเรื่อง ‘เกินจำเป็น’ ก็ ตอนที่ผมได้คุยกับรุ่นพี่ในภาควิชาครับ รุ่นพี่เล่าให้ฟังว่า เจ้าตัวมีความปรารถนาที่จะไปทำงานในบริษัทเอกชน ซึ่งในบริษัทเช่นดังว่านั้น งานในสายวิทยาศาสตร์ (ของภาควิชาผม) ก็จะไม่ใช่งานที่สร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ แต่เป็นงานจำพวก ตรวจสอบสารปนเปื้อน เพาะเชื้อ ฯลฯ ซึ่งออกแนวเป็นงานประจำมากกว่า เพราะงั้นทางบริษัทเอง ก็ต้องการวุฒิแค่จบปริญญาโทก็พอ การจบปริญญามามัน ‘เกินวุฒิ’ ซึ่งเงินเดือนเองก็ไม่สามารถวิ่งตามได้ขนาดนั้น

นั้นก็เป็นครั้งแรกนะครับ ที่เพิ่งเจอะเจอกรณีที่ว่า การจบสูง ๆ บางทีก็เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น

ถัดจากนั้นมาก็ได้คุยกับเพื่อนครับ เจ้าตัวจบมาทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ แล้วก็เรียนต่อมาในสายงานเดียวกัน ตอนที่ไปกินข้าวด้วยกันก็พูดถึงเรื่องอนาคต เจ้าตัวก็บ่น ๆ ว่า ที่บ้านอยากให้เรียนต่อปริญญาเอก แต่จริง ๆ แล้วอยากเรียนโทอีกใบมากกว่า ‘ถ้ากรูต่อเอกก็เป็นได้แค่อาจารย์มหา’ลัย แต่นี่กรูกะเปิดบริษัท งั้นกรูไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจ ไม่ก็มาร์เก็ตติ้งมันจะดีกว่ามั้ยอ่ะ’ ผมเองก็เห็นด้วยนะครับ เพราะอีกฝ่ายก็หัวธุรกิจไม่น้อย แล้วถ้าจะทำงานด้านธุรกิจจริง ๆ คงไม่จำเป็นต้องจบเอกก็ได้

สุดท้ายก็เป็นรุ่นน้องครับ ขานี้จบด้านบริหารมา เจ้าตัวก็บอกว่า ถ้าจะทำงานต่อไปในอนาคต สายมนุษย์ศาสตร์สังคมศาสตร์ จบแนว ๆ เศรษฐศาสตร์ใบหนึ่ง แล้วก็ไปจบด้านบัญชีหรือการตลาดอีกใบหนึ่ง จะทำให้มีความรู้กว้างขวาง สามารถมองปัญหาอย่างรอบด้านได้มากกว่า ถ้าไปเรียนต่อเอกด้านใดด้านหนึ่งมันจะเป็นความรู้เฉพาะทางมากไป สิ่งที่เจ้าตัวต้องการคือการมองภาพกว้าง เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจในระดับนโยบาย มากกว่าที่จะทำการศึกษาในเชิงลึก

สรุปแล้วก็คือว่า ถ้าต้องการความรู้ในมุมกว้าง ไม่ได้ต้องการความรู้เฉพาะทางมาก ๆ หรือเป็นความรู้ที่จะนำไปเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาสร้างองค์ความรู้ใหม่ (แถมยิ่งถ้าไม่ได้มาในสายวิทยาศาสตร์) การจบปริญญาเอกอาจจะไม่จำเป็นขนาดนั้นก็ได้นะครับ เผลอ ๆ จะกลับเป็นตัวปิดกั้นจำกัดสายงานที่เราทำได้ด้วย เอา เป็นว่า ชีวิตหลังมหาวิทยาลัย(ป.ตรี) ก็ไม่ได้ตรงไปตรงมาเป็นเส้นตรง แต่ละฅนคงต้องหาเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง และเส้นทางที่ดีสำหรับฅนหนึ่ง อาจจะไม่เหมาะกับอีกฅนหนึ่งก็ได้นะครับ

อย่างไรก็ตาม ผมเองก็ปักหลักเข้ามาในสายนี้แล้วละครับ แล้วก็ต้องใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาอีกนานเลย (การเรียนสายวิทยาศาสตร์ใช้เวลาน่าดู) เห็นเพื่อน ๆ ที่เรียนจบมีงานทำกันแล้ว หรือแม้กระทั่งน้องชายที่ตอนนี้ก็เอาเงินเดือนมาให้คุณพ่อคุณแม่แล้ว ก็รู้สึกผิดเล็ก ๆ ประมาณว่า แล้วนี่ชั้นจะต้องเสียเวลาเรียนไปอีกนานแค่ไหนเนี่ย? ขอยกคำพูดของท่านแม่มาปิดท้ายแล้วกันนะครับ

‘ถ้า(เอ็ง) มีปัญญาเรียน ก็เรียนไปเถอะ(โว้ย) แม่เชื่อว่า การลงทุนในการศึกษา ยังไงก็ไม่มีวันสูญเปล่า…คิดซะว่า เราโชคดีที่ยังมีโอกาสได้เรียน ในขณะที่ฅนอื่นอยากเรียนสูง ๆ แต่ก็ไม่มีโอกาส ต้องออกมาทำงานหาเลี้ยงตัวเองก็แล้วกัน… ถ้าจะรู้สึกผิด อนาคตก็เอาความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติแค่นั้นก็พอแล้ว’

ขอเป็นกำลังใจให้ฅนที่ยังมีไฟเรียนทุกฅนก็แล้วกันครับ

ไอเดียคราวนี้อาจจะมีข้อโต้แย้งเยอะเลยนะครับ เอาเป็นว่าผมเปิดประเด็นไว้แล้วกัน

วันก่อนไปยืนอ่านหนังสือ(ฟรี) ที่ร้านหนังสือ (ซึ่งเป็นพฤติกรรมห่วยแตกที่ไม่สมควรเอาเยี่ยงอย่างเป็นอย่างยิ่ง)

จำไม่ได้แล้วว่าอ่านนิตยสารอะไร แต่จำได้แม่นก็คือมีสัมภาษณ์ใครสักฅน(ที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในเรื่อง….อะไรสักอย่าง)

สิ่งที่เขาพูด ประมาณว่า ‘ผมมีเพื่อนอยู่ฅนนึง วัน ๆ เอาไปแต่เรียนหนังสือ ไม่ทำอย่างอื่นเลย สุดท้ายก็ได้เกียรตินิยม แล้วก็ได้บรรจุเป็นอาจารย์มหาลัย… ผมไม่รู้ว่าถ้าผมเป็นลูกศิษย์เค้าผมจะได้เรียนรู้อะไรนะ ฅนที่ไม่เคยออกนอกห้องเรียนเลยจะสอนชีวิตของโลกภายนอกให้กับลูกศิษย์ได้อย่างไร’

ประเด็นนี้น่าสนใจนะครับ

ผมก็เป็นฅนหนึ่งที่เชื่อว่า การเข้ามหาวิทยาลัยคือการเรียนรู้ชีวิต เป็นการเรียนรู้ที่จะเตรียมตัวสู่โลกภายนอกจริง ๆ

แต่ผมก็อดโต้แย้งตรรกะดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ ที่ว่าฅนจะเป็นอาจารย์จะต้องผ่านการใช้ชีวิตจริงมาอย่างโชกโชน

ถ้าสมมติตัวอย่างให้สุดโต่งไปเลยนะครับ ถ้าชีวิตโลกภายนอกมันสำคัญมาก ๆ ขนาดนั้นจริง งั้นตั้งเป็นวิชา ‘ประสบการณ์จากโลกภายนอก’ จริง ๆ ไปเลยเป็นไง?

พอผมลองจินตนาการเล่น ๆ แบบนั้น ก็พบข้อติดขัดหลายประการครับ เริ่มตั้งแต่..

..จะเอาอะไรใส่ไปในเนื้อหาบ้าง

..จะจัดลำดับการสอนอย่างไร

..จะสอบเพื่อวัดความรู้ของนิสิตนักศึกษาอย่างไร

..ความรู้อะไรบ้างล่ะที่คิดว่าจำเป็นสำหรับการออกไปสู่โลกภายนอก

ไปจนถึง…แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าฅนที่มาสอนเป็นฅนที่มีความรู้จริง ๆ (ซึ่งในกรณีที่เป็นวิชาปกติ มันง่ายกว่ามาก ใครที่ได้คะแนนดีในวิชานั้น-เช่นได้เกียรตินิยม- เราก็อนุมานได้ง่าย ๆ ว่าฅนฅนนั้นน่าจะมีความรู้มากพอที่จะถ่ายทอดให้ฅนอื่นได้)

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เวลาผมจะไปเรียนอะไร ผมคงต้องการที่จะได้วิชาความรู้เรื่องนั้นเป็นหลักครับ (อ่า ถ้าจะเถียงว่าเด็กสมัยนี้ไปเรียนเพื่อแค่ให้ได้เกรดดี ๆ อันนี้ไปเถียงอันเอนทรี่อื่นนะฮะ) ถ้าอาจารย์มีประสบการณ์จากภายนอกที่จะมาบอกเราได้ว่า จะเอาความรู้ที่ได้ไปปรับใช้อย่างไรก็เป็นเรื่องดีครับ แต่ผมคิดว่า ผมไม่ได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะต้องการรู้ว่า ‘โลกภายนอก’ มันเป็นอย่างไรแน่ ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ‘ประสบการณ์’ เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าสอนไม่ได้ในห้องเรียนครับ

เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า แนวคิดที่จะให้อาจารย์มีประสบการณ์ภายนอกมาก ๆ การสอนใน ‘ห้องเรียน’ จะได้ทำให้นักเรียนเรียนรู้ประสบการณ์จากชีวิตจริงได้ เป็นความคิดที่ผมคิดว่าไร้เดียงสาพอสมควรครับ เรื่องแบบนี้มันจะได้จากการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นส่วนมาก ผมคิดว่ามันคงดูตลก ที่มีใครสักฅนเชื่อว่า ของแบบนี้เอามาป้อนใส่ปากในห้องแล้วนิสิตนักศึกษาจะรู้ได้เอง (คล้าย ๆ บอกว่า สอนวิชาศีลธรรม จริยธรรม แล้วจะทำให้ฅนเป็นฅนดีอัตโนมัติ โดยไม่มีกระบวนการอื่นรองรับเนี่ยแหละครับ)

(แทรกนิดหน่อย: เพื่อนผมฅนนึงเคยเปรย ๆ ว่า โห นี่ถ้าเราเคยเป็นเมืองขึ้นต่างประเทศเค้าบ้างนะ เราจะได้เก่งภาษาอังกฤษได้ง่าย ๆ เลย เนี่ยขนาดฅนใช้พม่าที่บ้านเราอ่านบางกอกโพสต์ทุกวัน เราเองยังไม่กล้าแตะเลย–> ผมฟังประโยคประมาณนี้แล้วความดันพุ่งปริ๊ดเลยครับ โห มึงคิดได้แค่นี้เองเหรอเนี่ย คิดได้แค่ว่าต้องเป็นเมืองขึ้นเค้า ถึงจะเก่งภาษาต่างชาติ มักง่ายนี่หว่า [แต่ก็สมกับเป็นฅนไทยดี ชอบอะไรง่าย ๆ] ทำไมมึงไม่คิดบ้างว่า ถึงเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้น ก็ขวนขวาย ฝึกฝนด้วยตนเอง จนเก่งได้เหมือนกัน….วะ?)

ถ้ายกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ ก็คงอารมณ์ประมาณว่า เราไปเรียนวาดรูปกับครูที่เป็นจิตรกร พอดีครูฅนนี้ทำกับข้าวไม่เป็น… ส่วนตัวผมแล้วคงไม่เดือดร้อนอะไรหรอกครับ เพราะสิ่งที่เราอยากเรียนคือวิธีวาดรูป เราไม่ได้อยากเรียนทำกับข้าวกับครูฅนนี้สักหน่อยนี่นา?

กล่าวโดยสรุปก็คือ ถึงแม้ผมคิดว่า การเรียนรู้ประสบการณ์จริงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ปัญหาของผมไม่ใช่ว่าอาจารย์จะไม่ใช่ฅนที่มีประสบการณ์มากพอที่จะถ่ายทอดให้เราได้หรอกครับ ปัญหาสำหรับผมจริง ๆ ก็คือ ทำอย่างไร… ที่จะทำให้นิสิตนักศึกษาหาทางเรียนรู้โลกภายนอกนอกเหนือจากที่เรียนในห้องเรียนได้มากกว่า

ใครที่คิดว่า เวลาไปเรียนมหาวิทยาลัย แค่เข้าเรียนกลับมาบ้านอ่านหนังสือสอบให้ครบสี่ปี ไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นอีกก็ได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิต’ผู้รู้’ แล้ว

แค่คิดก็พลาดแล้วละครับ

ครุย

In: Cubic Research Group  By: Masatha

10 Jul 2008

คิวบิคบล็อกกลับมาใหม่แล้วครับ

หลังจากที่ล้มหายตายจากไปเพราะว่าไม่มีฅนเขียน

กลับ มาคราวนี้ ผมได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นหนึ่งในนักเขียนประจำฮะ (ยังมีอีกหลายท่าน) ซึ่งจะเขียนบทความลงประมาณเดือนละหน ถ้าทำได้ เนื้อหาจะเกี่ยวกับอะไรก็ได้แล้วแต่แนวทางของแต่ละฅนเลย แต่มีหัวข้อภาพรวมคือเกี่ยวกับ ‘การศึกษา’

ผมเองมี blog เป็นของตัวเองอยู่แล้วครับ ที่ http://www.spaces.live.com/masathaKUS26 ซึ่งจะเขียนประมาณ 10 วันหน (หรือเดือนหนึ่งไม่เกินสามครั้ง) ส่วน ที่แตกต่างกันระหว่างบล็อกของตัวเองกับคิวบิคบล็อก นอกจากบล็อกตัวเองจะไม่มีธีมแล้ว (แปลว่าจะเขียนเรื่องอะไรก็ได้) ในที่นี้ก็จะเขียนเรื่องส่วนตัวน้อยลงครับ แล้วก็จะพยายามรวบประเด็นให้ชัดเจนขึ้น รวมไปถึงใช้ภาษาวิบัติให้น้อยลง (แต่ก็คงยังวิบัติอยู่ดี “- -)…. ก็มาลองลุ้นกันดูซิว่า Cubic Blog Rebirth คราวนี้จะไปได้สักกี่น้ำ (ฮา)

เรื่อง ที่ผมเลือกจะเขียนคราวแรกนี้เกี่ยวกับการรับปริญญาครับ ดูเป็นอะไรที่เสียดสีประชดประชันมิใช่น้อยที่โพสต์แรกที่เขียนถึงการศึกษา จะเลือกเหตุการณ์ที่เป็นเสมือนจุดสุดท้ายของการศึกษาในสังคมไทย (อย่ามาบอกว่าฅนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตนะครับ ยอมรับมาซะดี ๆ ว่าในเชิงสัญลักษณ์แล้ว รับปริญญาเมื่อไหร่ คุณก็เสมือนหลุดจากกระบวนการศึกษาไปสู่สังคมการทำงานแล้วล่ะ)

ผม คงไม่มาวิจารณ์ในเอนทรี่แห่งนี้นะครับ ว่าการศึกษาของไทยประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว มันใหญ่โตเกินสติปัญญาของผมเกินไป และเครียดเกินไป … เรื่องเครียด ๆ แบบนี้ รออิ๊กหรือป่านมาละเลงจะดีกว่า(ฮา)

ผมขอเขียนเรื่องเบา ๆ หัว ในแบบของผมแล้วกัน

***

ช่วงนี้เป็นช่วงรับปริญญาของจุฬาครับ ผมได้มีโอกาสไปเดินแถว ๆ ที่เขาถ่ายรูปรับปริญญากัน ยอมรับเลยว่าเป็นบรรยากาศที่ชื่นมื่นมาก

คง ไม่บ่อยหรอกนะครับ ที่เดิน ๆ ไปจะได้เห็นบรรยากาศของการรวมญาติที่เยอะขนาดนี้ (บางฅนมีญาติ ๆ มาถ่ายรูปด้วยตั้ง 20-30 ฅน) ญาติ ๆ แต่ละฅนก็แต่งสูท ใส่ชุดไทยกันมาเต็มที่ (ของผมจะไปถ่ายรูปกับน้องชาย ใส่ชุดนักศึกษายังโดนที่บ้านเอ็ดเลยครับว่าทำไมไม่แต่งตัวให้ดีกว่านี้) ยังมีช่อดอกไม้ ตุ๊กตา กรอบรูปเต็มไปหมด ตัวบัณฑิตเองก็เป็นพระเอก-นางเอกของงาน มีฅนซับหน้าให้ เวลาเดินไปไหนก็จะมีช่างกล้องประจำตัวคอยตาม แทบจะถ่ายรูปทุกอิริยาบถ ผมเองเดินเข้าไปในดงของบรรดาบัณฑิตใหม่ก็สัมผัสได้ถึงความชื่นชมยินดีอบอวล ไปหมด

แต่ในห้วงเวลาเหล่านี้ ก็ยังเรื่องน่าหงุดหงิดใจอยู่หลายเรื่องนะครับ

เริ่ม ตั้งแต่วันรับปริญญา ถ้าเป็นสาว ๆ เท่าที่ผมทราบก็ต้องตื่นตั้งแต่ตี3-ตี4 เพื่อมาแต่งหน้า ผมเองขนาดไม่ต้องทำอะไรยังลุกไม่ไหวเลยครับ เพราะวันซ้อมรับปริญญาก็เหนื่อยมาก เวลานั่งรถมาถึงที่สวนอัมพร (มหิดลรับที่สวนอัมพร) ลงจากรถก็จะมีฅนกลุ้มรุม เอาดอกไม้ช่อเล็ก ๆ มาติดที่ตัว ถ้าปฏิเสธ หรือวิ่งหนีไม่ทัน ก็จะเจอเก็บเงิน ผมเองตอนนั้นทำอะไรไม่ถูกเลยครับ เวลาที่มีฅนรุมติดดอกไม้จนเสร็จแล้วก็แบมือบอกว่า ทั้งหมด 420 บาทค่ะ สุดท้ายก็บอกว่าไม่เอา แล้วก็ดึงดอกไม้ออกทีละอัน ๆ ผู้ขายก็บ่นงึมงัมแล้วก็ปึงปังจากไป

เสียอารมณ์ทั้งผู้ขาย ทั้งผู้(ไม่ได้) ซื้อตั้งแต่เช้า

จาก นั้นก็ไปรอให้ห้องประชุมครับ ในห้องประชุมดีหน่อย ก่อนเริ่มพิธีมีขับกล่อมด้วยเพลงจากวงดนตรี แล้วก็มีซ้อมร้องเพลงกับซ้อมคณะผู้บริหารอัญเชิญตรามหาลัย (แต่บอกตามตรงว่าไม่ค่อยพร้อมเพรียงเท่าไหร่) สมัยผมเป็นสมเด็จพระเทพฯมาพระราชทานครับ ตรงเวลาเป๊ะ ๆ (แต่ถ้าเป็นสมเด็จพระเทพ ถึงจะสายแค่ไหน ผมว่าทุกฅนก็ยินดีจะรอ) พอเข้าเริ่มพิธีการก็อยู่ในโหมดน่าเบื่อแล้วละครับ จนถึงคิวของคณะตัวเองถึงค่อยมีชีวิตชีวาขึ้นมาหน่อย

หลัง จากรับปริญญาเสร็จก็เป็นกระบวนการถ่ายรูปตอนแดดร้อนเปรี้ยงครับ สมัยผมแต่งชุดครุยสองวัน วันแรกผมถ่ายรูปกับเพื่อนร่วมรุ่น แล้วก็กลับไปโรงเรียนไปถ่ายรูปกับอาจารย์ วันที่สองถ่ายรูปกับญาติ ๆ และครอบครัว

ก่อน หน้าที่จะรับปริญญาของตัวเอง ผมก็เคยไปงานรับปริญญาของพี่รหัส แล้วก็ของเพื่อน ๆ ครับ ผมพบว่า วันจริง เจ้าตัวจะยุ่งมาก ๆ พอเจอหน้าเรา รับช่อดอกไม้เสร็จ ถ่ายรูป แล้วก็ต้องวิ่งไปถ่ายรูปกับฅนอื่นๆ ต่อ ซึ่งก็เป็นที่เข้าใจได้ (วันนั้นพี่รหัสมาถ่ายรูปที่หอครับ ผมถ่ายเสร็จก็ค่อยไปเรียนหนังสือ) ในส่วนของวันงานเอง ตอนแรกก็สองจิตสองใจครับ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้นัดเพื่อน ๆ โรงเรียนมาเลย ถ่ายแต่กับเพื่อนที่คณะอย่างเดียว

สุดท้ายก็โดนด่าขรมเลยครับ “- – ทำนองว่า มีงานทำไมมึงไม่บอกกู เป็นเพื่อนกันรึเปล่า คราวหน้าถ้าไม่บอกอีกนี่มีเคืองแน่ ๆ ฯลฯ

จริง ๆ แล้วผมเองก็ลำบากใจนะฮะ เพราะวันนั้นต้องไปถ่ายกับเพื่อน ๆ ที่คณะ (มีงานที่คณะต่อ) ถ้าเป็นอีกวัน ก็ต้องถ่ายรูปรวมกับญาติ ๆ แล้วแค่ดูแลญาติ ๆ อย่างเดียวก็จะจิตแตกอยู่แล้ว (ครอบครัวอื่นผมไม่ทราบ แต่ที่บ้านผม ถ้ามารวมกันเยอะ ๆ จะตีกันมากกว่าดีกัน) ต้องวิ่งดูแลฅนโน้นที ฅนนี้ที ถ้ายังนัดเพื่อน ๆ มาอีก ถ่อมาถึงสวนอัมพร ถ่ายรูปสองรูป แล้วก็ไม่เหลียวแล ผมก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจน่ะครับ

เพื่อน ผมอีกฅนนัดแยกเลยครับ นัดเพื่อนโรงเรียนมาอีกวันนึงแล้ว แล้วก็ถ่ายรูปเต็มที่ ย้ายไปตรงนู้นที ตรงนี้ทีตามจุดต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย ส่วนตัวผมเองไม่ได้ชอบถ่ายรูปขนาดนั้นครับ ไอ้ที่จะมานั่งครีเอท ถ่ายรูปตามท่าทางต่าง ๆ ไม่ถนัดเอาเสียเลย เวลาเพื่อนมาก็ถ่ายรูปรวมรูปเดียว แล้วก็จบ

พูด ถึงเรื่องถ่ายรูป สำหรับฅนอื่นผมไม่แน่ใจนะครับ แต่ผมพบว่า วันรับปริญญาเราจะถ่ายรูปเยอะมาก แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่ ของผมเองรูปที่เก็บเข้าอัลบั้มหรือเอาขึ้นเว็บจริง ๆ ก็มีแค่ รูปเดี่ยวดี ๆ สักสองสามรูป รูปที่ถ่ายกับครอบครัว รูปที่ถ่ายกับอาจารย์ แล้วก็รูปที่ถ่ายกับเพื่อน ๆเ ป็นกลุ่ม ๆ เท่านั้นเอง วันรับปริญญาเนี่ย จะออกอาการประมาณว่า เจอหน้าใครก็ถ่ายดะไปหมด แต่สำหรับผมแล้ว มีแค่ไม่กี่ฅนเท่านั้นแหละครับที่รู้สึกว่ารูปที่ถ่ายมีความหมาย ที่เหลือถ้าเป็นแค่ฅนรู้จักธรรมดา เจอหน้ากันไม่กี่หน เอ้า ถ่ายสักหน่อย ก็เป็นรูปที่พลิก ๆ ผ่านไปโดยไม่ได้มีความผูกพันอะไรมากนัก

อีก เรื่องก็คือช่อดอกไม้ กับของที่ระลึก เวลาไปหาใครก็รู้สึกว่าต้องมีมารยาทเอาช่อดอกไม้ไปให้ใช่ไหมครับ? ซึ่งเวลาบัณฑิตถ่ายรูปมีช่อดอกไม้ถืออยู่ในมือจริง ๆ นั่นแหละ แต่ผมก็พบว่า เจ้าตัวจะถือช่อที่สวยที่สุดถ่าย ส่วนช่อเล็ก ๆ อื่น ๆ รองลงมาก็จะรับไว้ ขอบคุณ แล้วก็เอาวางไว้บนโต๊ะ (ไม่ก็ให้แฟนช่วยถือ) ตอนผมรับปริญญาผมบอกที่บ้านว่าไม่ต้องซื้อให้ เพราะว่าน้อง ๆ รหัสจะช่วยหารค่าดอกไม้ออกให้ช่อนึงอยู่แล้ว ผมว่าเอาจริง ๆ ช่อเดียวก็เอาอยู่แล้วครับ (หรืออย่างมากไม่เกินสองช่อเอ้า เผื่อสลับกันถือ) ถ้ามากกว่านั้นก็ดูสิ้นเปลืองพิกล เพราะเสร็จแล้วดอกไม้เราก็ไม่ได้เก็บไว้ ก็ต้องทิ้งอยู่ดี ฉะนั้น ถ้าจะมางานรับปริญญาของผมละก็ ไม่ต้องเอาดอกไม้มาให้หรอกนะครับ ถ้าจะให้จริง ๆ ให้เป็นของดีกว่า (เข้าใจว่าคงอยากแสดงความยินดี)

เท่า ที่เล่ามา ก็รู้สึกว่าการรับปริญญาบางทีก็มีเรื่องลักลั่นบ้างเหมือนกัน ธรรมเนียมไทย ๆ แบบเรา ถ้าไม่มากเกินไปก็จะน้อยเกินไปเสมอ (ฮา) แต่อย่างไรก็ตาม วันนั้นเป็นวันที่ดีที่สุดวันนึงในชีวิตน่ะครับ ให้เป็นวันที่น่าจดจำไว้ดีกว่า อดทนเรียนมาสี่ปีหรือมากกว่านั้น สุดท้ายจะได้สิ้นสุดกันสักที ไม่ต้องเรียนอีกแล้ว

แต่ อย่าลืมว่า จุดสิ้นสุดของสิ่งหนึ่ง ก็คือจุดเริ่มต้นของอะไรบางอย่างเสมอ วันรับปริญญาสำหรับผม เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว เป็นวันเริ่มต้นของการเป็นผู้ใหญ่ที่จะต้องรับผิดชอบชีวิตตนเองจริง ๆ จัง ๆ เสียทีแล้วละครับ (ซึ่งดูแล้วน่าห่วงมากกว่าน่าดีใจนะเนี่ย-ฮา)


Welcome!

ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก

นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา

คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)

ทวีทล่าสุดจาก Kupo

ทวีทล่าสุดจากสมาชิกคิวบิกฯ

more...