Posts Tagged ‘thailand

Shortcut

In: Cubic Blog  By: Zerothman

15 Nov 2010

พอดีช่วงนี้ผมได้มีโอกาสทำงานโครงการของกระทรวงไอซีที ที่เป็นการออกตระเวนจัดกิจกรรมให้กับน้องๆ ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ จริงๆ แล้วงานในลักษณะนี้ผมก็เคยได้ทำอยู่เรื่อยๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ที่มีโครงการ Cubic Robocode Camp On-tour ก็ทำให้ได้มีโอกาสเห็นสภาพของนักเรียนในพื้นที่อื่นๆ นอกรั้วเขียวม่วงอย่างที่ผมเคยได้รับมามากขึ้น และยิ่งทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจกับสภาพของการศึกษาไทยมากยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากปัญหาในการเข้าถึงเทคโนโลยี และการใช้ภาษาอังกฤษที่ผมคิดว่ามันค่อนข้างจะเห็นอยู่อย่างชัดเจนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมว่าน่ากลัวคือความสามารถในการคิด และมุมมองที่มีต่อการเรียนรู้ของตนเอง

ผมไม่แน่ใจมากนักว่าสภาพในชั้นเรียนจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร แต่ดูเหมือนนักเรียนส่วนใหญ่จะค่อนข้างมองการเรียนรู้ต่างๆ เป็นเส้นตรง การเรียนรู้คือการรับข้อมูลเข้ามาบันทึกไว้ในสมองของตนเอง ดังนั้นนักเรียนส่วนใหญ่จึงมักจะสับสน และค่อนข้างว้าวุ่นเมื่อเรามีกิจกรรมต่างๆ ให้น้องได้ลองคิด ลองทำ ลองแก้ปัญหาด้วยตัวเอง น้องส่วนใหญ่จะคาดหวังให้เราบอกน้องอย่างชัดเจนว่าเขาต้องทำอะไรเป็นขั้นตอนอย่างไร มากกว่าที่จะลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ลักษณะนี้ก็คงก็คล้ายๆ กับภาพการเรียนในห้องเรียนทั่วไป ที่มีใบงานหรือการทดลองอะไรที่เป็นขั้นเป็นตอนให้นักเรียนได้ทำตาม และมีผลอะไรก็เขียนใส่ใบงานไป ซึ่งจริงๆ แล้วก็พูดยากว่านักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากกระบวนการดังกล่าวนี้

อีกเหตุการณ์ที่ผมทำให้ผมรู้สึกวิตกมาก คือเมื่อเราให้น้องได้ลองทำกิจกรรมหนึ่งที่น้องจะต้องพยายามลองผิดลองถูกเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องมาให้ได้ และน้องเลือกที่จะ “ลอก” คำตอบจากเพื่อนคนอื่นๆ มาตอบ

ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนภาพบางอย่างที่น่ากลัว

แม้ว่ากิจกรรมนี้เราจะให้น้องลองทำเพื่อให้น้องได้คิด แต่ในมุมของน้อง “คำตอบ” และ “การวัดผล” ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พวกเขาจึงเลือกที่จะมองข้ามกระบวนการเรียนรู้ของตัวเอง และลัดสู่คำตอบที่ถูกต้อง หากมามองย้อนดูที่รูปแบบการศึกษาในปัจจุบันก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก ที่นักเรียนกำลังเรียนเพื่อ “สอบให้ได้” มากกว่าเพื่อ “การเรียนรู้” ของตัวเอง

ที่น่ากลัวไปกว่านั้น แม้ว่าเราจะไปจัดกิจกรรมกันอย่างเป็นกันเอง และความสำเร็จในการหาคำตอบของน้องจะไม่ได้มีผลต่อเกรด หรือมีผลประโยชน์อะไรต่อตัวพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะลัดสู่คำตอบ ราวกับว่ากระบวนการนี้ถูกฝังอยู่เป็นระบบอัตโนมัติในหัวของพวกเขา

ถ้าให้พูดตามตรง…ผมว่าตอนนี้ผมรู้สึกมืดแปดด้านจริงๆ ครับ ว่าควรจะทำอะไรกับปัญหานี้ดี?

ช่วงนี้ผมและเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันก็กำลังมีเรื่องต้องวางแผนและเตรียมตัวเกี่ยวกับงานรับปริญญาอยู่พอควร ซึ่งก็มีรายละเอียดให้วุ่นวายหลายอย่างทั้งเรื่องลางาน การเดินทาง ตัดชุดครุย ฯลฯ แต่ลำพังการเตรียมตัวที่จำเป็นเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นปัญหายุ่งยากเท่ากับภาคเสริมที่เพิ่มเข้ามา ทั้งการนัดเพื่อน หาคนถ่ายรูป แต่งหน้าทำผม ฯลฯ ที่ดูเหมือนว่าด้วยค่านิยมของสังคมในปัจจุบัน ก็เกือบ ๆ จะกลายเป็นภาคบังคับไปอีกส่วนแล้ว

ผมเองปกติก็ว่าไม่ชอบทำอะไรตามกระแสเท่าไร แต่ก็ยังหวั่น ๆ อยู่เลยครับว่าถ้าไม่มีช่างภาพส่วนตัวเหมือนเพื่อน ๆ แทบทุกคนที่เจอตอนรับปริญญากันเมื่อสองปีก่อนนี่จะแปลกประหลาดขวางโลกไปหรือเปล่า ไม่รู้มัธยฐานของสังคมเค้าต้องเตรียมอะไรกันแค่ไหน

Case in point: บทความชุด Commencement Guideline ของคุณ puyisme ที่เว็บไซต์คณะกรรมการบัณฑิตจุฬาฯ (กบจ.) เอามาลงไว้

คิดว่าถ้าเรียกการเตรียมตัวระดับนี้ว่าเป็นมาตรฐานชั้นหนึ่งของสังคมวัตถุนิยมในปัจจุบันก็คงไม่ผิดนัก (ขออภัยหาก offend – ไม่มีเจตนาเจาะจงว่าใคร แต่อยากกล่าวถึงค่านิยมของสังคมในภาพรวมเฉย ๆ) ซึ่งก็ไม่ได้คิดจะทำตามหมดนั่นอยู่แล้วล่ะ แต่อ่าน ๆ ไปแล้วก็ติดใจตะหงิด ๆ อยู่บางอย่าง

อย่างตรงการเชิญแขกผู้มาร่วมแสดงความยินดีนี่มัน… ยังไงนะ? ในความรู้สึกของผม ปกติแล้วงานที่จะมีการเชิญให้เข้าร่วมนั้นน่าจะต้องมีการเลี้ยงตอบรับ หรือให้แขกมีอภิสิทธิ์ได้เข้าร่วมในพิธีสำคัญบางอย่าง แต่ตรงนี้อย่าว่าแต่แขกเหรื่อมากมายที่ไหนเลย พ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่มีสิทธิ์เข้าหอประชุมเลยด้วยซ้ำ (ซึ่งผมก็สงสัยอยู่ว่าแล้วตกลงงานรับปริญญานี่จัดให้ใครนะ ไม่ใช่ว่าที่ทั่วไปมักถือกันว่าพ่อแม่เป็นคนส่งเสียให้เล่าเรียนมา ก็ควรจะได้มีส่วนร่วมในงานพิธีนี้หรอกเหรอ)

หรืออย่างการมีผู้ดูแลที่แทบจะต้องคอยรับใช้ทุกอย่าง ซึ่งพาให้ผมนึกไปถึงคอลัมน์ Miss Manners ของ Judith Martin ที่เคยกล่าวถึงแนวโน้มของงานแต่งงานอเมริกันที่นับวันจะพลิกผันเป็นงานเติม ego ของเจ้าสาวที่มักเห็นเพื่อนเจ้าสาวเป็นทาสรับใช้และเห็นแขกเป็นบ่าวบริพาร (Miss Manners ยังกล่าวอีกว่ามักมีญาติสนิทเพียงไม่กี่คนที่จะอยากมีส่วนร่วมในงานรับปริญญาของบัณฑิตจบใหม่)

ความจริงเกือบทุกแง่ของการรับปริญญาตามแบบสมัยนิยมที่ว่านี้ ก็ดูจะคล้อยตามค่านิยมงานแต่งงานที่เห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ทั้งการเตรียมการเยอะแยะที่ว่า แล้วไหนจะการจัดฉากถ่ายรูปให้ดูดีเป็นพิเศษ ฯลฯ

ก็คงสอดคล้องกับความที่ว่าในสังคมไทย การรับปริญญาดูจะเป็นก้าวการเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการแต่งงาน

เพราะกระดาษแผ่นเดียวนี้มันเป็นทั้งใบอนุญาตให้มีตัวตนอยู่ในโลกการทำงาน เป็นความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของวงศ์ตระกูล และสำหรับบางคนมันอาจเป็นใบเบิกทางที่เปิดให้ก้าวข้ามกำแพงแห่งชนชั้นได้ในที่สุด

หมายเหตุ: บทความนี้คัดลอกจากต้นฉบับที่บล็อกส่วนตัวของผม ซึ่งเป็นที่โฆษณาครั้งแรก


Welcome!

ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก

นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา

คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)

ทวีทล่าสุดจาก Kupo

ทวีทล่าสุดจากสมาชิกคิวบิกฯ

more...