creativeideasdrivetheworld.
In: Cubic Diary By: Zerothman
26 Jun 2009(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 3 ก่อน)
ในเวลานั้น ผมก็เป็นคนหนึ่งที่จัดได้ว่าตัวเองมีทักษะและความสามารถทางวิทยาศาสตร์ และเป็นคนที่เชื่อในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ผมเป็นเหมือนคนอื่นๆ อีกมากมายในโลกยุคปัจจุบัน ที่เชื่อว่าวิทยาศาสตร์คือรากฐานความรุ่งเรืองของอารยธรรมมนุษย์
เราจะเห็นได้ว่า ค่านิยมในปัจจุบัน ต่างหันไปให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ และมุ่งเน้นการพัฒนาเยาวชนไปในทางนั้น โดยคาดหวังว่า จะนำพาความเจริญมาสู่ประเทศ
มันเพียงพอหรือ?
งานนิทรรศการวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป หากดูเพียงผิวเผิน มันคือการรวมตัวของเหล่าผู้มีใจรักในวิทยาศาสตร์ มาจัดกิจกรรมอะไรบางอย่าง
แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ กลับไม่ใช่ส่วนผสมที่สำคัญที่สุดในงานนี้
เมื่อผมได้มองเห็นถึงความจริงข้อนี้ ทำให้ผมเกิดคำถามขึ้นในใจทันที
ว่าทำไม…เราถึงเลือกวิทยาศาสตร์?
ทำไมผมถึงอยากจัดค่ายวิทยาศาสตร์? ทำไมผมถึงไม่อยากจัดค่ายสังคม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ หรือแม้แต่พลศึกษาบ้าง?
บางที วิทยาศาสตร์อาจจะไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงที่ประเทศชาติ หรือแม้แต่มนุษยชาติต้องการ อะไรกันแน่ คือหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความก้าวหน้าของอารยธรรมมนุษย์
ในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของพวกเรา ทุกๆ ครั้งจะมีบางคน สร้างสรรค์บางอย่าง ที่ทำให้โลกของเรา “ดีขึ้น” มันไม่ใช่แค่วิทยาศาสตร์ ที่ทำให้สิ่งที่น่ามหัศจรรย์เหล่านั้นเกิดขึ้นได้ แต่มันการคือรวมนำเอาความรู้และภูมิปัญญาทั้งหมดที่เราสั่งสมจากกาลเวลา มาหลอมรวมด้วยหัวใจสำคัญ
มันคือ “ความคิดสร้างสรรค์” ต่างหากไม่ใช่หรือ…?
นั่นคือคำสุดท้ายที่อยู่ในภวังค์ของผม ก่อนที่จะจมลงสู่นิทราในคืนนั้น
…
วันรุ่งขึ้น ผมรีบไปหาอ.สุมาลี และหลายๆ คนที่เป็นแกนนำของกลุ่มในช่วงนั้นถึงแนวคิดของผม จากเป้าหมาย “ค่ายวิทยาศาสตร์” ของเรา จึงแปรเปลี่ยนเป็น “ค่ายความคิดสร้างสรรค์” กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์เดิมบางส่วน ถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากพื้นฐานความคิดใหม่ๆ เหล่านี้ และจากแนวคิดพื้นฐานใหม่ ค่ายแห่งความฝันนี้ จึงได้รับชื่ออย่างเป็นทางการ โดยได้รับความกรุณาจากท่านอาจารย์ผลทานเป็นผู้ตั้งชื่อนี้ นั่นคือ “ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์”
ดังนั้น ถึงแม้ว่าแนวคิดของการจัดค่าย และการดำเนินการต่างๆ จะเริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม แต่เราอาจพูดได้ว่า แท้จริงแล้ว จุดเริ่มต้นของค่ายแห่งนี้ เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ในเดือนสิงหาคม 2546 กิจกรรมต่างๆ ที่เดิมเคยมุ่งเน้นไปยังการพัฒนาและส่งเสริมกระบวนการความคิดทางวิทยาศาสตร์ ถูกปรับเปลี่ยนเป็นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการบูรณาการความรู้แทน
และเป็นครั้งแรก ที่ทำให้กระบวนการพัฒนากิจกรรม ตามรูปแบบของคิวบิกครีเอทีฟ เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม โดยการมองการสร้างกิจกรรม คือการสร้าง “โจทย์” ให้กับผู้เข้าร่วม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมพยายามใช้ทรัพยากรต่างๆ ที่เราจัดให้ เช่นความรู้ บุคคลในทีม อุปกรณ์ และเวลา นำไปสู่การแก้ไขปัญหาตามโจทย์นั้นๆ ให้สำเร็จลุล่วงอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าในยุคนั้น การพัฒนากิจกรรมส่วนใหญ่จะเกิดจากการคิดรูปแบบของกิจกรรม ก่อนที่จะลงไปดูรายละเอียดภายในและปรับเปลี่ยนปรับปรุงให้เกิดโจทย์และรายละเอียดข้อกำหนดต่างๆ ในกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพ (top-down มากกว่า bottom-up) แต่แนวคิดในการพัฒนาเหล่านี้ก็ยังถูกใช้เป็นข้อกำหนดในการให้กิจกรรมใดๆ “ผ่าน” เสมอ
และเพื่อให้การสร้างสรรค์กิจกรรมใดๆ มีไปในทิศทางเดียวกันที่เราต้องการ ปณิธานในการพัฒนากิจกรรมของค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ทั้ง 10 ข้อจึงได้ถูกกำหนดขึ้น (โดยหลังจากนั้น มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วน ก่อนที่จะกลายเป็นปณิธานในการพัฒนากิจกรรมของคิวบิกครีเอทีฟ)
โดยจะสังเกตได้ว่า ตั้งแต่สมัยนั้น ผมจะพยายามใช้คำว่า “พัฒนา” กิจกรรมมาโดยตลอด เนื่องจากในสมัยนั้นเองผมเป็นคนที่โตมาในกระบวนการพัฒนาซอฟท์แวร์เป็นหลัก และเหตุผลที่ซอฟท์แวร์ส่วนใหญ่เรานิยมใช้คำว่าพัฒนา เป็นเพราะว่าซอฟท์แวร์จะมีการสร้างขึ้น และถูกทำให้ดีขึ้นโดยการปรับเสริมเติมแต่งไปเรื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา จนจะมีเวอร์ชั่นย่อยๆ บางส่วนที่จะถูกนำไปใช้จริง
จึงเช่นเดียวกับกิจกรรมต่างๆ ที่จะมีแนวคิด กระบวนการ ข้อกำหนดต่างๆ ที่เรากำหนดขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา หลังจากที่เราได้คิดพิจารณาถึงข้อกำหนดต่างๆ ได้ทดสอบ ทดลอง จนกระทั่งจะมี “เวอร์ชั่น” สุดท้ายที่เราจะนำไปใช้จริง รวมถึงหลังจากนั้น ก็อาจจะมีเวอร์ชั่นใหม่ๆ ที่นำไปเสริมเติมแต่งกลายเป็นกิจกรรมใหม่ๆ ในอนาคตอีกด้วย
และนี่เอง คือจุดเริ่มต้น ของกิจกรรมนับร้อยที่เรากล้าพูดได้ว่า มันคือ “สไตล์คิวบิกครีเอทีฟ”
จุดเริ่มต้น ที่เริ่มจากกิจกรรมของ “ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1”
อย่างไรก็ตาม พร้อมๆ กับการพัฒนาและสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ ผมพบกับความจริงถัดมา ของการจัดค่าย ที่ผมอาจไม่เคยได้คิดไว้ก่อนในวินาทีที่ผมคิดจะจัดมัน…
In: Cubic Research Group By: Chayanin
9 Nov 2008หลายๆ คน อาจจะเคยคิดว่าระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกานั้นดี และมีความเป็นวิทยาศาสตร์ (ในความเป็นวิทยาศาสตร์กระแสหลัก) สูง
หลายๆ คนปฏิเสธข้อแรก ด้วยทั้งผลการสำรวจ และสติปัญญาของชาวอเมริกันที่มักพบเห็น ส่วนข้อหลัง ถูกปฏิเสธโดยสิ่งที่เกิดขึ้นบางประการ
เชื่อว่าหลายๆ คน น่าจะพอคุ้นหูกับทฤษฎีวิวัฒนาการ พอคุ้นหูกับชื่อของชาลส์ ดาร์วิน หลักการของการวิวัฒนาการเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับกันกว้างขวาง ในขณะเดียวกัน ก็เป็นปัญหากันอย่างกว้างขวางด้วย
หลายๆ คนอาจจะไม่เชื่อว่า สหรัฐอเมริกา ซึ่งโดดเด่นในเรื่องความเป็น secular ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ มีปัญหาในการสอนทฤษฎีวิวัฒนาการในโรงเรียน ด้วยเพราะขัดกับความเชื่อทางศาสนา
เรื่องของเรื่องคือ ทฤษฎีวิวัฒนาการ ที่บอกว่า สิ่งมีชีวิตต่างๆ มีลักษณะกำเนิดที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น ซึ่งเกิดจากการปรับตัวทางธรรมชาติ มันขัดกับหลักของศาสนาที่ว่า มนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ถูก “สร้าง” (นั่นคือ มี “ผู้สร้าง”) ออกมาในแบบที่เป็นในปัจจุบัน
ดูแผนภาพจาก New York Times ประกอบ ว่าด้วยการสอนเรื่องวิวัฒนาการในแต่ละรัฐ
ประเด็นคือ ทฤษฎีวิวัฒนาการ เป็นทฤษฎีที่มีข้อสรุปแน่นอน จนปฏิเสธแนวคิดอื่นโดยสิ้นเชิงได้แล้วหรือยัง
คำตอบที่ดีที่สุดคือ แทบไม่มีทฤษฎีวิทยาศาสตร์ข้อไหนเป็น
ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ ส่วนหนึ่ง เกิดจากการทดลอง ทำซ้ำ และหาข้อสรุป (ในกรณีที่สามารถทดลองได้) หรือเกิดจากการสังเกตจากธรรมชาติ แล้วตั้งทฤษฎีขึ้นมาให้สอดคล้องกับหลักฐานที่ได้จากการสังเกต
ไม่ว่าจะทางไหน ก็เป็นไปอย่างที่มีผู้กล่าวไว้ว่า ทฤษฎีวิทยาศาสตร์ มีไว้รอวันที่จะถูกยิงตกไปเท่านั้น (disprove)
ในความเห็นส่วนตัว ผมเชื่อว่า ทฤษฎีวิวัฒนาการ มีหลักฐานและความน่าเชื่อถือพอ ที่จะได้รับการยอมรับในฐานะทฤษฎีหลักที่จะสอนในคาบเรียนวิทยาศาสตร์
สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับประเด็นนี้ในสหรัฐอเมริกาคือ สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญกับความเป็นกลางทางศาสนาของรัฐมาก นั่นคือ ตัวรัฐไม่สามารถให้การสนับสนุนศาสนาใดๆ ได้ (ศาสนา เป็นเรื่องของเอกชน) ดังนั้น โรงเรียนรัฐก็ไม่สามารถสอนศาสนาได้
เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว ผลที่ออกมาคือ Intelligent design แปลอย่างหยาบๆ น่าจะได้เป็น (ทฤษฎี) การออกแบบอันทรงปัญญา หลักการง่ายๆ ของทฤษฎีนี้คือ สภาพทางธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตมันซับซ้อนมาก จนไม่น่าเป็นไปได้ ว่าจะเกิดจาก “ความบังเอิญ” ดังนั้น จึงต้องมี “ผู้ออกแบบ” ที่มีภูมิปัญญา (intelligence)
ผู้สนับสนุนทฤษฎีนี้ ปกป้องทฤษฎีนี้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศาสนา และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์กระแสหลัก ปฏิเสธทฤษฎีนี้ ว่าเป็นเพียงวิทยาศาสตร์เทียม (pseudoscience) บางคนถึงกับกล่าวว่า แทนที่ “ผู้ออกแบบ” ในทฤษฎีนี้ด้วย “พระเจ้า” ก็จะได้คัมภีร์ศาสนาดีๆ นี่เอง
สังเกตว่า ทฤษฎีนี้อยู่ในสหรัฐเป็นหลัก เพราะสหรัฐเป็นประเทศที่เคร่งเรื่องความเป็นอิสระจากศาสนาอย่างที่กล่าวไป ดังนั้น ทฤษฎีนี้ จึงเข้ามาเป็นตัวแทนของฝ่ายที่ปฏิเสธทฤษฎีวิวัฒนาการ โดยไม่อิงกับศาสนา
ถามว่า ถ้าอย่างนั้น ทำไมโรงเรียนจึงไม่นำเสนอทั้งสองทฤษฎีไปเลย แล้วให้นักเรียนคิดจากหลักฐานที่มีเองว่า ทฤษฎีใดที่น่าเชื่อมากกว่า
จริงๆ แล้ว นั่นคือสิ่งที่ฝ่ายต่อต้านวิวัฒนาการพยายามเรียกร้อง และเคยสำเร็จในกรณีของรัฐแคนซัส
ปัญหาคือ แล้วทฤษฎีไหน ที่จะถูกบรรจุเข้าไปในหลักสูตรบ้าง ทุกทฤษฎีที่ยังไม่สามารถ disprove ได้อย่างนั้นหรือ?
Flying Spaghetti Monster และ Russell’s Teapot ได้แสดงให้เราเห็นว่า การสร้างทฤษฎีที่ไม่สามารถ disprove ได้นั้น ไม่ยากเลย
เรื่องการสอนวิวัฒนาการในโรงเรียนของสหรัฐอเมริกา จึงยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนอยู่มาถึงปัจจุบัน สำหรับในไทย เท่าที่ย้อนจากประสบการณ์ตัวเอง ก็ไม่ได้มีการสอนทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างจริงจังในคาบเรียนชีววิทยา แต่หลายส่วนในหลักการของวิวัฒนาการก็ได้รับการสอนในโรงเรียนทั่วไป
(จากการบอกเล่าของเพื่อนที่เป็นพุทธศาสนิกชน ทฤษฎีวิวัฒนาการเองก็ขัดกับทฤษฎีของศาสนาพุทธ ซึ่งข้อนี้ผมเองไม่ได้ศึกษาคำอธิบายจักรวาลของพุทธมาเองเท่าไรนัก จึงไม่ขอยืนยันในความถูกต้อง แต่ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า ในไทยเรา มักจะตีความพุทธศาสนาให้เข้ากับหลักฐานและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในความเห็นของผม น่าจะเป็นเรื่องดีกว่าการเอาศาสนามาตีกับวิทยาศาสตร์อย่างที่เป็นในหลายๆ ที่ ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับบางการเชื่อมโยงระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ก็ตาม)
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)