<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Cubic Blog &#187; politics</title>
	<atom:link href="http://cubiccreative.org/blog/tag/politics/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://cubiccreative.org/blog</link>
	<description>Creative ideas drive the world.</description>
	<lastBuildDate>Fri, 02 Mar 2012 18:52:56 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
		<item>
		<title>ปรองดอง</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/rational_domain/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/rational_domain/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 16:42:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[communication]]></category>
		<category><![CDATA[politics]]></category>
		<category><![CDATA[ration]]></category>
		<category><![CDATA[Rational Domain]]></category>
		<category><![CDATA[unity]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=450</guid>
		<description><![CDATA[ในเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองกำลังคลายความวุ่นวายลงไป หนึ่งคำที่ผมคิดว่าเราๆ คงจะได้ยินกันบ่อยมากช่วงนี้คือคำว่า &#8220;ปรองดอง&#8221; คำๆ นี้เหมือนจะเป็นคำในอุดมคติที่ทุกคนอยากให้เกิด แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แล้วอะไรกันแน่คือความ &#8220;ปรองดอง&#8221; และเราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าคิดในมุมกลับง่ายๆ ผมคิดว่าคำว่าปรองดอง หมายถึงการไม่ขัดแย้งกัน การที่ทุกๆ ฝ่ายต่างพอใจในสิ่งที่ตนเองได้รับ และเข้าใจว่าคนอื่นๆ ก็ได้รับในสิ่งที่ควรได้รับเช่นเดียวกัน เมื่อนานมาแล้ว @Paul_012 เคยได้เขียนบล็อก &#8220;ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์&#8221; โดยมีเนื้อหาสรุปคร่าวๆ ว่าสังคมที่อยู่ด้วยกันได้ ต้องมีการจัดการความแตกต่างที่ดีพอ และดูเหมือนเป็นเรื่องประชดจิตใจกันนิดๆ ที่สามสิ่งที่เราพยายามใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยให้เป็นหนึ่ง กลับเป็นสาเหตุต้นๆ ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และก่อนจบ @Paul_012 ยังกล่าวอ้างถึงบล็อกอีกอันของตนเอง &#8220;Communication&#8221; ว่า&#8230; เมื่อไรนะ เราถึงจะหันมา &#8220;พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น&#8221; ได้เสียที ผมคิดว่าสโลแกนติดหูของ Orange นี้ตั้งแต่เปิดตัว ดูเป็นคำสั้นๆ เรียบง่าย แต่กินใจพอดู และดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่าจะเห็นด้วยตรงกันได้ไม่ยากว่า การสื่อสารก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญจริงๆ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจกันและกัน การ &#8220;เข้าใจ&#8221; นี้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในกระบวนการปรองดอง เพราะความเข้าใจจะทำให้เกิดการ &#8220;ยอมรับ&#8221; เราจะยอมรับผู้อื่นได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองกำลังคลายความวุ่นวายลงไป หนึ่งคำที่ผมคิดว่าเราๆ คงจะได้ยินกันบ่อยมากช่วงนี้คือคำว่า &#8220;ปรองดอง&#8221; คำๆ นี้เหมือนจะเป็นคำในอุดมคติที่ทุกคนอยากให้เกิด แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แล้วอะไรกันแน่คือความ &#8220;ปรองดอง&#8221; และเราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร</p>
<p>ถ้าคิดในมุมกลับง่ายๆ ผมคิดว่าคำว่าปรองดอง หมายถึงการไม่ขัดแย้งกัน การที่ทุกๆ ฝ่ายต่างพอใจในสิ่งที่ตนเองได้รับ และเข้าใจว่าคนอื่นๆ ก็ได้รับในสิ่งที่ควรได้รับเช่นเดียวกัน</p>
<p>เมื่อนานมาแล้ว @<a href="http://twitter.com/paul_012">Paul_012</a> เคยได้เขียนบล็อก &#8220;<a href="http://paul012.blogspot.com/2008/06/blog-post_26.html">ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์</a>&#8221; โดยมีเนื้อหาสรุปคร่าวๆ ว่าสังคมที่อยู่ด้วยกันได้ ต้องมีการจัดการความแตกต่างที่ดีพอ และดูเหมือนเป็นเรื่องประชดจิตใจกันนิดๆ ที่สามสิ่งที่เราพยายามใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยให้เป็นหนึ่ง กลับเป็นสาเหตุต้นๆ ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และก่อนจบ @Paul_012 ยังกล่าวอ้างถึงบล็อกอีกอันของตนเอง &#8220;<a href="http://paul012.blogspot.com/2006/12/communication.html">Communication</a>&#8221; ว่า&#8230;</p>
<blockquote><p>เมื่อไรนะ เราถึงจะหันมา &#8220;พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น&#8221; ได้เสียที</p></blockquote>
<p>ผมคิดว่าสโลแกนติดหูของ Orange นี้ตั้งแต่เปิดตัว ดูเป็นคำสั้นๆ เรียบง่าย แต่กินใจพอดู และดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่าจะเห็นด้วยตรงกันได้ไม่ยากว่า การสื่อสารก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญจริงๆ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจกันและกัน</p>
<p>การ &#8220;เข้าใจ&#8221; นี้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในกระบวนการปรองดอง เพราะความเข้าใจจะทำให้เกิดการ &#8220;ยอมรับ&#8221; เราจะยอมรับผู้อื่นได้ ต้องเกิดจากการที่เราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำอะไรแบบนั้น ทำไมเขาถึงได้รับอะไรแบบนั้น เราจะรู้สึกขัดแย้ง ขัดใจ เมื่อเราเห็นใครทำอะไรในสิ่งที่เราไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำได้ หรือทำไมเขาถึงได้รับในสิ่งที่จริงๆ แล้วเขาไม่ควรได้รับอย่างนั้น ความไม่เข้าใจนี้จะนำไปสู่ความไม่พอใจ ความโกรธ หรือความเกลียด ซึ่งทั้งหมดทั้งหมดนี้คือความขัดแย้ง</p>
<p>ปัญหาคือ เราจะเข้าใจคนอื่นได้อย่างไร?</p>
<p>จริงอยู่ที่การสื่อสารก็สำคัญ แต่สิ่งที่ลึกลงไปกว่านั้น คือการที่เราจะเข้าใจผู้อื่นให้ได้</p>
<p>ผู้คนแต่ละคน ที่มีฐานของข้อมูล ฐานความเชื่อ ย่อมนำไปสู่ความแตกต่างในขีดความสามารถในการเข้าใจเรื่องต่างๆ กลุ่มคนที่มีฐานของข้อมูล และฐานความเชื่อที่แตกต่างกัน ย่อมสามารถเข้าใจเรื่องของอีกฝ่ายได้ยากขึ้น (ผมกะว่าจะเขียนบล็อกเรื่องความสัมพันธ์ต่อข้อมูล ความเชื่อ และความรู้ แต่ยังไม่มีโอกาสสักที ขอติดไว้ก่อนแล้วกัน) ซึ่งจากฐานของข้อมูลและความเชื่อที่แตกต่างกันนี้ ผมขอเรียกว่าเป็น Rational Domain ของแต่ละคน หรือพูดง่ายๆ คือ กรอบความเข้าใจของแต่ละคน ที่ย่อมสามารถเข้าใจเรื่องต่างๆ ได้แตกต่างกัน</p>
<p>และจริงๆ แล้วหากมองให้ชัด ทุกวันนี้การที่เราไม่เข้าใจคนอื่น และนำไปสู่ความหงุดหงิดใจนั้น เพราะเราไปคาดหวังว่า เขาคนนั้นจะต้องอยู่ใน Rational Domain เดียวกับเรา การที่เขาไม่ได้ทำในสิ่งที่เราคาดหวังว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เขาทำได้ จึงพาลให้เราไม่พอใจคนๆ นั้น</p>
<p>ผมขอลองยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า สมมุติมีชายหญิงคู่หนึ่งเป็นแฟนกัน ฝ่ายชายเกิดทำอะไรสักอย่างที่ฝ่ายหญิงไม่พอใจ แล้วฝ่ายหญิงก็งอน ส่วนฝ่ายชายก็ไม่รู้ว่าฝ่ายหญิงงอนเรื่องอะไร ก็เลยคิดว่าสิ่งที่ฝ่ายหญิงทำนั้นผิด ก็เลยไม่ง้อ พอไม่ง้อฝ่ายหญิงก็ยิ่งโกรธ ยิ่งคับแค้น ยิ่งงอน ฝ่ายชายก็ยิ่งเซ็ง ความขัดแย้งก็โตขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>จากตัวอย่างนี้เราจะเห็นได้ว่า ความไม่พอใจเกิดจากความไม่เข้าใจ ฝ่ายหญิงไม่เข้าใจฝ่ายชายว่าทำไมถึงทำอะไรแบบนี้ เลยพาลโกรธ ทั้งๆ ที่หากมองให้ลึกแล้ว คนเป็นคู่รักกัน (ถ้าไม่ได้มีปัญหาอื่น) ฝ่ายชายย่อมทำอะไรที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับความสัมพันธ์นี้แล้วเสมอ เพียงแต่ในการตัดสินใจนั้น ด้วย Rational Domain ของตัวเอง จึงอาจทำให้ตัดสินว่าสิ่งที่ทำนี้ไม่ใช่ปัญหา ในขณะที่ Rational Domain ของฝ่ายหญิงตัดสินอีกอย่าง ว่าสิ่งที่ฝ่ายชายทำนั้นผิด ไม่ใช่สิ่งที่คนรักเขาทำกัน จึงไม่เข้าใจว่าทำไมถ้าเป็นคนรักกันเขาถึงทำแบบนี้ ก็สุดท้ายก็จบลงที่การโกรธ ไม่พอใจ และแสดงออกมาในรูปแบบของการงอน</p>
<p>เมื่อฝ่ายหญิงงอน ด้วย Rational Domain ของฝ่ายชายที่ไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด ก็จะไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องง้อ ความไม่เข้าใจว่าทำไมฝ่ายหญิงต้องงอนนี้ก็นำไปสู่ความไม่พอใจและขัดแย้งตามมา และต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด</p>
<p>ดังนั้นจากความขัดแย้งที่แสนวุ่นวายนั้น จริงๆ มีหลักการง่ายๆ อยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือเราต้องระลึกเสมอว่า อย่าใช้ Rational Domain ของเราเพื่อพยายามเข้าใจหรือตัดสินคนอื่นๆ เพราะทุกคนมี Rational Domain ที่แตกต่างกัน จากตัวอย่างปัญหาข้างต้น ปัญหาจะจบลงง่ายๆ เมื่อฝ่ายหญิงยอมที่จะเลิกงอน หรือฝ่ายชายยอมที่จะเริ่มง้อ ซึ่งทั้งสองกรณีนี้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมทลายกรอบ Rational Domain ของตนเองออกมา และยอมรับในสิ่งที่คนอื่นทำ แม้ว่าจะไม่สามารถหาเหตุผลหรือทำความเข้าใจได้ใน Rational Domain ของตนเองก็ตาม</p>
<p>ผมคิดว่าความซับซ้อนที่แสนวุ่นวายนี้ กลับมีแนวคิดที่แสนเรียบง่ายนี้อยู่ คงดีไม่น้อยหากทุกคน พร้อมที่จะทลายกรอบ Rational Domain ของตนเอง และเปิดใจที่จะยอมรับในสิ่งที่เราไม่มีทางเข้าใจได้มากขึ้น เพราะทุกอย่างที่ทุกคนทำมันมีเหตุผลอยู่ และหลายๆ ครั้งมันแค่ไม่ได้อยู่ใน Rational Domain ของเราเท่านั้นเอง</p>
<p>พูดง่าย&#8230;แต่สุดท้าย <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%99">กลไกการป้องกันตนเอง</a> (<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Defence_mechanism">Defense Mechanism</a>) ก็ยังเป็นรากฐานที่สำคัญของจิตวิญญาณมนุษย์อยู่ดี และคงไม่ง่ายนักที่เราทุกคนจะหยุดยั้ง<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Instinct">สัญชาตญาณ</a>นี้ได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/rational_domain/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การศึกษาการเมือง</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/education-on-politics/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/education-on-politics/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 16 May 2010 20:49:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[education]]></category>
		<category><![CDATA[politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=380</guid>
		<description><![CDATA[จริงๆ แล้วบล็อกนี้อาจจะขัดกับความเป็นคิวบิกครีเอทีฟไปเสียสักหน่อย ที่ผ่านมาคิวบิกครีเอทีฟมีจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเมือง ไม่ใช่แค่เราจะเป็นกลางทางการเมือง แต่เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลยถ้าเป็นไปได้ (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เห็นด้วยที่สมาชิกของเราจะมีความคิดเห็นทางการเมือง) เหตุผลง่ายๆ คงเพราะเรื่องของการเมืองเป็นเรื่องที่อ่อนไหว และเป็นปัจจัยที่เราคิดว่าการทำงานของเราจะง่ายกว่า ถ้าเราตัดองค์ประกอบนี้ออกไป อย่างไรก็ตาม จุดยืนนี้ไม่ได้ขวางให้ผมมาเขียนบล็อกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่สถานการณ์กำลังถึงจุดที่ทุกคนคาดหวังให้เป็นขีดสุด ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ติดตามดูข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตลอด และจากสิ่งที่ผมรับรู้มาทั้งหมด ผมกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุด อยู่ที่ความเข้าใจของ &#8220;คนไทย&#8221; กับคำว่า &#8220;การเมือง&#8221; ซึ่งมีรากของปัญหาที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ &#8220;การศึกษา&#8221; ตั้งแต่เราเป็นเด็กมา สิ่งที่เราถูกพร่ำสอนมาตลอด นั่นคือความรู้สึกที่ให้เรารักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เราถูกสอนให้เชื่อว่าประชาธิปไตยคือสิ่งที่ดีงาม ในขณะที่คอมมิวนิสต์หรือเผด็จการคือสิ่งที่ชั่วร้าย เราถูกสอนให้เห็นสีขาวและดำ แต่เราไม่เคยรับรู้ถึง &#8220;สีเทา&#8221; หรือแม้แต่เหตุและผลที่ทำให้ปัจจุบันพวกเราต้องมีการเลือกตั้ง สิ่งที่เรารับรู้คือ เมื่อเราอายุ 18 ปีแล้ว เราจะมีสิทธิ์ในการ &#8220;เลือกคนดีเข้าสภา&#8221; เพื่อมาปกครองบ้านเมือง แต่นั่น&#8230;คือการเมืองจริงๆ หรือ? หากอ้างอิงจาก Wikipedia แล้ว (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) ผมคิดว่าคำว่าการเมืองมีนิยามที่ลึกซึ้งกว่าสิ่งที่เราได้เคยร่ำเคยเรียนมานานมาก แม้จะดูเป็นวลีที่แฝงไว้ด้วยความชั่วร้าย แต่นั่นคือความจริงของสังคมมนุษย์ นั่นคือ &#8220;การจัดสรรผลประโยชน์&#8221; เราอยู่ร่วมกันในสังคม การที่ทั้งสังคมจะอยู่กันได้อย่างสงบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จริงๆ แล้วบล็อกนี้อาจจะขัดกับความเป็นคิวบิกครีเอทีฟไปเสียสักหน่อย ที่ผ่านมาคิวบิกครีเอทีฟมีจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเมือง ไม่ใช่แค่เราจะเป็นกลางทางการเมือง แต่เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลยถ้าเป็นไปได้ (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เห็นด้วยที่สมาชิกของเราจะมีความคิดเห็นทางการเมือง) เหตุผลง่ายๆ คงเพราะเรื่องของการเมืองเป็นเรื่องที่อ่อนไหว และเป็นปัจจัยที่เราคิดว่าการทำงานของเราจะง่ายกว่า ถ้าเราตัดองค์ประกอบนี้ออกไป</p>
<p>อย่างไรก็ตาม จุดยืนนี้ไม่ได้ขวางให้ผมมาเขียนบล็อกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่สถานการณ์กำลังถึงจุดที่ทุกคนคาดหวังให้เป็นขีดสุด ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ติดตามดูข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตลอด และจากสิ่งที่ผมรับรู้มาทั้งหมด ผมกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุด อยู่ที่ความเข้าใจของ <strong>&#8220;คนไทย&#8221;</strong> กับคำว่า <strong>&#8220;การเมือง&#8221;</strong> ซึ่งมีรากของปัญหาที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ <strong>&#8220;การศึกษา&#8221;</strong></p>
<p>ตั้งแต่เราเป็นเด็กมา สิ่งที่เราถูกพร่ำสอนมาตลอด นั่นคือความรู้สึกที่ให้เรารักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เราถูกสอนให้เชื่อว่าประชาธิปไตยคือสิ่งที่ดีงาม ในขณะที่คอมมิวนิสต์หรือเผด็จการคือสิ่งที่ชั่วร้าย เราถูกสอนให้เห็นสีขาวและดำ แต่เราไม่เคยรับรู้ถึง <strong>&#8220;สีเทา&#8221;</strong> หรือแม้แต่เหตุและผลที่ทำให้ปัจจุบันพวกเราต้องมีการเลือกตั้ง สิ่งที่เรารับรู้คือ เมื่อเราอายุ 18 ปีแล้ว เราจะมีสิทธิ์ในการ <strong>&#8220;เลือกคนดีเข้าสภา&#8221;</strong> เพื่อมาปกครองบ้านเมือง</p>
<p>แต่นั่น&#8230;คือการเมืองจริงๆ หรือ?</p>
<p>หากอ้างอิงจาก Wikipedia แล้ว (<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87">ภาษาไทย</a>/<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Politics">ภาษาอังกฤษ</a>) ผมคิดว่าคำว่าการเมืองมีนิยามที่ลึกซึ้งกว่าสิ่งที่เราได้เคยร่ำเคยเรียนมานานมาก แม้จะดูเป็นวลีที่แฝงไว้ด้วยความชั่วร้าย แต่นั่นคือความจริงของสังคมมนุษย์ นั่นคือ <strong>&#8220;การจัดสรรผลประโยชน์&#8221;</strong></p>
<p>เราอยู่ร่วมกันในสังคม การที่ทั้งสังคมจะอยู่กันได้อย่างสงบ จะต้องมีข้อตกลงร่วมกัน แต่แน่นอนว่าในทุกๆ ข้อกำหนดที่เกิดขึ้นจะต้องเกิดผลที่จะทำให้บางคนเสียประโยชน์ หรือบางคนได้ประโยชน์ การเมืองจึงเป็นกระบวนการที่มีวัตถุประสงค์สำคัญคือการทำให้ทุกคนพึงพอใจกับผลประโยชน์ของตนเอง แน่นอนว่าในการจัดสรรผลประโยชน์เหล่านี้ก็มีวิธีการมากมายหลายวิธีที่ใช้กันในแต่ละประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยใช้ <strong>&#8220;การปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข&#8221;</strong></p>
<p>แล้วประชาธิปไตยนี้คืออะไร? แนวความคิดพื้นฐานของประชาธิปไตยคือการที่ให้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมในการจัดสรรผลประโยชน์นี้ โดยมีแนวคิดง่ายๆ ว่าอะไรที่คนจำนวนมากกว่าพึงพอใจ แปลว่าสิ่งนั้นควรจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่แน่นอนว่าการที่คน 70 ล้านคนจะเข้ามาถกเถียงกันเพื่อจัดสรรผลประโยชน์กันคงเป็นไปไม่ได้ เราจึงเลือกที่จะใช้วิธีการให้แต่ละคนส่งตัวแทนของตัวเองเข้าไปถกเถียงกันในสภาแทน และกลายเป็นรูปแบบที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน</p>
<p>แต่สิ่งหนึ่งที่เราเองก็อาจสังเกตได้ชัดว่า คนทั่วไปมักจะมองประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการเลือกสรรหาคนที่เข้าไปปกครองเรา เลือกคนดี เลือกคนเก่ง ทั้งๆ ที่สิ่งที่อาจจะอยู่ลึกกว่านั้น คือการเลือกคนเข้าไปรักษาผลประโยชน์ของเรามากกว่า</p>
<p>หรือแม้แต่ความเท่าเทียมที่เราอาจจะได้ยินบ่อยๆ ในช่วงนี้ ที่บางคนอาจจะสับสนระหว่างการที่ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกันในแบบประชาธิปไตย หรือทุกคนควรจะได้ผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน ซึ่งในประเด็นหลังกลับกลายเป็นแนวคิดพื้นฐานของสังคมนิยม ที่เราเคยถูกเสี้ยมสอนกันหนักหนาว่าเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย</p>
<p>ผมไม่ได้จะตัดสินว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยนี้เหมาะสมหรือไม่ หรือสิ่งที่ประเทศไทยปรับใช้อยู่นี่ควรจะปรับอย่างไร นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมจะพูดถึงได้ใน Cubic Blog นี้ แต่สิ่งที่ผมตั้งใจจะสะท้อนคือผลของการศึกษาที่ตื้นเขินของประเทศไทยที่ส่งผลกระทบต่อความคิดของคนที่มีต่อการเมืองทั้งหมด กลายเป็นภาพที่ตื้นเขิน ไม่ลึกซึ้งถึงวัตถุประสงค์ หรือเหตุผลที่แท้จริงของระบบต่างๆ</p>
<p>และด้วยเหตุนี้เอง ยิ่งนำไปสู่ความแตกต่างทางความคิดของคนที่ได้รับเพียงการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ตื้นเขิน กับกลุ่มคนที่ถูกสอนให้มองโลกอย่างเป็นเหตุเป็นผลและครอบคลุม จนนำไปสู่ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลยที่จะขัดแย้งกัน เพราะพื้นฐานความคิดที่ต่างกันขนาดนี้ (เช่นกัน ผมจะไม่ตัดสินว่าความคิดของใครเหมาะสมกว่าใคร)</p>
<p>จะดีกว่าไหมถ้าการศึกษาแม้ในระดับพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงจะทำให้ทุกคนเข้าใจได้ว่า การปกครองแต่ละแบบนั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไร มีความเป็น <strong>&#8220;สีเทา&#8221;</strong> อย่างไร ทำไมประเทศต่างๆ ถึงเลือกใช้ระบอบการปกครองที่แตกต่างกันไป และในความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตของประเทศไทยเกิดอะไรขึ้นจริงๆ บ้าง ด้วยเหตุผลอะไร เกิดข้อดีข้อเสียอย่างไร และได้วิเคราะห์กันอย่างตรงไปตรงมาโดยปราศจากความรู้สึกที่ไปตัดสินว่าอะไรดีหรืออะไรชั่ว</p>
<p><strong>อย่างน้อย ผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กว่าที่เรามาจำว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นตอน พ.ศ. อะไร หรือสามารถท่องชื่อหรือพระนามของนายกรัฐมนตรีหรือกษัตริย์ไทยในอดีตได้ครบทุกคนหรือทุกพระองค์</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/education-on-politics/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

