creativeideasdrivetheworld.
In: Million Things We've Learned By: Masatha
28 Jun 2011กลับมาอีกครั้ง สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We’ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟอีกครั้ง
และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ…

แนะนำตัวก่อนเลยครับ
ผมชื่อนายวุฒิพร ปิ่นหล่อ อายุ 19 ปี กำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สาขานิเทศศาสตร์ เอกโฆษณาครับ
รู้จักกับคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไรครับ?
ว่านรู้จักคิวบิกครีเอทีฟจากทางอินเทอร์เน็ต ตอนนั้นสมัครเข้ามาเป็นน้องค่าย Cubic Photo Camp #1 ครับ เนื่องจากตอนนั้นอยากเรียนรู้การถ่ายภาพ แล้วตอนนั้นก็แค่คิดว่าจะได้เรียนเทคนิกวิธีการถ่ายรูปต่างๆ เหมือนค่ายกับอื่น ๆ แต่พอมาจริง ๆ แล้วพบว่าคิวบิกฯ ไม่เหมือนที่ไหนเลยจริงๆ ในค่ายนี้ไม่ใช่แค่มีถ่ายภาพอย่างเดียว แต่ว่านได้มีโอกาสทำกิจกรรมหลายอย่างที่ทำให้เรียนรู้ และรู้สึกผูกพันกับเพื่อนๆ กับพี่ๆ ในค่าย
หลังจากนั้นก็ติดใจ สมัครมาค่าย Cubic Photo Camp Extreme #1 อีกครับ ซึ่งในค่ายนี้ก็ยิ่งทำให้มีโอกาสได้รู้จักและสนิทกับพี่ๆ คิวบิกครีเอทีฟ มีโอกาสได้ไปไหนมาไหนด้วยกันบ้าง เวลาที่พี่ๆ มีงานถ่ายภาพอะไรก็ชวนว่านไปตลอด จนกระทั่งมีพี่ชวนมาเล่นดนตรีให้กับคอนเสิร์ตในค่าย Cubic Creative Fun Camp #2
รู้สึกอย่างไรบ้างครับ?
ตอนนั้น ก็ดีใจที่พี่ๆ มาชวนไปเล่นดนตรีนะครับ เพราะจริงๆ ก็เป็นคนที่ชอบเล่นดนตรีมากอยู่แล้ว แต่พอมาทำงานจริงๆ ก็ต้องยอมรับว่าตกใจ เพราะคิวบิกฯ ทำอะไรไม่เหมือนใครอีกแล้ว จากที่ว่านเคยคิดว่าเวลาแสดงดนตรี ก็ง่ายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่พอมาประชุมเตรียมงาน เราพบว่ามีรายละเอียดเยอะมาก ทุกอย่างต้องทำแบบเป๊ะๆ มีการวางแผนทุกขั้นทุกตอน สำหรับงานของคิวบิกฯ จนเล่นดนตรีก็ต้องตั้งใจ ทำกันเล่นๆ ไม่ได้ครับ
หลังจากนั้นก็เลยได้มีโอกาสทำงานกับคิวบิกเรื่อยมา?
หลังจากเล่นดนตรีในค่าย CCFC2 คราวนี้ก็มีพี่ชวนให้มาทำงานค่าย Cubic Mega Camp #2 ในฝ่ายมัลติมีเดีย มีหน้าที่ในการดูแลอุปกรณ์เสียงและโสตต่างๆ คราวนี้ว่านก็ตกใจอีกเป็นครั้งที่สาม เพราะตอนเป็นน้องค่าย ไม่เคยคิดว่าเวลาทำงาน ฝ่ายมัลติมีเดียจะต้องเป๊ะขนาดนี้ ต้องประสานงานกับฝ่ายต่างๆ เตรียมบท เตรียมไฟล์ เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ และมีรายละเอียดการทำงานที่ต้องระมัดระวังเยอะมาก
ถัดจากนั้นว่านก็ได้มีโอกาสไปทัวร์จัดกิจกรรมที่ต่างจังหวัดในโครงการ MICT Digital Youth Camp On Tour โดยมีหน้าที่ในการเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพ เดิมทีชีวิตนี้ก็ไม่เคยคิดว่าจะความสามารถที่จะไปสอนใครได้ แต่พี่ๆ ก็ช่วยแนะนำจนสามารถผ่านมาได้ และงานนี้ก็ยังทำให้เรามีโอกาสได้ไปสถานที่ต่างๆ ได้ไปพบเห็นผู้คนหรืออะไรที่เราไม่เคยเจอมาก่อน
แล้วอะไรที่คิดว่าท้าทายตัวเรามากที่สุด?
คงเป็นงานหัวหน้าฝ่ายมัลติมีเดียในค่าย MICT Digital Youth Camp เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เหตุเกิดจากการที่พี่ๆ ฝ่ายมัลติมีเดียหลายๆ คนต้องติดธุระพร้อมๆ กัน ภาระงานหัวหน้าฝ่ายจึงตกมาที่ว่าน ซึ่งตอนแรกก็กดดันมาก เพราะนอกจากต้องมาทำงานในระดับหัวหน้าแล้ว ค่ายนี้ยังต้องรับผิดชอบงานฝ่ายวิชาการในการสอนตัดต่อวีดีโอด้วย เป็นนักดนตรีเล่นคอนเสิร์ตด้วย ก็ยิ่งตื่นเต้นไปกันใหญ่
แล้วเราทำอย่างไร?
เราก็พยายามย้อนกลับมาดูครับ ที่ผ่านมาสิ่งที่สำคัญมากในการทำงานของคิวบิกฯ คือการเตรียมตัว ถ้าเรารู้ว่าเราจะต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง เราก็ต้องวางแผน เตรียมการต่างๆ ให้พร้อม ซึ่งพอเราคิดเตรียมการต่างๆ ล่วงหน้า ก็ทำให้เราเริ่มมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ พอทุกอย่างที่เตรียมมันมีรายละเอียด มีขั้นตอนสมบูรณ์ ก็ทำให้ทำงานง่ายขึ้นมากครับ
แล้วช่วงนี้ทำอะไรอยู่บ้าง?
ช่วงนี้ว่านร่วมกับพี่ๆ ทีมนักดนตรีคนอื่นๆ กำลังร่วมกันทำสตูดิโอเพลงชื่อว่าปาดับปา จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่รวมกันมาอัดเพลงอัปขึ้น YouTube ไปเรื่อยๆ ซึ่งก็รู้สึกดีเพราะเราชอบเล่นดนตรีอยู่แล้ว แต่อยู่ตรงนี้ก็ยิ่งทำให้เราต้องฝึกการที่จะทำงานกับผู้อื่นครับ
สุดท้ายนี้มีอะไรอยากจะพูดไหมครับ?
ก็ขอบคุณคิวบิกที่ให้โอกาสในการทำงาน ไม่เคยคิดเลยว่าอย่างว่านเอง จะได้มีโอกาสทำอะไรได้เยอะแยะขนาดนี้ ได้เรียนรู้ความรับผิดชอบ ได้ลองประสบการณ์หลายๆ อย่าง ซึ่งตอนนี้ ว่านมีความมั่นใจในการทำงานขึ้นมากครับ
ผมชื่อต้นว่าน ผมอยู่คิวบิก และได้เรียนรู้ว่าถ้าเราพร้อม ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล
In: Million Things We've Learned By: Zerothman
28 May 2011ห่างหายกันไปสักพักใหญ่ๆ สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We’ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟกันอีกครั้ง
และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ…

แนะนำตัวก่อนเลยครับ
ชื่อ ปั๊ม อายุ 19 ปีครับ ชื่อจริงชื่อ ศุภอัตถ์ จูฑะพุทธิ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขานวัตกรรมสื่อสารสังคม เอกผลิตภาพยนตร์และสื่อดิจิตัล
เริ่มเข้ามาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไรครับ?
ผมเข้ามาทำงานกับคิวบิกอาจจะแตกต่างจากคนอื่น ๆ อยู่หน่อยตรงที่ไม่ได้เริ่มจากการเป็นพี่เลี้ยงค่าย แต่เพราะมีเพื่อนชวนเข้ามาเป็นทีมงานค่ายเลยโดยตรง ค่ายแรกที่ทำก็คือค่าย Cubic Innovator Camp #3.2 ครับ ช่วงนั้นผมเองกำลังชอบถ่ายภาพมาก และเพื่อน ๆ ที่รู้จักก็ชอบถ่ายภาพเหมือนกัน ก็เลยชวนมาเป็นฝ่ายถ่ายภาพในงาน ตอนนั้นปั๊มก็รู้สึกสนใจ เพราะเพื่อนหลายๆ คนต่างก็บอกว่า งานสนุก ผมก็ เอ๊ะ อยากรู้ว่ามันสนุกยังไง เลยลองมาทำดู
คิดว่าประสบการณ์ที่นี่แตกต่างกับที่อื่นอย่างไร?
ผมเองเคยทำกิจกรรมชมรมอื่นที่โรงเรียนมาก่อนหน้านี้ แต่รู้สึกว่าที่คิวบิกฯ นี้อบอุ่นกว่าที่อื่นๆ ทุกคนดูแลห่วงใยกันและกัน และมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองและผลงานอยู่ตลอดเวลา ช่วงที่มาทำค่ายแรก ก็ได้เพื่อนๆ ช่วยสอนเทคนิกการทำสไลด์งานนำเสนอซึ่งก็เป็นประโยชน์มาก ๆ ในเวลาต่อมา
หลังจากนั้นเราได้ทำอะไรอีกบ้าง?
หลังจากนั้นก็มาทำค่าย Cubic ICT Fun Camp #5 ในหน้าที่ฝ่ายมัลติมีเดีย ซึ่งมีหน้าที่ต้องคอยคุมเสียง งานนี้ก็ค่อนข้างต่างจากการถ่ายภาพ เพราะเป็นงานที่พลาดไม่ได้เลย ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา ในช่วงเวลาที่น้องๆ กำลังร่วมกิจกรรม ฝ่ายกิจกรรมจะต้องพึ่งพาฝ่ายมัลติมีเดียตลอด เคยเจอปัญหาฝนตก ลำโพงดับ ซึ่งทำให้เรารู้เลยว่า บางทีเราไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะแก้ปัญหาเลยจริง ๆ แต่ก็โชคดีที่มีทั้งเพื่อนๆ และพี่ๆ ในคิวบิกฯ ที่คอยแนะนำและช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็เลยผ่านมาได้ครับ หลังจากนั้นมา ก็เรียนรู้ว่า ถ้าจะทำงานอะไร ก็ต้องทุ่มทำเต็มที่ 100% ไปเลยครับ เพื่อจะได้พัฒนาความสามารถมากพอที่จะผ่านปัญหาไปได้
ถัดมา ก็ได้มาทำวีดีโอที่ระลึกครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ ซึ่งผมเองก็มีโอกาสได้ทำตั้งแต่การนัดคน หาสถานที่ถ่ายทำ ก็เจอปัญหาต่างๆ ไปอีกลักษณะนึง
คิดว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?
ผมเองคิดว่าผมโชคดีมากที่ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามีโอกาสได้ทำงานที่แทบจะไม่ซ้ำกันเลย ตั้งแต่ถ่ายภาพ ฝ่ายเสียง แล้วก็ทำวีดีโอ ทำให้เราได้พัฒนาทักษะขึ้นไปเรื่อยๆ และการที่เราได้อยู่ในบรรยากาศที่มีคนอื่นๆ ทำงานอย่างตั้งใจและมีผลงานดีๆ ออกมาก็คอยเป็นแรงบันดาลใจให้กับเราอยู่เสมอ อย่างครั้งหนึ่งในค่าย Cubic Photo Camp #1 ที่มีมิวสิกวีดีโอของค่ายที่พี่ตี๋น้อยเป็นคนทำ เราก็รู้สึกประทับใจในผลงานของพี่เขามาก จนเป็นแรงผลักดันให้เราอยากที่จะเรียนรู้ ทำให้ตัวเองมีความสามารถ เพื่อที่จะทำผลงานดีๆ ให้ได้แบบนั้นบ้าง
ผมชื่อปั๊ม ผมอยู่คิวบิก และได้เรียนรู้ว่าผลงานที่สุดยอด มาจากการพัฒนาทีละก้าวครับ
In: Cubic Blog By: Zerothman
9 May 2010ในตอนนี้คงไม่มีเรื่องอื่นที่จะเขียนบล็อกไปได้ดีกว่าค่าย Cubic Creative Fun Camp #2 ที่เพิ่งผ่านไป (ดูรูป/วีดีโอได้ที่นี่) ซึ่งในปีนี้ค่าย CCFC#2 ก็ได้มีจุดที่พัฒนาขึ้นจากเดิมในหลายๆ อย่าง แต่เรื่องหนึ่งที่น่าจะเห็นได้เด่นชัดที่สุดในมุมน้องค่าย คงหนีไม่พ้นคอนเสิร์ตในคืนสุดท้าย ที่ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์คิวบิกครีเอทีฟที่มีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบขนาดนี้ภายในค่าย
ถ้าย้อนอดีตไป การทำงานหลายๆ อย่างของคิวบิกที่ผ่านมาดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์กับเสียงเพลงอยู่ไม่น้อย หากย้อนไปตั้งแต่สมัย KUSFC#1 จำได้ว่าตอนนั้นยังไม่มีฝ่ายเสียงเป็นตัวเป็นตนในค่ายด้วยซ้ำ จะมีก็แต่ชยุตม์ที่จะชอบเปิดเพลงให้น้องฟังเวลาน้องทำโครงงานวิศวะฯ จนมาถึงการร้องเพลงอำลา “เก็บไว้” ที่ตอนนั้นผมจำได้ว่า เหมือนจะไม่ใช่ผมที่เป็นคนจัดการเรื่องนี้ด้วยซ้ำ (รู้สึกจะเป็นรุ่นน้องจัดการกันเองสดๆ ตอนนั้น)
แต่หลังจากตอนนั้น อยู่ๆ ดนตรีก็เข้ามามีบทบาทในงานของคิวบิกครีเอทีฟมากขึ้น จากที่เดิมไม่มีฝ่าย ก็เริ่มมีฝ่ายเสียงขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนใน KUSFC#2 โดยพร้อมๆ กันนั้นก็มีเพลง Pass the Love Forward ที่เพิ่งออกมา และด้วยความหมายที่โดนใจ เราจึงนำมาเป็นเพลงอำลาและเพลงที่ใช้ประกอบวีดีโอค่าย KUSFC#2 ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเพลงชาติของคิวบิกฯ (โดยที่ไม่ได้ขออนุญาตพี่บอยด์) จนกลายเป็นธรรมเนียมที่พอจบค่ายจะต้องมีการทำวีดีโอเป็นมิวสิกวีดีโอ ซึ่งก็ต้องคิดพิจารณากันพอสมควรในแต่ละครั้งว่าจะใช้เพลงอะไร
ศาสตร์ของการใช้เพลงในกิจกรรมต่างๆ ก็เริ่มมีการพัฒนาควบคู่กันไป เริ่มมีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเปิดเพลงต่างๆ (ถ้าใครสังเกต ในงานของคิวบิกฯ ถ้ามีการเปิดเพลงอยู่ แล้วจะปิดเพลง จะไม่มีการปิดเพลงทันที แต่ละเฝดเสียงออกก่อนเสมอ) การใช้เสียงแปลกๆ ประกอบกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย หรือแม้แต่ตัวกิจกรรมเอง เริ่มต้นจากกิจกรรมที่ให้เล่นเกมเกี่ยวกับเพลงและเต้นประกอบเพลงใน KUSFC#2 ก็พัฒนามากลายเป็น Dance Battle ใน KUSFC#4 และ Karaoke Battle ใน ICTFC#5 ทั้งหมดนี้ก็เกิดจากอิทธิพลของดนตรีทั้งสิ้น
ถ้าถามถึงเหตุผลว่าทำไมดนตรีถึงได้เข้ามามีบทบาทในงานต่างๆ ของคิวบิกฯ ได้มากขนาดนี้ เหตุผลง่ายๆ คงเพราะดนตรีเป็นสิ่งที่ “จรรโลงใจ” เปิดตอนห้องเงียบๆ ก็ทำให้ห้องมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ เป็นสิ่งที่มี “อารมณ์” ฟังแล้วก็เกิดความรู้สึกดีๆ และเป็นเครื่องมือของความ “สนุก” เช่นการร้องรำทำเพลงต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์แบบคิวบิกฯ อาจจะพูดได้ว่าเสียงเพลงได้ผสานกับวัฒนธรรมคิวบิกฯ อย่างแยกไม่ออกไปเสียแล้ว
และเพราะอย่างนั้น จึงเป็นเหตุผลที่เราตัดสินใจจะทำคอนเสิร์ตขึ้นมาในค่าย CCFC#2 นี้
แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย แต่อาจจะเป็นโชคดีหน่อยที่ว่า เราเองเคยมีประสบการณ์ในการจัดงานเลี้ยงกลางแจ้งและก็มักจะทำมาเกือบทุกๆ ครั้งนับตั้งแต่ค่าย KUSFC#4 บวกเข้ากับประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับดนตรีทั้งหลาย การหา “ที่อยู่” ให้กับคอนเสิร์ตนี้จึงไม่ยากเกินไปนัก นั่นคือการรวมเข้ากับงานเลี้ยง และผสานเข้ากับกิจกรรมที่เกี่ยวกับดนตรี และกิจกรรมอำลาเข้าไปอย่างกลมกลืน
ปัญหาที่เหลือ จึงกลับมาอยู่ที่การหานักดนตรี นักร้อง ไปจนถึงเวที และพร็อพต่างๆ ที่ต้องใช้
ในส่วนของนักร้อง เราตั้งใจที่อยากจะให้เป็นพี่ๆ ทีมงานค่าย CCFC#2 นี้กันเอง เนื่องจากน้องๆ ค่ายจะรู้จักอยู่แล้ว และน่าจะสามารถดึงอารมณ์น้องๆ ให้มีส่วนร่วมได้ไม่ยาก ปัญหาหลักๆ จึงกลายเป็นเรื่องที่ว่าทีมงานที่ส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้มีทักษะในการร้องเพลงมาก ก็อาจจะมีปัญหาสักหน่อย ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็พบว่าไม่ได้เป็นปัญหามาก เพราะถึงจะร้องผิดร้องถูกร้องเพี้ยน ถ้าไม่ใช่ว่าลืมเนื้อเป็นท่อนๆ (แบบที่มีในค่ายนี้เหมือนกัน ถือว่าเป็นข้อผิดพลาด) ก็ไม่ได้ทำให้อารมณ์น้องแย่ลงเลยแม้แต่น้อย
ปัญหาอีกอย่างของนักร้องคือทีมงานไม่กล้าที่จะขึ้นมาร้องเพลง ซึ่งปัญหานี้จะคล้ายๆ กับตอนที่เราเกณฑ์คนมาถ่ายมิวสิกวีดีโอที่ระลึกครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ คือในช่วงแรกคนจะยังไม่เห็นภาพมาก เลยยังกล้าๆ กลัวๆ ว่าจะทำได้ไม่ดี บวกกับอาจจะขี้เกียจ แต่พอมีผลงานออกมาชัดๆ (ที่ดูดีในระดับหนึ่ง) ก็จะกล้ามากขึ้น อย่างในคอนเสิร์ตนี้เอาเข้าจริงๆ ตอนท้ายก็จะมีคนที่พอเห็นบรรยากาศและอินกับความสนุกแล้วก็จะแอบไปแจมทีหลังเยอะมาก เพราะฉะนั้นในจุดนี้คิดว่าในครั้งหลังๆ ที่เราจะมีคอนเสิร์ตอีกคงไม่ยากเท่าไหร่แล้ว
ต่อมาคือเรื่องของนักดนตรี แม้ว่าใจจริงเราจะอยากให้นักดนตรีเป็นทีมงาน CCFC#2 ทั้งหมดด้วย แต่ก็เป็นไปได้ยากมาก แม้ว่าจะพยายามลดเงื่อนไขกลายเป็นทีมงานคิวบิกฯ ทั้งหมดแล้วก็ตาม แต่การที่จะหานักดนตรีให้ครบวง และมากพอที่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียน รวมถึงว่างในวันซ้อมและวันจริงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จนสุดท้ายเราจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากคนนอกในวินาทีสุดท้ายถึง 3 คน (คือมิลที่เล่นกลอง เอิร์ธเล่นเบส กับน้องต้นว่านที่เคยเป็นน้องค่าย CPHC#1 มาช่วยเล่นกีตาร์) ซึ่งแน่นอนว่าการจับนักดนตรีที่ไม่เคยเล่นดนตรีด้วยกัน หรือแม้แต่รู้จักกันมาก่อนให้มาเล่นดนตรีด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่ และถ้าให้พูดกันในทางดนตรีจริงๆ การเล่นคอนเสิร์ตในครั้งนี้ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์แย่มาก แต่ที่น่าแปลกคือ ให้นักดนตรีเล่นผิดแค่ไหน ถ้ายังพอฟังเป็นเพลงได้ น้องค่ายก็ดูเหมือนจะไม่สังเกตและยังสนุกได้ไม่เลิก
ในส่วนสุดท้ายก็คือเรื่องของเวที เนื่องจากว่าเราไม่มีประสบการณ์ในการเช่าอุปกรณ์พวกนี้เลย ในตอนแรกที่ติดต่อไปตามที่ต่างๆ และทางบริษัทส่งใบเสนอราคาต่างๆ มา เราก็มีปัญหาเหมือนกันเพราะไม่รู้ว่าที่เสนอมามีอะไรบ้างและเหมาะสมกับราคาแค่ไหนยังไง สุดท้ายต้องไปขอคำปรึกษาจากหลายๆ คนเพื่อที่จะให้มาช่วยดู จนได้เจ้าที่เราคิดว่าดีที่สุดแล้ว ในวันจริงก็ยังไม่วายมีปัญหา ทั้งเรื่องของการติดตั้งเลท ไปจนถึงอุปกรณ์เสีย ซึ่งสุดท้ายก็แก้อะไรไม่ได้ (เผื่อใครไม่รู้ จริงๆ แล้วในคอนเสิร์ตนั้นควรจะมีไฟสปอตไลท์ที่ส่องตามได้ฉายมาจากด้านหลังคนดูอีก แต่ฟิวส์ขาดเลยไม่มี) รวมถึงปัญหาที่เราอยากจะอัดเสียง แต่ก็ไม่ได้มีการประสานเตรียมไว้ให้เรียบร้อย จนทำให้วีดีโอต้องใช้เสียงที่อัดจากกล้องอีกที ซึ่งคุณภาพก็ค่อนข้างแย่
แต่ถึงแม้ว่าจะมีปัญหามากมายสารพัด ในภาพรวมของคอนเสิร์ตครั้งแรกในประวัติศาสตร์คิวบิกครีเอทีฟนี้ก็ไปได้สวยกว่าที่คิด และกระแสตอบรับทั้งจากทีมงานและน้องๆ ค่ายถือว่าดีมาก
จึงไม่น่าแปลกใจ ถ้าคอนเสิร์ตจะกลายเป็นมาตรฐานหนึ่ง ที่ค่ายของคิวบิกครีเอทีฟจะต้องมี
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า เสียงดนตรีได้ผสานเข้ากับวัฒนธรรมของคิวบิกครีเอทีฟอย่างแยกไม่ออกเรียบร้อยแล้ว
หรือมันอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ? ที่ “คิวบิก” กับ “มิวสิก” มันคล้องจองกัน
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)