creativeideasdrivetheworld.
In: Million Things We've Learned By: Chayanin
6 Aug 2009บทความนี้เป็นบทความที่ 6 ในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง โดยจะลงในทุกวันศุกร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนครับ
และสำหรับทีมงานคิวบิกของเราในครั้งนี้คือ…

เริ่มจากการแนะนำตัวกันก่อนเลยครับ
ผมชื่อ ภูวัน สุวรรณรัศมี ชื่อเล่นชื่อ ภู แต่ในคิวบิกไม่ค่อยมีใครเรียกชื่อเล่นเลยครับ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาครับ
ร่วมงานกับคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรกเมื่อไหร่ครับ?
ผมร่วมงานกับคิวบิกครั้งแรก เมื่อปีที่แล้วครับ ตอนนั้นพี่นัท ชวนผ่านพี่กอล์ฟ ให้ผมเข้ามาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟในฝ่ายมัลติมีเดีย เพราะตอนนั้นคิวบิกกำลังจะทำฐานข้อมูลรูปภาพใหม่ ซึ่งผมก็ตอบตกลงทันทีเลย เพราะผมเคยเข้าค่ายของคิวบิก แล้วรู้สึกประทับใจในตัวพี่ๆ และความเป็นคิวบิก ก็เลยอยากจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคิวบิกครับ นั่นคือการร่วมงานคิวบิกครั้งแรกของผม แต่งานที่เป็นชิ้นเป็นอันชิ้นแรกที่ผมได้ทำ คือการถ่ายภาพกิจกรรมในค่าย Cubic Robocode Camp ครั้งที่ 2 กับเพื่อนที่ชื่อซันน่ะครับ…อันที่จริงน่าจะเรียกว่าไปช่วยถ่ายมากกว่า เพราะผมไม่ได้ไปทุกวัน ปล่อยให้ซันถ่ายคนเดียวไปหลายวันอยู่เหมือนกัน (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็ทำงานอื่นๆ มาเรื่อยๆครับ
ได้ร่วมงานกับคิวบิกฯ แล้ว รู้สึกยังไงบ้าง?
จากเดิมที่เคยเป็นน้องค่าย ได้สัมผัสเเต่หน้าฉากของกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน แต่แฝงไปด้วยการเรียนรู้ที่มีคุณค่า พอได้มาเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานแล้ว ก็ได้เห็นเบื้องหลังว่าสตาฟแต่ละคนในค่าย ตั้งใจทำงาน และทุ่มเทกับการจัดค่ายให้น้องๆ ได้สนุกไปพร้อมกับเรียนรู้มากแค่ไหน ได้เห็นเลยครับว่า กว่าที่จะออกมาเป็นแต่ละกิจกรรมที่แสนสนุกสนานนั้น มันใช้ทั้งแรงกาย และเเรงใจ อยู่ไม่น้อยทีเดียว ถึงเเม้ว่าในค่ายเเรกผมจะไม่ได้สัมผัสอะไรลึกซึ้งมากนัก เพราะแค่ไปช่วยถ่ายรูป 2-3 วัน แต่ก็ยังได้เห็นการทำงานมากพอสมควร ทำให้ผมรู้สึกประทับใจในตัวของพี่ๆทั้งสตาฟและพี่เลี้ยง ที่ทุ่มเทให้กับน้องๆ ได้อย่างมากมายขนาดนี้ครับ
นอกจากจะได้เห็นความทุ่มเทในการทำงานของพี่ๆแล้ว ผมก็ยังเห็นการทำงาน และการประสานงานกันอย่างมีระบบ อย่างตอนมาทำมัลติมีเดียกรุ๊ป ที่จะต้องไล่เเท็กและจัดประเภทรูปกิจกรรมต่างๆของคิวบิกที่มีเป็นหมื่นๆรูป ก็จะมีการประชุมกันก่อนที่จะเริ่มงานจริง แบ่งหน้าที่ว่าใครจะต้องทำส่วนไหน มีการกำหนดแนวทางพื้นฐานว่า จะแท็กอย่างไร แท็กอะไรบ้าง ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ จะแท็กรูปละเอียดแค่ไหน กำหนดเป้าหมายว่าต้องทำให้ได้ไม่ต่ำกว่ากี่รูปและให้มีความเร็วมากกว่ากี่รูปต่อชั่วโมง…หลายอย่างมากๆครับ ทำให้ผมได้เรียนรู้การทำงาน และเรียนรู้การวางแผนงาน..ซึ่งปกติผมไม่ค่อยทำเท่าไหร่ (หัวเราะ) คือปกติมาถึงก็มาทำสดๆ เกิดปัญหาก็ตามแก้ๆๆ กันไป ไม่รู้จักหมดสิ้น เพราะปัญหาใหม่มันก็เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ แต่พอมาทำงานฝ่ายมัลติมีเดีย และได้วางแผนงานแบบจริงๆจังๆ แล้ว ผมก็พบว่า ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ก็จะจัดการปัญหาได้ดีกว่า
ผมมีความรู้สึกว่า พอได้มาทำงานกับคิวบิกแล้ว มุมมองในการทำงานของผมก็เปิดกว้างขึ้น เมื่อก่อนเวลาทำงานผมก็จะ ไม่เคยมองภาพรวมของงาน ไม่เคยมีการวางแผนงานล่วงหน้า เวลาทำงาน ก็จะชอบแก้ปัญหาตรงโน้น แต่ปัญหาก็ไปเพิ่มตรงนี้ เพราะไม่ได้มองภาพรวมให้รอบคอบก่อน ว่าองค์ประกอบแต่ละตัวมีความเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อกันยังไง แล้วพองานมีปัญหา ไม่เป็นแบบที่คิด ก็เลยกลายเป็นเพิ่มความเครียดให้กับตัวเอง ปัญหาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอีก คิวบิกสอนผมว่า ให้มองงานเเบบองค์รวม มองกว้างๆ มองในหลายๆด้าน หลายๆ เเง่มุม เพราะมันจะทำให้เรามองเห็นปัญหาในแต่ละจุดได้มากกว่า และเราก็จะสามารถจัดการปัญหาโดยที่ทำให้การจัดการนั้นกระทบกับองค์ประกอบอื่นๆที่ดีอยู่แล้วให้น้อยที่สุด
ในหลายๆงานที่จะมีการพรีเซนต์ แล้วมีสไลด์ประกอบ ปกติคนพูดก็จะคุมสไลด์ด้วยไอโฟน พร้อมๆ กับพูดไปหน้าเวที เพื่อให้การเปลี่ยนสไลด์และเอฟเฟกต์ต่างๆ เกิดขึ้นตรงกับเรื่องที่พูด ซึ่งในงานเหล่านี้ จะมี MacBook Pro ตั้งอยู่สองเครื่อง เครื่องนึงเป็นตัวฉายสไลด์ที่คนพูดเป็นคนคุม ซึ่งต่อสัญญาณภาพฉายออกทางโปรเจคเตอร์ ส่วนอีกเครื่อง ก็จะเป็นเครื่อง “สำรอง” ที่จะเล่นสไลด์ไล่ตามเครื่องแรกไปเรื่อยๆ ซึ่งตรงนี้ผมจะเป็นคนคุม (เพราะเป็นเจ้าของ MacBook Pro อีกเครื่องนึง ส่วนเครื่องหลักเป็นของพี่นัท) และถ้ามีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นกับเครื่องหลัก ก็จะสามารถสลับสัญญาณภาพมาที่เครื่องสำรอง และนำเสนอต่อไปได้ทันที
หรืออย่างในงาน Cubic Thanks Party 2009 ที่นอกจากสไลด์นำเสนอเรื่องต่างๆแล้ว ก็จะมีการเปิดทั้ง MV ฉลองครบรอบ 5 ปี และ Cubic Race 3 Episode 1 ซึ่งวีดีโอเหล่านี้เเน่นอนว่าจะต้องมีเสียงอยู่ด้วย แต่คอมฯของผมจะต้องเปิดเพลงคลอในช่วงที่ไม่มีกิจกรรมบนเวที ในขณะที่ไฟล์ต่างๆ ทั้งวีดีโอ และสไลด์นำเสนออยู่ในคอมฯของพี่นัท แต่สายสัญญาณภาพและเสียง มีเเค่อย่างละเส้นเท่านั้น พี่นัทก็มีวิธีแก้ปัญหาโดยให้สายสัญญาณเสียงต่อเข้ากับคอมฯของผม แล้วก็เอาสายอีกเส้น (ที่เตรียมมาเอง) เชื่อมสัญญาณระหว่างคอมฯของพี่นัท กับคอมฯ ของผมไว้ แล้วก็สลับไปมาเวลาที่จะใช้เสียงจากเครื่องไหน
การได้ทำงานกับคิวบิก ทำให้ผมได้เห็นว่า พี่ๆ บางคน ที่ในค่ายที่ผมเคยเข้า เห็นว่า เก่ง เจ๋ง เท่ แล้ว พอมาทำงานร่วมกันจริง เขา เก่ง เจ๋ง และเท่ มากกว่าที่ผมเคยรู้หลายเท่าครับ พี่ๆ หลายคนมีความสามารถหลายด้านมาก ทำงานก็เก่ง คิดก็เป็นระบบ มีมนุษยสัมพันธ์ดี ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ แถมยังเป็นแบบอย่างที่ดีอีกต่างหาก ผมได้เห็นแบบอย่างที่ดีๆ หลายคน และผมก็ได้อะไรจากพวกเขามาอย่างมากมาย จนไม่อาจจะกล่าวในที่นี้ได้หมดเลยครับ
สรุปให้ได้สั้นๆ ก็คือ ผมรู้สึกประทับใจในความทุ่มเท ความสามารถ ความรอบคอบ การคิดและการทำงานอย่างมีระบบของทีมงานคิวบิกทุกคน และรู้สึกประทับใจในความเป็นคิวบิกครีเอทีฟครับ
งานครั้งที่คิดว่า ประทับใจที่สุดตั้งเเต่ร่วมงานกับคิวบิกฯ มา คืองานชิ้นไหนครับ?
เป็นงานที่ผมถูกชวนเข้ามาทำแบบเร่งด่วนสุดสุดครับ คือค่ายเยาวชนไทย ก้าวไกลด้วยนวัตกรรม ครั้งที่ 4 ไปช่วยสอน Photoshop ในการเขียนเว็บ ซึ่งถึงเเม้ว่าผมจะสอนได้ไม่ดีเท่าไรนัก เพราะวางแผนเนื้อหาและเตรียมการสอนไว้น้อย แต่ว่า ความทรงจำในกิจกรรมอื่นๆ ของค่าย ก็ทำให้ผมประทับใจครับ แม้ว่าจะมีปัญหาขัดข้องทางด้านเทคนิคมากพอสมควร ซึ่งปัญหาใหญ่เลยก็คือเรื่องไฟดับ ซึ่งก็เกือบจะเปลี่ยนค่ายนี้จากค่ายวิชาการ เป็นค่ายกิจกรรมนันทนาการไปเรียบร้อยแล้ว เพราะพอไฟดับ คอมพิวเตอร์ก็ใช้ไม่ได้ แล้วถ้าจะสอนต่อก็คงไม่รู้เรื่องกันเเน่นอน แอร์ก็ไม่ติด ห้องเรียนก็ไม่มีเครื่องปั่นไฟสำรอง ก็เลยต้องให้ทีมสันทนาการเข้ามาจัดกิจกรรม รอไฟมา ซึ่งผลจากการที่ไฟดับก็คือ…สอนไม่ทันครับ!! แล้วก็ต้องตัดเนื้อหาสอนที่สอนไม่ทันอยู่แล้ว ออกเยอะมาก (พี่เอิร์ธ ประธานค่ายครั้งนี้ น่าจะได้พูดถึงเรื่องนี้อยู่บ้างในเรียงความประธานค่าย ใน Cubic Research Group ครับ) แต่ว่า สุดท้ายเเล้ว ค่ายนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี และจบลงด้วยความทรงจำดีๆในใจของทุกคนครับ
คงเพราะเป็นค่ายแรกที่ผมได้มีโอกาสมาทำงานแบบเป็นสตาฟเต็มตัว ถึงเเม้ว่าจะไม่ได้มีโอกาสร่วมดูแลน้องๆชาวค่าย แต่การได้มองดูน้องๆตั้งอกตั้งใจเรียน คอยช่วยเหลือน้องๆเวลามีปัญหา และการได้สัมผัสการเตรียมงานค่าย และการดูแลกิจกรรมในค่ายอย่างเต็มรูปแบบครั้งเเรกของผม ก็ทำให้ค่ายนี้เป็นค่ายที่น่าประทับใจที่สุดของผม และคงจะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไปครับ
คิดว่าคิวบิกฯ มีอะไรที่ที่อื่นไม่สามารถให้ได้?
ก็คงจะเป็นความเป็นกันเอง และความผูกพันระหว่างทีมงานครับ ผมรู้สึกว่าเราทำงานกันเหมือนกับว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราช่วยเหลือกัน เรามีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันเเละกัน เราเคารพและรับฟังกันและกัน คิวบิกครีเอทีฟเป็นองค์กรที่มีความ หลากหลาย ทั้งในเรื่องความคิด มุมมองต่อเรื่องต่างๆ ความสามารถ ภูมิลำเนา สถาบันการศึกษา ทุกคนมาจากที่ต่างๆกัน เด่นในเรื่องต่างๆกัน และทุกคนก็สามารถทำงานร่วมกันและเติมเต็มกันเเละกันได้เป็นอย่างดี อีกอย่างคือบรรยากาศการทำงานโดยทั่วไปของคิวบิกจะไม่เครียด เวลาทำงาน ผมรู้สึกว่าทุกคนกำลังสนุกกับการ ทำงาน สนุกกับการคิด การวางแผน การแก้ปัญหา ไม่ได้นั่งเครียดเพราะการทำงาน บรรยากาศในการทำงานแต่ละครั้ง เต็มไปด้วยความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ เมื่อผมร่วมงานกับคิวบิกไม่ว่าครั้งไหนๆ ต่อให้ทะเลาะกับคนที่ทำงานด้วยจะเป็นจะตายยังไง ผมก็ยังมีรอยยิ้ม และความทรงจำดีๆ กลับบ้านเสมอ การทำงานกับคิวบิกทำให้ผมได้เห็นว่า บางครั้งกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ สนุกสนาน และแฝงไว้ด้วยการเรียนรู้ที่มีคุณค่า ก็เกิดจากจุดเล็กๆน้อยๆ ผลักดันให้เกิดเเรงบันดาลใจ จนสร้างกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ออกมาได้
สุดท้ายนี้ อยากฝากอะไรไหมครับ
ผมได้มาอยู่คิวบิก และผมได้อะไรจากคิวบิกมามากมาย ตั้งเเต่ครั้งเเรกที่ผมได้เข้ามาสัมผัสคิวบิกครีเอทีฟในฐานะน้องค่าย…ผมก็ได้รับสิ่งนี้…จนมาถึงวันที่ผมเป็นส่วนหนึ่งองคิวบิกครีเอทีฟ ผมก็ยังได้รับสิ่งนี้…
สิ่ง นั้นก็คือ แรงบันดาลใจครับ ผมได้รับแรงบันดาลใจที่ทรงพลัง และมีคุณค่า จากคิวบิกครีเอทีฟ ทุกครั้งที่เข้าร่วมกิจกรรม ของคิวบิกไม่ว่าในฐานะใดก็ตาม ผมจะเกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ จากกิจกรรมของคิวบิกครีเอทีฟเสมอ…แรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งดีๆ ที่จะมอบสิ่งดีๆ สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับโลกใบนี้ ให้กับผู้คนบนโลกใบนี้ ให้กับเยาวชนทุกคน แรงบันดาลใจที่จะเป็นผู้ให้ เกิดขึ้นตั้งเเต่ครั้งเเรกที่ผมเข้าค่ายเยาวชนไทย ก้าวไกลไปกับไอ ซีที ครั้งที่ 2 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เมื่อผมได้รับมอบสิ่งดีๆ จากพี่ๆ ทุกคน มันทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจที่จะ “ให้” ที่จะ “เป็นผู้ให้” เพื่อมอบสิ่งดีๆ ที่ผมได้รับตลอดมา ให้กับผู้อื่นต่อไป จนทุกวันนี้ คิวบิกก็ยังสร้างแรงบันดาลใจ ที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ และส่งมอบมันให้คนอื่นต่อไป ให้กับผม…เพื่อที่จะทำให้โลกใบนี้ น่าอยู่ขึ้นบ้าง ด้วยกำลังทั้งหมดที่สองแขน และสองขาของผมจะทำได้…
ผมชื่อภูวัน ผมอยู่คิวบิก และผมได้เรียนรู้ว่า แรงบันดาลใจนั้นไม่มีที่สิ้นสุด
In: Million Things We've Learned By: Zerothman
17 Jul 2009บทความนี้เป็นบทความที่ 5 ในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง โดยจะลงในทุกวันศุกร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนครับ
และสำหรับทีมงานคิวบิกของเราในครั้งนี้คือ…

เริ่มจากแนะนำตัวกันสักเล็กน้อย
ชื่อ สุพิชชา ขุนแก้ว ชื่อเล่น ส้ม ศิษย์เก่าสาธิตเกษตรรุ่น 32 ตอนนี้ อยู่ปี 3 คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาศิลปาชีพ สาขาวิชาการโรงแรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ร่วมทำงานกับคิวบิกฯ ตั้งแต่เมื่อไหร่?
ก็ตั้งแต่ตอน ม.4 ค่ะ (วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน) ตอนนั้นอยากหาอะไรทำช่วงปิดเทอม เห็นมีรับสัมครพี่เลี้ยงก็เลยลองสมัครดูน่ะค่ะ
แต่หลังจากที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้วเกือบจะไม่มาเป็นพี่เลี้ยง เพราะว่าการสัมภาษณ์โหดมาก ฮ่าๆ แต่สุดท้าย ชะตาฟ้าลิขิต ในที่สุดก็ได้เข้ามาร่วมทำงานกับคิวบิกฯ ค่ะ
ในคิวบิกฯ เคยทำงานในส่วนไหนบ้าง?
ในช่วงแรกๆ เป็นพี่เลี้ยงค่ายต่างๆ หลังจากนั้นก็ได้ทำงาน ฝ่ายดูแลชาวค่ายบ้าง ฝ่ายอาหารและสวัสดิการบ้าง ฝ่ายพยาบาลบ้าง สับเปลี่ยนเวียนไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นฝ่ายเบื้องหลังน่ะค่ะ
แต่ด้วยความที่ส่วนใหญ่มักจะมีเวลาว่างจากการทำงานของฝ่ายของตัวเอง ก็เลยชอบไปสังเกตการณ์ ไปศึกษาการทำงานของฝ่ายต่างๆอยู่บ้างเหมือนกัน เผื่อสักวันจะได้ลองไปทำฝ่ายอื่นบ้าง ฮ่าๆ
คิดว่าคิวบิกฯ เป็นอย่างไร?
บางคนอาจจะคิดว่าคิวบิกฯมีแต่คนที่เรียนเก่ง เป็นวิชาการ แต่สำหรับส้มแล้วส้มคิดว่าคิวบิกเป็นแหล่งรวมผู้คนมากมายหลากหลายความคิด ความสร้างสรรค์ เพื่อนำมาใช้ในการสร้าง และริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนใคร
โดยที่น้องๆ จะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ไปพร้อมๆ กับความสนุกสนาน ซึ่งสิ่งที่น้องๆ จะได้เรียนรู้กลับไปนั้นไม่ได้หมายถึงด้านวิชาการเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการใช้ทักษะต่างๆ นำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน และฝึกการใช้ชีวิต การทำงานร่วมกับผู้อื่น
ซึ่งนอกจากน้องๆ ชาวค่ายจะสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันแล้ว สต๊าฟและทีมงานก็ยังได้เรียนรู้ไปพร้อมๆกันด้วย เพราะการทำงานในแต่ละครั้งพวกเราก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ดียิ่งขึ้น ให้สนุกยิ่งขึ้น แปลกใหม่กว่าเดิม
ซึ่งในส่วนนี้แหละค่ะ ที่ส้มคิดว่าคิวบิกฯต่างจากที่อื่น เพราะที่อื่นเวลาทำงานจะคิดกันอย่างเคร่งเครียด แต่การทำงานของคิวบิกนั้น เราจะคิดกันด้วยความสนุกสนาน บางทีอาจเริ่มจากสิ่งที่เราคุยเล่นกัน แล้วเรานำไปคิดต่อ เพิ่มเติมส่วนที่เป็นประโยชน์ลงรายละเอียด
จากเรื่องที่คุยเล่นก็กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมหลายๆกิจกรรมได้เหมือนกัน ซึ่งการทำงานในแต่ละครั้งนั้น ทำให้เกิดรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมากมาย ทำให้เรายิ่งสนุกยิ่งติดใจและอยากจะทำอะไรให้แปลกใหม่และดียิ่งขึ้นค่ะ
ได้อะไรจากคิวบิก?
ได้ความรักค่ะ!!! ฮ่าๆ (ขอแหวกแนวจากคนอื่นบ้าง) ส้มได้มาเป็นส่วนหนึ่งของคิวบิกฯก็ 4-5 ปีแล้ว บอกได้เลยค่ะว่ารักคิวบิกฯ ที่นี่สอนให้เราแบ่งปันความรักให้กับทุกๆคนค่ะ เพราะในการทำงานย่อมแน่นอนว่า
ต้องมีการขัดแย้งกันบ้าง มีความเห็นที่ไม่ตรงกันบ้าง แต่เราต้องรู้จักทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน รับฟังความเห็นของกันและกัน เพื่อที่เราจะได้ฟันฝ่าปัญหาต่างๆไปด้วยกัน เพราะส้มเชื่อว่าหากขาดคนใดคนหนึ่งไปคิวบิกก็จะไม่ใช่คิวบิกค่ะ
และสิ่งที่เราได้รับจากการทำงานนั้นก็ไม่ใช่สิ่งใด นอกจาก การที่ได้เห็นรอยยิ้มของน้องๆ ชาวค่าย ที่แสดงให้เห็นว่าน้องๆมีความสุข น้ำตาของน้องๆในคืนอำลา ที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่เรามีต่อกัน นี่แหละค่ะ เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราหลายๆ คนยังคงทำงานอยู่ตรงนี้
แม้จะหาเวลาว่างได้ยาก แม้จะอยู่ไกลแค่ไหน ส้มเชื่อค่ะว่า ทุกคนในคิวบิกฯ ยังคงมีความรักให้กัน และยังคงคิดถึงกันเสมอค่ะ
นี่ไม่ใช่ว่าไม่ได้ความรู้ด้านการทำงานเลยนะคะ แต่เห็นคนอื่นพูดไปเยอะแล้ว ฮ่าๆ แต่ความจริงแล้วตัวส้มเองก็ได้ฝึกด้านการทำงานเยอะเหมือนกัน เพราะจากตอนแรกก็เป็นคนทำงานอะไรไม่ค่อยเป็น ก็ได้เรียนรู้ว่าไม่ว่าเราจะทำอะไรเราต้องมีการวางแผนก่อนเสมอ และไม่ใช่แค่แผนเดียว เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นได้ อาจเกิดเหตุพลิกผัน ต้องใช้แผนอื่นแทน หรือบางทีก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ขึ้นอยุ่กับแต่ละสถานการณ์ต่างๆกันไปค่ะ ก็ต้องฝึกวิเคราะห์และนำประสบการณ์มาใช้ให้เป็นประโยชน์น่ะค่ะ นอกจากนี้ส้มยังได้ฝึกใช้คอมด้วย ฮ่าๆ แล้วก็การได้เป็นพี่เลี้ยงก็ทำให้เราได้ฝึกทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่ เพราะเราต้องรับผิดชอบชีวิตน้องๆ ที่ท่านผู้ปกครองได้ไว้ใจ ให้เราดูแลและอบรม โดยที่เราเองก็ต้องทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด
ให้สมกับที่ท่านผู้ปกครองได้ไว้วางใจ และต้องดูแลน้องๆให้เหมือนกับที่น้องๆได้รับการดูแลกจากครอบครัวเพื่อให้ท่านผู้ปกครองเชื่อมั่นในคิวบิกฯ และอนุญาตให้น้องๆ กลับมาร่วมกิจกรรมของเราอีกในครั้งต่อๆ ไป
และนอกจากนี้ในการทำกิจกรรมบางทีเราก็ได้ฝึกคิดตามไปด้วยเหมือนกัน เพราะเวลาน้องๆได้โจทย์จากกิจกรรมมาเราก็มานั่งคิดตามซึ่งบางทีความคิดเรายังสู้ของน้องไม่ได้เลย
ก็เลยได้เปิดมุมมอง ได้ทดลองและเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไปพร้อมๆ กับน้องๆ ด้วยค่ะ
สุดท้ายอยากฝากอะไร?
การทำงานไม่มีหรอกค่ะที่ทำครั้งแรกแล้วจะดีไปทั้งหมด เราต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และนำประสบการณ์นั้นไปใช้ และไม่ว่าเราจะทำอะไร ขอให้ทำอย่างเต็มที่ และทำให้ดีที่สุดค่ะ
หนูชื่อส้ม หนูอยูคิวบิก และได้เรียนรู้ว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร ขอให้ทำอย่างเต็มที่ และทำให้ดีที่สุด
In: Million Things We've Learned By: Zerothman
3 Jul 2009บทความนี้เป็นบทความที่ 4 ในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง โดยจะลงในทุกวันศุกร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนครับ
และสำหรับทีมงานคิวบิกของเราในครั้งนี้คือ…

แนะนำตัวเองสั้นๆ ก่อนเลยครับ
น.ส.คณิศร รุจิเรข ชื่อเล่น เอื้อง ค่ะ ตอนนี้เรียนอยู่สาขาออกแบบตกแต่งภายใน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ปีที่ 3 แล้วค่ะ
มาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟได้ยังไง?
ก่อนหน้าที่จะได้ทำงานกับคิวบิกต้องขอบอกตรงๆเลยว่าไม่เคยรู้จักคิวบิกมาก่อนเลยเลย และก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเราจะได้มีโอกาสได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นโชคชะตาหรือความโชคดีอะไรก็แล้วแต่ ทำให้เราได้มีโอกาสทำงานแรกคือเป็นพี่เลี้ยงค่าย Cubic KUS Fun Camp #2 ซึ่งเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของเราในคิวบิก และนับจากวันนั้นมาก็ประมาณ 4 ปีได้แล้ว ที่เราได้ร่วมกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทำกิจกรรม และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ มากมาย ภายใต้ชื่อของ “คิวบิกครีเอทีฟ”
คิดว่าการทำคิวบิกได้อะไรบ้าง?
ถ้าถามว่าได้อะไร หลายๆ คนที่เคยได้มาสัมผัสกับพวกเราก็คงจะตอบได้ต่างกันไป มันขึ้นอยู่กับว่าเราคิด เราเห็นอะไร เราอยากได้อะไรจากการเข้ามาทำตรงนี้ สำหรับตัวเราแล้วคิวบิกได้ให้อะไรเราเยอะมาก อยากแรกก็ไม่พ้นเรื่องการทำงานและทักษะต่างๆที่มีมากขึ้น ที่สำคัญที่สุดที่คิวบิกให้เราก็คือ ทีมงานทุกๆ คน รวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ที่ทำให้เรามีความรู้สึกว่าที่นี้ เราทำงานกันอย่างจริงจัง มีเป้าหมายที่ชัดเจน และพวกเราก็ทุ่มเท่เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้นๆ และจนถึงตอนนี้เรากล้าบอกได้เลยว่ายังไม่เจอที่ไหนให้ความรู้สึกดีกับเราเท่าที่นี้เลย
แล้วทำไมถึงอยู่คิวบิก?
จริงอยู่ที่ตอนแรกเราไม่ได้ตั่งใจจะเข้าชมรมนี้ แต่มันเหมือนเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของคิวบิกก็ได้ ที่เปิดกว้างให้คนที่อยากทำ ได้เข้ามาลองทำงานเป็นประสบการณ์ให้กับตัวเอง และที่สำคัญคือสิ่งที่เราทำให้กับคนอื่นๆ มันทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่ทำมีค่า และจากความรู้สึกดีๆนี้เองทำให้เราอยู่คิวบิก และยังอยู่จนถึงตอนนี้
หนูชื่อเอื้อง หนูอยู่คิวบิก และได้เรียนรู้ว่าการให้ทำให้สิ่งที่เราทำมีค่า
In: Million Things We've Learned By: Zerothman
19 Jun 2009บทความนี้เป็นบทความที่สามในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง โดยจะลงในทุกวันศุกร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนครับ
และสำหรับทีมงานคิวบิกของเราในครั้งนี้คือ…

แนะนำตัวเองสั้นๆ ก่อนเลยครับ
ธัชพล ษรานุรักษ์ ชื่อเล่นชื่อ อิ๊ก ครับ ตอนนี้เรียนอยู่ที่วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปี 4 ใกล้จบแล้วครับ
เข้ามาร่วมงานกับคิวบิกได้ยังไงหรือครับ?
ผมเริ่มจากการได้รู้จักกับพี่นัทผู้ก่อตั้งครับ ตอนที่พี่นัทเริ่มคิดอยากทำกิจกรรมต่างๆ เป็นช่วงเวลาหลังจากผมได้รับการติวคอมพิวเตอร์โอลิมปิกจากพี่นัทซึ่งก็ประทับใจมากครับตอนนั้น เพราะไม่เคยมีเจอรุ่นพี่คนไหนทุ่มเทสอนอะไรให้ฟรีๆ แบบนี้มาก่อน เมื่อพี่นัทมาชวนทำกิจกรรมต่างๆ ผมก็จึงยินดีทำ คิดว่าคงเป็นเพราะอยากตอบแทนพี่นัทและอยากทำกิจกรรมอะไรดีๆ ให้คนอื่นบ้าง
แล้วคิดยังไงบ้างครับหลังจากการเข้ามาทำงานตรงนี้?
ต้องบอกว่ามันเป็นการเปิดโลกครั้งใหญ่ในชีวิตทีเดียว แม้ในโรงเรียนสาธิตเกษตรจะมีกิจกรรมในการเรียนให้ทำอยู่เรื่อยๆ และผมก็ได้มีโอกาสเป็นหัวหน้าในงานต่างๆ แต่ก็ยังได้เรียนรู้น้อยกว่าการทำคิวบิกซึ่งเราต้องประสานสร้างทุกๆ อย่างขึ้นมาเองจริงๆ ตอนนั้นจะมีผู้สนับสนุนอยู่ข้างหลังก็คืออาจารย์สุมาลีคนเดียว
ผมได้รู้จักบรรยากาศของการประชุมงานที่มีประสิทธิภาพจากคิวบิกเป็นที่แรก ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้การประชุมได้ผลดีคือ ผู้เข้าประชุมทำการบ้านมาก่อน และระหว่างประชุมมีจุดมุ่งหมายตรงกัน เช่น การคิดกิจกรรมบางครั้งที่ดีได้ผลออกมาดี จะมีผู้ไปนั่งคิดไอเดียเริ่มต้นที่เกลามาบ้างแล้วและระหว่างประชุมคนที่ประชุมเสนอความคิดถกเถียงในเรื่องเดียวกัน ถ้ามานั่งหาไอเดียกิจกรรมเริ่มต้นในที่ประชุมและยังคุยกันนอกเรื่อง มันจะเสียเวลาเอามากๆ ที่จริงผมก็ไม่แน่ใจว่าการระดมสมองที่ไม่ใช่การคิดกิจกรรมเป็นแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่านะ
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญนั้นคือการทำงานในทีม ผมซึ่งตอนนั้นเป็นเด็ก ม.ปลาย ก็พึ่งมีโอกาสครั้งแรกในการเข้าใจความรู้สึกของความกดดันที่จะต้องทำงานให้เสร็จภายในกำหนดให้ได้เพราะรู้ว่าฝ่ายอื่นรองานเราอยู่ หรือความจริงที่ว่า ไม่ว่าคนเป็นหัวหน้าจะตัดสินใจทำอะไร มันมีโอกาสสูงมากๆ ที่จะมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับเราแต่ไม่บอกเรา แล้วนำไปคุยสร้างกระแสต่อต้านเงียบๆ ในตอนนี้ผมเองก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ แต่คิดว่าเราน่าจะลดปัญหาได้ถ้าทำให้การตัดสินใจหนึ่งๆ ทุกๆ คนมีส่วนร่วม แต่การทำอย่างนั้นก็ต้องแลกกับเวลาที่เสียไปเช่นกัน
พูดง่ายๆ ก็คือ ผมได้ฝึกคิดสร้างสรรค์อย่างมากมาย และเรียนรู้ทักษะการทำงานเป็นทีม โดยเฉพาะในบทบาทของหัวหน้าครับ ซึ่งต้องบอกเลยว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ต้องไม่มีวันลืม
คิดว่าคิวบิกมีจุดเด่นอย่างไร?
อันที่จริง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมในงานกิจกรรมน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นนั่งคิดเสนอไอเดียต่างๆ มากกว่า เพราะมีภาระงานต่างๆ มากขึ้น ผมได้ลองร่วมงานกับทีมงานอื่นๆ แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ทำให้ผมได้เข้าใจในคุณค่าของคิวบิกทั้งในด้านตัวงานและตัวทีมงานมากขึ้น ที่จริงสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พี่นัทเคยบอกแล้ว
ในด้านตัวงาน เดิมผมเข้าใจว่าเราใส่ใจรายละเอียดของงานในหลายแง่มุมดีมาก และกิจกรรมสนุกกว่าที่อื่นที่เคยเจอมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เราทำสิ่งนี่ได้เพราะทีมงานรักในตัวงานที่ตนเองทำ ไม่ใช่เพราะทำด้วยเหตุผลอื่น แต่สิ่งที่ผมเพิ่งได้คิดคือความละเอียดอ่อนตรงนี้ก่อเกิดสิ่งที่สำคัญยิ่งยวดในคนผู้เข้าในคิวบิกนั้นคือ ความประทับใจ ความประทับใจแบบที่ไม่ใช่ความตื่นเต้นตรึงตราเป็นฉากๆ แต่เป็นความประทับใจที่ซึมเข้าไปในความรู้สึกจากประสบการณ์ที่ดีที่ต่อเนื่อง ผมว่าความประทับใจมันทรงพลัง ทรงพลังพอที่จะทำให้คนบางคนเปลี่ยนทัศนคติและทำสิ่งดีๆ ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ พี่นัทเองก็ได้เล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับเรื่องน้องบางคนที่หลังจบค่ายคิวบิกแล้วกลับมาสร้างกิจกรรมของตัวเองบ้าง ซึ่งเป็นอะไรที่น่าดีใจครับ
อีกด้านคือด้านทีมงานนั้น คิวบิกเป็นทีมที่มีความหลากหลายสูงมาก ทั้งอายุ ความสนใจ การศึกษา แต่พอมาร่วมมือกันทำงานโดยมีจุดหมายในทิศทางเดียวกัน ก็ทำให้เกิดพลังที่น่าตกใจ ผมเองเรียนวิศวคอมพิวเตอร์เวลาจัดตั้งทีม มักจะไม่ได้ทีมที่หลากหลายเท่าใด แม้จะร่วมมือร่วมใจแต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่ายังขาด ไม่เหมือนกับที่คิวบิก
แล้วจุดที่คิดว่ายังต้องปรับปรุงหล่ะครับ?
เนื่องจากในมุมมองของผม ผมคาดหวังกับคิวบิกไว้มากนะครับ นั้นคือผมนึกภาพที่ว่าพอใครนึกถึงการเรียนรู้ที่สนุก ล้ำ เท่ ก็จะนึกถึงคิวบิกขึ้นมาทันที เป็นแหล่งที่รวบรวมคนแนวสร้างสรรค์ และทำงานระดับใหญ่และมีประสิทธิภาพ ทำให้ผมมองว่า เรายังต้องโตขึ้นอีก ปัญหาคือเรายังหาวิธีที่ทำให้เราโตขึ้นอย่างราบรื่นและมั่งคงไม่ได้ ตรงจุดนี้คงต้องพยายามคิดครับ อาจจะต้องมีทีมงานผู้ใหญ่ที่ทำงานเต็มเวลาแบบพี่นัทมากขึ้น อยากให้มีคนอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมกันมากๆ หน่ะครับ
อันที่จริงในด้านตัวงานเอง ทุกอย่างต้องปรับปรุงอยู่แล้ว เพราะทุกอย่างต้องพัฒนาขึ้นตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่เราทำงานและยังคิดหาเหตุผลมาตอบชัดๆ ไม่ได้ว่างานที่เราทำอยู่มันดีกว่าที่เคยมีมาอย่างไร เราต้องถือว่าคุณภาพของงานนั้นทำได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
มีอะไรที่จะทิ้งท้ายไหมครับ?
ผมได้มีโอกาสทำงานและพูดคุยกับนักวิจัยมา แล้วก็พบว่า ไม่ใช่แค่เพียงในระดับเด็กๆ แม้กระทั้งในระดับนักวิจัย การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพก็ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสนุก ผมเองก็เป็นอีกคนที่เชื่อว่าเรื่องนี่เป็นความจริงสำหรับทุกๆ คนด้วย
และน่าเสียดายที่การศึกษาในตอนนี้มันไม่สนุกเอาซะเลย แต่คิวบิกเป็นองค์กรที่พยายามจะทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก ผมเองก็เห็นด้วยกับอุดมการณ์นี้มากและคิดว่าจะคอยช่วยคิวบิกไปตลอดเท่าที่ทำได้ ซึ่งนั้นก็เป็นเพราะว่าความประทับใจนั้นเอง เป็นความประทับใจที่เกิดขึ้นมาจากประสบการณ์ดีๆ ที่ต่อเนื่องที่ได้อยู่ร่วมกับคิวบิกมา
ผมชื่ออิ๊ก ผมอยู่คิวบิก และได้เรียนรู้ว่าความประทับใจนั้นทรงพลัง
In: Million Things We've Learned By: Zerothman
5 Jun 2009บทความนี้เป็นบทความที่สองในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง โดยจะลงในทุกวันศุกร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนครับ
และสำหรับทีมงานคิวบิกของเราในครั้งนี้คือ…
เริ่มจากแนะนำตัวก่อนเลยครับ
ชื่อ นาถวัชร รักอาชีพ ชื่อเล่น อั้ม ศิษย์เก่าสาธิตเกษตรรุ่น 32 ตอนนี้เรียนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาเครื่องกล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ
ร่วมทำงานกับคิวบิกฯ ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?
ตอนปี 1 ครั้ง ถือว่าช้าถ้าเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ตอนนั้นจำได้ว่าปณัสย์มาชวนไปเป็นพี่เลี้ยงค่าย Mega#1 หลังจากนั้นก็ร่วมงานกับคิวบิกในตำแหน่งต่างๆ มาเรื่อยๆ ครับ
คิดว่าการทำงานกับคิวบิกฯ ได้แนวคิดอะไรที่ต่างไปจากที่อื่นบ้าง?
จะพูดยังไงดีล่ะ… ขอใช้คำว่า มันจุดประกายแล้วกันครับ คิวบิกนำเสนอแนวคิดการทำงานใหม่ๆ ให้ผมด เราได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตามที่จินตนาการจะพาเราไป การทำงานส่วนมากมันจะมีระบบที่เรียกได้ว่าปิดตายความคิดเรามากพอสมควร แต่คิวบิกเปิดส่วนนี้ให้เราอย่างเต็มที่ บางครั้งก็เป็นการนำสิ่งใกล้ตัวมาสร้างสรรค์ บางครั้งก็เป็นการผสมวิชาการที่น่าเบื่อเข้ากับความสนุกอย่างลงตัว ตัวผมเองได้มีโอกาสทำงานทั้งงานอีเวนท์และงานค่ายต่างๆ มาพอสมควร ทุกครั้งจะได้อะไรใหม่ๆ กลับไปเสมอครับ
ลองยกตัวอย่างได้ไหมครับ?
อย่างช่วงต้นปีถ้าจำกันได้จะมีการจัดการแข่งขัน Cubic Race 3 ขึ้น ซึ่งผมได้มีโอกาสร่วมเป็นทีมงาน ช่วงนั้นได้รับภารกิจหลักๆ เลยว่าต้องหาที่ว่างในเยาวราชเพื่อใช้ทำกิจกรรม ตอนแรกฟังก็คิดว่าโอเค ไม่น่าจะยากอะไรนะ แต่พอเอาเข้าจริงมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลยครับ ผมไม่ทันนึกถึงว่า ผู้คนที่อยู่แถวนั้นมองพื้นที่ทุกตารางมิลลิเมตรเป็นเงินเป็นทอง ใช้ทำมาหากินกันอย่างคุ้มค่า ทำให้การหาพื้นที่ที่ใช้ทำกิจกรรมในวันนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย จำได้ครับว่าลองสอบถามแม่ค้าแถวนั้นเพื่อจะขอยืมพื้นที่หน้าร้าน แล้วก็ได้คำตอบกลับมาว่า “ที่จะให้มดเดินยังไม่มีเล้ย…” ตอนนั้นอึ้งมากครับ ทำอะไรไม่ถูก เกือบจะถอดใจเลยทีเดียว
ช่วงนั้นไปเยาวราชบ่อยมากครับ ไปจนเบื่อเลย ทุกๆ วันต้องติดต่อกับผู้คนมากมาย ต้องเรียนรู้วิธีการติดต่องานและเข้าหาผู้คน จะพูดคุยยังไงให้เค้าอยากคุยกับเราต่อ อยากให้ความช่วยเหลือเรา เอ็นดูเรา อยากทำงานกับเรา ได้รู้เลยครับว่าการทำงานกับคนที่เราไม่รู้จักเนี่ย มันลำบากเลยล่ะ เพราะเค้าทำงานไม่เหมือนกับเรา ไม่มีระบบเหมือนเรา กว่าจะคุยงานรู้เรื่องตอนนั้นเล่นเอาโทรมเหมือนกันครับ
ในวันที่จัดงานจริง สตาฟทุกคนนี่ทำงานกันหัวหมุนเลย กิจกรรมแบบนี้เวลาเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ครับ ต้องเซ็ตตลอดเลยว่าจากตรงนี้จะต้องไปตรงนั้น แล้วไปที่ไหนต่อ ทีมแรกอยู่ที่ไหน ทีมสุดท้ายอยู่ที่ไหนแล้ว เรียกได้ว่าเป็นงานที่เหนื่อยมากครับ แต่พอจบงานแล้วเราลองย้อนกลับไปมอง ก็รู้สึกได้ว่า เออเราคงไม่มีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้ถ้าเราเลือกที่จะใช้ชีวิตประจำวันไปเรื่อยๆ แบบปกติหรอกนะ รู้ตัวเลยครับว่าความสามารถเกือบจะทุกๆ ด้านของเราพัฒนาขึ้น ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากการทำงานกับคิวบิกจริงๆ
แล้วค่ายที่พูดถึงตอนต้นล่ะครับ อยากให้เล่าให้ฟังสักนิดนึง
ถ้าสำหรับค่ายช่วงนี้ผมจะมีหน้าที่หลักๆ อย่างหนึ่งเลยคือการทำป้ายชื่อ (หัวเราะ) ซึ่งงานนี้จะเสร็จตั้งแต่วันก่อนหน้างาน เพราะฉะนั้นในช่วงเวลาค่ายส่วนใหญ่ผมจะได้มีโอกาสเปลี่ยนตำแหน่งแล้วก็เรียนรู้งานไปเรื่อยๆ ตั้งแต่พี่เลี้ยง อินสเปกเตอร์ ทีมกิจกรรม หรือที่ล่าสุดในค่าย Cubic ICT Fun Camp #6 ที่ผ่านมาคือทีมวิชาการครับ
ปกติแล้วทีมวิชาการของค่ายไอซีทีจะสอนการตัดต่อวีดีโอและเสียงบนเครื่องแมค แล้วก็จะมีโปรเจ็กให้น้องถ่าย MV และนำมาตัดต่อเอง แต่ในปีนี้ทีมวิชาการได้โจทย์ใหม่ว่าให้เป็นการถ่ายหนังสั้นแทน ซึ่งดูเหมือนจะง่าย แต่ไม่ได้ง่ายอย่างนั้นเลย เพราะขั้นตอนต่างๆ ที่น้องต้องทำมีอะไรที่ซับซ้อนมากกว่าเยอะ ตั้งแต่ว่างพล็อต เขียนบท คุมเวลา การถ่ายทำ ตัวละครต่างๆ และทุกอย่างมันกว้างไปหมด เพราะจะทำอะไรก็ได้ จึงกลายเป็นความยากของโจทย์
ทีนี้ปัญหาต่อมาคือเราจะทำยังไงให้โจทย์นี้ไม่ยากเกินไปสำหรับน้อง ในขณะเดียวกันน้องเองก็ยังต้องได้ฝึกการคิดการแก้ปัญหากับโจทย์นี้ด้วย เราเลยคิดว่าต้องมีกรอบอะไรให้บางอย่าง แต่เราก็เจอปัญหาต่อมาอีกว่า แล้วกรอบไหนที่จะไม่เป็นการปิดกั้นหรือตีกรอบความคิดของน้องๆ ไปด้วย สุดท้ายเราเลยได้ข้อสรุปมาครับว่าเราจะกำหนดตัวละครบังคับที่เป็นตัวการ์ตูนหรือตัวละครจากภาพยนตร์ดังๆ มาให้น้อง รวมถึงโครงเรื่องที่เอามาจากนิทาน การ์ตูน หรือภาพยนตร์เช่นเดียวกัน น้องๆ จะต้องทำการผูกเรื่องราวทั้งหมดเข้ากับตัวละครเอง ตามแต่ที่น้องอยากให้ตัวละครที่น้องๆ ชื่นชอบนั้นรับบทบาทหรือมีเรื่องราวดำเนินไปอย่างไร ซึ่งก็ถือว่าท้าทายทีเดียว เพราะโจทย์บางกลุ่มที่น้องจับฉลากได้ก็อยากกุมขมับแทนน้องเลยครับ มันมั่วได้ใจจริงๆ อย่าเช่นอุนตร้าแมนกับคนแคระทั้งเจ็ด นึกไม่ออกเลยครับว่าเรื่องราวจะเป็นยังไง (หัวเราะ)
แล้วรู้สึกเหนื่อยหรือท้อบ้างไหมครับกับการทำงาน
ถามว่าเหนื่อยมั้ย มันก็เหนื่อยทุกงานแหละครับ (หัวเราะ) แต่ถามว่ามีความสุขมั้ย สนุกมั้ย อันนี้มันอีกเรื่องหนึ่ง
ทุกๆ วันนี้ที่ผมทำงานกับคิวบิกฯ ผมเริ่มมองอะไรรอบตัวมากขึ้น จากเดิมที่มองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว บางครั้งความสำเร็จของการทำงานมันก็ไม่ได้เกิดจากผลลัพธ์อย่างเดียว มันอยู่ที่ความสุข ความอบอุ่นในการทำงานมากกว่า และถ้าคนเรามีความสุขกับอะไรที่เราทำ เหนื่อยแค่ไหนมันก็เต็มร้อยได้เสมอแหละครับ และเมื่อมีงานอะไรก็อยากจะได้ทำอีก เพราะรู้สึกได้ว่าตรงนี้ยังเป็นที่ของเรา มีคนที่เรารู้จัก มีพี่ๆ มีน้องๆ มีเพื่อนๆ ที่เราอยู่ด้วยแล้วเราสบายใจนะ เรารักที่นี่นะ เป็นแบบนี้ใครก็อยากจะอยู่ด้วยตรงนี้ล่ะครับ ผมว่านี่คือความสำเร็จที่แท้จริงของการทำงานจริงๆ
มีคนบอกว่า ทุกวันนี้ความรู้สึกแบบนี้กำลังจะหายไป ผมว่าความรู้สึกแบบนี้สร้างได้ไม่ยากหรอกครับ แค่เรามองไปรอบๆ ใส่ใจกับคนข้างๆ เราให้มากขึ้น เหนื่อยมั้ย? มีอะไรให้ช่วยมั้ย? เชื่อไหมครับว่าคำถามแค่คำสองคำก็ช่วยเติมพลังให้กับคนที่ทำงานกับเราได้ไม่รู้เท่าไหร่ การที่เราเดินไปถึงจุดหมายคนเดียวเนี่ย มันเหงานะครับ ถึงจะต้องคอยช่วยเหลือคนที่ล้มบ้าง เหนื่อยบ้าง แต่มันอบอุ่นกว่าเยอะเลยไม่ใช่หรือครับ?
สุดท้ายอยากจะฝากอะไรถึงผู้อ่านบ้างไหมครับ?
คิวบิกทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างครับ อย่างหนึ่งเลยคือคนเราเรียนรู้เพราะคิดจะเรียนรู้ และอะไรกันที่จะกระตุ้นให้เราอยากเราคิดที่จะเรียนรู้? คิวบิกเฉลยคำตอบนี้ให้ผมครับ ง่ายๆ เลย มันคือความสนุก ทุกวันนี้ผมเลยพยายามมองทุกอย่างให้เป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องท้าทายที่เราจะได้ลองทำมัน พอสนุกแล้วอะไรมันก็ดูง่ายไปหมด ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ง่ายเลย
การทำงานทุกอย่างจริงๆ แล้วถามว่ามีปัญหามั้ย? มีทั้งนั้นแหละครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะแก้มันอย่างไร ที่ผ่านๆ มาผมจะบอกตัวเองว่า ถ้าไม่อยากมีปัญหา ก็อย่าทำให้ปัญหามันเกิด แต่ในความเป็นจริงบ่อยครั้งที่ปัญหามันจะเป็นฝ่ายวิ่งมาชนเราเสมอๆ ไม่มีโอกาสที่จะหลบเลี่ยงหรือแก้ไขไปได้เลย ซึ่งเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องสร้างโอกาสด้วยตนเองเท่านั้นครับ
ผมชื่ออั้ม ผมอยู่คิวบิกฯ และได้เรียนรู้ว่าเราเรียนรู้ได้ถ้าเราสนุกกับมันครับ
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)