Posts Tagged ‘learning

Don’t blame them.

In: Cubic Blog  By: Zerothman

28 May 2010

ในช่วงเวลาที่กำลังร้อนแรงนี้ อดทำให้ผมนึกถึงบทความ “Don’t Blame Dan Rivers” ของคุณสมเถาไปเสียไม่ได้

ก่อนหน้านี้ เราหลายๆ คนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวที่คนไทยหลายๆ คนอาจไม่ค่อยพอใจนักของผู้สื่อข่าว CNN นามว่า Dan Rivers จนถึงกับมีการออกจดหมายเปิดผนึกไปยัง CNN จากฝ่ายต่างๆ เป็นเรื่องราวใหญ่โตนั้น

คุณสมเถาได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจในบล็อกดังกล่าว (เป็นภาษาอังกฤษ และค่อนข้างยาวมาก ถ้าใครมีเวลาและกำลังพอจะอ่านจบผมแนะนำมากๆ ครับ) ที่พอจะสรุปประเด็นหลักๆ ได้ว่า การที่คนๆ หนึ่ง ที่มีความคิด วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม ข้อจำกัดในการรับรู้บางอย่าง จะมองเห็นสถานการณ์ในเมืองไทยในทิศทางที่แตกต่าง ย่อมเป็นไปได้

คุณสมเถาไม่ได้เข้าข้าง CNN หรือฝ่ายไหน (เช่นเดียวกับที่ผมก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหนเป็นพิเศษในกรณีนี้) แต่ได้สะท้อนให้เห็นว่า การที่เราจะสรุปความจริงจากข้อมูลเพียงด้านเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้ และเราก็โทษใครไม่ได้หากคนๆ นั้นไม่สามารถมองเห็นบ้างสิ่งที่เราอาจจะคิดว่าชัดแจ้ง ยังมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอีกมากที่จะนำไปสู่ความเข้าใจอะไรบางอย่างของคนๆ หนึ่ง

ผมคิดว่าในเวลานี้ อาจมีคนที่ไม่เข้าใจเราในหลายๆ เรื่อง แต่นั่นไม่ใช่ความผิดพวกเขา

ผมมักจะสอนน้องๆ ที่ทำงานกับผมเสมอว่า เมื่อใดก็ตามที่งานของเรามีปัญหา อย่าเริ่มจากการคิดที่จะเปลี่ยนแปลงใคร เราต้องเริ่มที่ตัวเราเสมอ ว่าเราจะต้องปรับอะไร จะต้องแก้อะไร เพื่อที่ให้ปัญหานี้ผ่านพ้นไปได้ ไม่ใช่มัวแต่ไปฟาดฟันว่าปัญหานี้มาจากใคร และอยากให้คนอื่นปรับตัวอย่างไร โดยที่ไม่คิดก่อนว่า จริงๆ แล้วเราทำอะไรได้บ้างเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น

การพยายามผลักดันปัญหาไปอยู่ที่คนอื่น รังแต่จะทำให้เกิดความแบ่งแยก ชิงชัง และอคติที่ไร้เหตุผล ทั้งหมดนี้จะพาเราให้ยิ่งไกลจากทางออกของปัญหา ความเคียดแค้นชิงชังไม่เคยรักษาบาดแผลใดๆ หากแต่จะทำให้บาดแผลนั้นเจ็บลึกยิ่งขึ้น

ในกรณีนี้ก็เช่นกัน เราอย่าคาดหวังว่าใครจะต้องคิดจะต้องเข้าใจอะไรเหมือนอย่างที่เราคิด เราควรเริ่มจากคำถามที่ว่า “แล้วเราได้พยายามทำอะไรเพื่อให้คนอื่นเข้าใจเราหรือยัง?”

“One cannot see all sides of a cube from only one point of view.”
                                                           —Chayanin Wipusanawan (1989 – present)

นั่นสินะ…เราได้พยายามหรือยัง?

“But this bad reporting is not their fault. It is our fault for not providing the facts in bite-sized pieces, in the right language, at the right time.”
                                                           —S. P. Somtow (1952 – present)

ขอให้สันติมีแก่พวกเราทุกคนครับ

ในทุกวันนี้ที่เราเรียกว่าเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ ทุกเรื่องทุกราวสามารถส่งผ่านจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกโลกหนึ่งได้ในเสี้ยววินาที มีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา

กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว ที่เราจะได้รับรู้เรื่องราวที่ถูกส่งต่อมาเสมอ ไม่ว่าจะจากการเล่าในกลุ่มเพื่อน แชทกันในเอ็ม โพสท์บนเฟซบุ๊ก หรือดูข่าวในทีวี จนอาจจะเรียกได้ว่า ทุกวันนี้ 99% ของข้อมูลทั้งหมดที่เรารับรู้ ของพื้นฐานความคิดความอ่านของเรา ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสิ่งที่เราได้รับต่อมา ไม่ใช่สิ่งที่เราได้เห็นได้รู้ด้วยตัวเอง

จนน่ามหัศจรรย์ที่ว่า…เราใช้ความคิดของเราทั้ง 99% นี้ในการสร้างความรู้สึกนึกคิดและการตัดสินต่างๆ ในใจเรา ความรู้สึกเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับตัวละครในภาพยนตร์ ความรู้สึกรักหรือเกลียดนักร้องเกาหลี ไปจนถึงการตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายถูกฝ่ายผิดในเรื่องการเมือง

ในช่วงสองถึงสามวันมานี้ คนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าพลเมืองเน็ตฯ คงจะได้รับรู้เป็นอย่างดีถึงอำนาจของข่าวลือต่างๆ ที่เราเชื่อเป็นตุเป็นตะ บางข่าวคราวอาจออกมาจากผู้สื่อข่าวที่คนทั่วไปมีความเชื่อว่าน่าเชื่อถือพอ ออกข่าวออกทีวีเป็นตุเป็นตะ แต่จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องจริง (เช่นข่าวการจับอริสมันต์ได้ที่สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต)

แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรับรู้ทุกอย่างด้วยตนเอง ร่วมกับแนวโน้มของโลกที่มุ่งหน้าไปยังเสรีภาพในการถ่ายทอดข้อมูลมากยิ่งขึ้น ข้อมูลต่างๆ ยิ่งถูกสร้างได้ง่าย ทั้งข้อมูลจริง และข้อมูลเท็จ และแนวโน้มของโลกนี้ คงไม่ใช่อะไรหรือใครที่จะไปขวางกั้นได้

ดังนั้นผมคิดว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กับก้าวนี้ของโลก คือการที่เราเอง ในฐานะของผู้บริโภคข้อมูล จะคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ทุกอย่างที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น ได้กลิ่น ได้รส หรือแม้แต่ได้สัมผัส อาจไม่ใช่เรื่องจริง

และหลายๆ อย่างที่เราเชื่อ อาจใช้ไม่ได้กับทุกกรณีเสมอไป สิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันไม่มีทางที่ใครจะคิดทำอะไรแบบนี้ได้ โลกจะสวยงามหรือเลวร้ายได้ขนาดนั้นเลยหรือ? ทุกอย่างเป็นได้เสมอในโลกที่แสนกว้างใหญ่และหลากหลายนี้

อย่าปล่อยให้เรื่องที่อาจไม่ใช่เรื่องจริงนี้ มากำหนดความคิด ความชอบ ความรัก หรือความชิงชังในใจเราจนเกินพอดี

รับรู้อย่างมีสติ เคลื่อนไหวอย่างเยือกเย็นและมั่นคง น่าจะดีกว่าครับ

(จาก The New Yorker โดย Peter Steiner)

Why I work at Cubic Creative

In: Cubic Research Group  By: Chayanin

28 Jun 2009

เมื่อประมาณเกือบสองสัปดาห์ก่อน N. Gregory Mankiw เขียนเอนทรีสั้นๆ ในบล็อกของเขา ตั้งหัวเรื่องว่า Why I write textbooks (เหตุผลที่ผมเขียนหนังสือเรียน)

*สำหรับคนจำนวนมากที่อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อของเขามาก่อน แมนคิวเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ฮาร์วาร์ด และที่สำคัญ เป็นผู้เขียนหนังสือเรียน Principles of Economics ซึ่งเป็นหนังสือเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ขายดีมากเล่มหนึ่ง (เป็นหนังสือเรียนเศรษฐศาสตร์ภาษาอังกฤษเล่มแรกที่ผมเริ่มอ่านตอนม.ปลาย)

ในเอนทรีนี้ มีประโยคสั้นๆ ประโยคเดียว เขียนว่า

Because there are people like Trevor Burnham.

เพราะมีคนอย่างเทรเวอร์ เบอร์นัม

หน้าที่แมนคิวโยงไปหานั้น เป็นหน้า customer review ของเว็บไซต์แอมะซอนครับ คนที่ชื่อเทรเวอร์ เบอร์นัมมาเขียนรีวิวหนังสือเรียนที่แมนคิวเขียน โดยขึ้นต้นว่า

This was the textbook (in an earlier edition) that introduced me to economics back in high school. I decided to take the AP exam in the subject, even though my school offered no such course. Between this text and a test prep book, I was able to ace the exams; but more importantly, I was immersed in a subject so fascinating that I’m now studying it as a PhD student.

หนังสือเรียนเล่มนี้ (ในฉบับก่อนๆ) ทำให้ผมได้รู้จักกับเศรษฐศาสตร์เมื่อสมัยผมอยู่ม.ปลาย ผมตัดสินใจสอบ AP ในวิชานี้ทั้งที่โรงเรียนผมไม่เปิดสอน ด้วยหนังสือเรียนเล่มนี้กับหนังสือเตรียมสอบ ผมสามารถทำข้อสอบได้ดีมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้น ผมหมกมุ่นในวิชาอันน่าหลงใหลจนผมกำลังศึกษาวิชานี้ในระดับปริญญาเอก

*AP หรือ Advance Placement ในระบบการศึกษาของสหรัฐ เป็นการเรียนวิชาระดับมหาวิทยาลัยในการเรียนม.ปลาย โดยมีการจัดสอบกลาง และสามารถนำคะแนนไปขอเครดิตในมหาวิทยาลัยได้

สิ่งที่แมนคิวและเบอร์นัมเขียนนี้ ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่พี่ณัชเคยเขียนถึงใน Cubic Diary ตอนที่กำลังจะเริ่มทำนิทรรศการวิทยาศาสตร์ครั้งแรก

เวลาเหล่านั้น เราจะให้ความรู้เขาได้สักเท่าไหร่เชียว?

ทำไม เราไม่ทำให้พวกเขา “ตื่นเต้น” กับวิทยาศาสตร์ จนทำให้เกิดความ “สนใจ” และใช้เวลาที่มีอีกมากมายทั้งชีวิต เพื่อหาความรู้ตามความสนใจของตนเอง

เทรเวอร์ เบอร์นัม เป็นบุคคลที่สะท้อนแนวคิดนี้ออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะหนังสือเรียน Principles of Economics ของแมนคิวนั้น เรียกได้ว่าเป็นหนังสือที่ค่อนข้างจะเบื้องต้นหรือ introductory ละเอียดไม่พอสำหรับนักศึกษาเมเจอร์เศรษฐศาสตร์ปีหนึ่งด้วยซ้ำ (อย่างน้อยเพื่อนผมส่วนใหญ่ก็คิดแบบนั้น) แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นความสนใจที่ดึงคนคนหนึ่ง ไปเรียนต่อถึงระดับปริญญาเอก

ผมไม่รู้ว่า แต่ละคนที่เลือกเรียนในแต่ละสาขานั้น มีแรงบันดาลใจหรือแรงกระตุ้นอะไรบ้าง ที่ทำให้เขาเลือกเรียนทางนั้น แต่ผมเชื่อว่า มีหลายๆ คนที่เข้าเรียนและเรียนไปจนจบ โดยไม่ได้พบแรงบันดาลใจนี้เลยก็ได้

คำบ่นเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทย เรื่องสอนกันเรียนกันแต่เนื้อหามากมาย ก็เป็นสิ่งที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง คนก็พูดกันมากมาย เรื่อง เน้นเรียนอย่างสนุกสนาน เรียนไม่เน้นท่องจำ เรียนเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทำให้รู้สึกว่า เป็นการศึกษาสมัยใหม่ แต่แนวโน้มที่ผมเห็นก็ยังเป็นเนื้อหาที่ลดอายุลงไปเรื่อยๆ (ผมมั่นใจว่าผมไม่เคยเห็นสมการ F=ma ตอนป.ห้า) และผู้ปกครองจำนวนมากที่อยากให้ลูกได้เรียนเนื้อหาเยอะๆ แน่นๆ

คนหลายๆ คนโชคดีมีโอกาสได้พบแรงกระตุ้น แต่หลายๆ คนอาจพ้นไปจากระบบการศึกษาโดยไม่เจอะเจออะไรเหล่านี้เลย เป็นไปได้ไหม ที่ระบบการศึกษาจะช่วยให้เราค้นพบสิ่งเหล่านี้ได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ผมก็อยากจะกระทุ้งอีกสักรอบว่า บางที ในการศึกษาระยะเริ่มต้น (อย่างประถมศึกษา อาจรวมถึงมัธยมศึกษา) เนื้อหาที่เราพยายามจะสอน อาจจะไม่มีค่าเท่าการสอนให้เรียนรู้เป็น และสร้างความกระหายที่จะเรียนรู้ก็ได้

และถ้าจะให้บอกอย่างเท่ๆ เหมือนแมนคิวว่า ทำไมถึงได้อยู่คิวบิกครีเอทีฟ ผมก็คงจะบอกว่า เพราะมีคนที่ยังต้องการ “ความอยากที่จะเรียนรู้” อยู่ครับ

สำหรับใครที่มองหาความหมายของ Connectivism อยู่ และอยากรู้เร็วๆ แบบไม่ยืดยาว ให้เลื่อนลงไปจนกว่าจะเจอข้อความสีเขียวอีกครั้งนะครับ

พอดีช่วงนี้ผมต้องค้นคว้าข้อมูลต่างๆ ที่จะใช้จัดกิจกรรมใน Cubic Spirit Day 2007 ที่กำลังจะถึงวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ ระหว่างที่ผมกำลังค้นคว้าเกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ ผมก็ได้ไปพบกับทฤษฏีที่ชื่อว่า Connectivism

ถ้าพูดถึงทฤษฎีการเรียนรู้ (learning theory) เหล่านักการศึกษา หรือใครที่เชี่ยวชาญทางนี้ก็น่าจะคุ้นเคยกับชื่อ Behaviorism, Cognitivism, Post-modern หรือแม้แต่ Constructivism ซึ่งเป็นทฤษฎีที่สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (child-center) ที่เหล่านักการศึกษาไทยเห่อเอามาทำกันอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง (อ๊ะพอก่อน… ไว้บ่นเรื่องนี้วันหลัง)

แต่เมื่อวานนี้เอง ที่ผมเพิ่งได้สะดุดตาเห็นบทความที่ชื่อว่า Connectivism (learning theory) ใน Wikipedia (EN)

ทฤษฎีนี้ มีสโลแกนเก๋ๆ ที่ George Siemens และ Stephen Downes ตั้งไว้ว่า “a learning theory for the digital age.”

หลังจากที่ผมได้ใช้เวลาเกือบทั้งคืนเมื่อวาน (ตั้งแต่ราวๆ เที่ยงคืนถึงราวๆ หกโมงเช้า) นั่งศึกษา และถอดความบทความทางวิชาการต่างๆ งานนำเสนอ หรือแม้แต่บล็อกที่เต็มไปด้วยการถกเถียง สรุปแล้ว ผมก็รู้มาได้นิดหน่อยเองครับ (ฮา…) เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นเพราะภาษา เป็นภาษาอังกฤษที่มีศัพท์เฉพาะทางวิชาการซะเยอะ ผมเองเลยต้องคอยหาความหมายของคำนู้นคำนี้อีกมากมายเต็มไปหมด แต่สุดท้ายก็พอได้ไอเดียในภาพกว้างๆ มา

จริงๆ ต้องถือว่าทฤษฎีนี้ค่อนข้างใหม่น่าดูเลยนะครับ ถึงแม้ว่าทั้ง Siemens และ Downes จะเสนอทฤษฎีนี้ตั้งแต่ปี 2004 แต่ว่าข้อมูลต่างๆ ในเว็บก็ยังไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ผมลองพยายามหาเลคเชอร์บน iTunes U ก็ไม่มี ร้ายไปกว่านั้น ไม่เจอเนื้อหาที่เป็นภาษาไทยเลยแม้แต่ที่เดียวเลยครับ (เจอแต่เว็บหลอก)

เอาเป็นว่า เรามาเริ่มทำความรู้จักกับ Connectivism กันเลยดีกว่าครับ

ก่อนอื่นย้ำก่อนว่า มันคือทฤษฎี เพราะฉะนั้นผมจะอนุมานว่าทุกคนที่อ่านเข้าใจนะครับว่าทฤษฎีหมายถึงอะไร

ทฤษฎีนี้อธิบายการเรียนรู้ว่า สมมุติในโลกใบนี้เต็มไปด้วยข้อมูลต่างๆ มากมาย ซึ่งอาจจะเป็นในรูปแบบของข้อความ สัญลักษณ์ รูปภาพ เสียง หรือแม้แต่อารมณ์ เราถือให้ข้อมูลเหล่านี้เป็นโหนด (node) ต่างๆ กระจัดกระจายทั่วไป โหนดเหล่านี้อาจมีการเชื่อมโยงกัน (connection) อยู่ ซึ่งอาจจะมีการเชื่อมโยงที่ทั้งแข็งแรง หรือเบาบาง และบางอย่างอาจสามารถเชื่อมโยงกับสิ่งอื่นๆ ได้อีกมหาศาล

การเรียนรู้คือการที่เราเห็นการเชื่อมโยงเหล่านี้ว่าอะไรสัมพันธ์กับอะไรอย่างไร รวมไปถึงการสังเกตเห็นถึงรูปแบบ (patterns) ของการเชื่อมโยงต่างๆ จนทำให้เกิดความรู้ (knowledge)

ใครอ่านถึงจุดนี้ อาจจะงงว่า แล้วมันต่างกับ Constructivism อย่างไร ถ้าให้พูดอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ทฤษฎี Connectivism ไม่ได้ลบล้าง Constructivism โดยตรง ในขณะเดียวกันก็ไม่เชิงเป็นการสนับสนุนกันเช่นเดียวกัน มุมมองที่ทฤษฎีนี้มองต่างจาก Constructivism ก็มีบางประเด็น (สรุปเท่าที่ผมจับใจความได้นะครับ อาจจะผิดได้)

  • Connectivism มองโหนดต่างๆ ว่าอยู่ที่ไหนก็ได้ในเอกภพ และการเชื่อมโยงไม่จำเป็นต้องเกิดในสมองมนุษย์เสมอไป อันที่จริงข้อมูลจะเชื่อมโยงจากที่ไหนไปที่ไหนก็ได้ (อาจจะเป็นคนกับป้ายโฆษณา) ต่างกับ Constructivism ที่อธิบายโดยพื้นฐานของการที่ข้อมูลเดินทางเข้าไปยังสมอง
  • จากข้อแรก Connectivism จึงอธิบายการเรียนรู้ของเครื่องจักร (machine learning) ได้ด้วย เช่นเดียวกับการเรียนรู้แบบสังคม (social learning)
  • Constructivism มองว่าการเชื่อมโยงข้อมูลบางครั้งเท่านั้นที่เกิดความรู้ขึ้น ในขณะที่ Connectivism มองว่าทุกการเชื่อมโยงคือความรู้
  • และเนื่องจาก Constructivism อธิบายความความรู้ถูก “สร้าง” (construct) ขึ้นเมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามา Connectivism มองว่ามันไม่จำเป็นต้องถูกสร้าง แค่การเชื่อมโยงก็เพียงพอ เพราะเมื่อใดก็ตามที่มันถูกสร้างแล้ว มันยากที่จะถูกแก้ไข (alter) เพราะแปลว่าถ้ามีข้อมูลใหม่เข้ามา ความรู้พื้นฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกจัดระเบียบใหม่ ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่ได้ทำอะไรมากมายขนาดนั้น เราแค่นำข้อมูลใหม่มาเชื่อมโยงกับของเก่า และหาความสัมพันธ์กันเท่านั้น ถ้ามีการแก้ไขใดๆ เราก็จะแก้เฉพาะส่วนที่มันเชื่อมโยงกันอยู่ การแก้แบบทั้งโครงสร้างของความรู้จะเกิดขึ้นเมื่อเรา “ตั้งใจ” เท่านั้น

สำหรับผม ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจ แต่ก็อย่างที่บอกครับ เพราะเป็นทฤษฎีใหม่ ก็ย่อมมีการถกเถียงกันอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง (ซึ่งผมพยายามตามอ่านแล้วก็เก็บรายละเอียดมาได้ไม่มากเท่าไหร่) และจริงๆ แล้วเท่าที่ผมดูแล้ว เหมือนว่าแนวคิดของ Connectivism จะมีคนมองในเชิง IT มากกว่าการศึกษา (เพราะจริงๆ มันก็ไปสนับสนุนแนวคิดอื่นๆ ที่กำลังดังๆ อย่าง semantic web)

จริงๆ ผมเขียนบล็อกนี้ผมแอบหวังว่าจะมีใคร (ที่อ่านภาษาไทย) ที่กำลังสนใจเรื่อง Connectivism แล้วบังเอิญเสิร์ชผ่านมาเจอ แล้วจะได้คุยกับผมบ้าง ก็ยินดีมากๆ นะครับ คอมเม้นท์ได้เลย (ต้องซื้อ Adwords มั้ยนะ?)

William Arthur Ward นักเขียนชาวอเมริกัน เคยกล่าวไว้ว่า

“The mediocre teacher tells.
The good teacher explains.
The superior teacher demonstrates.
The great teacher inspires.”

หากพิจารณาตามแล้ว ก็คงไม่น่าแปลกใจที่ระบบการศึกษาแบบเล่าให้ท่อง บอกให้จำที่เราคุ้นเคยกันดี จะตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และถูกติติงมากมาย ในเมื่อมันเป็นการสอนที่แค่ “พอใช้”

และก็คงเชื่อตามได้ ว่าการสอนโดยอธิบายให้เข้าใจที่มาที่ไปและเหตุผล จะ “ดี” กว่า ในเมื่อความรู้ที่แท้จริงนั้นขึ้นอยู่กับความเข้าใจในหลักการและเหตุผล มากกว่าการแค่ท่องจำได้

เช่นเดียวกัน การสาธิตให้ผู้เรียนได้มีโอกาสประสบด้วยตนเอง ย่อมทำให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิผล “เหนือกว่า” ไม่ต่างจากคำพังเพย สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น

ซึ่งก็แน่นอน ว่าการสอนในแต่ละรูปแบบที่ว่ามานี้ ย่อมจะยาก ซับซ้อน และต้องอาศัยทรัพยากรมากขึ้นตามลำดับ จึงไม่แปลกที่การเรียนแบบท่องจำจะยังเป็นที่แพร่หลาย และยากที่จะหลีกเลี่ยงในการจัดการศึกษาที่เรายังเห็นอยู่ทุกวันนี้

แต่ไม่ว่าจะจัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบใด สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดและยังขาดหายไปอย่างมากจนไม่น่าให้อภัย ก็คือประโยคที่สี่ในวจนะที่อ้างถึงข้างต้น

การบันดาลใจผู้เรียนให้เกิดความสงสัยใคร่รู้ นับเป็นสิ่งแรกที่ควรจะมีขึ้นในกระบวนการเรียนใด ๆ ก็ตาม เพราะฉันทะ นับเป็นจุดเริ่มต้นอันสำคัญที่สุด ของเส้นทางที่จะนำไปสู่จุดหมาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนของระบบการศึกษา ซึ่งหากผู้เรียนเกิดความสงสัยแต่ว่า “จะเรียนไอ้นี่ไปทำไม” โอกาสที่การเรียนการสอนนั้นจะประสบความสำเร็จ ก็แทบจะดับไปแล้ว

(เว้นแต่จะแก้ปัญหาโดยการจับยัดอย่างหนักหน่วงจนความสงสัยใด ๆ นั้นกระเด็นหลุดไปหมด อย่างที่เราอาจจะรู้จักกันดี)

การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนที่ซับซ้อนมากขึ้น ยิ่งจำเป็นจะต้องตอบโจทย์ข้อนี้ให้ได้เป็นข้อแรก ก่อนที่จะได้มีโอกาสจุดประกายความคิดให้ผู้เรียนในด้านอื่น ๆ ต่อไป เพราะยิ่งศูนย์กลางของการเรียนรู้ย้ายจากผู้สอนไปสู่ผู้เรียนมากเท่าไร ความต้องการของผู้เรียนก็ยิ่งทวีความสำคัญขึ้นเท่านั้น

ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ เลย โดยเฉพาะในกรอบของข้อจำกัดเดิม ๆ ที่มีอยู่ทุกวันนี้

แต่นั่นก็เป็นโจทย์ที่ผู้จะเป็นครูที่ “ดีเยี่ยม” จะต้องตอบให้ได้


Welcome!

ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก

นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา

คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)

ทวีทล่าสุดจาก Kupo

ทวีทล่าสุดจากสมาชิกคิวบิกฯ

more...