creativeideasdrivetheworld.
In: Cubic Diary By: Zerothman
12 Jun 2009(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 1 ก่อน)

ภาพนี้ถ่ายตอนติวโอลิมปิกที่สำนักคอม มีอิ๊ก แก้ว น็อต กับเชน รูปนี้เป็นอิ๊ก สมัยยังเฟิร์ม ฮา...
ครั้งนั้น เป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้รู้จักกับเพื่อนๆ ในวงการทางคอมพิวเตอร์ที่อยู่ต่างโรงเรียน
ผมจึงได้สืบทราบเป็นครั้งแรกว่า ที่โรงเรียนเตรียมฯ จะมีชมรมที่ทำเกี่ยวกับงานโอลิมปิกวิชาการนี้อยู่
แล้วก็จะมีรุ่นพี่ที่เคยเข้าค่ายต่างๆ มาสอนรุ่นน้องเพื่อให้สอบเข้าค่ายในปีถัดๆ ไป แบบนี้มาเรื่อยๆ…
ไม่แปลกใจครับ ถ้าในสมัยนั้น เราจะเห็นอัตราส่วนของผู้ผ่านการคัดเลือก เป็นเด็กเตรียมฯ เกินกว่า 50% ในทุกๆ ปี
ผิดกับสมัยที่ผมสอบตอน ม.4 ที่ผมสามารถพูดได้ตรงๆ เลยว่า ทางโรงเรียน ไม่ได้ให้ความสะดวกใดๆ ในการสมัครสอบ ซึ่งหลายๆ ประการเกิดจากขั้นตอนการประสานงานต่างๆ ที่ไม่เอื้ออำนวยให้การสมัคร เสียจนผมอดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่า ในครั้งนั้น ถ้าไม่ใช่ว่าบังเอิญผมเป็นลูกชาย อ.ยืน ผมคงไม่ได้สมัครในตอน ม.4 และคงไม่ได้เข้าค่ายในเดือนตุลานั้น
ในช่วงขึ้นเทอมใหม่ของ ม.5 ผมจึงได้ปรึกษากับท่านอาจารย์สุภาพ (ปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่ที่วิศวะฯ คอมฯ ม.เกษตรฯ ศรีราชาฯ) และได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากท่านอาจารย์ และอาจารย์จันทร์ศรี เพื่อทำโครงการ “หนทางสู่คอมพิวเตอร์โอลิมปิก ประจำปี 2545” โดยผมได้ประชาสัมพันธ์ ให้น้องๆ มาสมัครติวเพื่อสอบคอมโอฯ โดยผมเป็นคนสอนเอง
แน่นอนว่าสมัยนั้นผมเองก็คงไม่ได้เก่งกาจเองด้วย และไม่ได้มีสกิลในการสอนอะไรมากมาย ผลคือ ไม่ได้มีใครเลยที่สอบผ่าน แม้แต่รอบแรก (ฮา…)
ก็ยังคงมีแต่ผม และชยุตม์ (เหมือนเดิม) ที่ได้เข้าค่ายโอลิมปิกของสสวท. ตอนปี 2545
ในช่วงเวลาใกล้ๆ กันนั้น คือเวลาของกีฬาสี (สมัยนั้น กีฬาสีมีตั้งแต่เปิดเทอม ถึงปลายๆ สิงหาคม)
ช่วงนั้น เป็นช่วงที่ผมได้ทำงานร่วมกับชยุตม์มากขึ้น (จริงๆ ไม่เคยอยู่ห้อง หรือ ว. เดียวกันเลย) เพราะอยู่สีแดงด้วยกัน และผมก็ได้ช่วยชยุตม์ทำงานbackstage อุปกรณ์ประกอบฉากสำหรับพาเหรด (แม้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองจะเป็นเหรัญญิก และควมคุมนักกีฬาป.ปลายก็ตามที แต่ก็แหละครับ สมัยนั้นผมเป็นพวกทำไปหมด ฮา…)
ช่วงนั้นเอง ที่ผมได้เริ่มรู้จักกับ “จรวดน้ำ”
เหตุผลมีไม่มาก เนื่องจากชยุตม์ได้รับการชักชวนจากอ.สุมาลีให้เล่นจรวดน้ำ แล้วชยุตม์ก็ดันคิดเอาจรวดน้ำมาประกอบฉากในพาเหรด ผลคือ ผมก็เลยรับรู้ไปด้วย
และด้วยความเป็นคนที่ชอบทำทุกเรื่องที่ไม่ใช่การเรียน ผมก็เลยบ้าๆ บอๆ ตามไปด้วย (แม้ว่าจะไม่รู้เรื่องเลยก็ตามที)
และระหว่างนั้น ผมก็ยังคงทำกิจกรรมอื่นๆ ในโรงเรียน รวมถึงเข้าแข่งขันต่างๆ นอกโรงเรียนเรื่อยๆ มาตามปกติ
จนเมื่อตอนจะจบ ม.5 ตอนนั้นอ.สุมาลีเกิดบ้าจี้อยากจัดแข่งจรวดน้ำขึ้นมา โดยก็ได้ชักชวนผมเข้าไปร่วมทำงานด้วย
ตอนนั้น งานที่ผมทำคือ ออกแบบเข็มกลัดแจกผู้เข้าแข่งขัน (และงานแรงงานอื่นอื่น)
และในการแข่งขันนี้เอง ที่ทำให้ผมได้รู้จักกับรุ่นน้องรุ่น 30 คนอื่นๆ อีกหลายๆ คน และพบว่าพวกเขาเหล่านั้น ได้เข้าค่ายโอลิมปิกในวิชาอื่นๆ เช่นกัน แต่เป็นของ สอวน. ผมเลยไม่เคยรู้จักจากในค่าย
ผมจึงได้รวบรวมสมาชิกเหล่านั้นให้ครบหลายๆ วิชา และมาช่วยกันตั้งโครงการ “โอลิมปิกวิชาการสาธิตเกษตร ประจำปีการศึกษา 2546” ขึ้น
เหล่าสมาชิกในยุคเริ่มแรกนั้นก็มีหลายๆ คน เช่นวีกิจ สุดา ปิง ศิลา และหนึ่งในนั้นก็คือคนที่ในคิวบิกปัจจุบันน่าจะรู้จักดี นั่นคือกานต์สุดที่รักของพวกเรา
ปีการศึกษา 2545
- มีครั้งแรกเฉพาะวิชาคอมพิวเตอร์ ภายใต้ชื่อ “หนทางสู่คอมพิวเตอร์โอลิมปิก”
ปีการศึกษา 2546
- ครั้งแรกที่ขยายไปครบทั้ง 5 วิชา
- และครั้งแรกที่เห็น สอวน. ในสายตา (เพราะสอบสสวท. ไม่ผ่าน… ฮา…)
- ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้จักกับกลุ่มผู้ก่อตั้งคิวบิกครีเอทีฟ
ปีการศึกษา 2547
- ตั้งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ให้ม.5 เป็นผู้จัดการการรับสมัคร (นำโดยกานต์ แต่พี่นัทแย้งสุดตัว ด้วยเหตุผลในเรื่องการแบ่งแยก อันจะกล่าวต่อไปในไดอารี่บทหลังๆ)
- ย้ายที่รับสมัคร จากศาลาไทยข้างอาคารอุบล มาเป็นบริเวณหน้าตึก 6 ฝั่งอาคาร 9 ชั้นแทน
ปีการศึกษา 2548
- มีการใช้ระบบคูปอง เพื่อแก้ไขปัญหาเก็บเงินไม่ครบเป็นครั้งแรก โดยน้องต้องจ่ายเงิน 50 บาทเพื่อรับใบสมัคร พร้อมกับคูปอง โดยตอนนำใบสมัครมาส่ง ต้องเอาคูปองมาด้วย
- ต้องให้ข้อมูลพื้นฐานตั้งแต่ตอนเอาใบสมัครไปด้วย เพื่อตามจิกให้เอาใบสมัครมาส่ง จำได้ว่าเคยมีเดินตามตามระดับด้วย
- เริ่มเข้มงวดเรื่องการตรวจใบสมัครให้เรียบร้อยตั้งแต่จุดรับสมัคร เพราะปีก่อนหน้ามีปัญหามาก รวมถึงมีใบสรุปเตือนเกี่ยวกับการกรอกข้อมูลต่างๆ แจกให้ด้วย
- รีแบรนด์เป็น Cubic-O
- เพิ่มการจัดอบรมในช่วงปิดเทอม โดยใช้ชื่อโครงการภาษาไทยว่า “ค่ายโอลิมปิกไร้เทียมทาน” หรือ Cubic-O Camp โดยเป็นค่ายค้างคืน 3 ช่วง รวมประมาณ 18 วัน
- มีการรับผู้เข้าร่วมจากทางโครงการพหุภาษามาด้วย เนื่องจากยุคนั้นเป็นยุคที่ความสัมพันธ์ระหว่างคิวบิกบางเขนกับทางพหุภาษารุ่งเรือง
ปีการศึกษา 2549
- เป็นครั้งแรกที่พยายามให้ทีมงานในส่วนงานวิชาการ (ส่วนใหญ่คือคนสอน) ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมหลักๆ อื่นๆ ของคิวบิกมากขึ้น
- ค่ายโอลิมปิกไร้เทียมทาน ถูกเปลี่ยน (กดดันจากโรงเรียน) กลายเป็นเหลือการค้างคืนแต่ช่วงท้ายช่วงเดียว เนื่องด้วยเหตุผลจากค่าไฟ
- มีผู้เข้าร่วมจากพหุฯ เยอะมาก (เป็นยุคที่ความสัมพันธ์รุ่งเรืองถึงขีดสุด)
ปีการศึกษา 2550-51
- การติวทั้งหมดถูกยกเลิก เหลือแต่การอำนวยความสะดวกในการรับสมัครเท่านั้น
ตอนนั้น เราได้เริ่มการดำเนินการต่างๆ ตั้งแต่ช่วงปิดเทอม (ก่อนเปิดเทอม) จำได้ว่ามีการประชาสัมพันธ์หน้าเสาธงด้วย ในวันอังคารที่ 3 มิถุนายน 2546 ตอนนั้นจริงๆ แล้วเป็นเพราะผมได้เป็นคณะกรรมการหน้าเสาธงด้วย เลยใช้เส้นเสียบเข้าไปพอสมควรเหมือนกัน จำได้ว่าจริงๆ แล้วได้คิวตอนสัปดาห์แรก แต่เนื่องจากเจอคิวรับน้อง ป.1 แทรก แต่จริงๆ ก็ดีที่ทำให้กลายเป็นได้ใช้ห้องประชุมใหญ่แทน ถ้าใครจำได้ เป็นหน้าเสาธงที่มีเด็กซ์เตอร์มาทดลองแล้วกลายเป็นลิงออกมาอยากสมัครโอลิมปิก ขอเฉลยว่า ตอนนั้นพี่ปิงกับกานต์เป็นลิงนะครับ ฮา…
ครั้งนี้เลยเป็นครั้งแรกครับ และถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นมาจนปัจจุบัน ที่ให้การดำเนินการรับสมัครต่างๆ เป็นนักเรียนที่ดูแล เรามีการจัดตั้งบูธรับสมัครขึ้น แล้วก็ช่วยอำนวยความสะดวก และให้ข้อมูลต่างๆ กับน้องๆ (เอกสารข้อมูลที่แจกพร้อมใบสมัครในปีนั้น - olym46_infosheet.doc)
และใช้ได้ทีเดียวครับ ในปีนั้น เป็นปีแรกที่มียอดผู้สมัครเข้าสอบสสวท. จากโรงเรียนสาธิตเกษตรเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์
และแน่นอนว่า นอกจากการรับสมัครแล้ว เราก็ยังมีการติวเพื่อสอบอีกเช่นเดียวกัน
และแน่นอนว่า ผมก็ต้องดูแลในส่วนวิชาคอมพิวเตอร์ของผม
ตอนนั้น ผมกล้าพูดได้เลยว่า ผมโคตรทุ่มเทให้กับการสอนต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกหลายสิบเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ผมได้เรียนรู้ความผิดพลาดต่างๆ ในอดีตเพื่อมาปรับปรุงเพิ่มขึ้น
และในครั้งนั้นเอง ที่ผมได้พบกับอีกคนหนึ่งที่เป็นบุคคลสำคัญของคิวบิกฯ นั่นคืออิ๊ก (เช่นเดียวกับแก้ว น็อต พลับ ฯลฯ)
จริงๆ จะบอกว่าโครงการโอลิมปิกทำให้ผมรู้จักกับอิ๊กก็คงไม่ถูก แต่น่าจะทำให้ผมได้สนิทกับอิ๊กมากกว่า
ที่จริงผมรู้จักกับอิ๊กครั้งแรก จากโครงการเพ้อฝันของผมในช่วงเดียวกันนั้น ที่ผมอยากรวบรวมบรรดาเว็บมาสเตอร์ของเว็บรุ่นแต่ละรุ่น มาร่วมกันเป็นnetwork เครือข่ายเพื่อร่วมกันทำอะไรสักอย่าง ซึ่งตอนนั้นสำหรับรุ่น 31 ผมก็เดินดุ่มๆ ไปม.4 เลยแล้วก็ไปถามคนนู้นคนนี้ดื้อๆ เลยว่า ใครเป็นคนทำเว็บรุ่น จนได้เจอกับอิ๊กเป็นครั้งแรกครับ
ตอนนั้นเนื่องจากผมกำลังพยายามเร่งทำยอดผู้สมัคร เลยไม่วายต้องชวนอิ๊กเข้าร่วมสอบด้วย สมัยนั้น อิ๊กตั้งชื่อเอ็มว่า “อิกุนิชิมาโช” ครับ (แล้วผมก็ตั้งตามเป็น “นัทสึมิชิมาโช” แล้วแก้วก็ตั้งตามเป็น “แกวานิชิมาโช”)
ในการติวครั้งนั้น แทบจะมีวิชาคอมวิชาเดียวเลยครับ ที่บ้าติวกันทุกวัน จองห้องคอมไว้ทุกวัน ทุกคนต้องไปเรียน แล้วผมก็ค่อนข้างดุ และวินัยสูงเวอร์ ถามพวกอิ๊กพวกแก้วได้เลยครับว่า สมัยนั้นถ้าใครเข้าห้องเลทผมด่ายับ แล้วไหนจะเรียนเสร็จจนเค้าปิดตึกห้าโมงแล้ว ก็ยังไปสอนต่อที่โรงอาหาร บ้ามากครับ
และเมื่อการติวที่แสนโรคจิตผ่านพ้นไป ก็มาถึงการสอบข้อเขียนรอบแรก ในวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2546
วันนั้นผมแทบจะนอนไม่หลับเลยครับ ตื่นเต้นกว่าสอบเองเสียอีก… จำได้ว่าต้องไปนั่งรออยู่เฉยๆ สามชั่วโมง ระทึกสุดๆ ยังกะรอญาติผ่าตัดอะไรทำนองนั้น
ผลออกมาน่าประทับใจมากครับ
ไม่ผ่านสักคน…
ตอนนั้นถ้าย้อนกลับไปจริงๆ แล้ว ผมค่อนข้าง upset หงุดหงิดพอสมควรครับ เพราะว่าผมได้โคตรพยายามอย่างเต็มที่ และทุ่มเทสุดๆ
แต่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ที่กลบความหงุดหงิดนั้นไปเสียสิ้น
คือความอิ่มใจเล็กๆ ที่ได้ “ให้” อย่างเต็มที่
ทัศนคติที่มีต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ของผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ผมเคยเป็นคนหนึ่งที่อยากทำกิจกรรมต่างๆ แม้ว่ามันจะบอกว่าเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม แต่ผมทำไป เพราะอยากพัฒนาตนเอง อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ และอยากสร้างประวัติให้ตนเอง ทุกอย่าง…เพื่อตัวผมเอง
ในครั้งนั้น ผมพบว่า การทำอะไรเพื่อคนอื่นอย่างจริงใจ กลับมีค่ายิ่งกว่าสิ่งไหน
ความตั้งใจนั้น ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในลมหายใจของผม นับตั้งแต่วินาทีนั้น…
In: Cubic Diary By: Zerothman
5 Jun 2009

ภาพถ่ายรวม พิธีมอบเหรียญรางวัล ผู้ผ่านเข้าค่ายคัดเลือกรอบตุลา ปี 2544 ครับ รูปไม่ละเอียดเท่าไหร่ เนื่องด้วยสมัยน้อยกล้องห่วย แล้วก็ผมย่ออีก (สมัยก่อน HDD ไม่เยอะขนาดนั้น)
ย้อนกลับไปตอนกลางปี 2544…
ตอนที่ผมกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สมัยนั้นยังไม่มี ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา)
ผมเองเป็นคนที่รู้จักกับวงการของการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการระดับนานาชาติมาตั้งแต่เด็กๆ
เหตุผลไม่ยาก นั่นคือเพราะตั้งแต่ผมจำความได้ คุณพ่อของผมก็เป็นคนที่ต้องดูแลจัดการการคัดเลือก และคุมทีมไปแข่งขันที่ประเทศต่างๆ ทุกๆ ปี
จริงๆ แล้วตลอดมา การคัดเลือก หรือแม้แต่การแข่งขันเอง ไม่เคยมีการกำหนดอายุขั้นต่ำ มีแต่เพียงการกำหนดขั้นสูงว่า ต้องไม่เกิน 18 ปี และการศึกษาต้องไม่เกินระดับ High School
แต่เนื่องจากการแข่งขันที่เข้มข้น และความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่จำเป็น คุณพ่อของผมให้ผมเริ่มสอบคัดเลือกครั้งแรกตอน ม.4
จริงๆ แล้วในปีนั้น ผมจำได้ว่า ผมแทบจะไม่ได้คาดหวังอะไรจากการสอบครั้งนั้นเลย เนื่องจากว่าถึงแม้จะคุ้นเคยกับการเขียนโปรแกรมทั่วไป แต่สำหรับความรู้ทางคณิตศาสตร์ผมค่อนข้างห่วย เลยคิดว่าเป็นการสอบ เพื่อเอาประสบการณ์เสียมากกว่า
แต่ผลกลับเกินคาดครับ ผมสามารถผ่านรอบคัดเลือกรอบแรก (ข้อเขียน) ด้วยคะแนนเฉียดฉิว ด้วยคะแนน 36 คะแนนจาก 40 (มี 50 ข้อ แต่โมฆะ 10 ข้อ) ซึ่งเป็นคะแนนต่ำสุดที่ผ่านเข้ารอบพอดี (ประมาณ 40 กว่าคนที่ผ่านเข้ารอบ)
ส่วนในการสอบรอบสองเอง เนื่องจากเป็นการแข่งเขียนโปรแกรมแล้ว ผมจึงค่อนข้างมั่นใจเล็กน้อย และสามารถผ่านมาได้ด้วยคะแนน 450/600 เป็นอันดับที่ 5 พอดี (ได้เหรียญเงิน)
และนั่นเอง เป็นครั้งแรก ที่ผมได้เข้าค่ายคัดเลือกของสสวท. ในรอบเดือนตุลาคม ปี 2544
ผมพูดได้ง่ายๆ ว่า…มันยอดเยี่ยมครับ
สำหรับผม มันเป็นความโหดร้ายทีเดียวที่ต้องเรียนรวด 6 วันต่อสัปดาห์ หยุดแค่วันอาทิตย์ เป็นเวลาสามสัปดาห์รวด แถมต้องถูกบังคับให้โดดรด. เป็นเหตุให้ผมไม่สามารถโดด รด. ในเวลาอื่นๆ ของปีได้ เนื่องจากจะต้องเก็บอีกครั้งหนึ่งไว้เผื่อฉุกเฉิน
แต่การได้อยู่กับผู้คนที่คุย “ภาษา” เดียวกับเรารู้เรื่อง นี่ก็ใช้ได้ทีเดียวครับ
บางคนอาจจะคิดว่า ในค่ายโอลิมปิกวิชาการ คงมีแต่พวกเนิร์ดๆ เต็มไปหมด…
แต่ผมว่า มีแต่พวกบ้าๆ เต็มไปหมดมากกว่า…
จริงๆ แล้วผมว่า สมัยนั้นเนื่องจากโน๊ตบุ๊คยังไม่บูม สาขาวิชาคอมจึงเป็นสาขาที่สนุกสนานเฮฮาที่สุดแล้ว เนื่องจากว่ามีคอมพิวเตอร์ให้เล่นเกม จึงเป็นเหตุให้วิชาอื่นๆ ต้องแวะเวียนมาห้องของวิชาคอมอยู่เป็นประจำ
อย่างไรก็ตาม ความรู้ต่างๆ ที่มีอยู่ในค่ายแห่งนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และหลายๆ อย่าง หาไม่ได้แม้จะเข้ามหา’ลัยในสาขาวิชาทางคอมพิวเตอร์เสียด้วยซ้ำ
คงดีไม่น้อย…ถ้ามีคนอื่นๆ ได้รับโอกาสดีๆ อย่างที่ผมได้รับด้วย…
และนั่นคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่นำไปสู่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ของผมเอง…
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)