Posts Tagged ‘inspiration

กลับมาอีกครั้ง สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We’ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟอีกครั้ง

โอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ซึ่งหลายๆ ครั้งความสามารถของเราเอง ก็เป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดโอกาสเหล่านั้นมาสู่ชีวิต

และนี่คือเรื่องราวการเรียนรู้ของคนที่เปลี่ยนความรู้เป็นโอกาส นี่คือเรื่องราวของตั้ม

แนะนำตัวก่อนเลยครับ

ผมชื่อ นายกำชัย โลเกศกระวี ชื่อเล่นชื่อ ตั้ม อายุ 19 ปี ตอนนี้เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ชั้นปีที่สองครับ

รู้จักกับคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไรครับ?

เริ่มจากเป็นน้องค่าย Cubic Robocode Camp #1 ครับ ตอนนั้นครูที่โรงเรียนทราบข่าวจากในเว็บ เลยพาไปสมัคร จริงๆ แล้วผมไม่เคยไปค่ายวิชาการแบบนี้มาก่อนเลยครับ ก่อนหน้านี้ที่ไปก็เป็นค่ายแนวสังคมมากกว่า พวกค่ายปลูกป่า ค่ายอนุรักษ์ หรือพัฒนาจริยธรรมอะไรทำนองนี้

พอมาค่ายนี้มีเขียนโปรแกรม มีกิจกรรมสนุกๆ ตอนเช้าตอนเย็น มีสันทนาการ ก็สนุกดีครับ ไม่เบื่อเลย ที่ชอบมากที่สุดก็คงเป็นกิจกรรมเควสท์ครับ แปลกใหม่ดี ไม่เคยเล่นมาก่อน

แล้วหลังจากนั้นมาร่วมงานกับคิวบิกได้ไงครับ?

พอดีว่าตอนในช่วงค่ายของ Cubic Robocode Camp #1 มีโอกาสเจอพี่นัท ตอนนั้นมีเพื่อนในสีไปขอเบอร์โทรศัพท์ของพี่นัทมา ผมพอดีอยู่กับเพื่อนเลยเมมเบอร์ไว้ในเครื่องด้วย

ทีนี้ปรากฎว่าหลังจากค่าย เหมือนว่าผมจะเผลอลืมล็อกปุ่มโทรศัพท์ แล้วมันโทรออกไปหาพี่นัทเอง หลังจากนั้นเลยมีโอกาสคุยกับพี่นัทมาอยู่เรื่อยๆ จนพี่นัทชวนมาสมัคร Cubic Creative Staff Program ครับ

ด้วยความที่พอดีปิดเทอมว่าง ไม่มีอะไรทำ คิดว่าถ้ามาทำงานที่คิวบิกฯ น่าจะสนุกดี ตอนนั้นผมเดินทางมาจากสำโรง สมุทรปราการ นั่งรถมาชั่วโมงนึง แต่ก็คุ้มครับ ผมอยู่ฝ่ายสันทนาการค่าย Cubic ICT Fun Camp #5 ครับ ก็ได้ช่วยคิดบ้าง ช่วยนำกิจกรรมบ้าง น้องๆ ก็ดูชอบดี เราก็รู้สึกได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างมากๆ

หลังจากนั้นได้ทำอะไรอีกบ้างครับ?

จากแรงบันดาลใจตอนค่าย Cubic Robocode Camp #1 ผมก็เปิดชมรม Robocode ขึ้นที่โรงเรียนครับ มีน้องมาสมัครเป็นสมาชิกชมรมด้วย ผมก็ได้มีโอกาสเป็นคนสอนด้วยตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยคิดว่าเราจะมีแรงบันดาลใจจะทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน

หลังจากนั้นผมก็มีโอกาสได้ไปสอนในโครงการ Cubic Robocode Camp On-tour ครับ เป็นโครงการที่เราออกเดินทางไปสอนน้องๆ ตามจังหวัดต่างๆ โดยผมมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอน ก็ต้องดูน้องๆ หัดแล้วคอยช่วยแก้โค้ดให้ บางทีมีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้ ก็จะเรียกพี่เอิร์ธให้ช่วยครับ ซึ่งตรงจุดนี้เราก็ได้เรียนรู้จากพี่เขาด้วย

ซึ่งสิ่งที่ประทับใจก็คือว่า ได้ไปสอนมาครบทุกภาคในประเทศไทยเลยครับ ที่ชอบมากที่สุดคือตอนไปภาคเหนือ ไปตลาดกลางคืน มีของแปลกๆ ขาย ถ้าเราไม่มีความรู้เรื่อง Robocode ก็คงไม่ได้มาสอน แล้วก็คงไม่ได้มีโอกาสได้เปิดโลกแบบนี้

นอกจากนี้ การที่เรารู้วิธีเขียนโปรแกรม ก็ช่วยจุดประกายให้ผมไปลองแข่งขันในรายการอื่น ๆ ครับ เช่น แข่งเขียนโปรแกรม National Software Contest ซี่งเป็นการทำเกมให้ผู้พิการทางสายตา หรือมีบริษัทให้มาทำเว็บแอปพลิเคชันเพื่อไปลง iPad ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาเห็นเรามีความสามารถก็เลยแนะนำมาอีกที มันก็มีโอกาสเข้ามาเรื่อยๆ ตั้งแต่ผมเขียนโปรแกรมเป็นครับ

นอกจากที่เกี่ยวกับเขียนโปรแกรมแล้ว มีโอกาสได้ทำอะไรอีกบ้าง?

ก็เคยมีโอกาสได้แข่ง Cubic Race 3 (ชมวีดีโอทั้งหมดที่นี่) โดยฟอร์มทีมกับโจ้ครับ ผมชอบเวลาเป็นผู้นำ เวลาแก้ปัญหา แก้โจทย์ ดูเป็นจริงเป็นจังดี ชอบกิจกรรมนี้มากกว่าเควสท์อีกครับ แต่ถ้าหลังจากนี้ก็อยากเป็นผู้จัดมากกว่า เพราะกลับไปเป็นผู้เข้าร่วมคงไม่ตื่นเต้นแล้ว

นอกจากนั้นอีกงานหนึ่งที่ผมค่อนข้างภูมิใจ คืองานโลโก้ Cubic Thanks Party ตั้งแต่ครั้งแรก และยังคงใช้อยู่จนทุกวันนี้ครับ

สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรไหมครับ?

ก็อยากจะขอบคุณคิวบิกครีเอทีฟที่ทำให้ผมมีโอกาสทำสิ่งที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้ทำมาก่อน ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น มีแรงบันดาลใจในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ลงมือทำด้วยตัวเอง

ผมชื่อตั้ม ผมอยู่คิวบิกฯ และได้เรียนรู้ว่าความรู้คือประตูสู่โอกาส

บทความนี้เป็นบทความที่ 6 ในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง โดยจะลงในทุกวันศุกร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนครับ

และสำหรับทีมงานคิวบิกของเราในครั้งนี้คือ…

เริ่มจากการแนะนำตัวกันก่อนเลยครับ

ผมชื่อ ภูวัน สุวรรณรัศมี ชื่อเล่นชื่อ ภู แต่ในคิวบิกไม่ค่อยมีใครเรียกชื่อเล่นเลยครับ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาครับ

ร่วมงานกับคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรกเมื่อไหร่ครับ?

ผมร่วมงานกับคิวบิกครั้งแรก เมื่อปีที่แล้วครับ ตอนนั้นพี่นัท ชวนผ่านพี่กอล์ฟ ให้ผมเข้ามาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟในฝ่ายมัลติมีเดีย เพราะตอนนั้นคิวบิกกำลังจะทำฐานข้อมูลรูปภาพใหม่ ซึ่งผมก็ตอบตกลงทันทีเลย เพราะผมเคยเข้าค่ายของคิวบิก แล้วรู้สึกประทับใจในตัวพี่ๆ และความเป็นคิวบิก ก็เลยอยากจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคิวบิกครับ นั่นคือการร่วมงานคิวบิกครั้งแรกของผม แต่งานที่เป็นชิ้นเป็นอันชิ้นแรกที่ผมได้ทำ คือการถ่ายภาพกิจกรรมในค่าย Cubic Robocode Camp ครั้งที่ 2 กับเพื่อนที่ชื่อซันน่ะครับ…อันที่จริงน่าจะเรียกว่าไปช่วยถ่ายมากกว่า เพราะผมไม่ได้ไปทุกวัน ปล่อยให้ซันถ่ายคนเดียวไปหลายวันอยู่เหมือนกัน (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็ทำงานอื่นๆ มาเรื่อยๆครับ

ได้ร่วมงานกับคิวบิกฯ แล้ว รู้สึกยังไงบ้าง?

จากเดิมที่เคยเป็นน้องค่าย ได้สัมผัสเเต่หน้าฉากของกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน แต่แฝงไปด้วยการเรียนรู้ที่มีคุณค่า พอได้มาเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานแล้ว ก็ได้เห็นเบื้องหลังว่าสตาฟแต่ละคนในค่าย ตั้งใจทำงาน และทุ่มเทกับการจัดค่ายให้น้องๆ ได้สนุกไปพร้อมกับเรียนรู้มากแค่ไหน ได้เห็นเลยครับว่า กว่าที่จะออกมาเป็นแต่ละกิจกรรมที่แสนสนุกสนานนั้น มันใช้ทั้งแรงกาย และเเรงใจ อยู่ไม่น้อยทีเดียว ถึงเเม้ว่าในค่ายเเรกผมจะไม่ได้สัมผัสอะไรลึกซึ้งมากนัก เพราะแค่ไปช่วยถ่ายรูป 2-3 วัน แต่ก็ยังได้เห็นการทำงานมากพอสมควร ทำให้ผมรู้สึกประทับใจในตัวของพี่ๆทั้งสตาฟและพี่เลี้ยง ที่ทุ่มเทให้กับน้องๆ ได้อย่างมากมายขนาดนี้ครับ

นอกจากจะได้เห็นความทุ่มเทในการทำงานของพี่ๆแล้ว ผมก็ยังเห็นการทำงาน และการประสานงานกันอย่างมีระบบ อย่างตอนมาทำมัลติมีเดียกรุ๊ป ที่จะต้องไล่เเท็กและจัดประเภทรูปกิจกรรมต่างๆของคิวบิกที่มีเป็นหมื่นๆรูป ก็จะมีการประชุมกันก่อนที่จะเริ่มงานจริง แบ่งหน้าที่ว่าใครจะต้องทำส่วนไหน มีการกำหนดแนวทางพื้นฐานว่า จะแท็กอย่างไร แท็กอะไรบ้าง ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ จะแท็กรูปละเอียดแค่ไหน กำหนดเป้าหมายว่าต้องทำให้ได้ไม่ต่ำกว่ากี่รูปและให้มีความเร็วมากกว่ากี่รูปต่อชั่วโมง…หลายอย่างมากๆครับ ทำให้ผมได้เรียนรู้การทำงาน และเรียนรู้การวางแผนงาน..ซึ่งปกติผมไม่ค่อยทำเท่าไหร่ (หัวเราะ) คือปกติมาถึงก็มาทำสดๆ เกิดปัญหาก็ตามแก้ๆๆ กันไป ไม่รู้จักหมดสิ้น เพราะปัญหาใหม่มันก็เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ แต่พอมาทำงานฝ่ายมัลติมีเดีย และได้วางแผนงานแบบจริงๆจังๆ แล้ว ผมก็พบว่า ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ก็จะจัดการปัญหาได้ดีกว่า

ผมมีความรู้สึกว่า พอได้มาทำงานกับคิวบิกแล้ว มุมมองในการทำงานของผมก็เปิดกว้างขึ้น เมื่อก่อนเวลาทำงานผมก็จะ ไม่เคยมองภาพรวมของงาน ไม่เคยมีการวางแผนงานล่วงหน้า เวลาทำงาน ก็จะชอบแก้ปัญหาตรงโน้น แต่ปัญหาก็ไปเพิ่มตรงนี้ เพราะไม่ได้มองภาพรวมให้รอบคอบก่อน ว่าองค์ประกอบแต่ละตัวมีความเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อกันยังไง แล้วพองานมีปัญหา ไม่เป็นแบบที่คิด ก็เลยกลายเป็นเพิ่มความเครียดให้กับตัวเอง ปัญหาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอีก คิวบิกสอนผมว่า ให้มองงานเเบบองค์รวม มองกว้างๆ มองในหลายๆด้าน หลายๆ เเง่มุม เพราะมันจะทำให้เรามองเห็นปัญหาในแต่ละจุดได้มากกว่า และเราก็จะสามารถจัดการปัญหาโดยที่ทำให้การจัดการนั้นกระทบกับองค์ประกอบอื่นๆที่ดีอยู่แล้วให้น้อยที่สุด

ในหลายๆงานที่จะมีการพรีเซนต์ แล้วมีสไลด์ประกอบ ปกติคนพูดก็จะคุมสไลด์ด้วยไอโฟน พร้อมๆ กับพูดไปหน้าเวที เพื่อให้การเปลี่ยนสไลด์และเอฟเฟกต์ต่างๆ เกิดขึ้นตรงกับเรื่องที่พูด ซึ่งในงานเหล่านี้ จะมี MacBook Pro ตั้งอยู่สองเครื่อง เครื่องนึงเป็นตัวฉายสไลด์ที่คนพูดเป็นคนคุม ซึ่งต่อสัญญาณภาพฉายออกทางโปรเจคเตอร์ ส่วนอีกเครื่อง ก็จะเป็นเครื่อง “สำรอง” ที่จะเล่นสไลด์ไล่ตามเครื่องแรกไปเรื่อยๆ ซึ่งตรงนี้ผมจะเป็นคนคุม (เพราะเป็นเจ้าของ MacBook Pro อีกเครื่องนึง ส่วนเครื่องหลักเป็นของพี่นัท) และถ้ามีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นกับเครื่องหลัก ก็จะสามารถสลับสัญญาณภาพมาที่เครื่องสำรอง และนำเสนอต่อไปได้ทันที

หรืออย่างในงาน Cubic Thanks Party 2009 ที่นอกจากสไลด์นำเสนอเรื่องต่างๆแล้ว ก็จะมีการเปิดทั้ง MV ฉลองครบรอบ 5 ปี และ Cubic Race 3 Episode 1 ซึ่งวีดีโอเหล่านี้เเน่นอนว่าจะต้องมีเสียงอยู่ด้วย แต่คอมฯของผมจะต้องเปิดเพลงคลอในช่วงที่ไม่มีกิจกรรมบนเวที ในขณะที่ไฟล์ต่างๆ ทั้งวีดีโอ และสไลด์นำเสนออยู่ในคอมฯของพี่นัท แต่สายสัญญาณภาพและเสียง มีเเค่อย่างละเส้นเท่านั้น พี่นัทก็มีวิธีแก้ปัญหาโดยให้สายสัญญาณเสียงต่อเข้ากับคอมฯของผม แล้วก็เอาสายอีกเส้น (ที่เตรียมมาเอง) เชื่อมสัญญาณระหว่างคอมฯของพี่นัท กับคอมฯ ของผมไว้ แล้วก็สลับไปมาเวลาที่จะใช้เสียงจากเครื่องไหน

การได้ทำงานกับคิวบิก ทำให้ผมได้เห็นว่า พี่ๆ บางคน ที่ในค่ายที่ผมเคยเข้า เห็นว่า เก่ง เจ๋ง เท่ แล้ว พอมาทำงานร่วมกันจริง เขา เก่ง เจ๋ง และเท่ มากกว่าที่ผมเคยรู้หลายเท่าครับ พี่ๆ หลายคนมีความสามารถหลายด้านมาก ทำงานก็เก่ง คิดก็เป็นระบบ มีมนุษยสัมพันธ์ดี ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ แถมยังเป็นแบบอย่างที่ดีอีกต่างหาก ผมได้เห็นแบบอย่างที่ดีๆ หลายคน และผมก็ได้อะไรจากพวกเขามาอย่างมากมาย จนไม่อาจจะกล่าวในที่นี้ได้หมดเลยครับ

สรุปให้ได้สั้นๆ ก็คือ ผมรู้สึกประทับใจในความทุ่มเท ความสามารถ ความรอบคอบ การคิดและการทำงานอย่างมีระบบของทีมงานคิวบิกทุกคน และรู้สึกประทับใจในความเป็นคิวบิกครีเอทีฟครับ

งานครั้งที่คิดว่า ประทับใจที่สุดตั้งเเต่ร่วมงานกับคิวบิกฯ มา คืองานชิ้นไหนครับ?

เป็นงานที่ผมถูกชวนเข้ามาทำแบบเร่งด่วนสุดสุดครับ คือค่ายเยาวชนไทย ก้าวไกลด้วยนวัตกรรม ครั้งที่ 4 ไปช่วยสอน Photoshop ในการเขียนเว็บ ซึ่งถึงเเม้ว่าผมจะสอนได้ไม่ดีเท่าไรนัก เพราะวางแผนเนื้อหาและเตรียมการสอนไว้น้อย แต่ว่า ความทรงจำในกิจกรรมอื่นๆ ของค่าย ก็ทำให้ผมประทับใจครับ แม้ว่าจะมีปัญหาขัดข้องทางด้านเทคนิคมากพอสมควร ซึ่งปัญหาใหญ่เลยก็คือเรื่องไฟดับ ซึ่งก็เกือบจะเปลี่ยนค่ายนี้จากค่ายวิชาการ เป็นค่ายกิจกรรมนันทนาการไปเรียบร้อยแล้ว เพราะพอไฟดับ คอมพิวเตอร์ก็ใช้ไม่ได้ แล้วถ้าจะสอนต่อก็คงไม่รู้เรื่องกันเเน่นอน แอร์ก็ไม่ติด ห้องเรียนก็ไม่มีเครื่องปั่นไฟสำรอง ก็เลยต้องให้ทีมสันทนาการเข้ามาจัดกิจกรรม รอไฟมา ซึ่งผลจากการที่ไฟดับก็คือ…สอนไม่ทันครับ!! แล้วก็ต้องตัดเนื้อหาสอนที่สอนไม่ทันอยู่แล้ว ออกเยอะมาก (พี่เอิร์ธ ประธานค่ายครั้งนี้ น่าจะได้พูดถึงเรื่องนี้อยู่บ้างในเรียงความประธานค่าย ใน Cubic Research Group ครับ) แต่ว่า สุดท้ายเเล้ว ค่ายนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี และจบลงด้วยความทรงจำดีๆในใจของทุกคนครับ

คงเพราะเป็นค่ายแรกที่ผมได้มีโอกาสมาทำงานแบบเป็นสตาฟเต็มตัว ถึงเเม้ว่าจะไม่ได้มีโอกาสร่วมดูแลน้องๆชาวค่าย แต่การได้มองดูน้องๆตั้งอกตั้งใจเรียน คอยช่วยเหลือน้องๆเวลามีปัญหา และการได้สัมผัสการเตรียมงานค่าย และการดูแลกิจกรรมในค่ายอย่างเต็มรูปแบบครั้งเเรกของผม ก็ทำให้ค่ายนี้เป็นค่ายที่น่าประทับใจที่สุดของผม และคงจะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไปครับ

คิดว่าคิวบิกฯ มีอะไรที่ที่อื่นไม่สามารถให้ได้?

ก็คงจะเป็นความเป็นกันเอง และความผูกพันระหว่างทีมงานครับ ผมรู้สึกว่าเราทำงานกันเหมือนกับว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราช่วยเหลือกัน เรามีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันเเละกัน เราเคารพและรับฟังกันและกัน คิวบิกครีเอทีฟเป็นองค์กรที่มีความ หลากหลาย ทั้งในเรื่องความคิด มุมมองต่อเรื่องต่างๆ ความสามารถ ภูมิลำเนา สถาบันการศึกษา ทุกคนมาจากที่ต่างๆกัน เด่นในเรื่องต่างๆกัน และทุกคนก็สามารถทำงานร่วมกันและเติมเต็มกันเเละกันได้เป็นอย่างดี อีกอย่างคือบรรยากาศการทำงานโดยทั่วไปของคิวบิกจะไม่เครียด เวลาทำงาน ผมรู้สึกว่าทุกคนกำลังสนุกกับการ ทำงาน สนุกกับการคิด การวางแผน การแก้ปัญหา ไม่ได้นั่งเครียดเพราะการทำงาน บรรยากาศในการทำงานแต่ละครั้ง เต็มไปด้วยความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ เมื่อผมร่วมงานกับคิวบิกไม่ว่าครั้งไหนๆ ต่อให้ทะเลาะกับคนที่ทำงานด้วยจะเป็นจะตายยังไง ผมก็ยังมีรอยยิ้ม และความทรงจำดีๆ กลับบ้านเสมอ การทำงานกับคิวบิกทำให้ผมได้เห็นว่า บางครั้งกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ สนุกสนาน และแฝงไว้ด้วยการเรียนรู้ที่มีคุณค่า ก็เกิดจากจุดเล็กๆน้อยๆ ผลักดันให้เกิดเเรงบันดาลใจ จนสร้างกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ออกมาได้

สุดท้ายนี้ อยากฝากอะไรไหมครับ

ผมได้มาอยู่คิวบิก และผมได้อะไรจากคิวบิกมามากมาย ตั้งเเต่ครั้งเเรกที่ผมได้เข้ามาสัมผัสคิวบิกครีเอทีฟในฐานะน้องค่าย…ผมก็ได้รับสิ่งนี้…จนมาถึงวันที่ผมเป็นส่วนหนึ่งองคิวบิกครีเอทีฟ ผมก็ยังได้รับสิ่งนี้…

สิ่ง นั้นก็คือ แรงบันดาลใจครับ ผมได้รับแรงบันดาลใจที่ทรงพลัง และมีคุณค่า จากคิวบิกครีเอทีฟ ทุกครั้งที่เข้าร่วมกิจกรรม ของคิวบิกไม่ว่าในฐานะใดก็ตาม ผมจะเกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ จากกิจกรรมของคิวบิกครีเอทีฟเสมอ…แรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งดีๆ ที่จะมอบสิ่งดีๆ สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับโลกใบนี้ ให้กับผู้คนบนโลกใบนี้ ให้กับเยาวชนทุกคน แรงบันดาลใจที่จะเป็นผู้ให้ เกิดขึ้นตั้งเเต่ครั้งเเรกที่ผมเข้าค่ายเยาวชนไทย ก้าวไกลไปกับไอ ซีที ครั้งที่ 2 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เมื่อผมได้รับมอบสิ่งดีๆ จากพี่ๆ ทุกคน มันทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจที่จะ “ให้” ที่จะ “เป็นผู้ให้” เพื่อมอบสิ่งดีๆ ที่ผมได้รับตลอดมา ให้กับผู้อื่นต่อไป จนทุกวันนี้ คิวบิกก็ยังสร้างแรงบันดาลใจ ที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ และส่งมอบมันให้คนอื่นต่อไป ให้กับผม…เพื่อที่จะทำให้โลกใบนี้ น่าอยู่ขึ้นบ้าง ด้วยกำลังทั้งหมดที่สองแขน และสองขาของผมจะทำได้…

ผมชื่อภูวัน ผมอยู่คิวบิก และผมได้เรียนรู้ว่า แรงบันดาลใจนั้นไม่มีที่สิ้นสุด

Why I work at Cubic Creative

In: Cubic Research Group  By: Chayanin

28 Jun 2009

เมื่อประมาณเกือบสองสัปดาห์ก่อน N. Gregory Mankiw เขียนเอนทรีสั้นๆ ในบล็อกของเขา ตั้งหัวเรื่องว่า Why I write textbooks (เหตุผลที่ผมเขียนหนังสือเรียน)

*สำหรับคนจำนวนมากที่อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อของเขามาก่อน แมนคิวเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ฮาร์วาร์ด และที่สำคัญ เป็นผู้เขียนหนังสือเรียน Principles of Economics ซึ่งเป็นหนังสือเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ขายดีมากเล่มหนึ่ง (เป็นหนังสือเรียนเศรษฐศาสตร์ภาษาอังกฤษเล่มแรกที่ผมเริ่มอ่านตอนม.ปลาย)

ในเอนทรีนี้ มีประโยคสั้นๆ ประโยคเดียว เขียนว่า

Because there are people like Trevor Burnham.

เพราะมีคนอย่างเทรเวอร์ เบอร์นัม

หน้าที่แมนคิวโยงไปหานั้น เป็นหน้า customer review ของเว็บไซต์แอมะซอนครับ คนที่ชื่อเทรเวอร์ เบอร์นัมมาเขียนรีวิวหนังสือเรียนที่แมนคิวเขียน โดยขึ้นต้นว่า

This was the textbook (in an earlier edition) that introduced me to economics back in high school. I decided to take the AP exam in the subject, even though my school offered no such course. Between this text and a test prep book, I was able to ace the exams; but more importantly, I was immersed in a subject so fascinating that I’m now studying it as a PhD student.

หนังสือเรียนเล่มนี้ (ในฉบับก่อนๆ) ทำให้ผมได้รู้จักกับเศรษฐศาสตร์เมื่อสมัยผมอยู่ม.ปลาย ผมตัดสินใจสอบ AP ในวิชานี้ทั้งที่โรงเรียนผมไม่เปิดสอน ด้วยหนังสือเรียนเล่มนี้กับหนังสือเตรียมสอบ ผมสามารถทำข้อสอบได้ดีมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้น ผมหมกมุ่นในวิชาอันน่าหลงใหลจนผมกำลังศึกษาวิชานี้ในระดับปริญญาเอก

*AP หรือ Advance Placement ในระบบการศึกษาของสหรัฐ เป็นการเรียนวิชาระดับมหาวิทยาลัยในการเรียนม.ปลาย โดยมีการจัดสอบกลาง และสามารถนำคะแนนไปขอเครดิตในมหาวิทยาลัยได้

สิ่งที่แมนคิวและเบอร์นัมเขียนนี้ ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่พี่ณัชเคยเขียนถึงใน Cubic Diary ตอนที่กำลังจะเริ่มทำนิทรรศการวิทยาศาสตร์ครั้งแรก

เวลาเหล่านั้น เราจะให้ความรู้เขาได้สักเท่าไหร่เชียว?

ทำไม เราไม่ทำให้พวกเขา “ตื่นเต้น” กับวิทยาศาสตร์ จนทำให้เกิดความ “สนใจ” และใช้เวลาที่มีอีกมากมายทั้งชีวิต เพื่อหาความรู้ตามความสนใจของตนเอง

เทรเวอร์ เบอร์นัม เป็นบุคคลที่สะท้อนแนวคิดนี้ออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะหนังสือเรียน Principles of Economics ของแมนคิวนั้น เรียกได้ว่าเป็นหนังสือที่ค่อนข้างจะเบื้องต้นหรือ introductory ละเอียดไม่พอสำหรับนักศึกษาเมเจอร์เศรษฐศาสตร์ปีหนึ่งด้วยซ้ำ (อย่างน้อยเพื่อนผมส่วนใหญ่ก็คิดแบบนั้น) แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นความสนใจที่ดึงคนคนหนึ่ง ไปเรียนต่อถึงระดับปริญญาเอก

ผมไม่รู้ว่า แต่ละคนที่เลือกเรียนในแต่ละสาขานั้น มีแรงบันดาลใจหรือแรงกระตุ้นอะไรบ้าง ที่ทำให้เขาเลือกเรียนทางนั้น แต่ผมเชื่อว่า มีหลายๆ คนที่เข้าเรียนและเรียนไปจนจบ โดยไม่ได้พบแรงบันดาลใจนี้เลยก็ได้

คำบ่นเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทย เรื่องสอนกันเรียนกันแต่เนื้อหามากมาย ก็เป็นสิ่งที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง คนก็พูดกันมากมาย เรื่อง เน้นเรียนอย่างสนุกสนาน เรียนไม่เน้นท่องจำ เรียนเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทำให้รู้สึกว่า เป็นการศึกษาสมัยใหม่ แต่แนวโน้มที่ผมเห็นก็ยังเป็นเนื้อหาที่ลดอายุลงไปเรื่อยๆ (ผมมั่นใจว่าผมไม่เคยเห็นสมการ F=ma ตอนป.ห้า) และผู้ปกครองจำนวนมากที่อยากให้ลูกได้เรียนเนื้อหาเยอะๆ แน่นๆ

คนหลายๆ คนโชคดีมีโอกาสได้พบแรงกระตุ้น แต่หลายๆ คนอาจพ้นไปจากระบบการศึกษาโดยไม่เจอะเจออะไรเหล่านี้เลย เป็นไปได้ไหม ที่ระบบการศึกษาจะช่วยให้เราค้นพบสิ่งเหล่านี้ได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ผมก็อยากจะกระทุ้งอีกสักรอบว่า บางที ในการศึกษาระยะเริ่มต้น (อย่างประถมศึกษา อาจรวมถึงมัธยมศึกษา) เนื้อหาที่เราพยายามจะสอน อาจจะไม่มีค่าเท่าการสอนให้เรียนรู้เป็น และสร้างความกระหายที่จะเรียนรู้ก็ได้

และถ้าจะให้บอกอย่างเท่ๆ เหมือนแมนคิวว่า ทำไมถึงได้อยู่คิวบิกครีเอทีฟ ผมก็คงจะบอกว่า เพราะมีคนที่ยังต้องการ “ความอยากที่จะเรียนรู้” อยู่ครับ


Welcome!

ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก

นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา

คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)

ทวีทล่าสุดจาก Kupo

ทวีทล่าสุดจากสมาชิกคิวบิกฯ

more...