Posts Tagged ‘history

Cubic Diary #7 – “Grand Opening”

In: Cubic Diary  By: Zerothman

17 Apr 2011

(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 6 ก่อน)

ในตอนนั้น เราตัดสินใจที่จะรับน้องๆ ชาวค่ายในระดับชั้นเดียวกับค่ายเยาวชนสมองแก้ว นั่นคือ ป.5 ถึง ม.2

จริงๆ เราก็มีเหตุผลประกอบเล็กน้อยนะครับ หลักๆ คือ เป็นอายุช่วงชั้นที่ห่างในระดับที่พี่ๆ ม.ปลายคุมได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่เด็กเกินกว่าที่พี่ๆ จะรับไม่ไหว

และที่สำคัญที่สุด เราคิดว่า 4 ช่วงชั้น เป็นระยะห่างที่สูงที่สุดที่จะทำกิจกรรมร่วมกันแล้วมีความสุขที่สุดแล้ว

คิดง่ายๆ ถ้าเราอยู่ ม.2 แค่มีเพื่อนร่วมทีม ป.5 ก็คงอยากจะตายแล้วใช่ไหมครับ?

และนี่คือเหตุผลครับ

ตอนนั้น ผมได้ใช้สกิลการใช้ Excel จากที่ฝึกฝนมาในช่วง ม.4 ตอนทำรับจองรูปค่าย ม.4 (สมัยนั้นยังถ่ายกล้องฟิล์มครับ) และทำบัญชีเงินจากการเป็นเหรัญญิกกีฬาสีตอน ม.5 ในการทำงบประมาณของค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1

จากการคำนวณต่างๆ อย่างอลังการ (หรือเปล่า?) เราก็พบว่าน้องๆ ชาวค่ายต้องจ่ายเงินคนละ 1,800 บาท สำหรับค่ายระยะเวลา 5 วัน 4 คืน

ไม่อยากจะบอกว่า กว่าจะมาเป็น 1,800 บาทนี้ได้ มันเริ่มต้นจาก 3,500 บาท!

แล้วอ.สุมาลีก็บอกว่า น่าจะพยายามทำให้ตัวเลขนี้ลดน้อยลงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้กว้างที่สุด สำหรับคนที่อยากจะมาเข้าร่วมค่ายในครั้งนี้

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ และตอนนั้น ผมก็ได้เสนอแนวคิดเพิ่มเติมอีกอย่างหนึ่ง

นั่นคือผมอยากจัดโควต้าให้กับลูกหลานพี่คนงานมาเข้าค่ายนี้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงน้องๆ ของทีมงานค่าย โดยอาจจะทำให้มันลับๆ หน่อยหรืออะไรก็ว่าไป

ในครั้งนั้น อ.สุมาลีไม่อนุญาต ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้เกิดความเท่าเทียม

ก็เป็นเหตุผลที่น่าสนใจนะครับ ซึ่งก็เป็นอะไรที่ผมมองข้ามไปในเวลานั้น

ในตอนนั้น ผมโคตรประทับใจในแนวคิดนี้ครับ และบอกกับตัวเองในทันทีว่า จะยึดหลักของ “ความเท่าเทียม” มาเป็นหลักสำคัญในการทำงาน ทั้งในส่วนของน้องๆ ชาวค่าย ผู้เข้าร่วม ผู้ปกครอง หรือแม้แต่ทีมงานด้วยกันเองก็ตาม แม้ในโลกที่ไม่มีอะไรที่ยุติธรรมก็ตามแต่

ยากนะครับ…

ต่อมาในส่วนของการประชาสัมพันธ์ ในยุคเริ่มแรก เรามีอยู่ไม่กี่อย่างครับ อันได้แก่โปสเตอร์แปะตามบอร์ดระดับชั้น โบร์ชัวร์แนบพร้อมกับจดหมายถึงผู้ปกครอง เสียงตามสายแบบธรรมดา แล้วก็บูธรับสมัคร

ในตอนนั้น ผมจำไม่ได้ครับว่า อยู่ๆ ใครเสนอขึ้นมา (หรือตัวผมเองก็ไม่ทราบ?) ว่าเราน่าจะจัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ค่ายนี้ไปในตัว เพราะกลุ่มเป้าหมายของนิทรรศการ ก็ตรงกับของค่ายอยู่แล้ว

และแล้ว แผนการ “นิทรรศการวิทยาศาสตร์สาธิตเกษตร ครั้งที่ 2” จึงได้เริ่มต้นขึ้น ด้วยหลักการนิทรรศการที่ไม่มีบอร์ดเหมือนเดิม ภายใต้แนวคิด “ธาตุแห่งชีวิต” โดยวางแผนไว้ว่าจะจัดในวันที่ 13 มกราคม 2547

ตอนนั้นผมเป็นคนคิดแนวคิดหลักนี้เองครับ ตอนนี้เวลามองย้อนกลับไปดูก็รู้สึก lame เฉิ่มดีนะครับ ตอนนั้นเราได้แบ่งนิทรรศการออกเป็น 4 ส่วน อันได้แก่ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยแต่ละส่วนจะมีการทดลองหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโซนนั้นๆ

ในส่วนของดิน จะมีการปั้นดินญี่ปุ่น ที่ตอนนั้นได้การสนับสนุนจากพี่ศิษย์เก่า เป็นแบบที่ปั้น ทิ้งไว้สักคืนแล้วมันจะแข็ง อะไรทำนองนี้

น้ำ แน่นอนครับ ขายไอติมหมุนๆ (อีกแล้ว) แล้วก็มีขายของเล่นพวกที่ทำฟองสบู่ แล้วก็เล่นนู้นเล่นนี้ครับ

ลม มีการสอนการพับจรวด มีการแข่งขันเครื่องร่อนกระดาษ (ตอนนั้นอาร์มทำถ้วยรางวัล อึ้งมากๆ ครับ สวยสุดยิด เนี้ยบสุดๆ จนไม่อยากเชื่อว่านักเรียนทำ) แล้วก็ขายชุดทำกังหันลม (ผมเอาต้นแบบมาจากกังหันลมที่ผมซื้อตอนไปแข่งที่ศรีลังกากับคนเดินเร่ขายที่ชายหาด ชอบมากครับ ซื้อมา 5 รูปี)

และไฟ มีการทดลองเกี่ยวกับเทียนไข แล้วก็สารเคมีต่างๆ ที่เกี่ยวกับความร้อน มีทำสบู่

และแน่นอนว่า มีกิจกรรมบนเวทีด้วยครับ โดยตอนนั้นผู้ที่ได้รับเกียรติเป็นพิธีกร คืออิ๊ก และโม (ไม่ใช่โมของปั้มนะครับ) ไม่อยากจะบอกว่า ตอนนั้นเองครับที่ทำให้เราค้นพบว่า อิ๊กไม่ได้เกิดมาเพื่อโม้บนเวที (แต่ก็ไม่ได้แปลว่าอิ๊กไม่มีหัวจัยย์นะครับ)

แน่นอนครับว่า ด้วยประสบการณ์จากการจัดครั้งแรก สำหรับครั้งที่สองนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่วุ่นวายเกินกว่าที่คิดนัก ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น จะเว้นก็แต่ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่พบได้ทั่วไป แต่ผลที่ออกมา ก็เป็นที่น่ายินดีครับ

อย่างน้อย ผมว่ามันมหัศจรรย์แล้ว สำหรับคนประมาณยี่สิบคน ในการทำงานประมาณหนึ่งเดือน

และการรับสมัครในวันแรกสำหรับค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ก็เริ่มต้นในเย็นวันนั้นเอง

การรับสมัคร เราจะรับสมัครผ่านซุ้มรับสมัคร บริเวณลานเงิน (หน้าศาลพระภูมิ) ในตอนเย็นเวลา 16.00 – 17.00 ทุกวัน (แน่นอนครับว่า หนุ่มๆ ต้องโดดคาบ 8 แต่ผมชอบนะครับ)

และเช่นเดียวกับการประชุม ในตอนนั้นผมจำได้ว่า ไม่มีวันไหน ยกเว้นวันที่สองที่มีบูธวันแรกหลังจากนิทรรศการฯ ที่เปิดซุ้มเลท (ในวันแรกมีปัญหาเรื่องโต๊ะ ไม่มีโต๊ะจะจัดซุ้ม)

ซึ่งซุ้มตอนนั้นของเราก็เรียบง่ายมากครับ มีแค่โบร์ชัวร์แจก พร้อมกับการให้ข้อมูลและรับสมัคร

ในครั้งนั้นเผื่อใครไม่ทราบ เรามีข้อกำหนดที่ประหลาดทีเดียวครับ

ในจำนวนชาวค่ายที่เราจะรับสูงสุด 60 คน เรากำหนดไว้ว่า จะต้องไม่มีเพศใดเพศหนึ่งเกิน 40 คน ไม่มีระดับชั้นใดระดับชั้นหนึ่งเกิน 20 คน

เหตุผลมีอยู่เพราะว่า เราไม่อยากให้ค่ายมีสมาชิกที่มีความ “เหมือน” กันจนเกินไปทางด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อให้บรรยากาศของค่ายมีความ “พอดี”

นอกจากการรับสมัครที่ซุ้มแล้ว เรายังมีการส่งใบสมัครไปที่ทางพหุภาษา ให้อ.ศันศนีย์ (ไม่แน่ใจการสะกด) เป็นคนช่วยประชาสัมพันธ์ และรับสมัครด้วย

ผลคือ ในครั้งนั้นเราได้มีสมาชิกจากโครงการพหุฯ มาเข้าร่วมกับพวกเราเป็นครั้งแรกครับ

และเผื่อใครไม่ทราบ… ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ยังคงเป็นค่ายในซีรีส์ KUSFC ค่ายแรก และค่ายเดียว ที่มีสมาชิกที่ไม่ได้เป็นนักเรียนโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ

ในค่ายครั้งนั้น เรามีสมาชิก 1 คน เป็นนักเรียนจากโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ กำแพงแสน (ซึ่งในทางเทคนิกแล้ว ถือว่าไม่เกี่ยวใดๆ กับโรงเรียนเรา)

จริงๆ ในตอนแรกผมได้เคยเกริ่นกับอ.สุมาลีว่า เราน่าจะให้นักเรียนสาธิตเกษตรฯ กำแพงแสนมาเข้าร่วมด้วย แต่ได้รับการปฏิเสธ เนื่องจากว่าในเชิงของการบริหารงานแล้ว ไม่ถือว่าเป็นโรงเรียนเดียวกัน หรือเกี่ยวข้องกันโดนสิ้นเชิง

แต่อยู่ๆ หลังจากที่เรามีการประชาสัมพันธ์บนหน้าเว็บไซต์ม.เกษตร (http://www.ku.ac.th) ก็มีผู้ปกครองที่ทำงานอยู่ในม.เกษตร แล้วลูกอยู่กำแพงแสน ติดต่อผมเข้ามา

ผมขออนุญาตอ.สุมาลี เป็นกรณีพิเศษ และท่านอ.สุมาลีก็ให้ (ตอนนั้นจำไม่ได้ว่า เต็มใจให้แค่ไหน หรือใช้เหตุผลอะไรอ้างเหมือนกัน)

และจากเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งปวง ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 จึงมียอดผู้สมัครทั้งสิ้น 39 คน (จากที่ตั้งเป้าไว้ 60 คน) ตอนนั้นก็ยอมรับนะครับว่าทรุดพอดู แอบห่วงเรื่องงบประมาณ แต่ก็ไม่รู้สึกว่าหนักหนาอะไร เพราะ 39 คนก็คงจัดได้อยู่สบายๆ

และเมื่อจำนวนคนลดลง ก็แน่นอนครับว่า เราคงต้องปรับเปลี่ยนแผนการอะไรหลายๆ อย่างพอดูทีเดียว

 

ส่วนแถม 1:

ภาพนี้ถ่ายจากงานนิทรรศการวิทยาศาสตร์สาธิตเกษตร ครั้งที่ 2 เมื่อวันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2547 โดยในภาพเป็นอิ๊ก (ซ้าย) และโม (ขวา) เป็นพิธีกรกิจกรรมบนเวที กำลังสัมภาษณ์ผม (กลาง) เกี่ยวกับเรื่องของค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1

หลังจากที่โมได้เข้าศึกษาต่อที่คณะบัญชีฯ จุฬาฯ เมื่อปี 48 โมก็แทบไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมใดๆ ของคิวบิกครีเอทีฟอีกเลย ถึงกระนั้นในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ด้วยประสบการณ์จากการเป็นนายกสโมสรอินเตอร์แรคท์ของโม ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้คิวบิกครีเอทีฟในยุคเริ่มแรกผ่านพ้นมาได้เช่นเดียวกัน

 

ส่วนแถม 2:

มีหลายอย่างนะครับที่ตอนนั้นอ.สุมาลีให้ทำ/ไม่ให้ทำ

และหลายๆ อย่างก็เปลี่ยนไปมาก ซึ่งผมคงจะกล่าวถึงเมื่อถึงเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้น

แต่หนึ่งเรื่องราวในค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ซึ่งผมเคยคุยกับอ.สุมาลีนานแสนนานในช่วงเตรียมค่าย คือไอเดียเกี่ยวกับการมีเค้กวันเกิดให้กับชาวค่ายและทีมงานที่เกิดในช่วงค่าย

ไอเดียนี้ผมเอามาจากค่ายสมองแก้วดื้อๆ แล้วเอามาเสนออ.สุมาลี แต่โดนปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการสนับสนุนภาพของวัตถุนิยม (อ.สุมาลีบอกว่า ไม่ชอบเรื่องการให้ของขวัญ) จนเป็นเหตุให้ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ไม่มีการฉลองวันเกิดใดๆ

อย่างไรก็ตาม การฉลองวันเกิดก็มีขึ้นครั้งแรก 2 เดือนหลังจากนั้น ในค่ายเยาวชนไทย ก้าวไกลไปกับไอซีที ครั้งที่ 1 โดยเป็นการวางแผนโดยป่าน และก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันในทุกๆ ค่าย

 

ส่วนแถม 3:

รายชื่อผู้ที่เข้าค่าย KUSFC1 และปัจจุบันเป็นสมาชิก/อดีตสมาชิกของ KUSAC และ/หรือคิวบิกครีเอทีฟ ได้แก่

สีแดง: ยู้ จุ๊บแจง ไอด์
สีเหลือง: โจ้ ข้าวฟ่าง ชาร์ป
สีเขียว: พิม
สีฟ้า: ฝ้าย
สีส้ม: (ไม่มี)

 

ส่วนแถม 4:

น้องนาย (กลาง) สมาชิกเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้เป็นนักเรียนโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ

 

Cubic Diary #6 – “Boundaries”

In: Cubic Diary  By: Zerothman

13 Apr 2011

(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 5 ก่อน)

เวลาการดำเนินงานก็ผ่านมาเรื่อยๆ ครับ

จากสิงหาคม เป็นกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน มาเรื่อยๆ…

เราจะมีการประชุมในทุกๆ สัปดาห์ ในวันจันทร์ ที่แล็ปชีวะ

ผมคิดว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่า การที่ให้สมาชิกทุกคนในทีมได้เห็นความคืบหน้าในทุกๆ ด้านไปพร้อมๆ กัน

การประชุม หลักๆ จึงเป็นเหมือนกับการให้ทุกคนได้เห็นภาพที่เราเดินไปข้างหน้าไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุด

ผมคิดว่าเป็นความรู้สึกที่ดีนะครับ (แต่ตอนนั้นก็อาจจะมีคนไม่เห็นด้วยกับผมก็ได้)

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเป็นคนที่ออกจะเข้มเรื่องการประชุมทีเดียวครับ

ในทุกๆ วันจันทร์ ผมจะมีเรียนชีวะตอนคาบ 4 ที่ห้องชีวะ ผมจะใช้เวลานี้ในการคิดเตรียมวาระการประชุม

เมื่อเรียนเสร็จ ผมจะรีบไปทานข้าวให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาประมาณ 12.15

หลังจากนั้น จะใช้เวลาประมาณสิบนาที ในการเดินไปเดินมาในแต่ละระดับ เพื่อเตือนทุกคนที่เดินผ่านเจอว่าให้ไปประชุมด้วยนะ

12.25 คือเวลาที่ผมใช้ในการนัดประชุมทุกครั้ง และ 12.30 คือเวลาที่ทุกคนต้องมาครบ

และทุกคน ต้องมาครบจริงๆ ครับ และส่วนมากก็จะมาครบภายใน 12.30 กัน โดยเฉพาะพวกม.6 จะรักษาเวลากันดีสุดๆ เพราะผมจะย้ำกับกลุ่มนี้เสมอว่า เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้องๆ

เคยมีครั้งหนึ่ง อยู่ๆ อิ๊กกับแก้วก็ไม่มาประชุม โดยที่ผมไม่ทราบก่อน ผมเดินลงไปตามหา พบแก้วกับอิ๊กกำลังนั่งทำงานภาษาอังกฤษอยู่ ตอนนั้นผมฉุนขาด ระเบิดอารมณ์กลางห้อง ม.4/1 ใส่อิ๊กกับแก้ว ทั้งห้องหันมามอง รวมถึงอ.สุวรรณาที่นั่งทำหน้างงๆ อยู่หลังห้องด้วย

น่ากลัวทีเดียวใช่ไหมครับ?

ตอนนั้นผมให้เหตุผลกับอิ๊กกับแก้วว่า ถึงงานจะต้องส่งตอนบ่าย แต่อิ๊กกับแก้วก็รู้ก่อนหน้าเป็นวันๆ แล้วว่างานต้องส่ง และตอนกลางวันมีประชุม แปลว่าอิ๊กกับแก้วก็ควรจะต้องวางแผนก่อนแล้วว่ากลางวันไม่ว่าง ต้องเอาเวลาอื่นไปใช้ทำงานภาษาอังกฤษ

ผมไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าตอนนั้นอิ๊กกับแก้วจะเข้าใจหรือเปล่า หรืออาจจะต่อต้านเพราะผมประจานความผิดนี้ต่อหน้าทุกคน (นอกกลุ่มอีกต่างหาก) มากกว่า (ซึ่งก็ยอมรับว่าในสมัยนั้นยังไม่ตระหนักถึงข้อนี้เท่าไหร่)

และเคยมีอีกครั้งหนึ่งครับ ที่เป็นบ้าอะไรไม่รู้ อยู่ๆ ทุกคนก็มาสายกันสุดๆ โดยไม่ได้นัดหมาย

ผมรอจนถึงประมาณ 12.40 จนทนไม่ไหว ก็ระเบิดขึ้นมากลางห้องชีวะ บอกว่านัดประชุมอีกทีพรุ่งนี้ (วันอังคาร) เวลาเดิม (12.25) ถ้าใครไม่มาก็ไม่ต้องทำแล้วค่าย แล้วก็เดินออกไปเลย

วันรุ่งขึ้น ผมขึ้นมาห้องชีวะตอนประมาณ 12.20 พบว่าทุกคนอยู่ในห้องเรียบร้อยแล้ว ยอดเยี่ยมจริงๆ ครับ…

ยุคนั้นคงเรียกได้ว่า เป็นยุคที่คิวบิก (แม้ว่าจะยังไม่ได้เป็นคิวบิก) มีระเบียบวินัยและรักษาเวลากันมากที่สุดแล้ว

จริงๆ ก็ยังเป็นปริศนานะครับว่า ความโหดของผู้นำ ระดับไหนถึงจะพอ?

ผมรู้สึกได้นะครับว่าช่วงนั้น เรทติ้งของผมก็ไม่ได้ป๊อปปูลาร์นักในบางกลุ่ม

แต่พอเวลาผ่านไป กับคนที่รับไม่ได้ก็จะค่อยๆ หายไป เหลือแต่คนที่เข้าใจ หรือยังอยู่ด้วยเหตุผลบางอย่าง

ธีรัชเคยสารภาพกับผมครับว่า ก่อนหน้าช่วงจัดค่ายฟันแคมป์ ธีรัชเป็นหนึ่งในคนที่แทบจะจุดธูปสาบแช่งผมอยู่ทุกๆ วัน เพราะความบ้าดีเดือดของผม

ตอบยากนะครับ ว่าผมควรจะรู้สึกดีหรือแย่ดีที่ธีรัชเค้ามาบอกแบบนี้กับผมตรงๆ ฮา…

แต่อย่างไรก็ตาม ภาพของการประชุมทุกสัปดาห์ที่ไม่มีใครมาเลท มันทำให้การดำเนินงานต่างๆ เป็นไปได้อย่างราบรื่น และทุกคนรู้สึกว่าเป็น “ทีม” เดียวกันอย่างแท้จริง ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ผมชอบที่สุด

และคิดว่าเป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำให้ทีมงานในยุคแรกๆ รู้สึกผูกพันกันมากทีเดียว

หลังจากการเตรียมการต่างๆ มากมาย และแล้วก็ใกล้ถึงเวลาที่เราจะต้องเปิดตัว ประชาสัมพันธ์ และรับสมัครน้องๆ เสียทีครับ

 

ส่วนแถม #1

ห้องประชุมวิชาการวิจัยที่สาธิตเกษตร เป็นห้องที่คิวบิกใช้ประชุมเยอะมากในยุค 2-3 ปีแรก และทุกครั้งที่เก้าอี้พัง โรงเรียนจะโทษเรา ตอนนั้นโคตรเซ็งครับ แต่ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเราก็ใช้ห้องกันบ้าระห่ำจริงๆ ครับ ฮา…

 

ส่วนแถม #2

ในยุคสองสามปีแรกของคิวบิกครีเอทีฟ เป็นยุคที่การประชุมจะมีขึ้นแทบทุกสัปดาห์ และตรงต่อเวลามากๆ อย่างไรก็ตามดีกรีความตรงต่อเวลาก็น้อยลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

ยังเป็นปริศนาครับ สำหรับเหตุผล

แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่สรุปได้ทันทีนะครับ ว่าการไม่ตรงต่อเวลานี้ มีผลดีผลเสียอย่างไร? (อาจจะดีก็ได้?) และถ้าสังเกต จะมีแค่ปีแรกเท่านั้นที่นัดเร็วถึง 12.25 นอกเหนือจากนั้นมักจะเป็น 12.35 แทน แต่ในยุคแรกๆ การประชุมมักจะเลิกภายในประมาณ 12.45 ~ 12.50


Welcome!

ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก

นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา

คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)

ทวีทล่าสุดจาก Kupo

ทวีทล่าสุดจากสมาชิกคิวบิกฯ

more...