creativeideasdrivetheworld.
In: Cubic Research Group By: Masatha
26 Apr 2009ได้อ่านเมล์ของโอ๊ตที่ส่งมาสำหรับ Research Group พูดถึงเรื่องประเด็นของประธานค่ายมาแล้วครับ
สำหรับใครที่ไม่ทราบข้อมูล ให้ข้อมูลเป็นพื้นฐานหน่อยว่า คิวบิกเพิ่งจัดค่ายได้สามค่าย
ค่ายแรกเป็นค่ายโฟโต้ สอนถ่ายรูป ไป-กลับ (แต่มีค้างวันสุดท้าย)
ค่ายที่สองกับสาม คือค่ายไอซีที กับอินโน พิเศษหน่อยตรงที่ว่าค่ายนี้จัดพร้อมกัน วิชาการกับพี่เลี้ยงแยกกัน แต่สต๊าฟส่วนกลางใช้ทีมเดียวกัน (สวัสดิการ อุปกรณ์ อาหาร สันทนาการ) ไอซีทีไบรท์เป็นประธานค่าย อินโนเอิร์ทเป็นประธานค่าย และมีติ๊ดตี่เป็นประธานฝ่ายอำนวยการของทั้งสองค่าย
สิ่งที่เหมือนกันสำหรับทั้งสามค่ายคือ ประธานค่ายเป็นมือใหม่หมดทั้งสามฅน (จริง ๆ กำลังจะมีบลูคิวบ์ที่โจ้ใหญ่เป็นประธานค่ายด้วย)
หลังจากที่อ่านเมล์ของโอ๊ต ซึ่งไปสัมภาษณ์ความเห็นของประธานค่ายมือใหม่ทั้งสามฅนแล้ว มีข้อคิดเห็นดังนี้ครับ
I ระบบรองรับ
มีเหตุการณ์หนึ่งที่ค่อนข้างประทับใจครับ วันสุดท้ายของค่ายนึง ตอนนั้นพิธีปิดกำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ผมก็ถามประธานค่ายว่า ‘ใครเป็นพิธีกร’ เจ้าตัวก็ตอบว่า ‘เอ่อ ไม่ได้เตรียมไว้น่ะครับ’ (ฮา)
ฟังแล้วกึ่ง ๆ อยากจะเอาหัวโขกขอบโต๊ะ (ฮา)
แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ วันสุดท้ายเป็นอะไรที่ผู้ฅนมักจะลืมเลือน และงานพิธีการเป็นงานจิปาถะที่มีรายละเอียดหลายอย่าง ไม่แปลกใจที่ฅนที่เพิ่งขึ้นมาดูแลค่ายทั้งค่ายหมาด ๆ จะหลงไปได้
สำหรับประธานค่ายที่เพิ่งขึ้นมานำเป็นครั้งแรก ควรจะมีระบบรองรับสองระบบครับ
ระบบแรก ระบบที่ปรึกษา
สมัยผมทำงานของคณะ จะมีค่ายที่จัดโดยน้อง ๆ ปีหนึ่งครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นมือใหม่ทั้งนั้น สิ่งที่ทำก็คือว่า ทุก ๆ สัปดาห์ (หรือสองสัปดาห์) จะมีเรียกประชุมโดยประธานค่ายจะลากเพื่อน ๆ ทีมงานมานั่งอยู่ในห้อง ซึ่งในห้องนั้นก็จะมีพี่ ๆ ตั้งแต่ปีสองปีสามปีสี่ ฯลฯ แล้วก็พรีเซนท์ว่า งานที่ทำไปแล้วมีอะไรบ้าง และงานที่กำลังจะทำคืออะไร
หลังจากนั้นรุ่นพี่ ๆ ก็จะคอยถามคำถาม ชี้จุดบกพร่อง หรือว่าแนะแนวทางว่าสมัยพี่ ๆ ปฏิบัติตัวอย่างไร
วิธีนี้มีประโยชน์ครับ เพราะประธานค่ายต้องมองในภาพรวม วิธีนี้จะช่วยให้รุ่นพี่คอยอุดรูรั่วเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจะหลงลืมได้ รวมไปถึงอาจจะบอกกล่าวปัญหาที่อาจะเกิดขึ้นได้ให้เตรียมตัวรับมือล่วงหน้าด้วย
เท่าที่ผมทราบ เราก็มีการใช้วิธีนี้นะครับ (คือให้ประธานค่ายแต่ละค่ายมาพรีเซนท์ให้รุ่นพี่ฟัง พอดีตอนนั้นผมไม่ได้เข้าร่วมฟังด้วย) แต่คิดว่าอาจจะยังไม่ถี่พอ หรืออาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดพอในช่วงเตรียมงานก็เป็นได้
อีกวิธีก็คือมีรุ่นพี่อยู่ในค่ายด้วยครับ พอมีปัญหาอะไรก็ปรึกษารุ่นพี่ได้ ซึ่งสองค่ายนี้ก็มีพี่ณัชอยู่ด้วย เข้าใจว่าเวลามีปํญหาอะไร เรื่องก็จะวิ่งเข้าหาพี่ณัชโดยอัติโนมัติ พี่ณัชก็เคยมาเปรย ๆ ว่า ‘ผมชักไม่แน่ใจแล้วครับว่า ผมเป็นประธานค่ายเอง กับเป็นที่ปรึกษา อันไหนจะเหนื่อยกว่ากัน (ฮา)’
ระบบที่สอง ระบบทีมงานครับ
ถ้าทีมงานเป็นมืออาชีพ ก็จะช่วยได้มาก งานในฝ่ายนั้นก็ปล่อยให้ทีมงานนั้นรับผิดชอบได้เลย ประธานค่ายก็จะได้มีเวลาไปดูแลงานในส่วนอื่น ๆ
เท่าที่ผมทราบ งานนี้ส่วนของอาหารสถานที่มีป่านดูแลอยู่ (มือหนึ่งอยู่แล้วไม่ต้องห่วง) นันทนาการมีทีมของแพรวสวย ซึ่งก็ทำมาหลายค่ายแล้ว ดูแลนักเรียนเป็นทรายกับพราว นี่ก็เชี่ยวชาญ ทีม inspectors เท่าที่ทราบก็ผ่านงานมาหมดแล้วทั้งนั้น สันทนาการไม่ต้องพูดถึง เหลือแค่พี่เลี้ยงเท่านั้นเองที่เป็นมือใหม่เกือบหมด
เพราะงั้นจริง ๆ แล้วปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นจากความอ่อนด้อยของประสบการณ์เป็นหลักนะครับ แล้วเท่าที่อ่านจากสรุปมา ส่วนใหญ่บ่นตรงกันว่าปัญหาที่เจอคือพี่เลี้ยงมือใหม่ ยังไม่ค่อยรู้งานเท่าไหร่ (ซึ่งก็เข้าใจได้) ปัญหาที่เหลือก็แค่เกิดจาก
1.เตรียมงานไม่พร้อม
2.ปัญหาจากการที่ต้องประสานงานระหว่างสองค่าย และ
3.เหตุสุดวิสัย เช่น ฝนตก ไฟดับ ฯลฯ
II การตัดสินใจ
จากที่อ่านในสรุปมา สิ่งที่พูดถึงมากคือความสามารถในการตัดสินใจครับ ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่า การเป็นประธานค่าย ในระหว่างค่ายต้องมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจหลาย ๆ เรื่องมากจริง ๆ โดยเฉพาะเวลามีปัญหาอะไรฝ่ายต่าง ๆ ก็จะวิ่งเข้าหาให้ประธานค่ายช่วยตัดสินใจให้
ถ้าน้อง ๆ มือใหม่ อาจจะต้องใช้เวลาในการตัดสินใจนาน (เช่นเดย์ซีโร่ มีการถามกันว่าวันแรกต้องใส่เสื้ออะไรตั้งแต่ตอนบ่าย ๆ …กว่าจะได้ข้อสรุปก็ล่วงเข้าไปเกือบสี่ทุ่มตอนกลางคืน เป็นต้น)
เคยคุยกับกรเรื่องนี้เหมือนกัน กรก็ถามว่า ทำไมต้องให้ประธานตัดสินใจละครับ? ทำไมหัวหน้าของแต่ละฝ่ายไม่ตัดสินใจเอง?
คำตอบก็คือว่า ถ้าเป็นเรื่องที่รับผิดชอบในฝ่ายนั้น ๆ ก็ตัดสินใจเองได้เลยครับ (เช่นฝ่ายอาหารจะจัดโต๊ะกินข้าวยังไงก็จัดได้เลย หรือ ฝ่ายทะเบียนจะออกแบบป้ายชื่อยังไงก็ทำได้เลยไม่ต้องขอความเห็น) แต่ถ้าเป็นงานที่กระทบกับฝ่ายอื่น ๆ อันนี้ก็ต้องให้ประธานตัดสินใจ เช่น กิจกรรมจะเลท ทำให้กินเวลาของกิจกรรมต่อไป ก็ต้องให้ประธานตัดสินใจว่า จะตัดกิจกรรมให้จบตรงเวลา หรือปล่อยให้เลทไปแล้วไปตัดเวลาของกิจกรรมต่อไป ฯลฯ (หรือบางทีอาจจะไม่ต้องถึงกับให้ประธานตัดสินใจหรอกครับ แต่อย่างน้อยแจ้งให้ทราบก็ดี เช่นถ้าผู้ปกครองติดต่อนักเรียน แล้วจะขอนักเรียนกลับก่อน อย่างนี้เป็นต้น)
เท่าที่ผมสัมผัสมาจากการอยู่ในค่าย ก็พบว่าประธานค่ายก็ตัดสินใจในส่วนต่าง ๆ ได้ดีในระดับหนึ่งเลยนะครับ (แม้กระทั่งติ๊ดตี่ที่บอกว่ายังตัดสินใจไม่ค่อยเก่งก็ตาม แต่ตอนที่คุยเรื่องจัดกระเป๋าน้องก็ตัดสินใจได้รวดเร็วเลยล่ะ)
วิธีหนึ่งที่อยากจะลองแนะนำสำหรับทีมงานก็คือว่า ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น แล้วเอาไปถามประธานค่ายเลยว่า มีปัญหาแบบนี้ ๆ ‘เอาไงดีครับ?’ ประธานอาจจะจิตแตกได้ (ฮา)
แต่ถ้าบอกปัญหา แล้วก็เสนอวิธีแก้ไขไปด้วย หรืออาจจะมีตัวเลือก 2-3 ตัวเลือกให้ประธานค่ายตัดสินใจ อันนี้จะช่วยให้ประธานค่ายตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นนะครับ (แถมเป็นการให้เกียรติประธานค่ายไปในตัว ดีกว่าเราด่วนตัดสินใจไปเลย)
III ประธานเป็นแต่ประธาน
โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าประธานค่ายควรจะมีตำแหน่งประธานอย่างเดียวน่ะครับ เพราะเป็นประธานอย่างเดียวปัญหาก็วิ่งเข้าหาไม่รู้จบแล้ว แต่ถ้าควบฝ่ายอื่นด้วย งานจะหนักเป็นสองเท่า เช่น อย่างค่ายอินโนเอง เอิร์ธเป็นทั้งประธานค่าย และเป็นฝ่ายวิชาการด้วย (นี่ถ้าฅนไม่พอคงเป็นพี่เลี้ยงอีกตำแหน่ง ฮา) ซึ่งผมคิดว่า การที่ต้องดูแลฝ่ายวิชาการ จะทำให้ไม่มีสมาธิมากพอที่จะดูแลครอบคลุมฝ่ายอื่น ๆ หรือไม่มีเวลาคอยประสานงานหรืออุดรอยรั่วต่าง ๆ จากการทำงาน (แต่โชคดีที่ค่ายนี้ ฝ่ายอำนวยการเป็นกองกลาง ทำให้เอิร์ธไม่ต้องโหลดงานหนักเกินไป ดูแลเฉพาะส่วนวิชาการอย่างเดียวก็พอไปไหว…ซึ่งจะว่าไปก็เป็นข้อดีของการจัดสองค่ายพร้อมกัน)
IV สะสมประสบการณ์
สิ่งหนึ่งที่น้อง ๆ พูดตรงกันก็คือ อยากลองทำหลาย ๆ ฝ่ายดูก่อน พอมีประสบการณ์มากพอแล้วถึงค่อยมาเป็นประธานค่าย ส่วนหนึ่งผมเห็นด้วยว่า การอยู่ฝ่ายต่าง ๆ ทำให้มองเห็นภาพรวมได้ดี แต่ขณะเดียวกัน ผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจำเป็นครับ มีตัวอย่างหลายฅนที่เป็นประธานค่ายทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์เท่าไหร่ (อย่างที่ณัชเองทำค่ายแรกก็กระโดดมาเป็นประธานค่ายเลย) หรืออย่างค่ายฟันแคมพ์ กับติงกิ้งของทุกปี ประธานค่ายก็ผ่านงานมาแค่หนึ่ง หรือสองอย่างเท่านั้น
ถ้าอยากได้ประสบการณ์ล่ะก็ เป็นประธานค่ายหลาย ๆ ค่ายจะได้ประสบการณ์มากกว่าครับ เราอยู่ในภาวะขาดแคลนฅนที่จะมาเป็นประธานค่ายฮะ เพราะงั้นถ้ารอให้มีประสบการณ์มาก ๆ ก่อน เสียเวลาเปล่า ๆ (แล้วประธานค่ายก็จะซ้ำซากเป็นกันไม่กี่ฅน) ตอนนี้ถ้าแค่มีใจสู้พอ ก็พร้อมที่จะเป็นประธานค่ายได้แล้วครับ (ผมชอบมากตอนที่พี่ณัชบอกว่า ให้กอล์ฟเป็นประธานค่ายเพราะว่ากอล์ฟมีความ ‘อยาก’ ที่จะจัดค่ายนี้…ตรงจุดมาก ๆ ครับ)
V การดึงฅน
ประโยชน์อย่างหนึ่งที่ผมเห็น จากการที่ประธานค่ายเป็นฅนใหม่ ๆ และการที่จัดสองค่ายพร้อมกัน (และจงใจพูดถึงเรื่องนี้เป็นหัวข้อสุดท้าย) ก็คือการดึงฅนใหม่ ๆ มาทำงานครับ
เวลาใครเป็นประธานค่าย ก็มักจะดึงพรรคพวกที่รู้จักมาทำค่าย เห็นได้ชัดว่า ค่ายไอซีทีก็จะมีเพื่อน ๆ ของไบรท์กับติ๊ดตี่ (รวมไปถึงเพื่อนของไอซ์) มาช่วยเยอะมาก ในขณะที่อินโนเอง พี่เลื้องและทีมงานหลายฅนมาจากพหุภาษา นี่ยังไม่นับค่ายก่อน ๆ ที่อู๋เป็นประธานค่าย พี่เลี้ยงก็จะมาจากวิศวะเกษตรทั้งก๊ก นอกจากนี้ ยิ่งการที่จัดค่ายพร้อมกันสองค่ายทำให้ฅนขาดมากขึ้น และต้องดึงฅนนอกมาช่วยงานมากขึ้นจนทำให้ค่ายนี้มีสมาชิกใหม่เข้ามามากที่สุดเป็นประวัติการณ์
นี่ถ้าพี่ณัชยังเป็นประธานค่ายอยู่ ไม่ได้ฅนใหม่มากขนาดนี้หรอกครับ มันก็จะมีแต่หน้าเดิม ๆ
ข้อดีก็คือว่า เราจะขยายฐานของทีมงานครับ และทีมงานต่าง ๆ พอทำงานร่วมกันมันก็จะผูกพันกัน และดึงมาทำงานต่อ ๆ ไปได้ง่าย เครือข่ายของคิวบิกก็จะขยายตัวขึ้นด้วย (เห็นได้ชัดว่า ส่วนของสมองแก้วเอง มีปอมจากกรุงเทพคริสเตียน และ เต้จากพหุภาษามาช่วยด้วย)
ประธานค่ายหน้าใหม่ก็มีประโยชน์อย่างนี้แหละครับ
ทั้งหมดก็เป็นความเห็นของผมเกี่ยวกับประธานค่ายนะครับ ตำแหน่งนี้มีประโยชน์มาก ได้เรียนรู้อะไรมาก แล้วไม่ใช่ว่าใครก็เป็นได้ ถ้ามีโอกาส อยากให้น้อง ๆ หลายฅนได้รับประสบการณ์ดี ๆ แบบนี้ครับ
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)