Posts Tagged ‘Cubic Diary

Cubic Diary #5 – "Synergy"

In: Cubic Diary  By: Zerothman

3 Jul 2009

(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 4 ก่อน)

วันหนึ่ง ในขณะที่ผมกำลังนั่งรอคุณพ่อที่ห้องทำงานในสำนักบริการคอมพิวเตอร์ มก. อย่างไร้จุดหมาย
สายตาของผมเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ หนังสือที่ถูกเย็บขึ้นอย่างเรียบง่าย หน้าปกเป็นกระดาษแข็งสีเขียว เขียนไว้ว่า “รายงาน โครงการค่ายเยาวชนสมองแก้ว รุ่นที่ 16”

ผมหยิบรายงานฉบับนั้นขึ้นมาอ่านผ่านๆ เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นรายละเอียดการทำงานของค่ายที่ผมเข้ามานับครั้งไม่ถ้วน

ผมรีบกวาดตามองรายละเอียดต่างๆ การแบ่งฝ่าย หน้าที่การทำงานต่างๆ การจัดงบประมาณ การจัดตารางเวลา และกำหนดการการเตรียมการต่างๆ

ผมได้เห็นว่าเบื้องหลังฉากหน้าของค่ายที่ผมรู้จัก เต็มไปด้วยงานเบื้องหลังมากมาย มากกว่าที่ผมเคยจินตนาการไว้ ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร ธุรการ ติดต่อประสานงาน อาหาร สถานที่พัก อุปกรณ์ประกอบกิจกรรม แสง เสียง ฯลฯ

สิ่งที่ผมเคยคิดว่าจะง่ายดาย เริ่มเกินขอบเขตความรู้ความสามารถของผมเสียแล้ว ผมต้องการตัวช่วยอย่างไม่ต้องสงสัย ในเวลานั้น จึงทำให้ผมได้พบกับผู้ร่วมทีมใหม่ๆ ทั้งที่ผมชวนเอง และคนอื่นชวนมาให้

คนแรกเลย นั่นคือ “ฟี่” (หรือ “ท็อฟฟี่” แต่ใครๆ ก็เรียกแค่ “ฟี่”) ฟี่เป็นอดีตนายกของอินเตอร์แรคท์ (ปกติอินเตอร์แรคท์นายกจะเป็น ม.5 ตอนนั้นผมกับฟี่อยู่ ม.6) ผมชวนฟี่มาเนื่องจากต้องการความสามารถในการดำเนินเรื่องตามขั้นตอนต่างๆ งานเอกสารต่างๆ เพราะจากที่เคยได้สัมผัสอินเตอร์แรคท์มา (แปปนึง) คิดว่าอินเตอร์แรคท์เป็นอะไรที่มีขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ ตามรูปแบบขั้นตอนที่เป็นสากล (งานเอกสารอะไรต่างๆ) ใช้ได้เลยทีเดียว เลยมั่นใจได้ว่า ฟี่จะต้องสามารถมาช่วยดำเนินการส่วนนี้ได้อย่างแน่นอน

และผลก็เป็นตามคาดครับ ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย ติดต่อขอนู้นขอนี่จากโรงเรียน เชิญอาจารย์เป็นที่ปรึกษา หรือประชุม ทุกอย่างรวดเร็วฉับไวและถูกต้องอย่างไม่น่าเชื่อ

ฟี่จึงมาช่วยค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ในตำแหน่งประธานฝ่ายอำนวยการ ที่ตอนนั้นผมพยายามจะทำให้มีดีกรีเท่ากับผม ซึ่งเป็นประธานฝ่ายกิจกรรม แต่สุดท้ายก็ดูเหมือนผมก็ใหญ่กว่าอยู่ดี (และอ.สุมาลีเองก็แนะนำว่า ยังไงก็ต้องมีคนที่เป็นเบอร์หนึ่งอยู่เสมอเพื่อให้เกิดความชัดเจน)

ในตอนนั้น ผมได้แบ่งการดำเนินการต่างๆ เป็นสองส่วนสำคัญ โดยเอาแนวคิดนี้มาจากค่ายสมองแก้ว นั่นคือในส่วนของกิจกรรม และอำนวยการ

ฝ่ายกิจกรรม จะประกอบด้วย 3 ฝ่ายย่อย อันได้แก่ฝ่ายกิจกรรม ดูแลการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมหลักเช้า บ่าย เย็น กิจกรรมยามเช้า และกิจกรรมยามเย็น ฝ่ายอุปกรณ์ แสง เสียง และบันทึกภาพ ทำหน้าที่จัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ดูแลงานแสง/เสียงประกอบกิจกรรม และบันทึกภาพกิจกรรม และสุดท้ายคือฝ่ายวิจัยและประเมินผล

ในสมัยนั้น ยังไม่มีงานสันทนาการอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากผมในตอนนั้นถือได้ว่าเป็นคนที่มีอคติต่อการสันทนาการอย่างยิ่งยวดครับ โดยมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ (ไปเข้าค่ายนู้นนี่ของอินท์แล้วไม่ชอบ โดยส่วนตัวนะครับ อย่าให้พี่ก้อนรู้นะ) เพราะฉะนั้นในสมัยนั้น ผมไม่ปฏิเสธเลยครับว่า ผมตั้งเป้าว่าให้ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 เป็นค่ายที่ไม่มีสันทนาการโดยสิ้นเชิง

ในส่วนของฝ่ายอำนวยการ ประกอบด้วยฝ่ายเลขานุการ ธุรการ และงานทะเบียน (ชื่อยาวเชียว) ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานต่างๆ งานเอกสาร และดูแลทะเบียนชาวค่าย ฝ่ายสวัสดิการ และสถานที่ ดูแลสถานที่พักและสถานที่ดำเนินกิจกรรมเป็นหลัก (จริงๆ ไม่น่ามีคำว่าสวัสดิการเลย) ฝ่ายอาหาร ตรงตามชื่ออยู่แล้ว ฝ่ายดูแลนักเรียนและรักษาความปลอดภัย คอยดูแลชาวค่ายในระหว่างการเข้าค่าย การปล่อยไปทำกิจกรรม หรือพักช่วงต่างๆ รวมน้องก่อนการทำกิจกรรมต่างๆ ฝ่ายการเงิน ฝ่ายพยาบาล และฝ่ายประชาสัมพันธ์

และคนๆ หนึ่งที่ได้ถูกชักชวนเข้ามาโดยสมาชิกคนอื่น ซึ่งผมได้รู้จักเป็นครั้งแรก และเป็นบุคคลที่ถือว่าเปลี่ยนมุมมองของผม และของคิวบิกครีเอทีฟที่มีต่องานเบื้องหลังไปอย่างสิ้นเชิงมาจวบทุกวันนี้ นั่นคือ “ป่าน”
ในครั้งนั้น ผมได้ให้ “ภัคพล” ยอดนักเปียโนของเรา ทำงานฝ่ายอาหาร

ตอนนั้น อ.สุมาลีเป็นคนบอกผม (และทำให้ผมคิดตามไปอย่างนั้น) ว่าใครๆ ก็ทำฝ่ายอาหารได้ ไม่เห็นมีอะไรเลย แค่จัดเมนู จัดเงิน ส่งไปให้เค้า จบ ไม่มีอะไรอีกแล้ว

ตอนนั้นผมก็คิดแบบนั้นจริงๆ ครับ…

เมื่อผมมอบหมายงานนี้ให้กับภัคพลไปสักพัก ภัคพลได้ติดต่อผม แล้วบอกว่า ขอให้เอาเพื่อนเค้าที่ถนัดเรื่องนี้มาช่วยได้ไหม

คนๆ นั้นคือป่านครับ

ป่านเป็นคนที่ชีวิตนี้คลุกคลีและเชี่ยวชาญกับเรื่องของอาหารมาตลอดอยู่แล้ว ดังนั้นงานอย่างการจัดเมนูอาหารต่างๆ กลายเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับป่าน

และครั้งนั้นเองครับ ที่ทำให้ผมได้รู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร ดูขี้แค่ไหน ก็สามารถทำให้สมบูรณ์แบบ แต่ต่อยอดได้อีกมากมาย

อย่างงานอาหาร ที่อาจจะดูเหมือนงานที่ทำได้แล้วก็มีแค่ 2 ระดับ คือผ่าน กับไม่ผ่าน แต่กลับมีรายละเอียดอีกมากมายที่ทำให้การที่เรียกว่า “ผ่าน” มีอีกสักสิบระดับได้

ไม่ว่าจะเป็นการจัดให้อาหารเข้ารสชาติกัน เหมาะสมกัน เหมาะกับกิจกรรมในแต่ละวัน สะดวกในการจัดตามช่วงเวลา ไปจนถึงสถานที่รับประทาน การจัดแถว การจัดระบบมารับประทาน เวลา บลาๆ ทุกอย่างคือรายละเอียดที่ผมเคยมองข้ามไป

เป็นรายละเอียดที่อาจจะมองข้ามไปได้ด้วยซ้ำ แต่เมื่อเรามาใส่ใจ ผลที่ได้กลับทวีคูณ

ในส่วนของพี่เลี้ยง ตอนนั้นไม่ได้มีการคัดเลือกอะไรกันยุ่งยากนะครับ เนื่องจากว่าเรามีสมาชิกทีมงานส่วนหนึ่งอยู่ ม.4 อยู่แล้ว ตอนนั้นผมได้มอบหมายให้น็อตไปหาพี่เลี้ยงมาให้ได้ 12 คน เป็นชาย 6 หญิง 6 เพราะฉะนั้นตอนนั้นพี่เลี้ยงชุดแรกของค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ เกิดจากการดึงตัวมาหมดเลย

และเหตุผลที่เราได้เลือก ม.4 เป็นพี่เลี้ยง เพราะเราต้องการเว้นระยะห่างจากน้องๆ ค่าย (แก่สุด ม.2) และเป็นระดับชั้นที่เราคิดว่าทีมงานที่เหลือจะควบคุมได้อีกทีหนึ่งด้วย ตอนนั้นเรามีนโยบายที่ชัดมากครับว่าจะไม่ให้ ม.3 เข้ามาเกี่ยวข้องใดๆ เนื่องจากมีอายุที่ใกล้เคียงกับน้องค่ายเกินไป

จากการจัดค่ายนี้เอง ที่เป็นเหตุผลบุคคลอีกมากมายที่ดูว่าจะไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของโลก “วิชาการ” เท่าไหร่ กลับมาเป็นสมาชิกของกลุ่มนี้อย่างมากมาย

ผมได้รู้จักคน และรู้จักมุมมองอื่นๆ ที่ผมเคยมองข้ามไป

ทำให้กลุ่มวิชาการนี้ กลายเป็นกลุ่มของคนที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง แต่มีเป้าหมายเดียวกัน

น่าสนใจใช่ไหมล่ะครับ?

(แถมรายชื่อสมาชิกทีมงานค่าย KUSFC1)

ส่วนแถม #1

ไม่ปฏิเสธครับว่า ในการทำงานต่างๆ ของผมในยุคแรก เกิดจากแรงอคติหลายๆ อย่างที่มีต่อสโมสรอินเตอร์แรคท์

แต่สุดท้าย ความเป็นคิวบิกในปัจจุบัน ก็คงปฏิเสธไม่ได้ครับว่า ได้รับอิทธิพลมาจากรูปแบบการทำงาน ความเชื่อ หรือแนวคิดบางอย่างของอินท์เตอร์แรคท์ ที่ถูกนำมาปรับเปลี่ยนและหลอมรวมกับแนวคิดที่แข็งกร้าวของผม
มันลงตัวทีเดียวครับ

ส่วนแถม #2

ระบบการแบ่งฝ่ายภายในค่ายของคิวบิกครีเอทีฟ มีประวัติศาสตร์การปรับเปลี่ยนมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนต่างๆ ส่วนมากเป็นการปรับรายละเอียดและชื่อของฝ่ายเป็นหลัก
สำหรับรูปแบบการจัดฝ่าย เราสามารถแบ่งออกมาเป็น 2 ยุคหลักๆ

    แบบ role-based เป็นการแบ่งตามรูปแบบการทำงานเป็นหลัก ในยุคนี้จะแบ่งฝ่ายตามงาน อย่างสถานที่ อาหาร หรือกิจกรรม และมีการประสานงานแบบ top-down หรือมีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน แผนผังของสายงานจะเป็นแบบแผนภาพต้นไม้ รูปแบบนี้ใช้ในค่ายในช่วงปี 2547 – 2550 

  1. แบบ purpose-based เป็นการแบ่งตามรูปแบบของเป้าหมายเป็นหลักแทน โดยแต่ละฝ่ายจะมีขอบเขตเป้าหมายที่จะต้องพยายามทำให้ได้ โดยพยายามไม่กำหนดวิธีการที่จะทำ และเปลี่ยนการประสานงานเป็นแบบ peer-to-peer หรือให้แต่ละฝ่ายที่น่าจะมีความเกี่ยวของสามารถประสานงานกันได้โดยไม่ต้องอ้อมผ่านสายบังคับบัญชา ทำให้แผนภาพสายงานกลายเป็นรูปแบบกราฟที่ไร้รูปแบบแทน รูปแบบนี้ถูกทดลองใช้ในครั้งแรกใน ICTFC4 ในปี 2550 และถูกใช้เป็นหลักเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนแถม #3

ภัคพล อีกหนึ่งตัวละครลับที่อยากพูดถึง

ภัคพลเป็นเซียนเปียโน ที่ก้าวเข้ามาในวงจรผ่านการเป็นผู้ได้เข้าค่ายสอวน. วิชาเคมี

ผมอยากจะบอกครับว่า ภัคพลเป็นคนที่เป็นแรงบัลดาลใจทางดนตรีให้กับผม และคนที่สอนผมเล่นเปียโนในค่าย KUSFC2 ก็คือภัคพลนี่เอง

และถ้าไม่มีภัคพล เพลง Pass the Love Forward คงไม่ได้กลายมาเป็นเพลงชาติของคิวบิกขนาดนี้ก็ได้ครับ (เพราะไม่มีคนเล่นให้ซึ้ง ฮา…)

Cubic Diary #4 – "Why Science?"

In: Cubic Diary  By: Zerothman

26 Jun 2009

(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 3 ก่อน)

ในเวลานั้น ผมก็เป็นคนหนึ่งที่จัดได้ว่าตัวเองมีทักษะและความสามารถทางวิทยาศาสตร์ และเป็นคนที่เชื่อในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ผมเป็นเหมือนคนอื่นๆ อีกมากมายในโลกยุคปัจจุบัน ที่เชื่อว่าวิทยาศาสตร์คือรากฐานความรุ่งเรืองของอารยธรรมมนุษย์

เราจะเห็นได้ว่า ค่านิยมในปัจจุบัน ต่างหันไปให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ และมุ่งเน้นการพัฒนาเยาวชนไปในทางนั้น โดยคาดหวังว่า จะนำพาความเจริญมาสู่ประเทศ

มันเพียงพอหรือ?

งานนิทรรศการวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป หากดูเพียงผิวเผิน มันคือการรวมตัวของเหล่าผู้มีใจรักในวิทยาศาสตร์ มาจัดกิจกรรมอะไรบางอย่าง

แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ กลับไม่ใช่ส่วนผสมที่สำคัญที่สุดในงานนี้

เมื่อผมได้มองเห็นถึงความจริงข้อนี้ ทำให้ผมเกิดคำถามขึ้นในใจทันที

ว่าทำไม…เราถึงเลือกวิทยาศาสตร์?

ทำไมผมถึงอยากจัดค่ายวิทยาศาสตร์? ทำไมผมถึงไม่อยากจัดค่ายสังคม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ หรือแม้แต่พลศึกษาบ้าง?

บางที วิทยาศาสตร์อาจจะไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงที่ประเทศชาติ หรือแม้แต่มนุษยชาติต้องการ อะไรกันแน่ คือหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความก้าวหน้าของอารยธรรมมนุษย์

ในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของพวกเรา ทุกๆ ครั้งจะมีบางคน สร้างสรรค์บางอย่าง ที่ทำให้โลกของเรา “ดีขึ้น” มันไม่ใช่แค่วิทยาศาสตร์ ที่ทำให้สิ่งที่น่ามหัศจรรย์เหล่านั้นเกิดขึ้นได้ แต่มันการคือรวมนำเอาความรู้และภูมิปัญญาทั้งหมดที่เราสั่งสมจากกาลเวลา มาหลอมรวมด้วยหัวใจสำคัญ

มันคือ “ความคิดสร้างสรรค์” ต่างหากไม่ใช่หรือ…?

นั่นคือคำสุดท้ายที่อยู่ในภวังค์ของผม ก่อนที่จะจมลงสู่นิทราในคืนนั้น

วันรุ่งขึ้น ผมรีบไปหาอ.สุมาลี และหลายๆ คนที่เป็นแกนนำของกลุ่มในช่วงนั้นถึงแนวคิดของผม จากเป้าหมาย “ค่ายวิทยาศาสตร์” ของเรา จึงแปรเปลี่ยนเป็น “ค่ายความคิดสร้างสรรค์” กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์เดิมบางส่วน ถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากพื้นฐานความคิดใหม่ๆ เหล่านี้ และจากแนวคิดพื้นฐานใหม่ ค่ายแห่งความฝันนี้ จึงได้รับชื่ออย่างเป็นทางการ โดยได้รับความกรุณาจากท่านอาจารย์ผลทานเป็นผู้ตั้งชื่อนี้ นั่นคือ “ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์”

ดังนั้น ถึงแม้ว่าแนวคิดของการจัดค่าย และการดำเนินการต่างๆ จะเริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม แต่เราอาจพูดได้ว่า แท้จริงแล้ว จุดเริ่มต้นของค่ายแห่งนี้ เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ในเดือนสิงหาคม 2546 กิจกรรมต่างๆ ที่เดิมเคยมุ่งเน้นไปยังการพัฒนาและส่งเสริมกระบวนการความคิดทางวิทยาศาสตร์ ถูกปรับเปลี่ยนเป็นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการบูรณาการความรู้แทน

และเป็นครั้งแรก ที่ทำให้กระบวนการพัฒนากิจกรรม ตามรูปแบบของคิวบิกครีเอทีฟ เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม โดยการมองการสร้างกิจกรรม คือการสร้าง “โจทย์” ให้กับผู้เข้าร่วม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมพยายามใช้ทรัพยากรต่างๆ ที่เราจัดให้ เช่นความรู้ บุคคลในทีม อุปกรณ์ และเวลา นำไปสู่การแก้ไขปัญหาตามโจทย์นั้นๆ ให้สำเร็จลุล่วงอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าในยุคนั้น การพัฒนากิจกรรมส่วนใหญ่จะเกิดจากการคิดรูปแบบของกิจกรรม ก่อนที่จะลงไปดูรายละเอียดภายในและปรับเปลี่ยนปรับปรุงให้เกิดโจทย์และรายละเอียดข้อกำหนดต่างๆ ในกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพ (top-down มากกว่า bottom-up) แต่แนวคิดในการพัฒนาเหล่านี้ก็ยังถูกใช้เป็นข้อกำหนดในการให้กิจกรรมใดๆ “ผ่าน” เสมอ

และเพื่อให้การสร้างสรรค์กิจกรรมใดๆ มีไปในทิศทางเดียวกันที่เราต้องการ ปณิธานในการพัฒนากิจกรรมของค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ทั้ง 10 ข้อจึงได้ถูกกำหนดขึ้น (โดยหลังจากนั้น มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วน ก่อนที่จะกลายเป็นปณิธานในการพัฒนากิจกรรมของคิวบิกครีเอทีฟ)

โดยจะสังเกตได้ว่า ตั้งแต่สมัยนั้น ผมจะพยายามใช้คำว่า “พัฒนา” กิจกรรมมาโดยตลอด เนื่องจากในสมัยนั้นเองผมเป็นคนที่โตมาในกระบวนการพัฒนาซอฟท์แวร์เป็นหลัก และเหตุผลที่ซอฟท์แวร์ส่วนใหญ่เรานิยมใช้คำว่าพัฒนา เป็นเพราะว่าซอฟท์แวร์จะมีการสร้างขึ้น และถูกทำให้ดีขึ้นโดยการปรับเสริมเติมแต่งไปเรื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา จนจะมีเวอร์ชั่นย่อยๆ บางส่วนที่จะถูกนำไปใช้จริง

จึงเช่นเดียวกับกิจกรรมต่างๆ ที่จะมีแนวคิด กระบวนการ ข้อกำหนดต่างๆ ที่เรากำหนดขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา หลังจากที่เราได้คิดพิจารณาถึงข้อกำหนดต่างๆ ได้ทดสอบ ทดลอง จนกระทั่งจะมี “เวอร์ชั่น” สุดท้ายที่เราจะนำไปใช้จริง รวมถึงหลังจากนั้น ก็อาจจะมีเวอร์ชั่นใหม่ๆ ที่นำไปเสริมเติมแต่งกลายเป็นกิจกรรมใหม่ๆ ในอนาคตอีกด้วย

และนี่เอง คือจุดเริ่มต้น ของกิจกรรมนับร้อยที่เรากล้าพูดได้ว่า มันคือ “สไตล์คิวบิกครีเอทีฟ”

จุดเริ่มต้น ที่เริ่มจากกิจกรรมของ “ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1”

อย่างไรก็ตาม พร้อมๆ กับการพัฒนาและสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ ผมพบกับความจริงถัดมา ของการจัดค่าย ที่ผมอาจไม่เคยได้คิดไว้ก่อนในวินาทีที่ผมคิดจะจัดมัน…

Cubic Diary #3 – "Spectrum"

In: Cubic Diary  By: Zerothman

19 Jun 2009
(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 2 ก่อน)
ผมคงไม่ปฏิเสธครับว่า… ในตอนนั้นผมเซ็งโรงเรียนมากๆ
สำหรับผม ผมมักจะเคยเห็นโรงเรียนอื่นๆ มีอาจารย์ หรือโรงเรียนให้การสนับสนุนนักเรียนในการทำกิจกรรมหลายๆ อย่างนอกโรงเรียนมากมาย ทั้งการแข่งขันต่างๆ ถ้าเป็นโรงเรียนอื่นๆ หลายๆ โรงเรียนจะเห็นว่าโรงเรียนและครูลงทุนมาก ผิดกับโรงเรียนเราที่แทบไม่แยแส…
ผมอดน้อยใจไม่ได้ครับในช่วงนั้น เวลาไปแข่งอะไร แล้วเห็นครูโรงเรียนอื่นๆ มาช่วยดูแลนักเรียนของตัวเองกันเต็มไปหมด
จริงๆ ก็พอเข้าใจนะครับว่า แค่กิจกรรมบ้ากิจกรรมบอในโรงเรียนของเราก็เต็มไปหมดแล้ว แต่สมัยนั้นผมก็ยังเซ็งอยู่ดี
จุดเด่นอย่างหนึ่งที่สุดของโรงเรียนสาธิตเกษตร และเป็นจุดเด่นที่ผมภูมิใจที่สุด นั่นคือ “ความหลากหลาย”
ถ้าเราสังเกตให้ดี จะพบว่าโรงเรียนของเรามุ่งเน้นให้นักเรียนได้พบกับกิจกรรม และสังคมต่างๆ อย่างหลากหลายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการคละห้อง คละแผน แบ่งวิชาเรียนตามแผนตามห้อง หรือแม้แต่การให้นักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษเข้ามาเรียนในชั้นเรียนปกติ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่หาจากที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ
สิ่งเหล่านี้ ทำให้นักเรียนของเรา พร้อมที่จะพบกับสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หลากหลาย และเกื้อกูล
และพยายามช่วยเหลือกลุ่มคนที่อาจจะจัดได้ว่าเป็น “ระดับล่าง” ของสเปคตรัมทั้งหมด เพื่อให้อยู่ใน “ระดับกลาง”
แล้วสำหรับคนที่อยู่ปลายสเปคตรัมล่ะ?
ถ้าเปรียบเทียบกับโรงเรียนอื่น เราจะเห็นได้ว่า โรงเรียนต่างๆ ให้ความสำคัญกับนักเรียนพิเศษเหล่านี้มากๆ ไม่ว่าจะพยายามจัดห้องให้พวกนี้อยู่ด้วยกัน เพื่อจะได้พัฒนาขึ้นไปอีก การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมความสามารถและทักษะของนักเรียนกลุ่มนี้ ในขณะที่แทบจะบอกได้ว่า “ทิ้ง” นักเรียนในส่วนที่เหลือไปซะ เนื่องจากยากเกินไปที่จะทำอะไร
โรงเรียนเรายอดเยี่ยมมากครับ ที่ไม่ลืมส่วนนั้นไป
แต่ผมก็ยังอยากเห็นผู้ที่มีความสามารถได้รับการพัฒนาและส่งเสริมจากโรงเรียนเฉพาะด้านและเชิงลึกมากกว่านี้
ผมบ่นเรื่องนี้กับอ.สุมาลีในวันหนึ่ง ประมาณปลายเดือนกรกฎาคม 2546
อ.สุมาลี ได้นัดหมาย ให้ผมได้มีโอกาสคุยกับ อ.ดารณี และผมก็ได้นำเสนอถึงจุดอ่อนนี้ของโรงเรียน
พร้อมกันนั้น ผมได้เสนอที่อยากจะจัด “ค่ายวิทยาศาสตร์”
จุดประสงค์ไม่มากครับ ก็เพื่อที่จะพัฒนาทักษะและความสามารถทางวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียน
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ อยากที่จะจัดอะไรเพื่อพัฒนานักเรียนที่มีคุณลักษณะเด่นเฉพาะด้านมากๆ บ้าง
ด้วยความที่ผมเองเป็นคนที่ได้คลุกคลีกับ “ค่ายเยาวชนสมองแก้ว” มาตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากคุณพ่อของผมเองก็เป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา และผมก็ได้มีโอกาสเข้าค่ายทั้ง 5 รุ่นที่อยู่ในช่วงอายุที่ผมจะเข้าได้ และเคยไปช่วยทำงานหลังจากนั้น
สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็นเสมอในทุกๆ ปี คือการที่โควต้า 220 คนในแต่ละปี เต็มทันทีในไม่กี่วันหลังจากที่เปิดรับสมัคร และมีคนมากมายที่อยากเข้าค่ายนี้ (และอยากให้ลูกเข้าค่ายนี้) แต่ไม่สามารถเข้าได้
ผมเคยถามคุณพ่อครับว่า ทำไมถึงไม่จัดมากกว่านี้ คุณพ่อบอกว่า 220 คนเป็นตัวเลขเต็มที่ที่สถานที่จะรับได้ และถ้าจะจัดมากกว่า 1 รอบต่อปี ก็ไม่มีแรงทำกัน
ผมเลยแอบคิดครับว่า ถ้าผมสามารถทำให้ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอีกสัก 40~60 คนต่อปี… ก็คงจะดีไม่น้อย
จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมอยากจัดค่าย
แน่นอนครับว่า เมื่อผมจะจัดค่าย ผมก็ต้องหาบรรดาสมาชิกร่วมปฏิบัติการล่าฝันนี้
ผมได้ชักชวนทีมโอลิมปิกต่างๆ ที่รู้จัก น้องๆ ที่สอนคอมโอฯ และบรรดาเพื่อนๆ
คนหนึ่งที่ผมได้ชวนคือ “รุจา” รุ่นเดียวกับผม
ทันทีที่ผมชวน รุจาก็เสนอว่า อยากจัดนิทรรศการมากกว่า
ถ้าใคร (รุ่นๆ ผม บวกลบสักปีสองปี) คงจะจำได้ว่า ตอนเด็กๆ จะเคยมีนิทรรศการวิทยาศาสตร์ที่อาจารย์วิทยฯ ม.ปลายจัดที่ห้องแลป จะมีการทดลอง หรืออะไรแปลกๆ มาแสดงเต็มไปหมด
ผมไม่ทราบว่าทำไมหลังจากนั้นมันหายไป แต่นี่คือสิ่งที่รุจายกตัวอย่างถึง และอยากให้มันมีขึ้นอีกครั้ง
ผมเห็นด้วยในทันที
ณ เวลานั้น ผมจึงขอพักเรื่องของค่าย และได้เบนเข็มความสนใจทั้งหมด สู่การจัด “นิทรรศการ” แทน
และเวลานั้นเองที่สมาชิกของเราเริ่มขยับขยายเล็กน้อย เริ่มมีการชักชวนผู้คนเพื่อนฝูงต่างๆ มาอีกเล็กน้อย “ธีรัช” เองก็เป็นผู้ที่ถูกปิงถูกกานต์ชักชวนมาในเวลานั้น
ในครั้งนั้น แม้ว่าหัวข้อหลักจะเป็น “วิทยาศาสตร์” เช่นเดียวกับค่ายที่คิดไว้ แต่วัตถุประสงค์กลับผิดกันโดยสิ้นเชิง
โดยทั่วไป คนอาจจะมองว่า “นิทรรศการ” จุดมุ่งหมายคือการให้ความรู้
แต่ตอนนั้น สิ่งที่ผมมองคือ ด้วยระยะเวลาอันสั้นที่น้องคนหนึ่งจะเข้ามาเยี่ยมชมงานของเรา บางคนอาจจะ 5 นาที 10 นาที หรืออย่างมากก็ครึ่งชั่วโมง
เวลาเหล่านั้น เราจะให้ความรู้เขาได้สักเท่าไหร่เชียว?
ทำไม เราไม่ทำให้พวกเขา “ตื่นเต้น” กับวิทยาศาสตร์ จนทำให้เกิดความ “สนใจ” และใช้เวลาที่มีอีกมากมายทั้งชีวิต เพื่อหาความรู้ตามความสนใจของตนเอง
คอนเซปต์ “นิทรรศการที่ไม่มีบอร์ด” จึงเกิดขึ้น
พวกเราช่วยกันสรรหาสารพัดกิจกรรมและการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถนำมาแสดงโชว์ได้แบบสดๆ และดูตื่นตาตื่นใจ แม้ว่าจะไม่มีความรู้อะไรมาก อย่างเอาโซเดียมโยนลงน้ำ หรือทำน้ำพุอะไรสักอย่าง
น้องที่เขาเข้ามาดูงานของเรา เค้าคงไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมโซเดียมมันระเบิด หรือทำไมน้ำมันพุขึ้นมาได้ สารอะไรทำปฏิกิริยากับสารอะไรเพราะอะไร
แต่ความตื่นตาตื่นใจเหล่านั้น จะทำให้เขาหลงไหลในวิทยาศาสตร์ จนเกิดเป็นความฝันที่เขาอยากจะหาคำตอบเหล่านั้นด้วยตนเอง
จนเมื่อการวางแผน แบ่งงาน และเตรียมการต่างๆ แล้วเสร็จ นิทรรศการวิทยาศาสตร์สาธิตเกษตร ครั้งที่ 1 ก็ได้จัดขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคม 2546 ณ บริเวณลานทอง
งานในวันนั้น ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น และสมบูรณ์กว่าที่ผมจินตนาการไว้
ผมคงไม่สามารถลืมเย็นวันนั้นได้เลย ที่ผมยืนมองลานทองในความมืด ที่ทุกอย่างถูกเก็บไปอย่างเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้าน
ผมภูมิใจ ที่ผมทำงานนี้ได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม… งานนี้ได้สร้างคำถามข้อสำคัญให้ผมในคืนนั้น
คำถาม…ที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง…

(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 2 ก่อน)

ผมคงไม่ปฏิเสธครับว่า… ในตอนนั้นผมเซ็งโรงเรียนมากๆ

สำหรับผม ผมมักจะเคยเห็นโรงเรียนอื่นๆ มีอาจารย์ หรือโรงเรียนให้การสนับสนุนนักเรียนในการทำกิจกรรมหลายๆ อย่างนอกโรงเรียนมากมาย ทั้งการแข่งขันต่างๆ ถ้าเป็นโรงเรียนอื่นๆ หลายๆ โรงเรียนจะเห็นว่าโรงเรียนและครูลงทุนมาก ผิดกับโรงเรียนเราที่แทบไม่แยแส…

ผมอดน้อยใจไม่ได้ครับในช่วงนั้น เวลาไปแข่งอะไร แล้วเห็นครูโรงเรียนอื่นๆ มาช่วยดูแลนักเรียนของตัวเองกันเต็มไปหมด

จริงๆ ก็พอเข้าใจนะครับว่า แค่กิจกรรมบ้ากิจกรรมบอในโรงเรียนของเราก็เต็มไปหมดแล้ว แต่สมัยนั้นผมก็ยังเซ็งอยู่ดี

จุดเด่นอย่างหนึ่งที่สุดของโรงเรียนสาธิตเกษตร และเป็นจุดเด่นที่ผมภูมิใจที่สุด นั่นคือ “ความหลากหลาย”

ถ้าเราสังเกตให้ดี จะพบว่าโรงเรียนของเรามุ่งเน้นให้นักเรียนได้พบกับกิจกรรม และสังคมต่างๆ อย่างหลากหลายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการคละห้อง คละแผน แบ่งวิชาเรียนตามแผนตามห้อง หรือแม้แต่การให้นักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษเข้ามาเรียนในชั้นเรียนปกติ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่หาจากที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ

สิ่งเหล่านี้ ทำให้นักเรียนของเรา พร้อมที่จะพบกับสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หลากหลาย และเกื้อกูล

และพยายามช่วยเหลือกลุ่มคนที่อาจจะจัดได้ว่าเป็น “ระดับล่าง” ของสเปคตรัมทั้งหมด เพื่อให้อยู่ใน “ระดับกลาง”

แล้วสำหรับคนที่อยู่ปลายสเปคตรัมล่ะ?

ถ้าเปรียบเทียบกับโรงเรียนอื่น เราจะเห็นได้ว่า โรงเรียนต่างๆ ให้ความสำคัญกับนักเรียนพิเศษเหล่านี้มากๆ ไม่ว่าจะพยายามจัดห้องให้พวกนี้อยู่ด้วยกัน เพื่อจะได้พัฒนาขึ้นไปอีก การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมความสามารถและทักษะของนักเรียนกลุ่มนี้ ในขณะที่แทบจะบอกได้ว่า “ทิ้ง” นักเรียนในส่วนที่เหลือไปซะ เนื่องจากยากเกินไปที่จะทำอะไร

โรงเรียนเรายอดเยี่ยมมากครับ ที่ไม่ลืมส่วนนั้นไป

แต่ผมก็ยังอยากเห็นผู้ที่มีความสามารถได้รับการพัฒนาและส่งเสริมจากโรงเรียนเฉพาะด้านและเชิงลึกมากกว่านี้

ผมบ่นเรื่องนี้กับอ.สุมาลีในวันหนึ่ง ประมาณปลายเดือนกรกฎาคม 2546

อ.สุมาลี ได้นัดหมาย ให้ผมได้มีโอกาสคุยกับ อ.ดารณี และผมก็ได้นำเสนอถึงจุดอ่อนนี้ของโรงเรียน

พร้อมกันนั้น ผมได้เสนอที่อยากจะจัด “ค่ายวิทยาศาสตร์”

จุดประสงค์ไม่มากครับ ก็เพื่อที่จะพัฒนาทักษะและความสามารถทางวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียน

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ อยากที่จะจัดอะไรเพื่อพัฒนานักเรียนที่มีคุณลักษณะเด่นเฉพาะด้านมากๆ บ้าง

ด้วยความที่ผมเองเป็นคนที่ได้คลุกคลีกับ “ค่ายเยาวชนสมองแก้ว” มาตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากคุณพ่อของผมเองก็เป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา และผมก็ได้มีโอกาสเข้าค่ายทั้ง 5 รุ่นที่อยู่ในช่วงอายุที่ผมจะเข้าได้ และเคยไปช่วยทำงานหลังจากนั้น

สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็นเสมอในทุกๆ ปี คือการที่โควต้า 220 คนในแต่ละปี เต็มทันทีในไม่กี่วันหลังจากที่เปิดรับสมัคร และมีคนมากมายที่อยากเข้าค่ายนี้ (และอยากให้ลูกเข้าค่ายนี้) แต่ไม่สามารถเข้าได้

ผมเคยถามคุณพ่อครับว่า ทำไมถึงไม่จัดมากกว่านี้ คุณพ่อบอกว่า 220 คนเป็นตัวเลขเต็มที่ที่สถานที่จะรับได้ และถ้าจะจัดมากกว่า 1 รอบต่อปี ก็ไม่มีแรงทำกัน

ผมเลยแอบคิดครับว่า ถ้าผมสามารถทำให้ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอีกสัก 40~60 คนต่อปี… ก็คงจะดีไม่น้อย

จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมอยากจัดค่าย

แน่นอนครับว่า เมื่อผมจะจัดค่าย ผมก็ต้องหาบรรดาสมาชิกร่วมปฏิบัติการล่าฝันนี้

ผมได้ชักชวนทีมโอลิมปิกต่างๆ ที่รู้จัก น้องๆ ที่สอนคอมโอฯ และบรรดาเพื่อนๆ

คนหนึ่งที่ผมได้ชวนคือ “รุจา” รุ่นเดียวกับผม

ทันทีที่ผมชวน รุจาก็เสนอว่า อยากจัดนิทรรศการมากกว่า

ถ้าใคร (รุ่นๆ ผม บวกลบสักปีสองปี) คงจะจำได้ว่า ตอนเด็กๆ จะเคยมีนิทรรศการวิทยาศาสตร์ที่อาจารย์วิทยฯ ม.ปลายจัดที่ห้องแลป จะมีการทดลอง หรืออะไรแปลกๆ มาแสดงเต็มไปหมด

ผมไม่ทราบว่าทำไมหลังจากนั้นมันหายไป แต่นี่คือสิ่งที่รุจายกตัวอย่างถึง และอยากให้มันมีขึ้นอีกครั้ง

ผมเห็นด้วยในทันที

ณ เวลานั้น ผมจึงขอพักเรื่องของค่าย และได้เบนเข็มความสนใจทั้งหมด สู่การจัด “นิทรรศการ” แทน

และเวลานั้นเองที่สมาชิกของเราเริ่มขยับขยายเล็กน้อย เริ่มมีการชักชวนผู้คนเพื่อนฝูงต่างๆ มาอีกเล็กน้อย “ธีรัช” เองก็เป็นผู้ที่ถูกปิงถูกกานต์ชักชวนมาในเวลานั้น

ในครั้งนั้น แม้ว่าหัวข้อหลักจะเป็น “วิทยาศาสตร์” เช่นเดียวกับค่ายที่คิดไว้ แต่วัตถุประสงค์กลับผิดกันโดยสิ้นเชิง

โดยทั่วไป คนอาจจะมองว่า “นิทรรศการ” จุดมุ่งหมายคือการให้ความรู้

แต่ตอนนั้น สิ่งที่ผมมองคือ ด้วยระยะเวลาอันสั้นที่น้องคนหนึ่งจะเข้ามาเยี่ยมชมงานของเรา บางคนอาจจะ 5 นาที 10 นาที หรืออย่างมากก็ครึ่งชั่วโมง

เวลาเหล่านั้น เราจะให้ความรู้เขาได้สักเท่าไหร่เชียว?

ทำไม เราไม่ทำให้พวกเขา “ตื่นเต้น” กับวิทยาศาสตร์ จนทำให้เกิดความ “สนใจ” และใช้เวลาที่มีอีกมากมายทั้งชีวิต เพื่อหาความรู้ตามความสนใจของตนเอง

คอนเซปต์ “นิทรรศการที่ไม่มีบอร์ด” จึงเกิดขึ้น

ไอติมหมุนๆ แทบจะเป็นธรรมเนียมของคิวบิกในยุคเริ่มแรก ที่ไม่ว่าจะจัดงานอะไร ก็ต้องขายไอติม เป็นอะไรที่ขายดีที่สุด และทำสนุกที่สุดเสมอ

ไอติมหมุนๆ แทบจะเป็นธรรมเนียมของคิวบิกในยุคเริ่มแรก ที่ไม่ว่าจะจัดงานอะไร ก็ต้องขายไอติม เป็นอะไรที่ขายดีที่สุด และทำสนุกที่สุดเสมอ

พวกเราช่วยกันสรรหาสารพัดกิจกรรมและการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถนำมาแสดงโชว์ได้แบบสดๆ และดูตื่นตาตื่นใจ แม้ว่าจะไม่มีความรู้อะไรมาก อย่างเอาโซเดียมโยนลงน้ำ หรือทำน้ำพุอะไรสักอย่าง

น้องที่เขาเข้ามาดูงานของเรา เค้าคงไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมโซเดียมมันระเบิด หรือทำไมน้ำมันพุขึ้นมาได้ สารอะไรทำปฏิกิริยากับสารอะไรเพราะอะไร

แต่ความตื่นตาตื่นใจเหล่านั้น จะทำให้เขาหลงไหลในวิทยาศาสตร์ จนเกิดเป็นความฝันที่เขาอยากจะหาคำตอบเหล่านั้นด้วยตนเอง

จนเมื่อการวางแผน แบ่งงาน และเตรียมการต่างๆ แล้วเสร็จ นิทรรศการวิทยาศาสตร์สาธิตเกษตร ครั้งที่ 1 ก็ได้จัดขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคม 2546 ณ บริเวณลานทอง

งานในวันนั้น ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น และสมบูรณ์กว่าที่ผมจินตนาการไว้

ผมคงไม่สามารถลืมเย็นวันนั้นได้เลย ที่ผมยืนมองลานทองในความมืด ที่ทุกอย่างถูกเก็บไปอย่างเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้าน

ผมภูมิใจ ที่ผมทำงานนี้ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม… งานนี้ได้สร้างคำถามข้อสำคัญให้ผมในคืนนั้น

คำถาม…ที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง…

Cubic Diary #2 – "Olympics"

In: Cubic Diary  By: Zerothman

12 Jun 2009

(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 1 ก่อน)

ภาพนี้ถ่ายตอนติวโอลิมปิกที่สำนักคอม มีอิ๊ก แก้ว น็อต กับเชน รูปนี้เป็นอิ๊ก สมัยยังเฟิร์ม ฮา...

ภาพนี้ถ่ายตอนติวโอลิมปิกที่สำนักคอม มีอิ๊ก แก้ว น็อต กับเชน รูปนี้เป็นอิ๊ก สมัยยังเฟิร์ม ฮา...

ครั้งนั้น เป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้รู้จักกับเพื่อนๆ ในวงการทางคอมพิวเตอร์ที่อยู่ต่างโรงเรียน

ผมจึงได้สืบทราบเป็นครั้งแรกว่า ที่โรงเรียนเตรียมฯ จะมีชมรมที่ทำเกี่ยวกับงานโอลิมปิกวิชาการนี้อยู่

แล้วก็จะมีรุ่นพี่ที่เคยเข้าค่ายต่างๆ มาสอนรุ่นน้องเพื่อให้สอบเข้าค่ายในปีถัดๆ ไป แบบนี้มาเรื่อยๆ…

ไม่แปลกใจครับ ถ้าในสมัยนั้น เราจะเห็นอัตราส่วนของผู้ผ่านการคัดเลือก เป็นเด็กเตรียมฯ เกินกว่า 50% ในทุกๆ ปี

ผิดกับสมัยที่ผมสอบตอน ม.4 ที่ผมสามารถพูดได้ตรงๆ เลยว่า ทางโรงเรียน ไม่ได้ให้ความสะดวกใดๆ ในการสมัครสอบ ซึ่งหลายๆ ประการเกิดจากขั้นตอนการประสานงานต่างๆ ที่ไม่เอื้ออำนวยให้การสมัคร เสียจนผมอดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่า ในครั้งนั้น ถ้าไม่ใช่ว่าบังเอิญผมเป็นลูกชาย อ.ยืน ผมคงไม่ได้สมัครในตอน ม.4 และคงไม่ได้เข้าค่ายในเดือนตุลานั้น

ในช่วงขึ้นเทอมใหม่ของ ม.5 ผมจึงได้ปรึกษากับท่านอาจารย์สุภาพ (ปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่ที่วิศวะฯ คอมฯ ม.เกษตรฯ ศรีราชาฯ) และได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากท่านอาจารย์ และอาจารย์จันทร์ศรี เพื่อทำโครงการ “หนทางสู่คอมพิวเตอร์โอลิมปิก ประจำปี 2545” โดยผมได้ประชาสัมพันธ์ ให้น้องๆ มาสมัครติวเพื่อสอบคอมโอฯ โดยผมเป็นคนสอนเอง

แน่นอนว่าสมัยนั้นผมเองก็คงไม่ได้เก่งกาจเองด้วย และไม่ได้มีสกิลในการสอนอะไรมากมาย ผลคือ ไม่ได้มีใครเลยที่สอบผ่าน แม้แต่รอบแรก (ฮา…)

ก็ยังคงมีแต่ผม และชยุตม์ (เหมือนเดิม) ที่ได้เข้าค่ายโอลิมปิกของสสวท. ตอนปี 2545

ในช่วงเวลาใกล้ๆ กันนั้น คือเวลาของกีฬาสี (สมัยนั้น กีฬาสีมีตั้งแต่เปิดเทอม ถึงปลายๆ สิงหาคม)

ช่วงนั้น เป็นช่วงที่ผมได้ทำงานร่วมกับชยุตม์มากขึ้น (จริงๆ ไม่เคยอยู่ห้อง หรือ ว. เดียวกันเลย) เพราะอยู่สีแดงด้วยกัน และผมก็ได้ช่วยชยุตม์ทำงานbackstage อุปกรณ์ประกอบฉากสำหรับพาเหรด (แม้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองจะเป็นเหรัญญิก และควมคุมนักกีฬาป.ปลายก็ตามที แต่ก็แหละครับ สมัยนั้นผมเป็นพวกทำไปหมด ฮา…)

ช่วงนั้นเอง ที่ผมได้เริ่มรู้จักกับ “จรวดน้ำ”

เหตุผลมีไม่มาก เนื่องจากชยุตม์ได้รับการชักชวนจากอ.สุมาลีให้เล่นจรวดน้ำ แล้วชยุตม์ก็ดันคิดเอาจรวดน้ำมาประกอบฉากในพาเหรด ผลคือ ผมก็เลยรับรู้ไปด้วย

และด้วยความเป็นคนที่ชอบทำทุกเรื่องที่ไม่ใช่การเรียน ผมก็เลยบ้าๆ บอๆ ตามไปด้วย (แม้ว่าจะไม่รู้เรื่องเลยก็ตามที)

และระหว่างนั้น ผมก็ยังคงทำกิจกรรมอื่นๆ ในโรงเรียน รวมถึงเข้าแข่งขันต่างๆ นอกโรงเรียนเรื่อยๆ มาตามปกติ

จนเมื่อตอนจะจบ ม.5 ตอนนั้นอ.สุมาลีเกิดบ้าจี้อยากจัดแข่งจรวดน้ำขึ้นมา โดยก็ได้ชักชวนผมเข้าไปร่วมทำงานด้วย

ตอนนั้น งานที่ผมทำคือ ออกแบบเข็มกลัดแจกผู้เข้าแข่งขัน (และงานแรงงานอื่นอื่น)

และในการแข่งขันนี้เอง ที่ทำให้ผมได้รู้จักกับรุ่นน้องรุ่น 30 คนอื่นๆ อีกหลายๆ คน และพบว่าพวกเขาเหล่านั้น ได้เข้าค่ายโอลิมปิกในวิชาอื่นๆ เช่นกัน แต่เป็นของ สอวน. ผมเลยไม่เคยรู้จักจากในค่าย

ผมจึงได้รวบรวมสมาชิกเหล่านั้นให้ครบหลายๆ วิชา และมาช่วยกันตั้งโครงการ “โอลิมปิกวิชาการสาธิตเกษตร ประจำปีการศึกษา 2546” ขึ้น

เหล่าสมาชิกในยุคเริ่มแรกนั้นก็มีหลายๆ คน เช่นวีกิจ สุดา ปิง ศิลา และหนึ่งในนั้นก็คือคนที่ในคิวบิกปัจจุบันน่าจะรู้จักดี นั่นคือกานต์สุดที่รักของพวกเรา

ประวัติโครงการโอลิมปิกวิชาการสาธิตเกษตร

ปีการศึกษา 2545
- มีครั้งแรกเฉพาะวิชาคอมพิวเตอร์ ภายใต้ชื่อ “หนทางสู่คอมพิวเตอร์โอลิมปิก”

ปีการศึกษา 2546
- ครั้งแรกที่ขยายไปครบทั้ง 5 วิชา
- และครั้งแรกที่เห็น สอวน. ในสายตา (เพราะสอบสสวท. ไม่ผ่าน… ฮา…)
- ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้จักกับกลุ่มผู้ก่อตั้งคิวบิกครีเอทีฟ

ปีการศึกษา 2547
- ตั้งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ให้ม.5 เป็นผู้จัดการการรับสมัคร (นำโดยกานต์ แต่พี่นัทแย้งสุดตัว ด้วยเหตุผลในเรื่องการแบ่งแยก อันจะกล่าวต่อไปในไดอารี่บทหลังๆ)
- ย้ายที่รับสมัคร จากศาลาไทยข้างอาคารอุบล มาเป็นบริเวณหน้าตึก 6 ฝั่งอาคาร 9 ชั้นแทน
ปีการศึกษา 2548
- มีการใช้ระบบคูปอง เพื่อแก้ไขปัญหาเก็บเงินไม่ครบเป็นครั้งแรก โดยน้องต้องจ่ายเงิน 50 บาทเพื่อรับใบสมัคร พร้อมกับคูปอง โดยตอนนำใบสมัครมาส่ง ต้องเอาคูปองมาด้วย
- ต้องให้ข้อมูลพื้นฐานตั้งแต่ตอนเอาใบสมัครไปด้วย เพื่อตามจิกให้เอาใบสมัครมาส่ง จำได้ว่าเคยมีเดินตามตามระดับด้วย
- เริ่มเข้มงวดเรื่องการตรวจใบสมัครให้เรียบร้อยตั้งแต่จุดรับสมัคร เพราะปีก่อนหน้ามีปัญหามาก รวมถึงมีใบสรุปเตือนเกี่ยวกับการกรอกข้อมูลต่างๆ แจกให้ด้วย
- รีแบรนด์เป็น Cubic-O
- เพิ่มการจัดอบรมในช่วงปิดเทอม โดยใช้ชื่อโครงการภาษาไทยว่า “ค่ายโอลิมปิกไร้เทียมทาน” หรือ Cubic-O Camp โดยเป็นค่ายค้างคืน 3 ช่วง รวมประมาณ 18 วัน
- มีการรับผู้เข้าร่วมจากทางโครงการพหุภาษามาด้วย เนื่องจากยุคนั้นเป็นยุคที่ความสัมพันธ์ระหว่างคิวบิกบางเขนกับทางพหุภาษารุ่งเรือง

ปีการศึกษา 2549
- เป็นครั้งแรกที่พยายามให้ทีมงานในส่วนงานวิชาการ (ส่วนใหญ่คือคนสอน) ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมหลักๆ อื่นๆ ของคิวบิกมากขึ้น
- ค่ายโอลิมปิกไร้เทียมทาน ถูกเปลี่ยน (กดดันจากโรงเรียน) กลายเป็นเหลือการค้างคืนแต่ช่วงท้ายช่วงเดียว เนื่องด้วยเหตุผลจากค่าไฟ
- มีผู้เข้าร่วมจากพหุฯ เยอะมาก (เป็นยุคที่ความสัมพันธ์รุ่งเรืองถึงขีดสุด)

ปีการศึกษา 2550-51
- การติวทั้งหมดถูกยกเลิก เหลือแต่การอำนวยความสะดวกในการรับสมัครเท่านั้น

ตอนนั้น เราได้เริ่มการดำเนินการต่างๆ ตั้งแต่ช่วงปิดเทอม (ก่อนเปิดเทอม) จำได้ว่ามีการประชาสัมพันธ์หน้าเสาธงด้วย ในวันอังคารที่ 3 มิถุนายน 2546 ตอนนั้นจริงๆ แล้วเป็นเพราะผมได้เป็นคณะกรรมการหน้าเสาธงด้วย เลยใช้เส้นเสียบเข้าไปพอสมควรเหมือนกัน จำได้ว่าจริงๆ แล้วได้คิวตอนสัปดาห์แรก แต่เนื่องจากเจอคิวรับน้อง ป.1 แทรก แต่จริงๆ ก็ดีที่ทำให้กลายเป็นได้ใช้ห้องประชุมใหญ่แทน ถ้าใครจำได้ เป็นหน้าเสาธงที่มีเด็กซ์เตอร์มาทดลองแล้วกลายเป็นลิงออกมาอยากสมัครโอลิมปิก ขอเฉลยว่า ตอนนั้นพี่ปิงกับกานต์เป็นลิงนะครับ ฮา…

ครั้งนี้เลยเป็นครั้งแรกครับ และถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นมาจนปัจจุบัน ที่ให้การดำเนินการรับสมัครต่างๆ เป็นนักเรียนที่ดูแล เรามีการจัดตั้งบูธรับสมัครขึ้น แล้วก็ช่วยอำนวยความสะดวก และให้ข้อมูลต่างๆ กับน้องๆ (เอกสารข้อมูลที่แจกพร้อมใบสมัครในปีนั้น - olym46_infosheet.doc)

และใช้ได้ทีเดียวครับ ในปีนั้น เป็นปีแรกที่มียอดผู้สมัครเข้าสอบสสวท. จากโรงเรียนสาธิตเกษตรเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์

และแน่นอนว่า นอกจากการรับสมัครแล้ว เราก็ยังมีการติวเพื่อสอบอีกเช่นเดียวกัน

และแน่นอนว่า ผมก็ต้องดูแลในส่วนวิชาคอมพิวเตอร์ของผม

ตอนนั้น ผมกล้าพูดได้เลยว่า ผมโคตรทุ่มเทให้กับการสอนต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกหลายสิบเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ผมได้เรียนรู้ความผิดพลาดต่างๆ ในอดีตเพื่อมาปรับปรุงเพิ่มขึ้น

และในครั้งนั้นเอง ที่ผมได้พบกับอีกคนหนึ่งที่เป็นบุคคลสำคัญของคิวบิกฯ นั่นคืออิ๊ก (เช่นเดียวกับแก้ว น็อต พลับ ฯลฯ)

จริงๆ จะบอกว่าโครงการโอลิมปิกทำให้ผมรู้จักกับอิ๊กก็คงไม่ถูก แต่น่าจะทำให้ผมได้สนิทกับอิ๊กมากกว่า

ที่จริงผมรู้จักกับอิ๊กครั้งแรก จากโครงการเพ้อฝันของผมในช่วงเดียวกันนั้น ที่ผมอยากรวบรวมบรรดาเว็บมาสเตอร์ของเว็บรุ่นแต่ละรุ่น มาร่วมกันเป็นnetwork เครือข่ายเพื่อร่วมกันทำอะไรสักอย่าง ซึ่งตอนนั้นสำหรับรุ่น 31 ผมก็เดินดุ่มๆ ไปม.4 เลยแล้วก็ไปถามคนนู้นคนนี้ดื้อๆ เลยว่า ใครเป็นคนทำเว็บรุ่น จนได้เจอกับอิ๊กเป็นครั้งแรกครับ

ตอนนั้นเนื่องจากผมกำลังพยายามเร่งทำยอดผู้สมัคร เลยไม่วายต้องชวนอิ๊กเข้าร่วมสอบด้วย สมัยนั้น อิ๊กตั้งชื่อเอ็มว่า “อิกุนิชิมาโช” ครับ (แล้วผมก็ตั้งตามเป็น “นัทสึมิชิมาโช” แล้วแก้วก็ตั้งตามเป็น “แกวานิชิมาโช”)

ในการติวครั้งนั้น แทบจะมีวิชาคอมวิชาเดียวเลยครับ ที่บ้าติวกันทุกวัน จองห้องคอมไว้ทุกวัน ทุกคนต้องไปเรียน แล้วผมก็ค่อนข้างดุ และวินัยสูงเวอร์ ถามพวกอิ๊กพวกแก้วได้เลยครับว่า สมัยนั้นถ้าใครเข้าห้องเลทผมด่ายับ แล้วไหนจะเรียนเสร็จจนเค้าปิดตึกห้าโมงแล้ว ก็ยังไปสอนต่อที่โรงอาหาร บ้ามากครับ

และเมื่อการติวที่แสนโรคจิตผ่านพ้นไป ก็มาถึงการสอบข้อเขียนรอบแรก ในวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2546

วันนั้นผมแทบจะนอนไม่หลับเลยครับ ตื่นเต้นกว่าสอบเองเสียอีก… จำได้ว่าต้องไปนั่งรออยู่เฉยๆ สามชั่วโมง ระทึกสุดๆ ยังกะรอญาติผ่าตัดอะไรทำนองนั้น

ผลออกมาน่าประทับใจมากครับ

ไม่ผ่านสักคน

ตอนนั้นถ้าย้อนกลับไปจริงๆ แล้ว ผมค่อนข้าง upset หงุดหงิดพอสมควรครับ เพราะว่าผมได้โคตรพยายามอย่างเต็มที่ และทุ่มเทสุดๆ

แต่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ที่กลบความหงุดหงิดนั้นไปเสียสิ้น

คือความอิ่มใจเล็กๆ ที่ได้ “ให้” อย่างเต็มที่

 

ทัศนคติที่มีต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ของผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ผมเคยเป็นคนหนึ่งที่อยากทำกิจกรรมต่างๆ แม้ว่ามันจะบอกว่าเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม แต่ผมทำไป เพราะอยากพัฒนาตนเอง อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ และอยากสร้างประวัติให้ตนเอง ทุกอย่าง…เพื่อตัวผมเอง

ในครั้งนั้น ผมพบว่า การทำอะไรเพื่อคนอื่นอย่างจริงใจ กลับมีค่ายิ่งกว่าสิ่งไหน

 

ความตั้งใจนั้น ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในลมหายใจของผม นับตั้งแต่วินาทีนั้น…

Cubic Diary #1 – "Prelude"

In: Cubic Diary  By: Zerothman

5 Jun 2009

ภาพถ่ายรวม พิธีมอบเหรียญรางวัล ผู้ผ่านเข้าค่ายคัดเลือกรอบตุลา ปี 2544 ครับ รูปไม่ละเอียดเท่าไหร่ เนื่องด้วยสมัยน้อยกล้องห่วย แล้วก็ผมย่ออีก (สมัยก่อน HDD ไม่เยอะขนาดนั้น)

ภาพถ่ายรวม พิธีมอบเหรียญรางวัล ผู้ผ่านเข้าค่ายคัดเลือกรอบตุลา ปี 2544 ครับ รูปไม่ละเอียดเท่าไหร่ เนื่องด้วยสมัยน้อยกล้องห่วย แล้วก็ผมย่ออีก (สมัยก่อน HDD ไม่เยอะขนาดนั้น)

ย้อนกลับไปตอนกลางปี 2544…

ตอนที่ผมกำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สมัยนั้นยังไม่มี ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา)

ผมเองเป็นคนที่รู้จักกับวงการของการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการระดับนานาชาติมาตั้งแต่เด็กๆ

เหตุผลไม่ยาก นั่นคือเพราะตั้งแต่ผมจำความได้ คุณพ่อของผมก็เป็นคนที่ต้องดูแลจัดการการคัดเลือก และคุมทีมไปแข่งขันที่ประเทศต่างๆ ทุกๆ ปี

จริงๆ แล้วตลอดมา การคัดเลือก หรือแม้แต่การแข่งขันเอง ไม่เคยมีการกำหนดอายุขั้นต่ำ มีแต่เพียงการกำหนดขั้นสูงว่า ต้องไม่เกิน 18 ปี และการศึกษาต้องไม่เกินระดับ High School

แต่เนื่องจากการแข่งขันที่เข้มข้น และความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ที่จำเป็น คุณพ่อของผมให้ผมเริ่มสอบคัดเลือกครั้งแรกตอน ม.4

จริงๆ แล้วในปีนั้น ผมจำได้ว่า ผมแทบจะไม่ได้คาดหวังอะไรจากการสอบครั้งนั้นเลย เนื่องจากว่าถึงแม้จะคุ้นเคยกับการเขียนโปรแกรมทั่วไป แต่สำหรับความรู้ทางคณิตศาสตร์ผมค่อนข้างห่วย เลยคิดว่าเป็นการสอบ เพื่อเอาประสบการณ์เสียมากกว่า

แต่ผลกลับเกินคาดครับ ผมสามารถผ่านรอบคัดเลือกรอบแรก (ข้อเขียน) ด้วยคะแนนเฉียดฉิว ด้วยคะแนน 36 คะแนนจาก 40 (มี 50 ข้อ แต่โมฆะ 10 ข้อ) ซึ่งเป็นคะแนนต่ำสุดที่ผ่านเข้ารอบพอดี (ประมาณ 40 กว่าคนที่ผ่านเข้ารอบ)

ส่วนในการสอบรอบสองเอง เนื่องจากเป็นการแข่งเขียนโปรแกรมแล้ว ผมจึงค่อนข้างมั่นใจเล็กน้อย และสามารถผ่านมาได้ด้วยคะแนน 450/600 เป็นอันดับที่ 5 พอดี (ได้เหรียญเงิน)

และนั่นเอง เป็นครั้งแรก ที่ผมได้เข้าค่ายคัดเลือกของสสวท. ในรอบเดือนตุลาคม ปี 2544

ผมพูดได้ง่ายๆ ว่า…มันยอดเยี่ยมครับ

สำหรับผม มันเป็นความโหดร้ายทีเดียวที่ต้องเรียนรวด 6 วันต่อสัปดาห์ หยุดแค่วันอาทิตย์ เป็นเวลาสามสัปดาห์รวด แถมต้องถูกบังคับให้โดดรด. เป็นเหตุให้ผมไม่สามารถโดด รด. ในเวลาอื่นๆ ของปีได้ เนื่องจากจะต้องเก็บอีกครั้งหนึ่งไว้เผื่อฉุกเฉิน

แต่การได้อยู่กับผู้คนที่คุย “ภาษา” เดียวกับเรารู้เรื่อง นี่ก็ใช้ได้ทีเดียวครับ

บางคนอาจจะคิดว่า ในค่ายโอลิมปิกวิชาการ คงมีแต่พวกเนิร์ดๆ เต็มไปหมด…

แต่ผมว่า มีแต่พวกบ้าๆ เต็มไปหมดมากกว่า…

จริงๆ แล้วผมว่า สมัยนั้นเนื่องจากโน๊ตบุ๊คยังไม่บูม สาขาวิชาคอมจึงเป็นสาขาที่สนุกสนานเฮฮาที่สุดแล้ว เนื่องจากว่ามีคอมพิวเตอร์ให้เล่นเกม จึงเป็นเหตุให้วิชาอื่นๆ ต้องแวะเวียนมาห้องของวิชาคอมอยู่เป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม ความรู้ต่างๆ ที่มีอยู่ในค่ายแห่งนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และหลายๆ อย่าง หาไม่ได้แม้จะเข้ามหา’ลัยในสาขาวิชาทางคอมพิวเตอร์เสียด้วยซ้ำ

คงดีไม่น้อย…ถ้ามีคนอื่นๆ ได้รับโอกาสดีๆ อย่างที่ผมได้รับด้วย…

และนั่นคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่นำไปสู่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ของผมเอง…


Welcome!

ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก

นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา

คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)

ทวีทล่าสุดจาก Kupo

ทวีทล่าสุดจากสมาชิกคิวบิกฯ

more...
  • เด็กอมาตยกุล ม.1: สวัสดีค่ะ:Dหนูเป็นอีกคนที่อยู่อมาต [...]
  • เด็กอมาตคนหนึ่ง..: สวัสดีค่ะ..หนูเป็นเด็กอมาตคนหนึ่ง เ [...]
  • Pitt: ผมมีกรณีศึกษาของครอบครับเด็กอมาตฯ [...]
  • คุณแม่อมาต: เป็นคุณแม่อมาตฯมา 9 ปี มีความสุขกับโ [...]
  • mars: ลูกชายและลูกสาวเรียนอมาตยกุลทั้งค [...]