Posts Tagged ‘crystal brain

Cubic Diary #3 – "Spectrum"

In: Cubic Diary  By: Zerothman

19 Jun 2009
(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 2 ก่อน)
ผมคงไม่ปฏิเสธครับว่า… ในตอนนั้นผมเซ็งโรงเรียนมากๆ
สำหรับผม ผมมักจะเคยเห็นโรงเรียนอื่นๆ มีอาจารย์ หรือโรงเรียนให้การสนับสนุนนักเรียนในการทำกิจกรรมหลายๆ อย่างนอกโรงเรียนมากมาย ทั้งการแข่งขันต่างๆ ถ้าเป็นโรงเรียนอื่นๆ หลายๆ โรงเรียนจะเห็นว่าโรงเรียนและครูลงทุนมาก ผิดกับโรงเรียนเราที่แทบไม่แยแส…
ผมอดน้อยใจไม่ได้ครับในช่วงนั้น เวลาไปแข่งอะไร แล้วเห็นครูโรงเรียนอื่นๆ มาช่วยดูแลนักเรียนของตัวเองกันเต็มไปหมด
จริงๆ ก็พอเข้าใจนะครับว่า แค่กิจกรรมบ้ากิจกรรมบอในโรงเรียนของเราก็เต็มไปหมดแล้ว แต่สมัยนั้นผมก็ยังเซ็งอยู่ดี
จุดเด่นอย่างหนึ่งที่สุดของโรงเรียนสาธิตเกษตร และเป็นจุดเด่นที่ผมภูมิใจที่สุด นั่นคือ “ความหลากหลาย”
ถ้าเราสังเกตให้ดี จะพบว่าโรงเรียนของเรามุ่งเน้นให้นักเรียนได้พบกับกิจกรรม และสังคมต่างๆ อย่างหลากหลายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการคละห้อง คละแผน แบ่งวิชาเรียนตามแผนตามห้อง หรือแม้แต่การให้นักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษเข้ามาเรียนในชั้นเรียนปกติ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่หาจากที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ
สิ่งเหล่านี้ ทำให้นักเรียนของเรา พร้อมที่จะพบกับสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หลากหลาย และเกื้อกูล
และพยายามช่วยเหลือกลุ่มคนที่อาจจะจัดได้ว่าเป็น “ระดับล่าง” ของสเปคตรัมทั้งหมด เพื่อให้อยู่ใน “ระดับกลาง”
แล้วสำหรับคนที่อยู่ปลายสเปคตรัมล่ะ?
ถ้าเปรียบเทียบกับโรงเรียนอื่น เราจะเห็นได้ว่า โรงเรียนต่างๆ ให้ความสำคัญกับนักเรียนพิเศษเหล่านี้มากๆ ไม่ว่าจะพยายามจัดห้องให้พวกนี้อยู่ด้วยกัน เพื่อจะได้พัฒนาขึ้นไปอีก การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมความสามารถและทักษะของนักเรียนกลุ่มนี้ ในขณะที่แทบจะบอกได้ว่า “ทิ้ง” นักเรียนในส่วนที่เหลือไปซะ เนื่องจากยากเกินไปที่จะทำอะไร
โรงเรียนเรายอดเยี่ยมมากครับ ที่ไม่ลืมส่วนนั้นไป
แต่ผมก็ยังอยากเห็นผู้ที่มีความสามารถได้รับการพัฒนาและส่งเสริมจากโรงเรียนเฉพาะด้านและเชิงลึกมากกว่านี้
ผมบ่นเรื่องนี้กับอ.สุมาลีในวันหนึ่ง ประมาณปลายเดือนกรกฎาคม 2546
อ.สุมาลี ได้นัดหมาย ให้ผมได้มีโอกาสคุยกับ อ.ดารณี และผมก็ได้นำเสนอถึงจุดอ่อนนี้ของโรงเรียน
พร้อมกันนั้น ผมได้เสนอที่อยากจะจัด “ค่ายวิทยาศาสตร์”
จุดประสงค์ไม่มากครับ ก็เพื่อที่จะพัฒนาทักษะและความสามารถทางวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียน
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ อยากที่จะจัดอะไรเพื่อพัฒนานักเรียนที่มีคุณลักษณะเด่นเฉพาะด้านมากๆ บ้าง
ด้วยความที่ผมเองเป็นคนที่ได้คลุกคลีกับ “ค่ายเยาวชนสมองแก้ว” มาตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากคุณพ่อของผมเองก็เป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา และผมก็ได้มีโอกาสเข้าค่ายทั้ง 5 รุ่นที่อยู่ในช่วงอายุที่ผมจะเข้าได้ และเคยไปช่วยทำงานหลังจากนั้น
สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็นเสมอในทุกๆ ปี คือการที่โควต้า 220 คนในแต่ละปี เต็มทันทีในไม่กี่วันหลังจากที่เปิดรับสมัคร และมีคนมากมายที่อยากเข้าค่ายนี้ (และอยากให้ลูกเข้าค่ายนี้) แต่ไม่สามารถเข้าได้
ผมเคยถามคุณพ่อครับว่า ทำไมถึงไม่จัดมากกว่านี้ คุณพ่อบอกว่า 220 คนเป็นตัวเลขเต็มที่ที่สถานที่จะรับได้ และถ้าจะจัดมากกว่า 1 รอบต่อปี ก็ไม่มีแรงทำกัน
ผมเลยแอบคิดครับว่า ถ้าผมสามารถทำให้ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอีกสัก 40~60 คนต่อปี… ก็คงจะดีไม่น้อย
จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมอยากจัดค่าย
แน่นอนครับว่า เมื่อผมจะจัดค่าย ผมก็ต้องหาบรรดาสมาชิกร่วมปฏิบัติการล่าฝันนี้
ผมได้ชักชวนทีมโอลิมปิกต่างๆ ที่รู้จัก น้องๆ ที่สอนคอมโอฯ และบรรดาเพื่อนๆ
คนหนึ่งที่ผมได้ชวนคือ “รุจา” รุ่นเดียวกับผม
ทันทีที่ผมชวน รุจาก็เสนอว่า อยากจัดนิทรรศการมากกว่า
ถ้าใคร (รุ่นๆ ผม บวกลบสักปีสองปี) คงจะจำได้ว่า ตอนเด็กๆ จะเคยมีนิทรรศการวิทยาศาสตร์ที่อาจารย์วิทยฯ ม.ปลายจัดที่ห้องแลป จะมีการทดลอง หรืออะไรแปลกๆ มาแสดงเต็มไปหมด
ผมไม่ทราบว่าทำไมหลังจากนั้นมันหายไป แต่นี่คือสิ่งที่รุจายกตัวอย่างถึง และอยากให้มันมีขึ้นอีกครั้ง
ผมเห็นด้วยในทันที
ณ เวลานั้น ผมจึงขอพักเรื่องของค่าย และได้เบนเข็มความสนใจทั้งหมด สู่การจัด “นิทรรศการ” แทน
และเวลานั้นเองที่สมาชิกของเราเริ่มขยับขยายเล็กน้อย เริ่มมีการชักชวนผู้คนเพื่อนฝูงต่างๆ มาอีกเล็กน้อย “ธีรัช” เองก็เป็นผู้ที่ถูกปิงถูกกานต์ชักชวนมาในเวลานั้น
ในครั้งนั้น แม้ว่าหัวข้อหลักจะเป็น “วิทยาศาสตร์” เช่นเดียวกับค่ายที่คิดไว้ แต่วัตถุประสงค์กลับผิดกันโดยสิ้นเชิง
โดยทั่วไป คนอาจจะมองว่า “นิทรรศการ” จุดมุ่งหมายคือการให้ความรู้
แต่ตอนนั้น สิ่งที่ผมมองคือ ด้วยระยะเวลาอันสั้นที่น้องคนหนึ่งจะเข้ามาเยี่ยมชมงานของเรา บางคนอาจจะ 5 นาที 10 นาที หรืออย่างมากก็ครึ่งชั่วโมง
เวลาเหล่านั้น เราจะให้ความรู้เขาได้สักเท่าไหร่เชียว?
ทำไม เราไม่ทำให้พวกเขา “ตื่นเต้น” กับวิทยาศาสตร์ จนทำให้เกิดความ “สนใจ” และใช้เวลาที่มีอีกมากมายทั้งชีวิต เพื่อหาความรู้ตามความสนใจของตนเอง
คอนเซปต์ “นิทรรศการที่ไม่มีบอร์ด” จึงเกิดขึ้น
พวกเราช่วยกันสรรหาสารพัดกิจกรรมและการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถนำมาแสดงโชว์ได้แบบสดๆ และดูตื่นตาตื่นใจ แม้ว่าจะไม่มีความรู้อะไรมาก อย่างเอาโซเดียมโยนลงน้ำ หรือทำน้ำพุอะไรสักอย่าง
น้องที่เขาเข้ามาดูงานของเรา เค้าคงไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมโซเดียมมันระเบิด หรือทำไมน้ำมันพุขึ้นมาได้ สารอะไรทำปฏิกิริยากับสารอะไรเพราะอะไร
แต่ความตื่นตาตื่นใจเหล่านั้น จะทำให้เขาหลงไหลในวิทยาศาสตร์ จนเกิดเป็นความฝันที่เขาอยากจะหาคำตอบเหล่านั้นด้วยตนเอง
จนเมื่อการวางแผน แบ่งงาน และเตรียมการต่างๆ แล้วเสร็จ นิทรรศการวิทยาศาสตร์สาธิตเกษตร ครั้งที่ 1 ก็ได้จัดขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคม 2546 ณ บริเวณลานทอง
งานในวันนั้น ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น และสมบูรณ์กว่าที่ผมจินตนาการไว้
ผมคงไม่สามารถลืมเย็นวันนั้นได้เลย ที่ผมยืนมองลานทองในความมืด ที่ทุกอย่างถูกเก็บไปอย่างเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้าน
ผมภูมิใจ ที่ผมทำงานนี้ได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม… งานนี้ได้สร้างคำถามข้อสำคัญให้ผมในคืนนั้น
คำถาม…ที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง…

(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 2 ก่อน)

ผมคงไม่ปฏิเสธครับว่า… ในตอนนั้นผมเซ็งโรงเรียนมากๆ

สำหรับผม ผมมักจะเคยเห็นโรงเรียนอื่นๆ มีอาจารย์ หรือโรงเรียนให้การสนับสนุนนักเรียนในการทำกิจกรรมหลายๆ อย่างนอกโรงเรียนมากมาย ทั้งการแข่งขันต่างๆ ถ้าเป็นโรงเรียนอื่นๆ หลายๆ โรงเรียนจะเห็นว่าโรงเรียนและครูลงทุนมาก ผิดกับโรงเรียนเราที่แทบไม่แยแส…

ผมอดน้อยใจไม่ได้ครับในช่วงนั้น เวลาไปแข่งอะไร แล้วเห็นครูโรงเรียนอื่นๆ มาช่วยดูแลนักเรียนของตัวเองกันเต็มไปหมด

จริงๆ ก็พอเข้าใจนะครับว่า แค่กิจกรรมบ้ากิจกรรมบอในโรงเรียนของเราก็เต็มไปหมดแล้ว แต่สมัยนั้นผมก็ยังเซ็งอยู่ดี

จุดเด่นอย่างหนึ่งที่สุดของโรงเรียนสาธิตเกษตร และเป็นจุดเด่นที่ผมภูมิใจที่สุด นั่นคือ “ความหลากหลาย”

ถ้าเราสังเกตให้ดี จะพบว่าโรงเรียนของเรามุ่งเน้นให้นักเรียนได้พบกับกิจกรรม และสังคมต่างๆ อย่างหลากหลายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการคละห้อง คละแผน แบ่งวิชาเรียนตามแผนตามห้อง หรือแม้แต่การให้นักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษเข้ามาเรียนในชั้นเรียนปกติ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่หาจากที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ

สิ่งเหล่านี้ ทำให้นักเรียนของเรา พร้อมที่จะพบกับสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หลากหลาย และเกื้อกูล

และพยายามช่วยเหลือกลุ่มคนที่อาจจะจัดได้ว่าเป็น “ระดับล่าง” ของสเปคตรัมทั้งหมด เพื่อให้อยู่ใน “ระดับกลาง”

แล้วสำหรับคนที่อยู่ปลายสเปคตรัมล่ะ?

ถ้าเปรียบเทียบกับโรงเรียนอื่น เราจะเห็นได้ว่า โรงเรียนต่างๆ ให้ความสำคัญกับนักเรียนพิเศษเหล่านี้มากๆ ไม่ว่าจะพยายามจัดห้องให้พวกนี้อยู่ด้วยกัน เพื่อจะได้พัฒนาขึ้นไปอีก การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมความสามารถและทักษะของนักเรียนกลุ่มนี้ ในขณะที่แทบจะบอกได้ว่า “ทิ้ง” นักเรียนในส่วนที่เหลือไปซะ เนื่องจากยากเกินไปที่จะทำอะไร

โรงเรียนเรายอดเยี่ยมมากครับ ที่ไม่ลืมส่วนนั้นไป

แต่ผมก็ยังอยากเห็นผู้ที่มีความสามารถได้รับการพัฒนาและส่งเสริมจากโรงเรียนเฉพาะด้านและเชิงลึกมากกว่านี้

ผมบ่นเรื่องนี้กับอ.สุมาลีในวันหนึ่ง ประมาณปลายเดือนกรกฎาคม 2546

อ.สุมาลี ได้นัดหมาย ให้ผมได้มีโอกาสคุยกับ อ.ดารณี และผมก็ได้นำเสนอถึงจุดอ่อนนี้ของโรงเรียน

พร้อมกันนั้น ผมได้เสนอที่อยากจะจัด “ค่ายวิทยาศาสตร์”

จุดประสงค์ไม่มากครับ ก็เพื่อที่จะพัฒนาทักษะและความสามารถทางวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียน

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ อยากที่จะจัดอะไรเพื่อพัฒนานักเรียนที่มีคุณลักษณะเด่นเฉพาะด้านมากๆ บ้าง

ด้วยความที่ผมเองเป็นคนที่ได้คลุกคลีกับ “ค่ายเยาวชนสมองแก้ว” มาตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากคุณพ่อของผมเองก็เป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา และผมก็ได้มีโอกาสเข้าค่ายทั้ง 5 รุ่นที่อยู่ในช่วงอายุที่ผมจะเข้าได้ และเคยไปช่วยทำงานหลังจากนั้น

สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็นเสมอในทุกๆ ปี คือการที่โควต้า 220 คนในแต่ละปี เต็มทันทีในไม่กี่วันหลังจากที่เปิดรับสมัคร และมีคนมากมายที่อยากเข้าค่ายนี้ (และอยากให้ลูกเข้าค่ายนี้) แต่ไม่สามารถเข้าได้

ผมเคยถามคุณพ่อครับว่า ทำไมถึงไม่จัดมากกว่านี้ คุณพ่อบอกว่า 220 คนเป็นตัวเลขเต็มที่ที่สถานที่จะรับได้ และถ้าจะจัดมากกว่า 1 รอบต่อปี ก็ไม่มีแรงทำกัน

ผมเลยแอบคิดครับว่า ถ้าผมสามารถทำให้ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอีกสัก 40~60 คนต่อปี… ก็คงจะดีไม่น้อย

จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมอยากจัดค่าย

แน่นอนครับว่า เมื่อผมจะจัดค่าย ผมก็ต้องหาบรรดาสมาชิกร่วมปฏิบัติการล่าฝันนี้

ผมได้ชักชวนทีมโอลิมปิกต่างๆ ที่รู้จัก น้องๆ ที่สอนคอมโอฯ และบรรดาเพื่อนๆ

คนหนึ่งที่ผมได้ชวนคือ “รุจา” รุ่นเดียวกับผม

ทันทีที่ผมชวน รุจาก็เสนอว่า อยากจัดนิทรรศการมากกว่า

ถ้าใคร (รุ่นๆ ผม บวกลบสักปีสองปี) คงจะจำได้ว่า ตอนเด็กๆ จะเคยมีนิทรรศการวิทยาศาสตร์ที่อาจารย์วิทยฯ ม.ปลายจัดที่ห้องแลป จะมีการทดลอง หรืออะไรแปลกๆ มาแสดงเต็มไปหมด

ผมไม่ทราบว่าทำไมหลังจากนั้นมันหายไป แต่นี่คือสิ่งที่รุจายกตัวอย่างถึง และอยากให้มันมีขึ้นอีกครั้ง

ผมเห็นด้วยในทันที

ณ เวลานั้น ผมจึงขอพักเรื่องของค่าย และได้เบนเข็มความสนใจทั้งหมด สู่การจัด “นิทรรศการ” แทน

และเวลานั้นเองที่สมาชิกของเราเริ่มขยับขยายเล็กน้อย เริ่มมีการชักชวนผู้คนเพื่อนฝูงต่างๆ มาอีกเล็กน้อย “ธีรัช” เองก็เป็นผู้ที่ถูกปิงถูกกานต์ชักชวนมาในเวลานั้น

ในครั้งนั้น แม้ว่าหัวข้อหลักจะเป็น “วิทยาศาสตร์” เช่นเดียวกับค่ายที่คิดไว้ แต่วัตถุประสงค์กลับผิดกันโดยสิ้นเชิง

โดยทั่วไป คนอาจจะมองว่า “นิทรรศการ” จุดมุ่งหมายคือการให้ความรู้

แต่ตอนนั้น สิ่งที่ผมมองคือ ด้วยระยะเวลาอันสั้นที่น้องคนหนึ่งจะเข้ามาเยี่ยมชมงานของเรา บางคนอาจจะ 5 นาที 10 นาที หรืออย่างมากก็ครึ่งชั่วโมง

เวลาเหล่านั้น เราจะให้ความรู้เขาได้สักเท่าไหร่เชียว?

ทำไม เราไม่ทำให้พวกเขา “ตื่นเต้น” กับวิทยาศาสตร์ จนทำให้เกิดความ “สนใจ” และใช้เวลาที่มีอีกมากมายทั้งชีวิต เพื่อหาความรู้ตามความสนใจของตนเอง

คอนเซปต์ “นิทรรศการที่ไม่มีบอร์ด” จึงเกิดขึ้น

ไอติมหมุนๆ แทบจะเป็นธรรมเนียมของคิวบิกในยุคเริ่มแรก ที่ไม่ว่าจะจัดงานอะไร ก็ต้องขายไอติม เป็นอะไรที่ขายดีที่สุด และทำสนุกที่สุดเสมอ

ไอติมหมุนๆ แทบจะเป็นธรรมเนียมของคิวบิกในยุคเริ่มแรก ที่ไม่ว่าจะจัดงานอะไร ก็ต้องขายไอติม เป็นอะไรที่ขายดีที่สุด และทำสนุกที่สุดเสมอ

พวกเราช่วยกันสรรหาสารพัดกิจกรรมและการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถนำมาแสดงโชว์ได้แบบสดๆ และดูตื่นตาตื่นใจ แม้ว่าจะไม่มีความรู้อะไรมาก อย่างเอาโซเดียมโยนลงน้ำ หรือทำน้ำพุอะไรสักอย่าง

น้องที่เขาเข้ามาดูงานของเรา เค้าคงไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมโซเดียมมันระเบิด หรือทำไมน้ำมันพุขึ้นมาได้ สารอะไรทำปฏิกิริยากับสารอะไรเพราะอะไร

แต่ความตื่นตาตื่นใจเหล่านั้น จะทำให้เขาหลงไหลในวิทยาศาสตร์ จนเกิดเป็นความฝันที่เขาอยากจะหาคำตอบเหล่านั้นด้วยตนเอง

จนเมื่อการวางแผน แบ่งงาน และเตรียมการต่างๆ แล้วเสร็จ นิทรรศการวิทยาศาสตร์สาธิตเกษตร ครั้งที่ 1 ก็ได้จัดขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคม 2546 ณ บริเวณลานทอง

งานในวันนั้น ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น และสมบูรณ์กว่าที่ผมจินตนาการไว้

ผมคงไม่สามารถลืมเย็นวันนั้นได้เลย ที่ผมยืนมองลานทองในความมืด ที่ทุกอย่างถูกเก็บไปอย่างเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้าน

ผมภูมิใจ ที่ผมทำงานนี้ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม… งานนี้ได้สร้างคำถามข้อสำคัญให้ผมในคืนนั้น

คำถาม…ที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง…


Welcome!

ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก

นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา

คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)

ทวีทล่าสุดจาก Kupo

ทวีทล่าสุดจากสมาชิกคิวบิกฯ

more...