Posts Tagged ‘camp

That Rock

In: Cubic Blog  By: Zerothman

13 Mar 2011

ช่วงนี้เองผมได้มีโอกาสกลับมาทำงานค่ายอีกครั้ง ในรอบนี้เป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสได้จัดกิจกรรมให้กับน้องถึง 200 คน ซึ่งในการทำค่ายระดับนี้ ก็แน่นอนว่าต้องมีทีมงานเป็นจำนวนมากกว่าเดิมกว่าที่เคยทำมาเยอะพอสมควร อย่างน้อยแค่พี่เลี้ยงเองก็ 40 คนเข้าไปแล้ว ก็นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่อยู่เหมือนกัน

แต่อย่างหนึ่งที่คงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับผมเท่าไหร่ และก็เริ่มเกิดขึ้นในบรรยากาศการทำงานของผมในช่วงวันสองวันที่ผ่านมานี้แล้ว คือบรรยากาศที่คนทำงานเริ่มมีการบ่นถึงความหงุดหงิดรำคาญใจที่มีต่อการทำงานหรือการกระทำต่างๆ ของผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ที่คงจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่มีอยู่ทั่วไปบนโลกใบนี้

ผมเองถึงจะไม่กล้าพูดมากว่ามีประสบการณ์อย่างโชกโชน แต่ตลอดการทำงานในช่วงระยะเวลาเกือบ 8 ปี ณ ที่แห่งนี้ ก็คงต้องผ่านอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ มาไม่น้อย ด้วยความที่เป็นคนที่ค่อนข้างจุกจิกในรายละเอียดต่างๆ ในการทำงาน การกระทำต่างๆ ของบุคคลรอบตัวจึงจะดูขวางหูขวางตาไปเสียหมดเมื่อมันไม่เป็นอย่างใจ ในเริ่มแรกเองผมก็หงุดหงิดและเกรี้ยวกราดกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ใครที่อยู่กับผมมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกก็น่าจะนึกภาพออก

แต่สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คือความหงุดหงิดใจเหล่านั้นเป็นพิษร้ายที่นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แล้ว ยังบั่นทอนจิตใจทั้งของเราเอง ผู้ร่วมงาน จนลามไปถึงการบั่นทอนตัวชิ้นงานที่เราต้องรับผิดชอบไปเสียด้วยซ้ำ การที่เราหงุดหงิดใจ มันไม่ได้แก้ปัญหานั้นๆ ให้หายไปได้เลย เพราะเจ้าตัวที่ก่อความรำคาญใจให้เรา ก็คงไม่มีวันรู้ว่าเราหงุดหงิดใจกับการกระทำของเขา และต่อให้เขารู้ ก็ใช่ว่าเขาจะสามารถแก้ไขมันให้ตรงใจเราได้ แม้ว่าเขาจะพยายามก็ตาม ใจเขาใจเรา ใครจะไปถูกใจใครได้เสียหมด? ถึงทำอย่างหนึ่งถูกใจใคร ก็คงไปขวางหูขวางตาใครอีกคนอยู่ดี

สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ และควรจะกระทำหากมันใช่เรื่องใช่หน้าที่ของเรา คือการบอกคนๆ นั้นอย่างตรงไปตรงมา ผมไม่เชื่อว่าในโลกนี้ จะมีใครที่ตั้งใจที่จะทำตัวให้คนอื่นหงุดหงิดรำคาญใจ หรือตั้งใจที่จะทำงานให้มันแย่อยู่แล้ว การที่เขาได้รู้ว่าเราคิดอย่างไร อย่างน้อยเป็นข้อมูลให้เขาเองได้พิจารณาว่า เขาควรจะปรับจะแก้การทำงานหรือการกระทำของเขาอย่างไร เพราะหากเป็นผมเอง ก็คงคาดหวังให้คนอื่นทำเช่นนั้น

แต่แน่นอนว่า ทุกคนก็อาจไม่สามารถทำตามดั่งใจเราได้ อาจด้วยเหตุเพราะเขาทำไม่ได้จริงๆ หรือเพราะเขาไม่ได้เห็นด้วยกับเหตุและผลของเรา การยึดในหลักที่ว่าไม่มีใครอยากทำตัวแย่ และพยายามมองหาจุดดีๆ ในตัวเขาให้เจอ ก็ทำให้เราสบายใจขึ้นได้มากโข ผมพบว่า ทุกครั้งที่เรามองคนแย่ๆ อย่างตั้งใจและปราศจากอคติ เราจะเห็นสิ่งที่ดีงามในตัวเขาเสมอ และหากเราอยู่ในจุดที่สามารถปรับสามารถแก้อะไรได้ เราก็จะเรียนรู้ได้ชัดเจนขึ้นว่า คนๆ นี้เหมาะหรือไม่เหมาะกับอะไร และเขาควรที่จะอยู่ในจุดไหนของงานในอนาคต

ผมพบว่า การปรับจิตใจของเรานั้น มันง่ายดายกว่าการไปเปลี่ยนคนอื่นเสียมาก และสุดท้ายคนที่จะเป็นสุขก็คือเรา เพราะความทุกข์นั้นมันอยู่ในใจเราเอง ไม่ได้ไปกระเด็นกระดอนให้เจ้าตัวได้เดือดร้อนแต่ประการใด

จะกำก้อนหินก้อนนั้นไว้ทำไมกัน?

Dynamic Cubic

In: Cubic Blog  By: Zerothman

30 Oct 2010

วันก่อนผมได้มีโอกาสไปค่าย KUSAC Welcome Camp #4 ที่โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ และได้มีโอกาสพูดคุยกับมิกกี้ซึ่งเป็นประธานชมรมในเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของการจัดการความผิดพลาด ซึ่งผมเองค่อนข้างมีความคิดที่ต่างกับมิกกี้ในเรื่องดังกล่าว เพราะผมเองจะมีความเชื่อว่าไม่ว่าจะทำงานอะไร แม้ว่าเราจะพยายามแค่ไหน จะเกิดข้อผิดพลาดได้เสมอ (ซึ่งแนวคิดตรงนี้ผมคิดว่าเป็นปรัชญาในการทำงานที่คงไม่ได้มีความสำคัญอะไรที่จะต้องถกเถียงให้มากมาย เป็นเพียงปรัชญาที่แล้วแต่ละคนจะมีจุดยืนที่แตกต่างกัน และประเด็นของเอ็นทรีนี้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องว่าควรจะยอมรับได้กับข้อผิดพลาดหรือไม่แต่ประการใด)

การพูดคุยดังกล่าว ได้สร้างคำถามในใจผมขึ้นสองสามข้อ และทำให้ผมสังเกตถึงวัฒนธรรมการทำงานบางอย่างของคิวบิกครีเอทีฟขึ้นมา

ย้อนไปสักปีสองปี เคยมีการพูดคุยกันเล่นๆ ในกลุ่ม Cubic Research Group ว่าเราน่าจะมีการรวบรวมแนวคิดวัฒนธรรมการทำงานของคิวบิกฯ แล้วทำแบบโตโยต้า ซึ่งตอนนั้นก็ตั้งชื่อกันเล่นๆ ว่า Cubic Way ซึ่งล้อจาก Toyota Way

ในครั้งนั้นก็มีการถกเถียงกันหลายๆ เรื่องว่าอะไรบ้างที่เป็นเอกลักษณ์ของคิวบิกครีเอทีฟ และผมก็พอจะจำและสรุปได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้

  1. การผสานความสนุกเข้ากับการเรียนรู้ อันนี้คือวิสัยทัศน์ของคิวบิกครีเอทีฟอยู่แล้ว
  2. ทำงานแบบรวบยอด พยายามทำทุกอย่างในองค์กรเองเพื่อการประสานงานที่ใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการนำบุคคลในองค์กรอื่นที่ไม่มีวัฒนธรรมคิวบิกเข้าในการทำงาน จะเห็นได้ว่าในค่ายทุกฝ่ายจะต้องทำงานด้วยคนของคิวบิกครีเอทีฟทั้งหมด (ซึ่งการต้องทำทุกอย่าง in-house หมดก็มีข้อเสียที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเช่นเดียวกัน)
  3. เรื่องกินเรื่องใหญ่ วัฒนธรรมนี้น่าจะมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่สมัย อ.สุมาลี ที่ท่านเองจะพูดเสมอว่า “ครูไม่รู้แหละ แต่ใครมาทำงานกับครูต้องได้กินทุกอย่างเริ่ดที่สุด” เลยเป็นที่มาว่าทุกครั้งเราจะต้องเลี้ยงอาหารหรูๆ จะต้องมีขนมให้ทีมงานแบบไม่อั้นให้น้ำหนักขึ้นกันไปตามๆ กัน
  4. เป็นองค์กรที่การทำงานสัมพันธ์กับอารมณ์มากๆ ซึ่งจริงๆ ออกจะเป็นข้อเสียในการทำงานอย่างจริงจัง แต่ทำให้เกิดสภาพการทำงานที่อบอุ่นและเป็นกันเองมากขึ้น ตัวอย่างที่อาจจะพอเห็นได้เช่นพิธีล้อมวงร้องเพลง Pass the Love Forward เป็นต้น

นอกนั้นก็ยังมีเรื่องปลีกย่อยอีกมากมายที่อาจจะเล็กน้อยเกินไปที่จะมาพูดตรงนี้ อย่างไรก็ตาม ผมไม่เคยนึกถึงเรื่องหนึ่งที่การสนทนากับมิกกี้ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมา นั่นคือการจัดการกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น

ผมมาสังเกตและพบว่า การทำงานของคิวบิกครีเอทีฟมีความยืดหยุ่นสูงมาก (อยากใช้คำว่า dynamic แต่ไม่แน่ใจคำแปลภาษาไทยที่เหมาะสม) ภาพที่ผมเห็นคุ้นจนชินตาทุกๆ ครั้ง คือไม่ว่าเราจะไปทำงานหรือจัดกิจกรรมที่ไหน หลังจากการจัดในวันแรกไปแล้ว จะมีการพูดคุยถกเถียงเพื่อ “เปลี่ยน” การทำงานในวันที่สองเสมอ (หลายๆ ครั้งแค่เพียงชั่วโมงแรก ก็คุยเพื่อเปลี่ยนชั่วโมงที่สองแล้วก็มี) และไม่ว่าเราจะวางแผนไปอย่างปึ๊กแค่ไหนแล้วก็ตาม เมื่อเราได้ลงสนามจริงเพื่อทำงาน เราจะพบว่ามันมีปัจจัยมากมายที่เราไม่ได้คาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นน้องค่าย สถานที่ หรือแม้แต่ดินฟ้าอากาศที่ทำให้เราต้องเปลี่ยน แม้ว่าหลายๆ ครั้งเราจะพยายามคิดเผื่อไว้แล้วก็ตาม

ผมคิดว่าจุดนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง จากประสบการณ์ของผมเอง หลายๆ ครั้งที่ผมทำงานในองค์กร หรือร่วมกับองค์กรอื่นๆ ผมพบว่าด้วยระบบและวัฒนธรรมการทำงานไม่ได้เอื้อให้เกิดการปรับเปลี่ยนแผนการทำงานได้อย่างรวดเร็วเหมือนที่คิวบิกครีเอทีฟมี ซึ่งในจุดนี้ผมคิดว่าก็เป็นประเด็นที่มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป ประการแรกคือคิวบิกครีเอทีฟมักทำอะไรที่สดใหม่ จึงน้อยมากที่เราจะทำอะไรที่ซ้ำแผนแบบเดิม สิ่งที่ตามมาคือเราจึงมักจะขาดแบบแผนการทำงานที่อยู่ตัวแล้ว การทำงานต่างๆ ของเราจึงมีแนวโน้มสูงกว่าที่จะเกิดปัญหา และทำให้เราต้องปรับแก้ไปตามสถานการณ์ แต่ข้อดีก็คือทำให้ผลงานของเรา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังๆ ที่ผ่านการปรับแก้แล้ว) มีความ “เข้ากันได้” กับกลุ่มเป้าหมายของเรามากขึ้น จริงๆ แล้วนี่อาจจะเป็นคำตอบของข้อมูลเชิงสถิติที่วีกิจค้นพบตั้งแต่ค่าย Cubic Thinking Camp #1 ว่าน้องค่ายจะรู้สึกสนุกมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงวันหลังๆ เพราะเรามีการปรับการทำงานให้ “เข้ากันได้” น้องแล้วก็เป็นได้

แม้ว่าสิ่งนี้จะเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกได้จากคิวบิกครีเอทีฟ แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้คือสูตรสำเร็จหรือวัฒนธรรมการทำงานที่ดีที่สุดนะครับ เพียงแต่ผมคิดว่ามัน “เหมาะ” กับคิวบิกครีเอทีฟที่สุดในตอนนี้จริงๆ

ความแรงของคิวบิกฯ มันอยู่ตรงนี้แหละ!

คิวบิก + มิวสิก

In: Cubic Blog  By: Zerothman

9 May 2010

ในตอนนี้คงไม่มีเรื่องอื่นที่จะเขียนบล็อกไปได้ดีกว่าค่าย Cubic Creative Fun Camp #2 ที่เพิ่งผ่านไป (ดูรูป/วีดีโอได้ที่นี่) ซึ่งในปีนี้ค่าย CCFC#2 ก็ได้มีจุดที่พัฒนาขึ้นจากเดิมในหลายๆ อย่าง แต่เรื่องหนึ่งที่น่าจะเห็นได้เด่นชัดที่สุดในมุมน้องค่าย คงหนีไม่พ้นคอนเสิร์ตในคืนสุดท้าย ที่ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์คิวบิกครีเอทีฟที่มีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบขนาดนี้ภายในค่าย

ถ้าย้อนอดีตไป การทำงานหลายๆ อย่างของคิวบิกที่ผ่านมาดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์กับเสียงเพลงอยู่ไม่น้อย หากย้อนไปตั้งแต่สมัย KUSFC#1 จำได้ว่าตอนนั้นยังไม่มีฝ่ายเสียงเป็นตัวเป็นตนในค่ายด้วยซ้ำ จะมีก็แต่ชยุตม์ที่จะชอบเปิดเพลงให้น้องฟังเวลาน้องทำโครงงานวิศวะฯ จนมาถึงการร้องเพลงอำลา “เก็บไว้” ที่ตอนนั้นผมจำได้ว่า เหมือนจะไม่ใช่ผมที่เป็นคนจัดการเรื่องนี้ด้วยซ้ำ (รู้สึกจะเป็นรุ่นน้องจัดการกันเองสดๆ ตอนนั้น)

แต่หลังจากตอนนั้น อยู่ๆ ดนตรีก็เข้ามามีบทบาทในงานของคิวบิกครีเอทีฟมากขึ้น จากที่เดิมไม่มีฝ่าย ก็เริ่มมีฝ่ายเสียงขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนใน KUSFC#2 โดยพร้อมๆ กันนั้นก็มีเพลง Pass the Love Forward ที่เพิ่งออกมา และด้วยความหมายที่โดนใจ เราจึงนำมาเป็นเพลงอำลาและเพลงที่ใช้ประกอบวีดีโอค่าย KUSFC#2 ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเพลงชาติของคิวบิกฯ (โดยที่ไม่ได้ขออนุญาตพี่บอยด์) จนกลายเป็นธรรมเนียมที่พอจบค่ายจะต้องมีการทำวีดีโอเป็นมิวสิกวีดีโอ ซึ่งก็ต้องคิดพิจารณากันพอสมควรในแต่ละครั้งว่าจะใช้เพลงอะไร

ศาสตร์ของการใช้เพลงในกิจกรรมต่างๆ ก็เริ่มมีการพัฒนาควบคู่กันไป เริ่มมีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเปิดเพลงต่างๆ (ถ้าใครสังเกต ในงานของคิวบิกฯ ถ้ามีการเปิดเพลงอยู่ แล้วจะปิดเพลง จะไม่มีการปิดเพลงทันที แต่ละเฝดเสียงออกก่อนเสมอ) การใช้เสียงแปลกๆ ประกอบกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย หรือแม้แต่ตัวกิจกรรมเอง เริ่มต้นจากกิจกรรมที่ให้เล่นเกมเกี่ยวกับเพลงและเต้นประกอบเพลงใน KUSFC#2 ก็พัฒนามากลายเป็น Dance Battle ใน KUSFC#4 และ Karaoke Battle ใน ICTFC#5 ทั้งหมดนี้ก็เกิดจากอิทธิพลของดนตรีทั้งสิ้น

ถ้าถามถึงเหตุผลว่าทำไมดนตรีถึงได้เข้ามามีบทบาทในงานต่างๆ ของคิวบิกฯ ได้มากขนาดนี้ เหตุผลง่ายๆ คงเพราะดนตรีเป็นสิ่งที่ “จรรโลงใจ” เปิดตอนห้องเงียบๆ ก็ทำให้ห้องมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ เป็นสิ่งที่มี “อารมณ์” ฟังแล้วก็เกิดความรู้สึกดีๆ และเป็นเครื่องมือของความ “สนุก” เช่นการร้องรำทำเพลงต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์แบบคิวบิกฯ อาจจะพูดได้ว่าเสียงเพลงได้ผสานกับวัฒนธรรมคิวบิกฯ อย่างแยกไม่ออกไปเสียแล้ว

และเพราะอย่างนั้น จึงเป็นเหตุผลที่เราตัดสินใจจะทำคอนเสิร์ตขึ้นมาในค่าย CCFC#2 นี้

แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย แต่อาจจะเป็นโชคดีหน่อยที่ว่า เราเองเคยมีประสบการณ์ในการจัดงานเลี้ยงกลางแจ้งและก็มักจะทำมาเกือบทุกๆ ครั้งนับตั้งแต่ค่าย KUSFC#4 บวกเข้ากับประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับดนตรีทั้งหลาย การหา “ที่อยู่” ให้กับคอนเสิร์ตนี้จึงไม่ยากเกินไปนัก นั่นคือการรวมเข้ากับงานเลี้ยง และผสานเข้ากับกิจกรรมที่เกี่ยวกับดนตรี และกิจกรรมอำลาเข้าไปอย่างกลมกลืน

ปัญหาที่เหลือ จึงกลับมาอยู่ที่การหานักดนตรี นักร้อง ไปจนถึงเวที และพร็อพต่างๆ ที่ต้องใช้

ในส่วนของนักร้อง เราตั้งใจที่อยากจะให้เป็นพี่ๆ ทีมงานค่าย CCFC#2 นี้กันเอง เนื่องจากน้องๆ ค่ายจะรู้จักอยู่แล้ว และน่าจะสามารถดึงอารมณ์น้องๆ ให้มีส่วนร่วมได้ไม่ยาก ปัญหาหลักๆ จึงกลายเป็นเรื่องที่ว่าทีมงานที่ส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้มีทักษะในการร้องเพลงมาก ก็อาจจะมีปัญหาสักหน่อย ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็พบว่าไม่ได้เป็นปัญหามาก เพราะถึงจะร้องผิดร้องถูกร้องเพี้ยน ถ้าไม่ใช่ว่าลืมเนื้อเป็นท่อนๆ (แบบที่มีในค่ายนี้เหมือนกัน ถือว่าเป็นข้อผิดพลาด) ก็ไม่ได้ทำให้อารมณ์น้องแย่ลงเลยแม้แต่น้อย

ปัญหาอีกอย่างของนักร้องคือทีมงานไม่กล้าที่จะขึ้นมาร้องเพลง ซึ่งปัญหานี้จะคล้ายๆ กับตอนที่เราเกณฑ์คนมาถ่ายมิวสิกวีดีโอที่ระลึกครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ คือในช่วงแรกคนจะยังไม่เห็นภาพมาก เลยยังกล้าๆ กลัวๆ ว่าจะทำได้ไม่ดี บวกกับอาจจะขี้เกียจ แต่พอมีผลงานออกมาชัดๆ (ที่ดูดีในระดับหนึ่ง) ก็จะกล้ามากขึ้น อย่างในคอนเสิร์ตนี้เอาเข้าจริงๆ ตอนท้ายก็จะมีคนที่พอเห็นบรรยากาศและอินกับความสนุกแล้วก็จะแอบไปแจมทีหลังเยอะมาก เพราะฉะนั้นในจุดนี้คิดว่าในครั้งหลังๆ ที่เราจะมีคอนเสิร์ตอีกคงไม่ยากเท่าไหร่แล้ว

ccfc2_day5_154

ต่อมาคือเรื่องของนักดนตรี แม้ว่าใจจริงเราจะอยากให้นักดนตรีเป็นทีมงาน CCFC#2 ทั้งหมดด้วย แต่ก็เป็นไปได้ยากมาก แม้ว่าจะพยายามลดเงื่อนไขกลายเป็นทีมงานคิวบิกฯ ทั้งหมดแล้วก็ตาม แต่การที่จะหานักดนตรีให้ครบวง และมากพอที่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียน รวมถึงว่างในวันซ้อมและวันจริงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จนสุดท้ายเราจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากคนนอกในวินาทีสุดท้ายถึง 3 คน (คือมิลที่เล่นกลอง เอิร์ธเล่นเบส กับน้องต้นว่านที่เคยเป็นน้องค่าย CPHC#1 มาช่วยเล่นกีตาร์) ซึ่งแน่นอนว่าการจับนักดนตรีที่ไม่เคยเล่นดนตรีด้วยกัน หรือแม้แต่รู้จักกันมาก่อนให้มาเล่นดนตรีด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่ และถ้าให้พูดกันในทางดนตรีจริงๆ การเล่นคอนเสิร์ตในครั้งนี้ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์แย่มาก แต่ที่น่าแปลกคือ ให้นักดนตรีเล่นผิดแค่ไหน ถ้ายังพอฟังเป็นเพลงได้ น้องค่ายก็ดูเหมือนจะไม่สังเกตและยังสนุกได้ไม่เลิก

ในส่วนสุดท้ายก็คือเรื่องของเวที เนื่องจากว่าเราไม่มีประสบการณ์ในการเช่าอุปกรณ์พวกนี้เลย ในตอนแรกที่ติดต่อไปตามที่ต่างๆ และทางบริษัทส่งใบเสนอราคาต่างๆ มา เราก็มีปัญหาเหมือนกันเพราะไม่รู้ว่าที่เสนอมามีอะไรบ้างและเหมาะสมกับราคาแค่ไหนยังไง สุดท้ายต้องไปขอคำปรึกษาจากหลายๆ คนเพื่อที่จะให้มาช่วยดู จนได้เจ้าที่เราคิดว่าดีที่สุดแล้ว ในวันจริงก็ยังไม่วายมีปัญหา ทั้งเรื่องของการติดตั้งเลท ไปจนถึงอุปกรณ์เสีย ซึ่งสุดท้ายก็แก้อะไรไม่ได้ (เผื่อใครไม่รู้ จริงๆ แล้วในคอนเสิร์ตนั้นควรจะมีไฟสปอตไลท์ที่ส่องตามได้ฉายมาจากด้านหลังคนดูอีก แต่ฟิวส์ขาดเลยไม่มี) รวมถึงปัญหาที่เราอยากจะอัดเสียง แต่ก็ไม่ได้มีการประสานเตรียมไว้ให้เรียบร้อย จนทำให้วีดีโอต้องใช้เสียงที่อัดจากกล้องอีกที ซึ่งคุณภาพก็ค่อนข้างแย่

แต่ถึงแม้ว่าจะมีปัญหามากมายสารพัด ในภาพรวมของคอนเสิร์ตครั้งแรกในประวัติศาสตร์คิวบิกครีเอทีฟนี้ก็ไปได้สวยกว่าที่คิด และกระแสตอบรับทั้งจากทีมงานและน้องๆ ค่ายถือว่าดีมาก

จึงไม่น่าแปลกใจ ถ้าคอนเสิร์ตจะกลายเป็นมาตรฐานหนึ่ง ที่ค่ายของคิวบิกครีเอทีฟจะต้องมี

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า เสียงดนตรีได้ผสานเข้ากับวัฒนธรรมของคิวบิกครีเอทีฟอย่างแยกไม่ออกเรียบร้อยแล้ว

หรือมันอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ? ที่ “คิวบิก” กับ “มิวสิก” มันคล้องจองกัน

Cubic Diary #4 – "Why Science?"

In: Cubic Diary  By: Zerothman

26 Jun 2009

(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 3 ก่อน)

ในเวลานั้น ผมก็เป็นคนหนึ่งที่จัดได้ว่าตัวเองมีทักษะและความสามารถทางวิทยาศาสตร์ และเป็นคนที่เชื่อในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ผมเป็นเหมือนคนอื่นๆ อีกมากมายในโลกยุคปัจจุบัน ที่เชื่อว่าวิทยาศาสตร์คือรากฐานความรุ่งเรืองของอารยธรรมมนุษย์

เราจะเห็นได้ว่า ค่านิยมในปัจจุบัน ต่างหันไปให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ และมุ่งเน้นการพัฒนาเยาวชนไปในทางนั้น โดยคาดหวังว่า จะนำพาความเจริญมาสู่ประเทศ

มันเพียงพอหรือ?

งานนิทรรศการวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป หากดูเพียงผิวเผิน มันคือการรวมตัวของเหล่าผู้มีใจรักในวิทยาศาสตร์ มาจัดกิจกรรมอะไรบางอย่าง

แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ กลับไม่ใช่ส่วนผสมที่สำคัญที่สุดในงานนี้

เมื่อผมได้มองเห็นถึงความจริงข้อนี้ ทำให้ผมเกิดคำถามขึ้นในใจทันที

ว่าทำไม…เราถึงเลือกวิทยาศาสตร์?

ทำไมผมถึงอยากจัดค่ายวิทยาศาสตร์? ทำไมผมถึงไม่อยากจัดค่ายสังคม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ หรือแม้แต่พลศึกษาบ้าง?

บางที วิทยาศาสตร์อาจจะไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงที่ประเทศชาติ หรือแม้แต่มนุษยชาติต้องการ อะไรกันแน่ คือหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความก้าวหน้าของอารยธรรมมนุษย์

ในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของพวกเรา ทุกๆ ครั้งจะมีบางคน สร้างสรรค์บางอย่าง ที่ทำให้โลกของเรา “ดีขึ้น” มันไม่ใช่แค่วิทยาศาสตร์ ที่ทำให้สิ่งที่น่ามหัศจรรย์เหล่านั้นเกิดขึ้นได้ แต่มันการคือรวมนำเอาความรู้และภูมิปัญญาทั้งหมดที่เราสั่งสมจากกาลเวลา มาหลอมรวมด้วยหัวใจสำคัญ

มันคือ “ความคิดสร้างสรรค์” ต่างหากไม่ใช่หรือ…?

นั่นคือคำสุดท้ายที่อยู่ในภวังค์ของผม ก่อนที่จะจมลงสู่นิทราในคืนนั้น

วันรุ่งขึ้น ผมรีบไปหาอ.สุมาลี และหลายๆ คนที่เป็นแกนนำของกลุ่มในช่วงนั้นถึงแนวคิดของผม จากเป้าหมาย “ค่ายวิทยาศาสตร์” ของเรา จึงแปรเปลี่ยนเป็น “ค่ายความคิดสร้างสรรค์” กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์เดิมบางส่วน ถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากพื้นฐานความคิดใหม่ๆ เหล่านี้ และจากแนวคิดพื้นฐานใหม่ ค่ายแห่งความฝันนี้ จึงได้รับชื่ออย่างเป็นทางการ โดยได้รับความกรุณาจากท่านอาจารย์ผลทานเป็นผู้ตั้งชื่อนี้ นั่นคือ “ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์”

ดังนั้น ถึงแม้ว่าแนวคิดของการจัดค่าย และการดำเนินการต่างๆ จะเริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม แต่เราอาจพูดได้ว่า แท้จริงแล้ว จุดเริ่มต้นของค่ายแห่งนี้ เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ในเดือนสิงหาคม 2546 กิจกรรมต่างๆ ที่เดิมเคยมุ่งเน้นไปยังการพัฒนาและส่งเสริมกระบวนการความคิดทางวิทยาศาสตร์ ถูกปรับเปลี่ยนเป็นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการบูรณาการความรู้แทน

และเป็นครั้งแรก ที่ทำให้กระบวนการพัฒนากิจกรรม ตามรูปแบบของคิวบิกครีเอทีฟ เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม โดยการมองการสร้างกิจกรรม คือการสร้าง “โจทย์” ให้กับผู้เข้าร่วม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมพยายามใช้ทรัพยากรต่างๆ ที่เราจัดให้ เช่นความรู้ บุคคลในทีม อุปกรณ์ และเวลา นำไปสู่การแก้ไขปัญหาตามโจทย์นั้นๆ ให้สำเร็จลุล่วงอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าในยุคนั้น การพัฒนากิจกรรมส่วนใหญ่จะเกิดจากการคิดรูปแบบของกิจกรรม ก่อนที่จะลงไปดูรายละเอียดภายในและปรับเปลี่ยนปรับปรุงให้เกิดโจทย์และรายละเอียดข้อกำหนดต่างๆ ในกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพ (top-down มากกว่า bottom-up) แต่แนวคิดในการพัฒนาเหล่านี้ก็ยังถูกใช้เป็นข้อกำหนดในการให้กิจกรรมใดๆ “ผ่าน” เสมอ

และเพื่อให้การสร้างสรรค์กิจกรรมใดๆ มีไปในทิศทางเดียวกันที่เราต้องการ ปณิธานในการพัฒนากิจกรรมของค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ทั้ง 10 ข้อจึงได้ถูกกำหนดขึ้น (โดยหลังจากนั้น มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วน ก่อนที่จะกลายเป็นปณิธานในการพัฒนากิจกรรมของคิวบิกครีเอทีฟ)

โดยจะสังเกตได้ว่า ตั้งแต่สมัยนั้น ผมจะพยายามใช้คำว่า “พัฒนา” กิจกรรมมาโดยตลอด เนื่องจากในสมัยนั้นเองผมเป็นคนที่โตมาในกระบวนการพัฒนาซอฟท์แวร์เป็นหลัก และเหตุผลที่ซอฟท์แวร์ส่วนใหญ่เรานิยมใช้คำว่าพัฒนา เป็นเพราะว่าซอฟท์แวร์จะมีการสร้างขึ้น และถูกทำให้ดีขึ้นโดยการปรับเสริมเติมแต่งไปเรื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา จนจะมีเวอร์ชั่นย่อยๆ บางส่วนที่จะถูกนำไปใช้จริง

จึงเช่นเดียวกับกิจกรรมต่างๆ ที่จะมีแนวคิด กระบวนการ ข้อกำหนดต่างๆ ที่เรากำหนดขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา หลังจากที่เราได้คิดพิจารณาถึงข้อกำหนดต่างๆ ได้ทดสอบ ทดลอง จนกระทั่งจะมี “เวอร์ชั่น” สุดท้ายที่เราจะนำไปใช้จริง รวมถึงหลังจากนั้น ก็อาจจะมีเวอร์ชั่นใหม่ๆ ที่นำไปเสริมเติมแต่งกลายเป็นกิจกรรมใหม่ๆ ในอนาคตอีกด้วย

และนี่เอง คือจุดเริ่มต้น ของกิจกรรมนับร้อยที่เรากล้าพูดได้ว่า มันคือ “สไตล์คิวบิกครีเอทีฟ”

จุดเริ่มต้น ที่เริ่มจากกิจกรรมของ “ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1”

อย่างไรก็ตาม พร้อมๆ กับการพัฒนาและสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ ผมพบกับความจริงถัดมา ของการจัดค่าย ที่ผมอาจไม่เคยได้คิดไว้ก่อนในวินาทีที่ผมคิดจะจัดมัน…

คราวนี้เป็นตาของไบรท์(กรกมล) ประธานค่าย ICT (ครั้งแรกในชีวิต) บางนะฮะ

***

สวัสดีครับ ไหนๆก็ได้เป็นประธานค่ายทั้งที ก็อยากจะเขียนอะไรเอาไว้บ้างนะครับ ก็แหม ไม่ได้เป็นประธานค่ายกันบ่อยๆนี่ครับ

เดิมทีเนี่ย ก็วางแผนเอาไว้ว่าระบบบริหารโครงการ ส่วนประธานเนี่ย จะดูกัน 3 คน คือผม ติ๊ดตี่ มุก แบ่งงานกันไปคนละสาย แบบ 3 คน อำนาจเท่าๆกัน แต่สุดท้ายก็ต้องล้มเลิกไป เพราะมุกไปทำทีมวิชาการ และติ๊ดตี่ ต้องดูสวัสดิการทั้ง 2 ค่าย แต่ก็ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรกับงานของผมมากนัก เพราะเดิมทีผมก็ดูแต่งานส่วนกิจกรรมอย่างเดียวอยู่แล้วครับ สวัสดิการ ติ๊ดตี่ก็ดูเหมือนเดิม(แต่อย่างที่บอก งานเพิ่มเป็น 2 เท่า)

การทำงานช่วงแรกๆ ค่อนข้างดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เพราะบางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง และบางอย่าง เราก็อยากได้คนเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาให้คำปรึกษา ตอนนั้นเลยทำได้แค่ ชวนคนที่รู้จักใกล้ชิดกัน มาลงตำแหน่งตามความสามารถ และความอยาก แต่ก็ยังไม่ได้เดินงานอะไรไปมากมาย เพราะไม่ค่อยได้คุยกัน ก็แหม มีกี่คนกันครับที่อยู่ใกล้ๆผม พอให้เรียกมาคุยได้ง่ายๆบ่อยๆ(จะมีก็แต่พีคที่อยู่โรงเรียนเดียวกัน แต่คนละตึก และมุกกับติ๊ดตี่ ที่ต้องลากขาข้ามสะพานพุทธไปหา) การเตรียมงานจึงผ่านทำทางโทรศัพท์ และคุยกับเพียงไม่กี่คน ประกอบกับ ผมก็เป็นเด็กเตรียมเอ็นท์คนหนึ่ง ในตอนนั้น จึงไม่มีเวลามาคิดเรื่องนี้ติดต่อกันนานๆเป็นเรื่องเป็นราว หลายๆครั้ง มักจะคิดอะไรเป็นเรื่องเป็นราวได้ในระหว่างเดินทาง(เพราะมันอ่านหนังสือไม่ได้)

สุดท้ายเมื่อใกล้เวลาค่าย และสิ่งมีชีวิตเตรียมเอ็นท์ทั้งหมด สอบA-NETเสร็จกันแล้ว ก็จึงได้เริ่มเตรียมงานจริงๆจังๆเสียที แต่ก็ติดที่ว่า ทีมงานที่หามาได้ตอนแรกนั้น ทำค่ายCPHC#1 ด้วย ซึ่งเป็นค่ายที่จัดก่อนICTFC#6 กับINNO#4 ไม่กี่วันเท่านั้น ทำให้ต้องยอมให้ทีมงานส่วนนี้ต้องเตรียมค่ายCPHC#1ก่อน เพราะเร่งด่วนกว่ามาก แต่ก็เตรียมงานICTFC#6ไปพร้อมๆกัน บางเรื่อง เช่นเตรียมกิจกรรม นันทนาการของICTFC#6กันคืนสุดท้ายของCPHC#1กันเลยทีเดียว(ก่อนICTFC#6ไม่ถึง1สัปดาห์) ทีมอาหารก็ทำCPHC#1ด้วย ดูๆแล้ว ผมก็สงสารทีมงานที่ทำควบหลายๆค่ายนะครับ เป็นผมนี่ สมองระเบิดเลยทีเดียว

เรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมและติ๊ดตี่เครียดกันมาก ก็คือจำนวนน้องๆที่จะมาเข้าค่าย ด้วยความที่ค่ายนี้เป็นจะพบกับฐานน้องใหม่เลย(ไม่ซ้ำกับน้องๆที่เคยเข้าค่ายกับคิวบิกมาก่อนเลย) หรือเพราะช่วงอายุ พิษเศรษฐกิจก็ตาม น้องๆสมัครน้อยมากครับ ตอนแรกICTFC#6เป็นค่ายที่มีน้องสมัครมาคนแรกของCUBIC SUMMER SUPREAM 09 ก่อนจะถูกถล่มด้วยROBOCODE และเงียบหายไป… เงียบมากครับ ก่อนค่าย1เดือน น้องยังสมัครเข้ามาไม่ถึงครึ่งหนึ่งเลยครับ ผมกับติ๊ดตี่ เปิดเมลแล้วต้องมาลุ้นว่า วันนี้ จะมีน้องสมัครเพิ่มมั้ย ทุกวัน… แล้วแผนการโปรโมตแบบเปลืองพลังงานมากๆก็ต้องนำมาใช้อีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการโพสตามบอร์ดต่างๆ การแจกใบปลิวในสยาม(ซึ่งมารู้ทีหลังว่า จริงๆแล้วต้องเสียเงินนะ…ช่างเถอะครับ) หรือพีค ที่ปั่นจักรยาน หยอดใบปลิวตามกล่องรับจดหมายในหมู่บ้าน… ผมก็ลองมาคิดดูนะครับว่าผมทำอะไรผิดหรือเปล่า เนื้อหาค่ายดูไม่น่าสนใจ หรือว่าผมยังโปรโมตไม่มากพอ… จนตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจครับ แต่ยังไงก็ตาม ในที่สุดน้องๆก็สมัครมาจน(เกือบ)เต็มค่าย

เมื่อถึงเวลาค่าย ผมขอยอมรับผิดอย่างเต็มที่เลยครับ ว่าผมเตรียมไม่พร้อมเลยครับ ทุกอย่าง ทั้งงานต่างๆในค่าย ทั้งตัวผมเอง หลายๆคนอาจมองว่ามันออกมาได้โอเค แต่ก็อีกหลายคนที่เห็นว่ามันบกพร่อง และไม่พร้อม ใช่ครับ มันไม่พร้อมจริงๆ…

(ผมไม่อยากสรุปแต่ละวันลงในนี้นะครับ เดี๋ยวมันจะกลายเป็นสรุปค่ายไป)

ในความคิดของผม ประธานค่าย ควรจะเป็นคนหนึ่งที่รู้ทุกอย่างในค่าย หรืออย่างน้อย ควรจะรู้ว่าอะไรควรจะเป็นอย่างไร แต่ในค่ายนี้ ผมไม่ได้ลงไปดูรายละเอียดทุกอย่างในค่าย ที่เห็นชัดๆ คือ เรื่องสวัสดิการ อาหาร…เรียกได้ว่าผมโยนเลยครับ มีข้าวให้กิน แล้วน้องที่กินไม่ชักแด่วๆก็เป็นพอครับ ไหนจะกิจกรรมนันทนาการ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างก่อนกิจกรรมจะออกมาในวันค่าย ซึ่งผมก็ไม่ได้รับรู้รายละเอียดอย่างที่ควรจะรู้ครับ อันที่จริงแล้ว ผมรู้สึกว่าผมปล่อยให้ทีมกิจกรรมต่างๆทำอย่างอิสระค่อนข้างมาก(ยกเว้นทีมวิชาการ ที่มีกรอบให้แต่แรก) จนผมไม่รู้ว่าทีมเหล่านี้จะเป็นอิสระมากเกินไปหรือไม่ หรือว่าเคว้งคว้างยังไง แต่ก็ค่อนข้างไว้ใจนะครับ เพราะว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์ทั้งนั้น

รู้สึกแย่เหมือนกันนะครับ ที่หลายๆครั้ง ไม่รู้ปัญหาของหลายๆคน ผมไม่ได้สังเกตพี่เลี้ยง ว่ามีปัญหาอะไร ผมมารู้ที่หลัง ว่ามีคนร้องไห้ บางครั้ง ผมก็ทำให้ใครต่อใครไม่พอใจ บางที ผมก็พูดอะไรให้บางคนเสียใจ ผมก็…เสียใจมากครับ คิดว่าผมคงเป็นประธานที่แย่มากๆ บางครั้ง ก็คิดน้อยใจ คิดว่าถ้าปล่อยให้ติ๊ดตี่เป็นประธานเหมือนตอนแรกอาจจะดีก็ได้(ตอนแรกติ๊ดตี่เป็นประธานครับ ไม่เชื่อลองถามพี่นัท)

แต่มันก็ออกมาแล้วครับ มันไม่สวยงาม และ”โดน” อย่างที่ใครคิดว่ามันเคยเป็น หรือคิดว่ามันจะเป็น แต่ ผมก็ดีใจนะครับ ที่ได้ทำตำแหน่งนี้ และขอบคุณที่กล้าเลือกผมมาทำงานนี้ ถ้าถามผมว่า ค่ายนี้เป็นอย่างไรบ้าง ผมก็คงตอบไม่ได้ มันเหมือนภาพ แอบสแตรค มองไม่รู้เรื่อง คล้ายจะวาดมั่วๆ ไม่ตั้งใจ แต่ มองแล้วมันยิ้มได้ครับ มีเรื่องราวอีกมากมายที่อักษรไม่อาจสื่อความได้ ภาพถ่ายไม่สามารถอธิบายความรู้สึกได้ แต่เพียงแค่เรานึกถึงมัน…

รัก

]:DREAMER:[

จงเชื่อในความฝัน เหมือนกับที่เชื่อว่าพระอาทิตย์จะขึ้นในทุกๆเช้า


Welcome!

ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก

นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา

คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)

ทวีทล่าสุดจาก Kupo

ทวีทล่าสุดจากสมาชิกคิวบิกฯ

more...
  • เด็กอมาตยกุล ม.1: สวัสดีค่ะ:Dหนูเป็นอีกคนที่อยู่อมาต [...]
  • เด็กอมาตคนหนึ่ง..: สวัสดีค่ะ..หนูเป็นเด็กอมาตคนหนึ่ง เ [...]
  • Pitt: ผมมีกรณีศึกษาของครอบครับเด็กอมาตฯ [...]
  • คุณแม่อมาต: เป็นคุณแม่อมาตฯมา 9 ปี มีความสุขกับโ [...]
  • mars: ลูกชายและลูกสาวเรียนอมาตยกุลทั้งค [...]