creativeideasdrivetheworld.
In: Cubic Research Group By: Masatha
10 Jun 2009คราวนี้เป็นตาของไบรท์(กรกมล) ประธานค่าย ICT (ครั้งแรกในชีวิต) บางนะฮะ
***
สวัสดีครับ ไหนๆก็ได้เป็นประธานค่ายทั้งที ก็อยากจะเขียนอะไรเอาไว้บ้างนะครับ ก็แหม ไม่ได้เป็นประธานค่ายกันบ่อยๆนี่ครับ
เดิมทีเนี่ย ก็วางแผนเอาไว้ว่าระบบบริหารโครงการ ส่วนประธานเนี่ย จะดูกัน 3 คน คือผม ติ๊ดตี่ มุก แบ่งงานกันไปคนละสาย แบบ 3 คน อำนาจเท่าๆกัน แต่สุดท้ายก็ต้องล้มเลิกไป เพราะมุกไปทำทีมวิชาการ และติ๊ดตี่ ต้องดูสวัสดิการทั้ง 2 ค่าย แต่ก็ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรกับงานของผมมากนัก เพราะเดิมทีผมก็ดูแต่งานส่วนกิจกรรมอย่างเดียวอยู่แล้วครับ สวัสดิการ ติ๊ดตี่ก็ดูเหมือนเดิม(แต่อย่างที่บอก งานเพิ่มเป็น 2 เท่า)
การทำงานช่วงแรกๆ ค่อนข้างดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เพราะบางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง และบางอย่าง เราก็อยากได้คนเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาให้คำปรึกษา ตอนนั้นเลยทำได้แค่ ชวนคนที่รู้จักใกล้ชิดกัน มาลงตำแหน่งตามความสามารถ และความอยาก แต่ก็ยังไม่ได้เดินงานอะไรไปมากมาย เพราะไม่ค่อยได้คุยกัน ก็แหม มีกี่คนกันครับที่อยู่ใกล้ๆผม พอให้เรียกมาคุยได้ง่ายๆบ่อยๆ(จะมีก็แต่พีคที่อยู่โรงเรียนเดียวกัน แต่คนละตึก และมุกกับติ๊ดตี่ ที่ต้องลากขาข้ามสะพานพุทธไปหา) การเตรียมงานจึงผ่านทำทางโทรศัพท์ และคุยกับเพียงไม่กี่คน ประกอบกับ ผมก็เป็นเด็กเตรียมเอ็นท์คนหนึ่ง ในตอนนั้น จึงไม่มีเวลามาคิดเรื่องนี้ติดต่อกันนานๆเป็นเรื่องเป็นราว หลายๆครั้ง มักจะคิดอะไรเป็นเรื่องเป็นราวได้ในระหว่างเดินทาง(เพราะมันอ่านหนังสือไม่ได้)
สุดท้ายเมื่อใกล้เวลาค่าย และสิ่งมีชีวิตเตรียมเอ็นท์ทั้งหมด สอบA-NETเสร็จกันแล้ว ก็จึงได้เริ่มเตรียมงานจริงๆจังๆเสียที แต่ก็ติดที่ว่า ทีมงานที่หามาได้ตอนแรกนั้น ทำค่ายCPHC#1 ด้วย ซึ่งเป็นค่ายที่จัดก่อนICTFC#6 กับINNO#4 ไม่กี่วันเท่านั้น ทำให้ต้องยอมให้ทีมงานส่วนนี้ต้องเตรียมค่ายCPHC#1ก่อน เพราะเร่งด่วนกว่ามาก แต่ก็เตรียมงานICTFC#6ไปพร้อมๆกัน บางเรื่อง เช่นเตรียมกิจกรรม นันทนาการของICTFC#6กันคืนสุดท้ายของCPHC#1กันเลยทีเดียว(ก่อนICTFC#6ไม่ถึง1สัปดาห์) ทีมอาหารก็ทำCPHC#1ด้วย ดูๆแล้ว ผมก็สงสารทีมงานที่ทำควบหลายๆค่ายนะครับ เป็นผมนี่ สมองระเบิดเลยทีเดียว
เรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมและติ๊ดตี่เครียดกันมาก ก็คือจำนวนน้องๆที่จะมาเข้าค่าย ด้วยความที่ค่ายนี้เป็นจะพบกับฐานน้องใหม่เลย(ไม่ซ้ำกับน้องๆที่เคยเข้าค่ายกับคิวบิกมาก่อนเลย) หรือเพราะช่วงอายุ พิษเศรษฐกิจก็ตาม น้องๆสมัครน้อยมากครับ ตอนแรกICTFC#6เป็นค่ายที่มีน้องสมัครมาคนแรกของCUBIC SUMMER SUPREAM 09 ก่อนจะถูกถล่มด้วยROBOCODE และเงียบหายไป… เงียบมากครับ ก่อนค่าย1เดือน น้องยังสมัครเข้ามาไม่ถึงครึ่งหนึ่งเลยครับ ผมกับติ๊ดตี่ เปิดเมลแล้วต้องมาลุ้นว่า วันนี้ จะมีน้องสมัครเพิ่มมั้ย ทุกวัน… แล้วแผนการโปรโมตแบบเปลืองพลังงานมากๆก็ต้องนำมาใช้อีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการโพสตามบอร์ดต่างๆ การแจกใบปลิวในสยาม(ซึ่งมารู้ทีหลังว่า จริงๆแล้วต้องเสียเงินนะ…ช่างเถอะครับ) หรือพีค ที่ปั่นจักรยาน หยอดใบปลิวตามกล่องรับจดหมายในหมู่บ้าน… ผมก็ลองมาคิดดูนะครับว่าผมทำอะไรผิดหรือเปล่า เนื้อหาค่ายดูไม่น่าสนใจ หรือว่าผมยังโปรโมตไม่มากพอ… จนตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจครับ แต่ยังไงก็ตาม ในที่สุดน้องๆก็สมัครมาจน(เกือบ)เต็มค่าย
เมื่อถึงเวลาค่าย ผมขอยอมรับผิดอย่างเต็มที่เลยครับ ว่าผมเตรียมไม่พร้อมเลยครับ ทุกอย่าง ทั้งงานต่างๆในค่าย ทั้งตัวผมเอง หลายๆคนอาจมองว่ามันออกมาได้โอเค แต่ก็อีกหลายคนที่เห็นว่ามันบกพร่อง และไม่พร้อม ใช่ครับ มันไม่พร้อมจริงๆ…
(ผมไม่อยากสรุปแต่ละวันลงในนี้นะครับ เดี๋ยวมันจะกลายเป็นสรุปค่ายไป)
ในความคิดของผม ประธานค่าย ควรจะเป็นคนหนึ่งที่รู้ทุกอย่างในค่าย หรืออย่างน้อย ควรจะรู้ว่าอะไรควรจะเป็นอย่างไร แต่ในค่ายนี้ ผมไม่ได้ลงไปดูรายละเอียดทุกอย่างในค่าย ที่เห็นชัดๆ คือ เรื่องสวัสดิการ อาหาร…เรียกได้ว่าผมโยนเลยครับ มีข้าวให้กิน แล้วน้องที่กินไม่ชักแด่วๆก็เป็นพอครับ ไหนจะกิจกรรมนันทนาการ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างก่อนกิจกรรมจะออกมาในวันค่าย ซึ่งผมก็ไม่ได้รับรู้รายละเอียดอย่างที่ควรจะรู้ครับ อันที่จริงแล้ว ผมรู้สึกว่าผมปล่อยให้ทีมกิจกรรมต่างๆทำอย่างอิสระค่อนข้างมาก(ยกเว้นทีมวิชาการ ที่มีกรอบให้แต่แรก) จนผมไม่รู้ว่าทีมเหล่านี้จะเป็นอิสระมากเกินไปหรือไม่ หรือว่าเคว้งคว้างยังไง แต่ก็ค่อนข้างไว้ใจนะครับ เพราะว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์ทั้งนั้น
รู้สึกแย่เหมือนกันนะครับ ที่หลายๆครั้ง ไม่รู้ปัญหาของหลายๆคน ผมไม่ได้สังเกตพี่เลี้ยง ว่ามีปัญหาอะไร ผมมารู้ที่หลัง ว่ามีคนร้องไห้ บางครั้ง ผมก็ทำให้ใครต่อใครไม่พอใจ บางที ผมก็พูดอะไรให้บางคนเสียใจ ผมก็…เสียใจมากครับ คิดว่าผมคงเป็นประธานที่แย่มากๆ บางครั้ง ก็คิดน้อยใจ คิดว่าถ้าปล่อยให้ติ๊ดตี่เป็นประธานเหมือนตอนแรกอาจจะดีก็ได้(ตอนแรกติ๊ดตี่เป็นประธานครับ ไม่เชื่อลองถามพี่นัท)
แต่มันก็ออกมาแล้วครับ มันไม่สวยงาม และ”โดน” อย่างที่ใครคิดว่ามันเคยเป็น หรือคิดว่ามันจะเป็น แต่ ผมก็ดีใจนะครับ ที่ได้ทำตำแหน่งนี้ และขอบคุณที่กล้าเลือกผมมาทำงานนี้ ถ้าถามผมว่า ค่ายนี้เป็นอย่างไรบ้าง ผมก็คงตอบไม่ได้ มันเหมือนภาพ แอบสแตรค มองไม่รู้เรื่อง คล้ายจะวาดมั่วๆ ไม่ตั้งใจ แต่ มองแล้วมันยิ้มได้ครับ มีเรื่องราวอีกมากมายที่อักษรไม่อาจสื่อความได้ ภาพถ่ายไม่สามารถอธิบายความรู้สึกได้ แต่เพียงแค่เรานึกถึงมัน…
รัก
]:DREAMER:[
จงเชื่อในความฝัน เหมือนกับที่เชื่อว่าพระอาทิตย์จะขึ้นในทุกๆเช้า
In: Cubic Research Group By: Masatha
26 Apr 2009ได้อ่านเมล์ของโอ๊ตที่ส่งมาสำหรับ Research Group พูดถึงเรื่องประเด็นของประธานค่ายมาแล้วครับ
สำหรับใครที่ไม่ทราบข้อมูล ให้ข้อมูลเป็นพื้นฐานหน่อยว่า คิวบิกเพิ่งจัดค่ายได้สามค่าย
ค่ายแรกเป็นค่ายโฟโต้ สอนถ่ายรูป ไป-กลับ (แต่มีค้างวันสุดท้าย)
ค่ายที่สองกับสาม คือค่ายไอซีที กับอินโน พิเศษหน่อยตรงที่ว่าค่ายนี้จัดพร้อมกัน วิชาการกับพี่เลี้ยงแยกกัน แต่สต๊าฟส่วนกลางใช้ทีมเดียวกัน (สวัสดิการ อุปกรณ์ อาหาร สันทนาการ) ไอซีทีไบรท์เป็นประธานค่าย อินโนเอิร์ทเป็นประธานค่าย และมีติ๊ดตี่เป็นประธานฝ่ายอำนวยการของทั้งสองค่าย
สิ่งที่เหมือนกันสำหรับทั้งสามค่ายคือ ประธานค่ายเป็นมือใหม่หมดทั้งสามฅน (จริง ๆ กำลังจะมีบลูคิวบ์ที่โจ้ใหญ่เป็นประธานค่ายด้วย)
หลังจากที่อ่านเมล์ของโอ๊ต ซึ่งไปสัมภาษณ์ความเห็นของประธานค่ายมือใหม่ทั้งสามฅนแล้ว มีข้อคิดเห็นดังนี้ครับ
I ระบบรองรับ
มีเหตุการณ์หนึ่งที่ค่อนข้างประทับใจครับ วันสุดท้ายของค่ายนึง ตอนนั้นพิธีปิดกำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ผมก็ถามประธานค่ายว่า ‘ใครเป็นพิธีกร’ เจ้าตัวก็ตอบว่า ‘เอ่อ ไม่ได้เตรียมไว้น่ะครับ’ (ฮา)
ฟังแล้วกึ่ง ๆ อยากจะเอาหัวโขกขอบโต๊ะ (ฮา)
แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ วันสุดท้ายเป็นอะไรที่ผู้ฅนมักจะลืมเลือน และงานพิธีการเป็นงานจิปาถะที่มีรายละเอียดหลายอย่าง ไม่แปลกใจที่ฅนที่เพิ่งขึ้นมาดูแลค่ายทั้งค่ายหมาด ๆ จะหลงไปได้
สำหรับประธานค่ายที่เพิ่งขึ้นมานำเป็นครั้งแรก ควรจะมีระบบรองรับสองระบบครับ
ระบบแรก ระบบที่ปรึกษา
สมัยผมทำงานของคณะ จะมีค่ายที่จัดโดยน้อง ๆ ปีหนึ่งครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นมือใหม่ทั้งนั้น สิ่งที่ทำก็คือว่า ทุก ๆ สัปดาห์ (หรือสองสัปดาห์) จะมีเรียกประชุมโดยประธานค่ายจะลากเพื่อน ๆ ทีมงานมานั่งอยู่ในห้อง ซึ่งในห้องนั้นก็จะมีพี่ ๆ ตั้งแต่ปีสองปีสามปีสี่ ฯลฯ แล้วก็พรีเซนท์ว่า งานที่ทำไปแล้วมีอะไรบ้าง และงานที่กำลังจะทำคืออะไร
หลังจากนั้นรุ่นพี่ ๆ ก็จะคอยถามคำถาม ชี้จุดบกพร่อง หรือว่าแนะแนวทางว่าสมัยพี่ ๆ ปฏิบัติตัวอย่างไร
วิธีนี้มีประโยชน์ครับ เพราะประธานค่ายต้องมองในภาพรวม วิธีนี้จะช่วยให้รุ่นพี่คอยอุดรูรั่วเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจะหลงลืมได้ รวมไปถึงอาจจะบอกกล่าวปัญหาที่อาจะเกิดขึ้นได้ให้เตรียมตัวรับมือล่วงหน้าด้วย
เท่าที่ผมทราบ เราก็มีการใช้วิธีนี้นะครับ (คือให้ประธานค่ายแต่ละค่ายมาพรีเซนท์ให้รุ่นพี่ฟัง พอดีตอนนั้นผมไม่ได้เข้าร่วมฟังด้วย) แต่คิดว่าอาจจะยังไม่ถี่พอ หรืออาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดพอในช่วงเตรียมงานก็เป็นได้
อีกวิธีก็คือมีรุ่นพี่อยู่ในค่ายด้วยครับ พอมีปัญหาอะไรก็ปรึกษารุ่นพี่ได้ ซึ่งสองค่ายนี้ก็มีพี่ณัชอยู่ด้วย เข้าใจว่าเวลามีปํญหาอะไร เรื่องก็จะวิ่งเข้าหาพี่ณัชโดยอัติโนมัติ พี่ณัชก็เคยมาเปรย ๆ ว่า ‘ผมชักไม่แน่ใจแล้วครับว่า ผมเป็นประธานค่ายเอง กับเป็นที่ปรึกษา อันไหนจะเหนื่อยกว่ากัน (ฮา)’
ระบบที่สอง ระบบทีมงานครับ
ถ้าทีมงานเป็นมืออาชีพ ก็จะช่วยได้มาก งานในฝ่ายนั้นก็ปล่อยให้ทีมงานนั้นรับผิดชอบได้เลย ประธานค่ายก็จะได้มีเวลาไปดูแลงานในส่วนอื่น ๆ
เท่าที่ผมทราบ งานนี้ส่วนของอาหารสถานที่มีป่านดูแลอยู่ (มือหนึ่งอยู่แล้วไม่ต้องห่วง) นันทนาการมีทีมของแพรวสวย ซึ่งก็ทำมาหลายค่ายแล้ว ดูแลนักเรียนเป็นทรายกับพราว นี่ก็เชี่ยวชาญ ทีม inspectors เท่าที่ทราบก็ผ่านงานมาหมดแล้วทั้งนั้น สันทนาการไม่ต้องพูดถึง เหลือแค่พี่เลี้ยงเท่านั้นเองที่เป็นมือใหม่เกือบหมด
เพราะงั้นจริง ๆ แล้วปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นจากความอ่อนด้อยของประสบการณ์เป็นหลักนะครับ แล้วเท่าที่อ่านจากสรุปมา ส่วนใหญ่บ่นตรงกันว่าปัญหาที่เจอคือพี่เลี้ยงมือใหม่ ยังไม่ค่อยรู้งานเท่าไหร่ (ซึ่งก็เข้าใจได้) ปัญหาที่เหลือก็แค่เกิดจาก
1.เตรียมงานไม่พร้อม
2.ปัญหาจากการที่ต้องประสานงานระหว่างสองค่าย และ
3.เหตุสุดวิสัย เช่น ฝนตก ไฟดับ ฯลฯ
II การตัดสินใจ
จากที่อ่านในสรุปมา สิ่งที่พูดถึงมากคือความสามารถในการตัดสินใจครับ ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่า การเป็นประธานค่าย ในระหว่างค่ายต้องมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจหลาย ๆ เรื่องมากจริง ๆ โดยเฉพาะเวลามีปัญหาอะไรฝ่ายต่าง ๆ ก็จะวิ่งเข้าหาให้ประธานค่ายช่วยตัดสินใจให้
ถ้าน้อง ๆ มือใหม่ อาจจะต้องใช้เวลาในการตัดสินใจนาน (เช่นเดย์ซีโร่ มีการถามกันว่าวันแรกต้องใส่เสื้ออะไรตั้งแต่ตอนบ่าย ๆ …กว่าจะได้ข้อสรุปก็ล่วงเข้าไปเกือบสี่ทุ่มตอนกลางคืน เป็นต้น)
เคยคุยกับกรเรื่องนี้เหมือนกัน กรก็ถามว่า ทำไมต้องให้ประธานตัดสินใจละครับ? ทำไมหัวหน้าของแต่ละฝ่ายไม่ตัดสินใจเอง?
คำตอบก็คือว่า ถ้าเป็นเรื่องที่รับผิดชอบในฝ่ายนั้น ๆ ก็ตัดสินใจเองได้เลยครับ (เช่นฝ่ายอาหารจะจัดโต๊ะกินข้าวยังไงก็จัดได้เลย หรือ ฝ่ายทะเบียนจะออกแบบป้ายชื่อยังไงก็ทำได้เลยไม่ต้องขอความเห็น) แต่ถ้าเป็นงานที่กระทบกับฝ่ายอื่น ๆ อันนี้ก็ต้องให้ประธานตัดสินใจ เช่น กิจกรรมจะเลท ทำให้กินเวลาของกิจกรรมต่อไป ก็ต้องให้ประธานตัดสินใจว่า จะตัดกิจกรรมให้จบตรงเวลา หรือปล่อยให้เลทไปแล้วไปตัดเวลาของกิจกรรมต่อไป ฯลฯ (หรือบางทีอาจจะไม่ต้องถึงกับให้ประธานตัดสินใจหรอกครับ แต่อย่างน้อยแจ้งให้ทราบก็ดี เช่นถ้าผู้ปกครองติดต่อนักเรียน แล้วจะขอนักเรียนกลับก่อน อย่างนี้เป็นต้น)
เท่าที่ผมสัมผัสมาจากการอยู่ในค่าย ก็พบว่าประธานค่ายก็ตัดสินใจในส่วนต่าง ๆ ได้ดีในระดับหนึ่งเลยนะครับ (แม้กระทั่งติ๊ดตี่ที่บอกว่ายังตัดสินใจไม่ค่อยเก่งก็ตาม แต่ตอนที่คุยเรื่องจัดกระเป๋าน้องก็ตัดสินใจได้รวดเร็วเลยล่ะ)
วิธีหนึ่งที่อยากจะลองแนะนำสำหรับทีมงานก็คือว่า ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น แล้วเอาไปถามประธานค่ายเลยว่า มีปัญหาแบบนี้ ๆ ‘เอาไงดีครับ?’ ประธานอาจจะจิตแตกได้ (ฮา)
แต่ถ้าบอกปัญหา แล้วก็เสนอวิธีแก้ไขไปด้วย หรืออาจจะมีตัวเลือก 2-3 ตัวเลือกให้ประธานค่ายตัดสินใจ อันนี้จะช่วยให้ประธานค่ายตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นนะครับ (แถมเป็นการให้เกียรติประธานค่ายไปในตัว ดีกว่าเราด่วนตัดสินใจไปเลย)
III ประธานเป็นแต่ประธาน
โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าประธานค่ายควรจะมีตำแหน่งประธานอย่างเดียวน่ะครับ เพราะเป็นประธานอย่างเดียวปัญหาก็วิ่งเข้าหาไม่รู้จบแล้ว แต่ถ้าควบฝ่ายอื่นด้วย งานจะหนักเป็นสองเท่า เช่น อย่างค่ายอินโนเอง เอิร์ธเป็นทั้งประธานค่าย และเป็นฝ่ายวิชาการด้วย (นี่ถ้าฅนไม่พอคงเป็นพี่เลี้ยงอีกตำแหน่ง ฮา) ซึ่งผมคิดว่า การที่ต้องดูแลฝ่ายวิชาการ จะทำให้ไม่มีสมาธิมากพอที่จะดูแลครอบคลุมฝ่ายอื่น ๆ หรือไม่มีเวลาคอยประสานงานหรืออุดรอยรั่วต่าง ๆ จากการทำงาน (แต่โชคดีที่ค่ายนี้ ฝ่ายอำนวยการเป็นกองกลาง ทำให้เอิร์ธไม่ต้องโหลดงานหนักเกินไป ดูแลเฉพาะส่วนวิชาการอย่างเดียวก็พอไปไหว…ซึ่งจะว่าไปก็เป็นข้อดีของการจัดสองค่ายพร้อมกัน)
IV สะสมประสบการณ์
สิ่งหนึ่งที่น้อง ๆ พูดตรงกันก็คือ อยากลองทำหลาย ๆ ฝ่ายดูก่อน พอมีประสบการณ์มากพอแล้วถึงค่อยมาเป็นประธานค่าย ส่วนหนึ่งผมเห็นด้วยว่า การอยู่ฝ่ายต่าง ๆ ทำให้มองเห็นภาพรวมได้ดี แต่ขณะเดียวกัน ผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจำเป็นครับ มีตัวอย่างหลายฅนที่เป็นประธานค่ายทั้ง ๆ ที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์เท่าไหร่ (อย่างที่ณัชเองทำค่ายแรกก็กระโดดมาเป็นประธานค่ายเลย) หรืออย่างค่ายฟันแคมพ์ กับติงกิ้งของทุกปี ประธานค่ายก็ผ่านงานมาแค่หนึ่ง หรือสองอย่างเท่านั้น
ถ้าอยากได้ประสบการณ์ล่ะก็ เป็นประธานค่ายหลาย ๆ ค่ายจะได้ประสบการณ์มากกว่าครับ เราอยู่ในภาวะขาดแคลนฅนที่จะมาเป็นประธานค่ายฮะ เพราะงั้นถ้ารอให้มีประสบการณ์มาก ๆ ก่อน เสียเวลาเปล่า ๆ (แล้วประธานค่ายก็จะซ้ำซากเป็นกันไม่กี่ฅน) ตอนนี้ถ้าแค่มีใจสู้พอ ก็พร้อมที่จะเป็นประธานค่ายได้แล้วครับ (ผมชอบมากตอนที่พี่ณัชบอกว่า ให้กอล์ฟเป็นประธานค่ายเพราะว่ากอล์ฟมีความ ‘อยาก’ ที่จะจัดค่ายนี้…ตรงจุดมาก ๆ ครับ)
V การดึงฅน
ประโยชน์อย่างหนึ่งที่ผมเห็น จากการที่ประธานค่ายเป็นฅนใหม่ ๆ และการที่จัดสองค่ายพร้อมกัน (และจงใจพูดถึงเรื่องนี้เป็นหัวข้อสุดท้าย) ก็คือการดึงฅนใหม่ ๆ มาทำงานครับ
เวลาใครเป็นประธานค่าย ก็มักจะดึงพรรคพวกที่รู้จักมาทำค่าย เห็นได้ชัดว่า ค่ายไอซีทีก็จะมีเพื่อน ๆ ของไบรท์กับติ๊ดตี่ (รวมไปถึงเพื่อนของไอซ์) มาช่วยเยอะมาก ในขณะที่อินโนเอง พี่เลื้องและทีมงานหลายฅนมาจากพหุภาษา นี่ยังไม่นับค่ายก่อน ๆ ที่อู๋เป็นประธานค่าย พี่เลี้ยงก็จะมาจากวิศวะเกษตรทั้งก๊ก นอกจากนี้ ยิ่งการที่จัดค่ายพร้อมกันสองค่ายทำให้ฅนขาดมากขึ้น และต้องดึงฅนนอกมาช่วยงานมากขึ้นจนทำให้ค่ายนี้มีสมาชิกใหม่เข้ามามากที่สุดเป็นประวัติการณ์
นี่ถ้าพี่ณัชยังเป็นประธานค่ายอยู่ ไม่ได้ฅนใหม่มากขนาดนี้หรอกครับ มันก็จะมีแต่หน้าเดิม ๆ
ข้อดีก็คือว่า เราจะขยายฐานของทีมงานครับ และทีมงานต่าง ๆ พอทำงานร่วมกันมันก็จะผูกพันกัน และดึงมาทำงานต่อ ๆ ไปได้ง่าย เครือข่ายของคิวบิกก็จะขยายตัวขึ้นด้วย (เห็นได้ชัดว่า ส่วนของสมองแก้วเอง มีปอมจากกรุงเทพคริสเตียน และ เต้จากพหุภาษามาช่วยด้วย)
ประธานค่ายหน้าใหม่ก็มีประโยชน์อย่างนี้แหละครับ
ทั้งหมดก็เป็นความเห็นของผมเกี่ยวกับประธานค่ายนะครับ ตำแหน่งนี้มีประโยชน์มาก ได้เรียนรู้อะไรมาก แล้วไม่ใช่ว่าใครก็เป็นได้ ถ้ามีโอกาส อยากให้น้อง ๆ หลายฅนได้รับประสบการณ์ดี ๆ แบบนี้ครับ
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)