creativeideasdrivetheworld.
In: Million Things We've Learned By: Zerothman
5 Jun 2009บทความนี้เป็นบทความที่สองในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง โดยจะลงในทุกวันศุกร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนครับ
และสำหรับทีมงานคิวบิกของเราในครั้งนี้คือ…
เริ่มจากแนะนำตัวก่อนเลยครับ
ชื่อ นาถวัชร รักอาชีพ ชื่อเล่น อั้ม ศิษย์เก่าสาธิตเกษตรรุ่น 32 ตอนนี้เรียนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาเครื่องกล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ
ร่วมทำงานกับคิวบิกฯ ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?
ตอนปี 1 ครั้ง ถือว่าช้าถ้าเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ตอนนั้นจำได้ว่าปณัสย์มาชวนไปเป็นพี่เลี้ยงค่าย Mega#1 หลังจากนั้นก็ร่วมงานกับคิวบิกในตำแหน่งต่างๆ มาเรื่อยๆ ครับ
คิดว่าการทำงานกับคิวบิกฯ ได้แนวคิดอะไรที่ต่างไปจากที่อื่นบ้าง?
จะพูดยังไงดีล่ะ… ขอใช้คำว่า มันจุดประกายแล้วกันครับ คิวบิกนำเสนอแนวคิดการทำงานใหม่ๆ ให้ผมด เราได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตามที่จินตนาการจะพาเราไป การทำงานส่วนมากมันจะมีระบบที่เรียกได้ว่าปิดตายความคิดเรามากพอสมควร แต่คิวบิกเปิดส่วนนี้ให้เราอย่างเต็มที่ บางครั้งก็เป็นการนำสิ่งใกล้ตัวมาสร้างสรรค์ บางครั้งก็เป็นการผสมวิชาการที่น่าเบื่อเข้ากับความสนุกอย่างลงตัว ตัวผมเองได้มีโอกาสทำงานทั้งงานอีเวนท์และงานค่ายต่างๆ มาพอสมควร ทุกครั้งจะได้อะไรใหม่ๆ กลับไปเสมอครับ
ลองยกตัวอย่างได้ไหมครับ?
อย่างช่วงต้นปีถ้าจำกันได้จะมีการจัดการแข่งขัน Cubic Race 3 ขึ้น ซึ่งผมได้มีโอกาสร่วมเป็นทีมงาน ช่วงนั้นได้รับภารกิจหลักๆ เลยว่าต้องหาที่ว่างในเยาวราชเพื่อใช้ทำกิจกรรม ตอนแรกฟังก็คิดว่าโอเค ไม่น่าจะยากอะไรนะ แต่พอเอาเข้าจริงมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลยครับ ผมไม่ทันนึกถึงว่า ผู้คนที่อยู่แถวนั้นมองพื้นที่ทุกตารางมิลลิเมตรเป็นเงินเป็นทอง ใช้ทำมาหากินกันอย่างคุ้มค่า ทำให้การหาพื้นที่ที่ใช้ทำกิจกรรมในวันนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย จำได้ครับว่าลองสอบถามแม่ค้าแถวนั้นเพื่อจะขอยืมพื้นที่หน้าร้าน แล้วก็ได้คำตอบกลับมาว่า “ที่จะให้มดเดินยังไม่มีเล้ย…” ตอนนั้นอึ้งมากครับ ทำอะไรไม่ถูก เกือบจะถอดใจเลยทีเดียว
ช่วงนั้นไปเยาวราชบ่อยมากครับ ไปจนเบื่อเลย ทุกๆ วันต้องติดต่อกับผู้คนมากมาย ต้องเรียนรู้วิธีการติดต่องานและเข้าหาผู้คน จะพูดคุยยังไงให้เค้าอยากคุยกับเราต่อ อยากให้ความช่วยเหลือเรา เอ็นดูเรา อยากทำงานกับเรา ได้รู้เลยครับว่าการทำงานกับคนที่เราไม่รู้จักเนี่ย มันลำบากเลยล่ะ เพราะเค้าทำงานไม่เหมือนกับเรา ไม่มีระบบเหมือนเรา กว่าจะคุยงานรู้เรื่องตอนนั้นเล่นเอาโทรมเหมือนกันครับ
ในวันที่จัดงานจริง สตาฟทุกคนนี่ทำงานกันหัวหมุนเลย กิจกรรมแบบนี้เวลาเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ครับ ต้องเซ็ตตลอดเลยว่าจากตรงนี้จะต้องไปตรงนั้น แล้วไปที่ไหนต่อ ทีมแรกอยู่ที่ไหน ทีมสุดท้ายอยู่ที่ไหนแล้ว เรียกได้ว่าเป็นงานที่เหนื่อยมากครับ แต่พอจบงานแล้วเราลองย้อนกลับไปมอง ก็รู้สึกได้ว่า เออเราคงไม่มีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้ถ้าเราเลือกที่จะใช้ชีวิตประจำวันไปเรื่อยๆ แบบปกติหรอกนะ รู้ตัวเลยครับว่าความสามารถเกือบจะทุกๆ ด้านของเราพัฒนาขึ้น ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากการทำงานกับคิวบิกจริงๆ
แล้วค่ายที่พูดถึงตอนต้นล่ะครับ อยากให้เล่าให้ฟังสักนิดนึง
ถ้าสำหรับค่ายช่วงนี้ผมจะมีหน้าที่หลักๆ อย่างหนึ่งเลยคือการทำป้ายชื่อ (หัวเราะ) ซึ่งงานนี้จะเสร็จตั้งแต่วันก่อนหน้างาน เพราะฉะนั้นในช่วงเวลาค่ายส่วนใหญ่ผมจะได้มีโอกาสเปลี่ยนตำแหน่งแล้วก็เรียนรู้งานไปเรื่อยๆ ตั้งแต่พี่เลี้ยง อินสเปกเตอร์ ทีมกิจกรรม หรือที่ล่าสุดในค่าย Cubic ICT Fun Camp #6 ที่ผ่านมาคือทีมวิชาการครับ
ปกติแล้วทีมวิชาการของค่ายไอซีทีจะสอนการตัดต่อวีดีโอและเสียงบนเครื่องแมค แล้วก็จะมีโปรเจ็กให้น้องถ่าย MV และนำมาตัดต่อเอง แต่ในปีนี้ทีมวิชาการได้โจทย์ใหม่ว่าให้เป็นการถ่ายหนังสั้นแทน ซึ่งดูเหมือนจะง่าย แต่ไม่ได้ง่ายอย่างนั้นเลย เพราะขั้นตอนต่างๆ ที่น้องต้องทำมีอะไรที่ซับซ้อนมากกว่าเยอะ ตั้งแต่ว่างพล็อต เขียนบท คุมเวลา การถ่ายทำ ตัวละครต่างๆ และทุกอย่างมันกว้างไปหมด เพราะจะทำอะไรก็ได้ จึงกลายเป็นความยากของโจทย์
ทีนี้ปัญหาต่อมาคือเราจะทำยังไงให้โจทย์นี้ไม่ยากเกินไปสำหรับน้อง ในขณะเดียวกันน้องเองก็ยังต้องได้ฝึกการคิดการแก้ปัญหากับโจทย์นี้ด้วย เราเลยคิดว่าต้องมีกรอบอะไรให้บางอย่าง แต่เราก็เจอปัญหาต่อมาอีกว่า แล้วกรอบไหนที่จะไม่เป็นการปิดกั้นหรือตีกรอบความคิดของน้องๆ ไปด้วย สุดท้ายเราเลยได้ข้อสรุปมาครับว่าเราจะกำหนดตัวละครบังคับที่เป็นตัวการ์ตูนหรือตัวละครจากภาพยนตร์ดังๆ มาให้น้อง รวมถึงโครงเรื่องที่เอามาจากนิทาน การ์ตูน หรือภาพยนตร์เช่นเดียวกัน น้องๆ จะต้องทำการผูกเรื่องราวทั้งหมดเข้ากับตัวละครเอง ตามแต่ที่น้องอยากให้ตัวละครที่น้องๆ ชื่นชอบนั้นรับบทบาทหรือมีเรื่องราวดำเนินไปอย่างไร ซึ่งก็ถือว่าท้าทายทีเดียว เพราะโจทย์บางกลุ่มที่น้องจับฉลากได้ก็อยากกุมขมับแทนน้องเลยครับ มันมั่วได้ใจจริงๆ อย่าเช่นอุนตร้าแมนกับคนแคระทั้งเจ็ด นึกไม่ออกเลยครับว่าเรื่องราวจะเป็นยังไง (หัวเราะ)
แล้วรู้สึกเหนื่อยหรือท้อบ้างไหมครับกับการทำงาน
ถามว่าเหนื่อยมั้ย มันก็เหนื่อยทุกงานแหละครับ (หัวเราะ) แต่ถามว่ามีความสุขมั้ย สนุกมั้ย อันนี้มันอีกเรื่องหนึ่ง
ทุกๆ วันนี้ที่ผมทำงานกับคิวบิกฯ ผมเริ่มมองอะไรรอบตัวมากขึ้น จากเดิมที่มองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว บางครั้งความสำเร็จของการทำงานมันก็ไม่ได้เกิดจากผลลัพธ์อย่างเดียว มันอยู่ที่ความสุข ความอบอุ่นในการทำงานมากกว่า และถ้าคนเรามีความสุขกับอะไรที่เราทำ เหนื่อยแค่ไหนมันก็เต็มร้อยได้เสมอแหละครับ และเมื่อมีงานอะไรก็อยากจะได้ทำอีก เพราะรู้สึกได้ว่าตรงนี้ยังเป็นที่ของเรา มีคนที่เรารู้จัก มีพี่ๆ มีน้องๆ มีเพื่อนๆ ที่เราอยู่ด้วยแล้วเราสบายใจนะ เรารักที่นี่นะ เป็นแบบนี้ใครก็อยากจะอยู่ด้วยตรงนี้ล่ะครับ ผมว่านี่คือความสำเร็จที่แท้จริงของการทำงานจริงๆ
มีคนบอกว่า ทุกวันนี้ความรู้สึกแบบนี้กำลังจะหายไป ผมว่าความรู้สึกแบบนี้สร้างได้ไม่ยากหรอกครับ แค่เรามองไปรอบๆ ใส่ใจกับคนข้างๆ เราให้มากขึ้น เหนื่อยมั้ย? มีอะไรให้ช่วยมั้ย? เชื่อไหมครับว่าคำถามแค่คำสองคำก็ช่วยเติมพลังให้กับคนที่ทำงานกับเราได้ไม่รู้เท่าไหร่ การที่เราเดินไปถึงจุดหมายคนเดียวเนี่ย มันเหงานะครับ ถึงจะต้องคอยช่วยเหลือคนที่ล้มบ้าง เหนื่อยบ้าง แต่มันอบอุ่นกว่าเยอะเลยไม่ใช่หรือครับ?
สุดท้ายอยากจะฝากอะไรถึงผู้อ่านบ้างไหมครับ?
คิวบิกทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างครับ อย่างหนึ่งเลยคือคนเราเรียนรู้เพราะคิดจะเรียนรู้ และอะไรกันที่จะกระตุ้นให้เราอยากเราคิดที่จะเรียนรู้? คิวบิกเฉลยคำตอบนี้ให้ผมครับ ง่ายๆ เลย มันคือความสนุก ทุกวันนี้ผมเลยพยายามมองทุกอย่างให้เป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องท้าทายที่เราจะได้ลองทำมัน พอสนุกแล้วอะไรมันก็ดูง่ายไปหมด ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ง่ายเลย
การทำงานทุกอย่างจริงๆ แล้วถามว่ามีปัญหามั้ย? มีทั้งนั้นแหละครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะแก้มันอย่างไร ที่ผ่านๆ มาผมจะบอกตัวเองว่า ถ้าไม่อยากมีปัญหา ก็อย่าทำให้ปัญหามันเกิด แต่ในความเป็นจริงบ่อยครั้งที่ปัญหามันจะเป็นฝ่ายวิ่งมาชนเราเสมอๆ ไม่มีโอกาสที่จะหลบเลี่ยงหรือแก้ไขไปได้เลย ซึ่งเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องสร้างโอกาสด้วยตนเองเท่านั้นครับ
ผมชื่ออั้ม ผมอยู่คิวบิกฯ และได้เรียนรู้ว่าเราเรียนรู้ได้ถ้าเราสนุกกับมันครับ
In: Cubic Research Group By: Zerothman
23 May 2009In: Cubic Research Group By: Zerothman
20 May 2009สืบเนื่องจากบทความของพี่ก้อน เกี่ยวกับเรื่องมิวสิกวีดีโอที่ระลึกครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ (http://cubiccreative.org/5anni) ที่ส่งกันมาให้อ่านในกลุ่ม Cubic Research Group ผมก็คิดว่าในฐานะที่เป็นคนประสานงานหลักของงานนี้ เลยคิดว่าขอแย่งมาเขียนเองดีกว่า จะได้ข้อมูลครบถ้วนครับ ยังไงก็จะขออิงจากเนื้อหาของพี่ก้อนเป็นหลักแหละครับ
กว่าจะออกมาเป็น MV อย่างที่เห็นนี้ ผมขอบอกตรงๆ เลยว่ามีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ผมก็ภูมิใจกับชาวคิวบิกครีเอทีฟทุกๆ คนนะครับที่สามารถรวมพลังกันจนออกมาเป็นผลงานที่น่าตื้นตันนี้ได้ ซึ่งไหนๆ ก็ไหนๆ ผมอยากจะมาแบ่งปันประสบการณ์นี้ให้กับทุกๆ คนได้อ่านกันครับ
เรื่องมันเริ่มมาตั้งแต่พอเรารู้ตัวกันว่าตอนนี้เราอายุครบ 5 ปีแล้ว เราก็คิดว่ามันน่าจะมีอะไรสักอย่างเป็นพิเศษสักหน่อย โดยที่อยากให้เป็นอะไรที่ทุกๆ คนได้มีส่วนร่วมกันในงานชิ้นนี้ เลยมีไอเดียออกมาว่าน่าจะทำเป็น MV
จริงๆ ไอเดียของการทำ MV นี้ถือว่าไม่ได้ใหม่เลยนะครับ เพราะว่าเราเคยแอบๆ คิดกันตั้งแต่สมัยที่ก่อตั้งปีแรก (สมัยปิงเป็นประธาน) แล้วเรากำลังบ้าเพลง Pass the Love Forward และอยากเอาเพลงนี้มาทำเพลงชาติชมรม ก็คิดว่าน่าจะถ่าย MV ที่มีท่อนร้องกันคนละท่อนสองท่อนให้ครบทั้งชมรม แบบที่ Bakery ทำให้ครบทั้งค่ายเพลงบ้าง (แต่แน่นอนว่า ความคิดนี้ก็ละลายหายไป เพราะไม่มีปัญญาพอจะทำในเวลานั้น)
ความคิดนี้แว้บกลับมาอีกเมื่อประมาณช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว (2551) ตอนนั้นอิ๊กเอาเพลง “ยังอยู่ในใจ” ของ August Band มาให้ฟัง แล้วผมก็รู้สึกดีมากๆ เพราะฟังแล้วทำให้รู้สึกถึงคนเก่าๆ ของคิวบิกครีเอทีฟมากมาย ตอนนั้นก็ยังแอบคิดภาพในใจว่าอยากเอามาทำเอ็มวี แบบคิดพล็อตไว้ในหัวหมดแล้ว ฉากเป็นสวนรถไฟอะไรแบบนี้ แต่เนื่องจากยังขาดความพร้อมหลายๆ อย่างจึงพับเก็บต่อไป
จนเมื่อต้นปี พอเรามีโจทย์มาว่าเราจะทำอะไรเพื่อครบรอบ 5 ปีดี ผมก็บังเอิญได้ฟังเพลง “คนที่คุณก็รู้ว่าใคร” ของ Stamp แล้วก็รู้สึกขึ้นมาว่า เพลงนี้แหละที่น่าจะส่งความหมายดีๆ ถึงน้องๆ ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมกับเราได้ ให้พี่ๆ ได้มีโอกาสบอกกับน้องๆ ทุกๆ คนว่า เราก็ยังไม่ลืม และยังห่วงใยและดูแลน้องอยู่เสมอนะ
ปัญหาก็เริ่มต้นตั้งแต่แรกเลยครับ พอผมเสนอเรื่องนี้เข้าใน Cubic Research Group กระแสแรกที่ตอบกลับมาก็คือ “มันคือเพลงอะไร?” ซึ่งในตอนนั้นเพลงนี้ยังไม่ดังเหมือนตอนนี้นะครับ ทาง Sony BMG ยังไม่ได้โปรโมตเพลงนี้ (โปรโมตแต่เพลง “ความคิด”) แล้วก็กลัวว่าจะทำให้ดูบ้านๆ ไป หรือแม้แต่ป่านเล็กก็ยังท้วงติงมาเล็กๆ ว่า เพลงนี้ถูกแต่งมาให้ผู้ชายร้อง แล้วทีมงานผู้หญิงจะทำยังไง ซึ่งสุดท้ายเราก็ได้ทางแก้ง่ายๆ ถ้าใครสังเกตจะเห็นว่ามีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่จะโผล่มาช่วงคำว่า “นี่คือความจริงใจจากผม”
ทีนี้ต่อมาเราก็ต้องมาเลือกว่า แล้วส่วนเรื่องราวนี้เราจะนำเสนออย่างไร ก็มีไอเดียตั้งแต่วาดเป็นอนิเมชั่น ใช้คนแสดง หรือจะให้เป็นพี่ๆ ร้องเพลงเหมือนกัน ซึ่งในตอนแรกผมเองยังไม่มั่นใจกับความคิดที่จะถ่ายทำจริงๆ เพราะไม่แน่ใจว่าศักยภาพของตัวเองจะถ่ายทำออกมาได้ดีหรือเปล่า กลัวว่าถ่ายออกมาแล้วกลายเป็นว่าดูสมัครเล่นมากๆ แล้วจะดูด้อยค่าลงไปโดยใช่เหตุ
แต่หลังจากที่เราคิดกันอย่างถี่ถ้วนแล้ว เราก็ตัดสินใจว่า จะหาน้องค่ายในอดีตจริงๆ มาแสดงประกอบเรื่องราวต่างๆ ในเพลง 3 คน ได้แก่คนที่ได้รับดอกไม้ คนที่ได้รับ SMS และคนที่ได้รับร่ม ซึ่งก็หาคนอยู่นานมาก จนตอนแรกเราได้ข้อสรุปว่าจะเป็นน้องจ๊ะจ๋า (เข้าหลายค่ายมาก), น้องพัช (เข้า ICTFC5) และธาม (โตแล้ว แต่เคยแข่ง Cubic Competition mini ใน Cubic Festival June 2005 และได้มาแข่ง Cubic Race 3 ด้วย)
ซึ่งในช่วงการถ่ายทำแต่ละส่วนนี้ ผมค้นพบเลยครับว่าการถ่ายทำอะไรพวกนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เพราะต้องมีการประสานงานของคนมากมาย และต้องใช้เวลามากๆ อีกทั้งถ้าเกิดปัญหาอะไรสักอย่าง ใครมีปัญหาขึ้นมา ก็จะรวนไปทั้งระบบ อย่างธามเองก็โทรมาบอกว่าไปไม่ได้แล้วในเย็นวันรุ่งขึ้นที่จะถ่าย ซึ่งเราได้นัดกับทางทีมงานทั้งของเรา ทั้งคนรู้จักที่จะมาแต่งหน้าให้ และสถานที่ร้าน Cinny Cinnamon ไว้หมดแล้ว เราเลยต้องมาหานักแสดงใหม่กันสดๆ ในคืนนั้น จนสุดท้ายเราก็โชคดีที่ได้น้องซัน (KUSFC3-4 และเข้า 5-6 ด้วย แต่อันนี้ไม่ได้นับว่าเป็นของคิวบิก) มาแบบร้อนๆ
ในช่วงการถ่ายเองก็มีปัญหา อันที่ดูจะง่ายสุดคือพาร์ทแรกของน้องจ๊ะจ๋า ซึ่งเราต้องแบ่งเป็น 2 วัน คือฉากนอกบ้าน (อันนี้ง่าย) และฉากห้องนอน ที่ถ่ายวันเดียวกับส่วนของน้องพัช (เช่าห้องพักวันเดียว จะได้คุ้ม) ซึ่งฉากห้องนอนนี้เนื่องจากมีที่ให้เราขยับขยายมากไม่ได้ การตั้งกล้องในตำแหน่งต่างๆ จึงไม่ค่อยง่ายอย่างที่คิด ช็อตที่น้องจ๊ะจ๋าหยิบชุดนักเรียนออกมาจากตู้ อันนี้คือตากล้องของเรา (พี่ต้อง) ต้องไปมุดอยู่ในตู้เสื้อผ้า แล้วก็ถ่ายหลายรอบมากถึงจะได้แสงได้สีได้องค์ประกอบอย่างที่อยากได้
ส่วนของน้องพัชอันนี้ถ่ายไม่ยากเท่าไหร่ เพราะไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมากมาย แต่ที่ยากคือการตัดต่อให้ดูรู้เรื่อง และแก้แสงที่ลอดเข้ามาจากผ้าม่าน (เพราะถ่ายกลางวัน) ซึ่งอันนี้เราต้องให้พี่ภูวันเป็นคนแก้ภาพเป็นเฟรมๆ ไป
แต่ส่วนที่โหดร้ายที่สุด คือส่วนของน้องซันครับ เพราะเป็นฉากที่ฝนตก แต่วันนั้นแดดก็ดันจ้ามาก ฟ้าโล่งเชียว ต้องขอบคุณเครื่องฉีดน้ำของพี่กอล์ฟมากๆ ครับที่สามารถสร้างฝนที่เนียนสุดๆ คือทุกฉากที่เห็นหยดน้ำทั้งหมด จริงๆ แล้วเบื้องหลังจะมีพี่กอล์ฟของเรายืนฉีดน้ำอยู่ ส่วนฉากไหนที่กล้องต้องเข้าใกล้ๆ ที่ฉีดน้ำอย่างฉากที่วิ่งขึ้นร้าน หรือเดินออกจากร้าน อันนี้ก็ต้องมีการกางร่มให้กล้องอย่างดี โดยที่ร่มก็ต้องไม่ติดเข้าไปในกล้อง แทบบ้ากันเลยครับ
ซึ่งการตัดต่อฉากนี้ก็ตัดยากที่สุดเหมือนกันครับ เพราะเราต้องสร้างบรรยากาศว่าฝนมันตก แต่วันนั้นแดดมันจ้ามาก เลยต้องมาแก้สีกันอย่างเอาเป็นเอาตาย จนกว่าจะได้บรรยากาศอย่างที่เห็นกันใน MV นี่ทำนานมากครับ (ขอบคุณพี่โอ เด็กนิเทศจุฬาภาคฟิล์มของเราสำหรับคำแนะนำในการแก้สีมา ณ โอกาสนี้)
นอกจากนี้ในฉากนี้เอง จะเห็นได้ว่ามีการหยิบนามบัตรของคิวบิกขึ้นมา ซึ่งตอนแรกเราก็คิดๆ กันไว้แล้วว่าอยากจะทำ MV นี้เป็นอีกเวอร์ชั่นเฉพาะศิษย์เก่าสาธิตเกษตร จะไปเปิดให้น้องๆ แต่ผมก็ลืมนึกถึงเรื่องนามบัตรนี้ ตอนจะไปฉายจริง เลยต้องให้พี่ภูวันของเราถึกลบคำว่าคิวบิกครีเอทีฟออกจากนามบัตรอีกแบบเฟรมต่อเฟรมอีกรอบ
แต่ถ้าว่าส่วนเนื้อเรื่องนี่ยากแล้ว ส่วนทีมงานร้องเพลงนี่ยากกว่ากันสิบล้านเท่าครับ
เริ่มจากการนัดคน ช่วงแรกๆ คนจะยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญ ก็จะอิดๆ ออดๆ แล้วก็มีทีมงานบางส่วนที่อยู่ต่างประเทศ เราก็จะขอให้ส่งรูปหรือไฟล์วีดีโอมาแทน (ที่เห็นมิ้นท์ กับรตาใน MV อันนี้น่ะแหละครับ) แต่หลังจากที่มีคัทแรกออกมาไปฉายในค่าย KUSFC6 ที่โรงเรียน กับคัทที่ 2 มาฉายตอนพิธีเปิดค่ายโฟโต้ก็รู้สึกว่ากระแสตอบรับในการให้ความร่วมมือดีขึ้นนิดหน่อยครับ
แต่กว่าจะตัดออกมาให้แต่ละคนเป็นช่วงๆ นี้อย่าคิดว่าจะง่ายนะครับ บางคนคิดว่าก็ให้แต่ละคนร้องเป็นท่อนๆ ไป แล้วเอามาแปะๆ ง่ายนิดเดียว คิดผิดครับ
เนื่องจากว่าเราไม่สามารถควบคุมได้ว่า สุดท้ายแล้วจะมีใครถ่ายบ้าง (ต้องสะสมถ่ายเพิ่มไปเรื่อยๆ) เราจึงกำหนดไม่ได้ว่า ใครจะร้องท่อนไหนบ้าง เลยต้องให้ทุกคนร้องทั้งท่อนฮุคกันหมด แล้วถึงมาเลือกตัดเข้าเพลงของแต่ละคน
แต่เนื่องจากว่า ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะถ่ายออกมาแล้วดูดีในทุกๆ คำที่ร้อง บางคนถ่ายออกมาก็จะมีหลบสายตากับกล้องบ้าง ร้องผิดบ้าง หรือมีองค์ประกอบอื่นๆ มารบกวนอย่างรถวิ่งหรือคนเดินผ่าน ก็จะทำให้ช่วงนั้นๆ ใช้ไม่ได้ ในขณะที่เราต้องพยายามให้คนที่มีแบคกราวน์เหมือนกันอยู่ติดกันไว้เพื่อความรู้สึกที่ต่อเนื่องของคนดู การจัดลำดับก็จะเป็นอะไรที่ยากมาก ต้องมีการปรับไปปรับมามากมาย บางทีพอเอาคนนี้มาลงท่อนนี้ ปรากฎอีกคนไปลงอีกท่อนไม่ได้เพราะร้องผิด ก็ต้องย้ายมาท่อนที่เอาคนอื่นลงไปแล้ว พอคนนั้นเด้งออกมาก็หาที่ลงใหม่ไม่ได้ หรือบางทีก็พลอยทำให้คนข้างเคียงที่แบคกราวน์เหมือนกันต้องเด้งตามมาด้วยอะไรแบบนี้
ยังไม่พอครับ เคราะห์ยังซ้ำกรรมยังซัด เมื่อเกิดปัญหา “แรดตก” (อ่านเพิ่มเติมได้ในบล็อกส่วนตัวของผม http://www.zerothman.com/web/Blog/Entries/2009/5/8_MV_Recovery.html) จนข้อมูลที่ถ่ายๆ มาแล้วหายหมด วันนั้นผมแทบบ้าไปเลยครับ (แต่ต้องเก๊กสุดๆ เพราะว่าคนทำตกอยู่ในค่ายด้วย ไม่อยากให้คนที่ทำตกจิตแตก เลยต้องทำเป็นว่า “ไม่เป็นไรๆ” แต่ในใจนี่แบบสลายร่างไปแล้ว) สุดท้าย เลยเหลือแค่เวอร์ชั่นที่เรนเดอร์ออกมาแล้ว (ซึ่งของแต่ละคนเหลือแค่เป็นจอเล็กๆ ไปแล้ว ไม่มีต้นฉบับความละเอียดสูงอยู่)
ซึ่งก็ต้องแก้ปัญหาโดยตามล่าให้มาถ่ายกันใหม่ครับ เนื่องจากว่ามันจะต้องมีจอที่สามเพิ่มเข้ามาเพราะมีคนถ่ายเพิ่มอีก แล้วบางทีอาจจะส่งผลให้มีการสลับตำแหน่งกับคนเก่า แล้วจะไม่มีไฟล์สำหรับแก้ ก็โชคดีครับที่หลายๆ คนให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง จนกลายเป็นผลงานอย่างที่หลายๆ ท่านเห็นกันแล้วในเว็บ
จริงๆ ยังมีปัญหารายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะมากครับ แต่ถ้าจะมาเขียนหมดคงอ่านกันไม่หวัดไม่ไหว เอาเป็นว่าผมก็รู้สึกดีใจที่งานนี้ก็เสร็จออกมาได้อย่างสวยงาม (แต่ยังไม่เสร็จนะครับ ยังจะทยอยถ่ายเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ) ยังไงใครมีข้อเสนอแนะอะไร ก็ฝากๆ กันไว้ได้เลยนะครับ เพื่อจะไปปรับแก้ในคัทหลังๆ จากนี้ครับ
ก็ขอฝาก MV นี้ไว้ในอ้อมใจด้วยนะครับ ฮา…
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)