creativeideasdrivetheworld.
In: Cubic Blog By: Zerothman
30 Oct 2010วันก่อนผมได้มีโอกาสไปค่าย KUSAC Welcome Camp #4 ที่โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ และได้มีโอกาสพูดคุยกับมิกกี้ซึ่งเป็นประธานชมรมในเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของการจัดการความผิดพลาด ซึ่งผมเองค่อนข้างมีความคิดที่ต่างกับมิกกี้ในเรื่องดังกล่าว เพราะผมเองจะมีความเชื่อว่าไม่ว่าจะทำงานอะไร แม้ว่าเราจะพยายามแค่ไหน จะเกิดข้อผิดพลาดได้เสมอ (ซึ่งแนวคิดตรงนี้ผมคิดว่าเป็นปรัชญาในการทำงานที่คงไม่ได้มีความสำคัญอะไรที่จะต้องถกเถียงให้มากมาย เป็นเพียงปรัชญาที่แล้วแต่ละคนจะมีจุดยืนที่แตกต่างกัน และประเด็นของเอ็นทรีนี้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องว่าควรจะยอมรับได้กับข้อผิดพลาดหรือไม่แต่ประการใด)
การพูดคุยดังกล่าว ได้สร้างคำถามในใจผมขึ้นสองสามข้อ และทำให้ผมสังเกตถึงวัฒนธรรมการทำงานบางอย่างของคิวบิกครีเอทีฟขึ้นมา
ย้อนไปสักปีสองปี เคยมีการพูดคุยกันเล่นๆ ในกลุ่ม Cubic Research Group ว่าเราน่าจะมีการรวบรวมแนวคิดวัฒนธรรมการทำงานของคิวบิกฯ แล้วทำแบบโตโยต้า ซึ่งตอนนั้นก็ตั้งชื่อกันเล่นๆ ว่า Cubic Way ซึ่งล้อจาก Toyota Way
ในครั้งนั้นก็มีการถกเถียงกันหลายๆ เรื่องว่าอะไรบ้างที่เป็นเอกลักษณ์ของคิวบิกครีเอทีฟ และผมก็พอจะจำและสรุปได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้
นอกนั้นก็ยังมีเรื่องปลีกย่อยอีกมากมายที่อาจจะเล็กน้อยเกินไปที่จะมาพูดตรงนี้ อย่างไรก็ตาม ผมไม่เคยนึกถึงเรื่องหนึ่งที่การสนทนากับมิกกี้ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมา นั่นคือการจัดการกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น
ผมมาสังเกตและพบว่า การทำงานของคิวบิกครีเอทีฟมีความยืดหยุ่นสูงมาก (อยากใช้คำว่า dynamic แต่ไม่แน่ใจคำแปลภาษาไทยที่เหมาะสม) ภาพที่ผมเห็นคุ้นจนชินตาทุกๆ ครั้ง คือไม่ว่าเราจะไปทำงานหรือจัดกิจกรรมที่ไหน หลังจากการจัดในวันแรกไปแล้ว จะมีการพูดคุยถกเถียงเพื่อ “เปลี่ยน” การทำงานในวันที่สองเสมอ (หลายๆ ครั้งแค่เพียงชั่วโมงแรก ก็คุยเพื่อเปลี่ยนชั่วโมงที่สองแล้วก็มี) และไม่ว่าเราจะวางแผนไปอย่างปึ๊กแค่ไหนแล้วก็ตาม เมื่อเราได้ลงสนามจริงเพื่อทำงาน เราจะพบว่ามันมีปัจจัยมากมายที่เราไม่ได้คาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นน้องค่าย สถานที่ หรือแม้แต่ดินฟ้าอากาศที่ทำให้เราต้องเปลี่ยน แม้ว่าหลายๆ ครั้งเราจะพยายามคิดเผื่อไว้แล้วก็ตาม
ผมคิดว่าจุดนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง จากประสบการณ์ของผมเอง หลายๆ ครั้งที่ผมทำงานในองค์กร หรือร่วมกับองค์กรอื่นๆ ผมพบว่าด้วยระบบและวัฒนธรรมการทำงานไม่ได้เอื้อให้เกิดการปรับเปลี่ยนแผนการทำงานได้อย่างรวดเร็วเหมือนที่คิวบิกครีเอทีฟมี ซึ่งในจุดนี้ผมคิดว่าก็เป็นประเด็นที่มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป ประการแรกคือคิวบิกครีเอทีฟมักทำอะไรที่สดใหม่ จึงน้อยมากที่เราจะทำอะไรที่ซ้ำแผนแบบเดิม สิ่งที่ตามมาคือเราจึงมักจะขาดแบบแผนการทำงานที่อยู่ตัวแล้ว การทำงานต่างๆ ของเราจึงมีแนวโน้มสูงกว่าที่จะเกิดปัญหา และทำให้เราต้องปรับแก้ไปตามสถานการณ์ แต่ข้อดีก็คือทำให้ผลงานของเรา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังๆ ที่ผ่านการปรับแก้แล้ว) มีความ “เข้ากันได้” กับกลุ่มเป้าหมายของเรามากขึ้น จริงๆ แล้วนี่อาจจะเป็นคำตอบของข้อมูลเชิงสถิติที่วีกิจค้นพบตั้งแต่ค่าย Cubic Thinking Camp #1 ว่าน้องค่ายจะรู้สึกสนุกมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงวันหลังๆ เพราะเรามีการปรับการทำงานให้ “เข้ากันได้” น้องแล้วก็เป็นได้
แม้ว่าสิ่งนี้จะเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกได้จากคิวบิกครีเอทีฟ แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้คือสูตรสำเร็จหรือวัฒนธรรมการทำงานที่ดีที่สุดนะครับ เพียงแต่ผมคิดว่ามัน “เหมาะ” กับคิวบิกครีเอทีฟที่สุดในตอนนี้จริงๆ
ความแรงของคิวบิกฯ มันอยู่ตรงนี้แหละ!
In: Cubic Blog By: Zerothman
21 Sep 2010ถ้าพูดถึงคิวบิกครีเอทีฟ อย่างนึงที่คนคงนึกถึงทันทีก็คงไม่พ้นค่าย เพราะตั้งแต่จุดเริ่มต้นของคิวบิกครีเอทีฟ เราก็จัดค่ายกันมาเป็นหลักตลอด จนแม้ทุกวันนี้ คงไม่แปลกใจอะไรนัก ที่หลายๆ คนจะมองเห็นคิวบิกครีเอทีฟเป็นองค์กรที่จัดค่ายเพียงอย่างเดียว (ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่นะครับ)
และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ รวมเข้ากับราคาของค่ายที่ค่อนข้างสูงกว่าโครงการอื่นๆ จึงทำให้หลายๆ คนคิดว่ากิจกรรมประเภทค่ายนี้เป็นแหล่งรายได้หลักของคิวบิกครีเอทีฟ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันกลับจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยครับ
ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา โครงการค่ายถือว่าเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าทางการเงินที่สุดมาแต่ไหนแต่ไร ถึงแม้ว่าค่ายๆ หนึ่งจะมียอดกระแสเงินสดพัดผ่านไปอย่างมหาศาล (เช่น CCFC2 มียอดเงินสะพัดทั้งหมดประมาณ 5 แสนบาท) แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินกิจกรรมค่ายก็สูงเช่นเดียวกัน โดยทั่วไปแล้ว ยอดกำไร-ขาดทุนสุทธิของโครงการค่ายมักจะปริ่มๆ ไม่บวกก็ลบนิดๆ หน่อยๆ มาตลอด ซึ่งหากคิดเผื่อค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ไม่ถูกนับเข้าบัญชีของโครงการ ก็เรียกได้ว่าคิวบิกครีเอทีฟแทบไม่เคยได้กำไรจากค่ายเลย
ค่าใช้จ่ายของค่ายโดยทั่วไปกว่า 50% – 70% มักจะต้องเสียให้กับค่าอาหารและสถานที่เป็นหลัก โดยมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมจริงๆ เพียง 5% – 30% เท่านั้น (ส่วนอื่นๆ เป็นค่าบริหารจัดการต่างๆ หรือการประชาสัมพันธ์) ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ส่วนใหญ่ถ้าใครไม่เคยได้ทำงานในลักษณะนี้ จะไม่ค่อยเข้าใจจริงๆ ว่ามีต้นทุนเหล่านี้อยู่ และทำให้คิดว่าค่ายแพงเกินความเป็นจริง
ผมขอลองยกตัวอย่างง่ายๆ นึกถึงค่าย CCFC2 จัดที่ KU HOME มีค่าที่พักพร้อมอาหารเช้าต่อคนต่อคืนอยู่ที่ 400 บาท ค่าอาหารกลางวัน อาหารเย็น และอาหารว่างรวมประมาณ 220 บาทต่อวัน หากคิดที่ 5 คืน จะมียอดรวมเป็น (400+220)×5 = 3,100 บาท และหากต้องคิดเผื่อถึงทีมงานค่ายที่มีประมาณ 50% ของจำนวนผู้เข้าร่วม ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับอาหารและสถานที่ต่อผู้เข้าร่วมกิจกรรมหนึ่งคนก็จะกลายเป็น 3,100+50% = 4,650 บาท ซึ่งหากเทียบกับค่าเข้าค่าย 4,900 บาทแล้ว เท่ากับว่าผู้เข้าร่วมค่ายจ่ายเงินแค่เพียง 250 บาทเพื่อซื้อกิจกรรมคุณภาพสูงที่สนุกโคตรๆ รวมกว่า 55 ชั่วโมง คิดเป็นชั่วโมงละ 4.50 บาท ถูกเป็นบ้า!
คำถามต่อมาจึงเป็นว่า รายได้หลักของคิวบิกครีเอทีฟมาจากไหน? ก็มักจะเป็นโครงการที่หน่วยงานอื่นๆ เอ้าท์ซอร์สเข้ามา หรือโครงการที่เราจัดเป็นคอร์สช่วงเปิดเทอมที่ไม่ต้องมีค่าอาหารหรือสถานที่มากมาย
แต่คำถามที่น่าแปลกใจที่สุดคงเป็นว่า ทั้งๆ ที่ไม่มีความคุ้มค่าอะไรเสียเลย จะจัดทำไม?
เหตุผลนั้นไม่ยาก เพราะค่ายคือโครงการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้มากที่สุด ทั้งกับผู้เข้าร่วมค่าย และส่วนที่สำคัญยิ่งกว่า คือผู้ทำค่าย
ในทุกๆ ค่าย จะได้มีเยาวชนที่มีโอกาสเข้ามาทำงาน 20 – 50 คน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ได้รับการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ไม่มีวันหาได้จากที่ไหน ทั้งการแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น การทำงานอย่างเป็นระบบ
ด้วยเหตุผลง่ายๆ นี้ คิวบิกครีเอทีฟจึงเลือกที่จะจัดค่ายในทุกๆ โอกาสที่เราทำได้ แม้ว่าจะมีความไม่คุ้มค่าทางการเงินอยู่เลยก็ตาม (พูดง่ายๆ ว่ายิ่งจัดค่าย ยิ่งทำให้ทีมที่ทำงานเปิดเทอมต้องทำงานเยอะขึ้นเพื่อปั่นเงินมาชดเชยตรงนี้)
ช่างเป็นงานอดิเรกราคาแพงจริงๆ
ปล. ขอฝาก Cubic Mega Camp #2 ไว้ในอ้อมใจด้วยนะครับ
แก้ไขเพิ่มเติม (23/09/10) : เอิร์ธมาทักผมว่า ข้อมูลในนี้ขาดไปหน่อย นั่นคือส่วนที่ว่าถ้าเหลือเงินแค่คนละ 250 บาท แล้วเงินที่ใช้จ่ายในค่ายส่วนอื่นๆ นั้นหายไปไหน? คำตอบคือในหลายๆ โครงการเราโชคดีได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นๆ (อย่างเช่น MK ได้ช่วยเหลือเราใน CCFC2) ซึ่งส่วนนี้ก็ได้แบกรับค่าใช้จ่ายไปได้อีกพอสมควรครับ
In: Cubic Blog By: Zerothman
17 Sep 2010ที่ผ่านมาเวลาทำงานในคิวบิกฯ ผมเองออกจะเป็นคนที่ตามอารมณ์เสียมาก ผมจะเป็นพวกไม่ค่อยชอบวางแผน และทำอะไรไปตามที่สัญชาติญาณมันอยากจะทำ ซึ่งตรงนี้เองก็เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่ถึงกระนั้น เลยทำให้การทำงานของผมมีคติอย่างหนึ่งว่า “จะเล่นว่าวก็ต้องรอให้ลมพัดก่อน”
ตั้งแต่ไหนแต่ไร ผมจะคิดเสมอว่าพยายามทำอะไรเท่าที่เรามื เว้นแต่สิ่งนั้นเป็นเป้าหมายของเราจริงๆ ที่เราต้องการฝ่าไปให้ถึง เพราะงั้นหลายๆ อย่างถึงแม้ว่าสภาพจะยังไม่พร้อม หลายๆ ครั้งผมก็เลือกที่จะตัดมันทิ้งไปก่อน หรือช่างมัน (อย่างทุกวันนี้ระบบภายในคิวบิกฯ หลายๆ อย่างก็ยังถูก “ช่างมัน” อยู่) ผมเองก็มีเหตุผลง่ายๆ ว่า ก็ถ้ามันยังไม่ใช่จังหวะ เราจะไปฝืนทำไม? เพราะถ้าฝืน ก็ยิ่งเหนื่อย และหลายๆ ครั้งก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เหมือนเล่นว่าวตอนไม่มีลม
เรื่องนี้เป็นประเด็นที่น้องๆ ชอบถามผมตั้งแต่สมัยยังเป็นชมรมวิชาการฯ อยู่นะครับ เพราะปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นทุกๆ ปีคือ “แย่แล้วค่ะพี่นัท ปีนี้ไม่มีสมาชิกที่ทำ XXX ได้เลย แบบนี้จะทำยังไงดี?” ซึ่งคำตอบที่ผมมักจะตอบดื้อๆ ก็คือ “ก็ไม่ต้องทำสิจ๊ะ”
บางทีเราไปให้ความสำคัญกับตามไล่ตามมาตรฐานบางอย่างของคนอื่นมากเกินไป ทั้งๆ ที่ผมคิดว่า การที่เราทำอะไรที่เราพร้อม และด้วยความตั้งใจของเราจริงๆ มันมีพลังกว่าเยอะ และหลายๆ ครั้งมันก็มีคุณค่ามากกว่าเสียด้วยซ้ำ หากให้เปรียบเทียบ ก็คงหมายถึงเด็กคนหนึ่งที่ไปตามฝัน กับอีกคนที่ไปตามกระแส คนที่ไปตามฝันอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับเท่าคนที่ไปตามกระแส แต่สิ่งที่เขาทำมันจะมีพลังมากกว่ากันเยอะ ผมว่าหลายๆ ครั้งผมเห็นศักยภาพเด่นๆ ตั้งหลายอย่างของน้องๆ หลายๆ รุ่น จนบางทีก็แอบแปลกใจที่พวกเขาไม่ลองเอาจุดเด่นเหล่านั้นออกมาทำอะไรดู (แต่ก็อาจจะเป็นปัญหาในระดับภาพรวมของประเทศหรือเปล่านะ?)
เรื่องของระบบ HR ในคิวบิกฯ เองก็เป็นเรื่องหนึ่งที่พยายามจะชักให้ขึ้นลมบนกันมาตลอด แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ ซึ่งผมเองก็พยายามจะให้ความร่วมมือตลอด (ซึ่งก็ได้ในระดับที่ฝ่าย HR พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง คละเคล้ากันไป) แต่หลายๆ ครั้งก็รู้สึกจริงๆ ว่า มันช่างเป็นอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เพราะยังไงคนก็ยังคงกระจัดกระจาย ไม่มีหลักแหล่งให้รวมอย่างชัดเจน และเอาเข้าจริงๆ จำนวนคนก็มากเกินกว่าที่เราจะพยายามทำให้เป็นกลุ่มเป็นก้อนได้ ผมเลยตัดสินใจที่จะไปเลือกทำอะไรที่ผมทำได้ก่อน และคิดว่าสำคัญกว่า นั่นก็คือจัดกิจกรรม จัดโครงการไปเรื่อยๆ ซึ่งทุกวันนี้เองก็พอจะพิสูจน์ได้ว่า ถึงจะไม่มีระบบ HR ที่แข็งแกร่งอะไร แต่คิวบิกฯ ก็ยังทำงานหลายๆ อย่างได้ดีมาตลอด
ขอย้ำก่อนว่า ผมเองก็เชื่อนะครับว่า ถ้าคิวบิกฯ มีระบบ HR แล้ว งานหลายๆ อย่างก็คงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพียงแต่จังหวะต่างๆ มันยังไม่ลงตัว จนผมคิดว่า ฝืนวิ่งไปยังไง ว่าวก็คงไม่ลอยขึ้นไปอยู่ดี เลยยังไม่คิดจะทำก็เท่านั้นเอง เพราะงั้นทุกวันนี้งาน HR ของคิวบิกเองก็ดำเนินไปแบบงูๆ ปลาๆ ซึ่งผมก็ไม่คิดว่าเลวร้ายอะไร กิจกรรมต่างๆ ก็ยังดำเนินไปได้อย่างไม่ทุลักทุเลจนเกินไปนัก
แต่ตัวอย่างหนึ่งของคิวบิกฯ ที่บังเอิญ “ลมมันมา” และเราก็วิ่งว่าวจนมันลอยไปติดลมบนเรียบร้อย อย่างหนึ่งคงไม่พ้นงานฝ่ายมัลติมีเดียครับ
ถ้าให้พูดตามตรง ตั้งแต่สมัยผมทำ KUSFC1 ในปี 47 เรื่องนี้คือเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในสายตาผมเลยนะครับ
ในสมัยนั้น เราก็ยังจัดกิจกรรมโดยใช้สไลด์ Power Point ธรรมดาๆ เปิดเพลงปิดเพลงโดยไม่เฟดเสียง หรือแม้แต่การถ่ายรูป ก็ใช้กล้องธรรมดาๆ โดยพี่กานต์และต้องรับหน้าที่ในการถ่าย (ซึ่งพี่กานต์เป็นฝ่ายการเงิน และต้องเป็นทีมงานสีในตอนนั้น)
ความละเมียดในการทำงานทางด้านมัลติมีเดีย เพิ่งค่อยๆ มาเพิ่มในยุคสองสามปีต่อมา เมื่อธีรัชผู้มีความสามารถทางด้านนี้เริ่มเข้ามาบุกเบิกเกี่ยวกับการทำงานเสียงอย่าง “ละเมียด” ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมระดับเสียง เปิดปิดเพลง ส่วนเรื่องการถ่ายรูป ก็คงเป็นเพราะหลังจากนั้นต้องเองก็เริ่มเล่นกล้อง DSLR และก็เริ่มถ่ายรูปที่มีคุณภาพมากขึ้น ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างนี้ ก็เลยทำให้ “มาตรฐาน” ของฝ่ายมัลติมีเดียสูงขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งถามผมแล้ว แน่นอนว่ามัน “ดีกว่า” ที่เรามีมาตรฐานที่ดีเหล่านี้ แต่ให้นึกย้อนไป ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าน้องค่าย KUSFC1 จะสนุกน้อยกว่า หรือได้เรียนรู้น้อยกว่าค่ายที่มีมัลติมีเดียดีๆ สักแค่ไหน แต่ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบที่ลมบังเอิญพัดมา และเราก็วิ่งว่าวไว้ได้ทัน จนเป็นว่าวติดลมบนประทับบารมีเราไว้ ก็เท่านั้น
จนบางทีผมก็รู้สึกตลกเวลาที่เห็นใครมาเห็นว่าวที่ติดลมบนของเราแล้ว พยายามจะวิ่งให้ว่าวลอยขึ้นไป ทั้งๆ ที่ไม่มีลม แน่นอนว่ายังไงมันก็ตกแหมะลงมา และยิ่งตลกไปใหญ่ถ้า ณ เวลานั้น เขายังไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรจะทำ ณ เวลานั้นเสียด้วยซ้ำ
พูดถึง ณ เวลานี้เอง ผมก็เริ่มรู้สึกได้ถึงลมอีกสองลูกที่กำลังพัดโชยมาในคิวบิกครีเอทีฟ
หนึ่งในนั้น คือลมแห่งเสียงดนตรีครับ ผมคิดว่าตอนนี้คิวบิกครีเอทีฟกำลังอยู่ในจังหวะประหลาด ที่เรามีสมาชิกที่มีทักษะทางดนตรีมากมายอยู่พร้อมๆ กันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ไม่แน่…ถ้าลมนี้แรงพอ และคิวบิกฯ สามารถวิ่งว่าวตัวนี้ไปจนติดลมบนได้ คิวบิกครีเอทีฟก็คงมีว่าวดีๆ มาประดับบารมีไว้อีกอัน
ส่วนลมอีกลูก ขออุ๊บอิ๊บไว้ก่อน เผื่อเฟล
แต่ไม่ว่ายังไง ว่าวเหล่านี้คงเป็นมาตรฐานที่ยากพิลึก…หากใครจะตามทัน
สุดท้ายนี้ ขอฝากคลิปนี้ไว้ด้วยครับ จาก Cubic Thanks Party 2010 ที่ผ่านมา
In: Cubic Blog By: Zerothman
7 Sep 2010เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หากใครไปงาน Cubic Thanks Party 2010 อาจจะได้ชมคลิปเสี่ยวๆ จากฝีมือของ Cubic MMG ของวง Phenomena กันไปแล้ว อันที่จริงถ้าไม่นับว่ามีสมาชิกในวงที่เป็นสมาชิกคิวบิกครีเอทีฟนี้อยู่ ก็คงพูดได้ว่าคิวบิกฯ หรือแม้แต่ตัวผมเองก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับวงนี้เอาเสียเลย จนมานึกๆ ดูแล้ว ผมคิดว่าเป็นเรื่องผิดสังเกตทีเดียวที่ชื่อของ Phenomena ผ่านเข้ามาในโสตประสาทผมมากขนาดนี้

สมาชิกวง Phenomena (จากซ้าย) มิล, ยอด, มาร์ค, แทน
ในบรรดาสมาชิกวงทั้ง 4 คน ก็มีสมาชิกที่ผมพอจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัวอยู่ 2 คนได้แก่แทนกับมิล แทนเองเป็นหนึ่งในทีมงานฝ่ายกิจกรรมของ CCFC2 เลยทำให้รู้จักมักจี่กับผมอยู่พอสมควร ในขณะที่มิลเองผมก็แค่รู้จักผ่านๆ จากการที่มิลมาตีกลองให้กับคอนเสิร์ตในคืนสุดท้ายของ CCFC2 แต่ถึงผมเองจะไม่ได้มีโอกาสได้คุยกับมิลมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจและสัมผัสได้จากตัวของมิลเองคือความรักในดนตรี ในคืนนั้นตอนนี้ผมกำลังจัดการเกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทาง (ที่จริงๆ แล้วก็น้อยนิดเสียมากๆ) ให้กับบรรดานักดนตรีรับเชิญในคอนเสิร์ต ผมยื่นซองให้กับมิล แต่มิลก็ปฎิเสธพร้อมกับบอกว่า “ไม่เป็นไรครับพี่ ผมชอบเล่นดนตรี”
หลังจากที่ผมพยายามคะยั้นคะยอที่จะให้ซอง และต้องหงุดหงิดเล็กน้อยกับความไม่สำเร็จในตอนนั้น แต่ผมก็รู้สึกประทับใจกับทัศนคตินี้ของมิล อาจฟังดูเวอร์ แต่ผมสัมผัสได้ถึงความรักของมิลที่มีกับดนตรีได้มากกว่าตอนที่มิลอยู่บนเวทีเสียอีก
จนหลังจากนั้นมาสักพัก พอผมได้ยินข่าวคราวผ่านๆ จากน้องแทนว่ามิลชวนแทนไปร่วมในวงที่จะประกวด Hot Wave Music Awards ครั้งที่ 15 ความคิดแว้บแรกที่ผ่านเข้ามาในหัวของผมคือ ผมและคิวบิกฯ จะสนับสนุนมิลและวงนี้ได้อย่างไรบ้าง? แต่น่าเสียดายครับ ดูเหมือนว่าทั้งผมและคิวบิกฯ เองดูจะไม่มีความพร้อมอะไรเสียเลยที่จะช่วยเหลืออะไรวงนี้ได้ ก็เลยได้แต่ดูอยู่ห่างๆ จนกระทั้งกอล์ฟเองมาขอยืมกล้อง HD ของคิวบิกฯ ไปใช้ถ่ายวง Phenomena ตามงานต่างๆ ผมก็คิดว่านั่นคงเป็นที่สุดที่คิวบิกฯ และผมเองจะสนับสนุนได้ผ่านกอล์ฟไป
หลังจากนั้นถ้าให้พูดตามตรง ผมก็แทบไม่ได้รู้ข่าวคราวอะไรอีกเลยของ Phenomena ทางเดียวที่ผมพอจะทราบข่าวได้บ้าง (และดูเหมือนเป็นทั้งหมดของช่วงเวลานั้น) คือทวิตเตอร์ของ @mamuang จนกระทั้งมีข่าวว่าวงนี้ได้ติดรอบ 30 ทีมสุดท้าย ผมเองก็ไม่มีโอกาสจะได้ไปดูเพราะตอนนั้นยังอยู่ต่างประเทศ แต่ก็รู้สึกได้ทันทีว่าผู้คนรอบๆ ตัวบนทวิตเตอร์และเฟสบุ๊กก็เริ่มพูดถึง Phenomena มากขึ้น
จนกระทั้งเมื่อ Phenomena ได้เข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายเนี่ยแหละครับ เรื่องนี้ก็กลายเป็นกระแสหลักของชาวสาธิตเกษตรและคิวบิกที่อยู่สาธิตเกษตรอย่างสุดๆ ถึงจะไม่อยากรู้ แต่ก็จะต้องมีอะไรสักอย่างเกี่ยวกับ Phenomena โผล่ขึ้นมาบนไทม์ไลน์เป็นระยะๆ (เยอะสุดคงไม่พ้น @mamuang, @pongpitipert และ @equinoxxz) ถึงจะไม่ได้มากมาย แต่ก็เยอะจนผมเองหลายๆ ครั้งต้องแอบคิดในใจว่า “อะไรมันจะขนาดนั้น!”
ผมคิดว่านี่เป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจนะครับ การที่คนเราจะมีอารมณ์ร่วมกับอะไรสักอย่าง ถ้าให้ลองนึกๆ ย้อนดู ก็คงรู้สึกเหมือนตอนช่วงบอลโลก บางทีก็ดูแปลกที่ความสำเร็จหรือล้มเหลวของคนอื่นที่จริงๆ แล้วก็อาจไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเราเลย จะมาส่งผลกระทบกับจิตใจเราได้ขนาดนี้ แต่ก็เพราะด้วยความรู้สึกที่เราได้เห็น ได้สัมผัสกับสิ่งที่คนอื่น “สู้” ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มันก็ทำให้เรารู้สึก “ร่วม” กับความสำเร็จนั้น ทั้งๆ ที่เราอาจจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็ได้
แน่นอน…สิ่งเหล่านี้จะเกิดได้ หากต้นทางได้เริ่มต้น “สู้” ให้คนอื่นๆ ได้เห็นมาก่อน
และจากที่ผมกล่าวไปตอนต้น ถึงผมเองจะไม่ได้มีโอกาสได้เห็นด้วยตาตัวเอง แต่ด้วยปรากฎการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวผม คงไม่ยากที่จะผมจะตั้งสมมุติฐานว่า มิลและเพื่อนๆ วง Phenomena เองคงได้ “สู้” มาไม่น้อย
เรื่องนี้คงเป็นบทเรียนง่ายๆ ว่าหากเราอยากให้ใครร่วม “สู้” กับเราแล้ว สิ่งที่ง่ายที่สุดที่เราจะทำได้ คงเป็นการเริ่ม “สู้” ให้พวกเขาเห็นก่อน
ขอเพียงเริ่ม “สู้” แล้ว… Phenomena Phenomenon คงเกิดได้กับทุกคน
สุดท้าย เผื่อใครไม่เห็นภาพ นี่คือวง Phenomena ครับ
In: Million Things We've Learned By: Chayanin
10 Jul 2010ห่างหายกันไปสักพักใหญ่ๆ สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We’ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟกันอีกครั้ง
และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ…

แนะนำตัวก่อนเลยครับ
ผมชื่อสมภพ กุละปาลานนท์ ครับ ชื่อเล่นชื่อภพ ตอนนี้ทำงานอยู่ที่บริษัท Opendream ตำแหน่ง Developer
ทำงานครั้งแรกกับคิวบิกตอนไหนหรือครับ
ตอนที่ผมทำงานครั้งแรก ทำตำแหน่งสันทนาการในค่าย Cubic Creative Fun Camp #1 จากนั้นก็ผันตัวไปเป็นคนสอนในค่าย Cubic Innovator Camp #3 เป็นผู้ดูแลโครงการ Robocode และปิดท้ายด้วยการเป็นคนนำสันทนาการอีกครั้งหนึ่งใน Cubic Creative Fun Camp #2 ครับ
ทำแล้วรู้สึกยังไงบ้าง
ก็ต้องตอบเลยครับว่า ในตอนแรกๆ เนี่ย ผมก็งงและอึ้งครับ เพราะไม่เคยเจออะไรแบบคิวบิกมาก่อน เช่น การห้ามเรียก “น้อง” ว่า “เด็ก” การจริงจังมากๆ กับการปิดเพลงต้องเฟดเสียง (ไม่เฟดแล้วโลกมันจะพังเหรอ)
แนวทางการทำงานของพี่เลี้ยง การที่ป้ายชื่อต้องดูดีมากๆ และการที่จริงจังมากๆ กับเรื่องที่เราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล่นๆ ซึ่งมันทำให้ผมพบว่าคิวบิกครีเอทีฟเป็นองค์กรที่ใส่ใจรายละเอียดมากครับ (จนบางทีก็รู้สึกว่าเกินไปหน่อย) และก็รู้สึกดีที่ได้เห็นทีมงานหลายๆ คนตั้งใจทำงานกับหน้าที่ของตัวเองดีครับ (จริงๆนะ)
ตอนทำงานมีปัญหาบ้างมั้ย
ก็เป็นเรื่องปกตินะครับที่ทำงานจะต้องเจอปัญหาไม่ว่าจะเป็น การนำสันทนาการแล้วไม่ฮา สอนแล้วฟังไม่รู้เรื่อง น้องฟ้งไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะควบคุมใครอะไรยังไง บางทีมันก็ทำให้รู้สึกแย่ที่ทำงานได้ไม่ดีพอ จนไม่อยากทำ บางทีคิดว่าทำไปทำไม ทำไปแล้วเราได้อะไร หรือเรียกง่ายๆ ก็คือ ภาระ นั่นเอง แต่พอเราผ่านมันไปแล้ว ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตาม ผมก็พบว่าภาระที่เราได้มานั้น มันคือโอกาสที่ทำให้เราเติบโตครับ เติบโตยังไง? เมื่อเราเจอ ปัญหาที่เราไม่อยากทำ(ภาระ) แล้วเราได้พยายามก้าวข้ามมันไป ไม่ว่าจะผ่านไปได้ดีแค่ไหนเราจะได้เรียนรู้ครับว่าทำไมเราถึงก้าวข้ามมันไม่ได้ ทำยังไงถึงจะผ่านมันไปได้ และเมื่อใดที่เราผ่านปัญหานั้นไปเราก็จะพบว่ามันคือ โอกาส ครับ
ได้อะไรจากการทำงานที่นี่
อืม…. ผมคิดว่าผมคงคิดไม่ออกเลยนะครับว่าถ้าผมไม่เจอคิวบิกครีเอทรฟมาก่อนผมตอนนี้จะเป็นยังไง คือที่จริงแล้วเนี่ยผมเป็นคนพูดไม่รู้เรื่อง และไม่ค่อยกล้าแสดงออก (จริงๆนะ) แต่การที่ผมได้ทำงานที่นี่ัมันทำให้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ตั้งแต่พูดยังไงให้คนฟังรู้เรื่อง ไปจนถึงพูดยังไงให้คนสนใจ ทำให้ผมมีโอกาสได้พบคนเจ๋งๆ ทำให้ได้มุมมองใหม่ๆ ไม่ว่่าจะเป็น อิ๊ก แก้ว พี่นัท พี่กานต์ พี่ก้อน และที่สำคัญที่สุด ก็คงทำให้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้ตัวเองครับ
มีอะไรที่อยากจะฝากอีกไหมครับ
ถ้ามีโอกาส ก็อย่าลืมมาลองทำงานที่นี่ดูนะครับ (หัวเราะ)
ผมชื่อภพ ผมอยู่คิวบิก และผมได้เรียนรู้ว่า ภาระที่ยิ่งใหญ่ คือโอกาสที่สำคัญครับ
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)