creativeideasdrivetheworld.
In: Cubic Blog By: Zerothman
28 May 2010ในช่วงเวลาที่กำลังร้อนแรงนี้ อดทำให้ผมนึกถึงบทความ “Don’t Blame Dan Rivers” ของคุณสมเถาไปเสียไม่ได้
ก่อนหน้านี้ เราหลายๆ คนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวที่คนไทยหลายๆ คนอาจไม่ค่อยพอใจนักของผู้สื่อข่าว CNN นามว่า Dan Rivers จนถึงกับมีการออกจดหมายเปิดผนึกไปยัง CNN จากฝ่ายต่างๆ เป็นเรื่องราวใหญ่โตนั้น
คุณสมเถาได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจในบล็อกดังกล่าว (เป็นภาษาอังกฤษ และค่อนข้างยาวมาก ถ้าใครมีเวลาและกำลังพอจะอ่านจบผมแนะนำมากๆ ครับ) ที่พอจะสรุปประเด็นหลักๆ ได้ว่า การที่คนๆ หนึ่ง ที่มีความคิด วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม ข้อจำกัดในการรับรู้บางอย่าง จะมองเห็นสถานการณ์ในเมืองไทยในทิศทางที่แตกต่าง ย่อมเป็นไปได้
คุณสมเถาไม่ได้เข้าข้าง CNN หรือฝ่ายไหน (เช่นเดียวกับที่ผมก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหนเป็นพิเศษในกรณีนี้) แต่ได้สะท้อนให้เห็นว่า การที่เราจะสรุปความจริงจากข้อมูลเพียงด้านเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้ และเราก็โทษใครไม่ได้หากคนๆ นั้นไม่สามารถมองเห็นบ้างสิ่งที่เราอาจจะคิดว่าชัดแจ้ง ยังมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอีกมากที่จะนำไปสู่ความเข้าใจอะไรบางอย่างของคนๆ หนึ่ง
ผมคิดว่าในเวลานี้ อาจมีคนที่ไม่เข้าใจเราในหลายๆ เรื่อง แต่นั่นไม่ใช่ความผิดพวกเขา
ผมมักจะสอนน้องๆ ที่ทำงานกับผมเสมอว่า เมื่อใดก็ตามที่งานของเรามีปัญหา อย่าเริ่มจากการคิดที่จะเปลี่ยนแปลงใคร เราต้องเริ่มที่ตัวเราเสมอ ว่าเราจะต้องปรับอะไร จะต้องแก้อะไร เพื่อที่ให้ปัญหานี้ผ่านพ้นไปได้ ไม่ใช่มัวแต่ไปฟาดฟันว่าปัญหานี้มาจากใคร และอยากให้คนอื่นปรับตัวอย่างไร โดยที่ไม่คิดก่อนว่า จริงๆ แล้วเราทำอะไรได้บ้างเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น
การพยายามผลักดันปัญหาไปอยู่ที่คนอื่น รังแต่จะทำให้เกิดความแบ่งแยก ชิงชัง และอคติที่ไร้เหตุผล ทั้งหมดนี้จะพาเราให้ยิ่งไกลจากทางออกของปัญหา ความเคียดแค้นชิงชังไม่เคยรักษาบาดแผลใดๆ หากแต่จะทำให้บาดแผลนั้นเจ็บลึกยิ่งขึ้น
ในกรณีนี้ก็เช่นกัน เราอย่าคาดหวังว่าใครจะต้องคิดจะต้องเข้าใจอะไรเหมือนอย่างที่เราคิด เราควรเริ่มจากคำถามที่ว่า “แล้วเราได้พยายามทำอะไรเพื่อให้คนอื่นเข้าใจเราหรือยัง?”
“One cannot see all sides of a cube from only one point of view.”
—Chayanin Wipusanawan (1989 – present)
นั่นสินะ…เราได้พยายามหรือยัง?
“But this bad reporting is not their fault. It is our fault for not providing the facts in bite-sized pieces, in the right language, at the right time.”
—S. P. Somtow (1952 – present)
ขอให้สันติมีแก่พวกเราทุกคนครับ
In: Cubic Blog By: Zerothman
21 May 2010ในทุกวันนี้ที่เราเรียกว่าเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ ทุกเรื่องทุกราวสามารถส่งผ่านจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกโลกหนึ่งได้ในเสี้ยววินาที มีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา
กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว ที่เราจะได้รับรู้เรื่องราวที่ถูกส่งต่อมาเสมอ ไม่ว่าจะจากการเล่าในกลุ่มเพื่อน แชทกันในเอ็ม โพสท์บนเฟซบุ๊ก หรือดูข่าวในทีวี จนอาจจะเรียกได้ว่า ทุกวันนี้ 99% ของข้อมูลทั้งหมดที่เรารับรู้ ของพื้นฐานความคิดความอ่านของเรา ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสิ่งที่เราได้รับต่อมา ไม่ใช่สิ่งที่เราได้เห็นได้รู้ด้วยตัวเอง
จนน่ามหัศจรรย์ที่ว่า…เราใช้ความคิดของเราทั้ง 99% นี้ในการสร้างความรู้สึกนึกคิดและการตัดสินต่างๆ ในใจเรา ความรู้สึกเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับตัวละครในภาพยนตร์ ความรู้สึกรักหรือเกลียดนักร้องเกาหลี ไปจนถึงการตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายถูกฝ่ายผิดในเรื่องการเมือง
ในช่วงสองถึงสามวันมานี้ คนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าพลเมืองเน็ตฯ คงจะได้รับรู้เป็นอย่างดีถึงอำนาจของข่าวลือต่างๆ ที่เราเชื่อเป็นตุเป็นตะ บางข่าวคราวอาจออกมาจากผู้สื่อข่าวที่คนทั่วไปมีความเชื่อว่าน่าเชื่อถือพอ ออกข่าวออกทีวีเป็นตุเป็นตะ แต่จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องจริง (เช่นข่าวการจับอริสมันต์ได้ที่สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต)
แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรับรู้ทุกอย่างด้วยตนเอง ร่วมกับแนวโน้มของโลกที่มุ่งหน้าไปยังเสรีภาพในการถ่ายทอดข้อมูลมากยิ่งขึ้น ข้อมูลต่างๆ ยิ่งถูกสร้างได้ง่าย ทั้งข้อมูลจริง และข้อมูลเท็จ และแนวโน้มของโลกนี้ คงไม่ใช่อะไรหรือใครที่จะไปขวางกั้นได้
ดังนั้นผมคิดว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กับก้าวนี้ของโลก คือการที่เราเอง ในฐานะของผู้บริโภคข้อมูล จะคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ทุกอย่างที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น ได้กลิ่น ได้รส หรือแม้แต่ได้สัมผัส อาจไม่ใช่เรื่องจริง
และหลายๆ อย่างที่เราเชื่อ อาจใช้ไม่ได้กับทุกกรณีเสมอไป สิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันไม่มีทางที่ใครจะคิดทำอะไรแบบนี้ได้ โลกจะสวยงามหรือเลวร้ายได้ขนาดนั้นเลยหรือ? ทุกอย่างเป็นได้เสมอในโลกที่แสนกว้างใหญ่และหลากหลายนี้
อย่าปล่อยให้เรื่องที่อาจไม่ใช่เรื่องจริงนี้ มากำหนดความคิด ความชอบ ความรัก หรือความชิงชังในใจเราจนเกินพอดี
รับรู้อย่างมีสติ เคลื่อนไหวอย่างเยือกเย็นและมั่นคง น่าจะดีกว่าครับ

(จาก The New Yorker โดย Peter Steiner)
In: Cubic Blog By: Zerothman
17 May 2010จริงๆ แล้วบล็อกนี้อาจจะขัดกับความเป็นคิวบิกครีเอทีฟไปเสียสักหน่อย ที่ผ่านมาคิวบิกครีเอทีฟมีจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเมือง ไม่ใช่แค่เราจะเป็นกลางทางการเมือง แต่เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลยถ้าเป็นไปได้ (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เห็นด้วยที่สมาชิกของเราจะมีความคิดเห็นทางการเมือง) เหตุผลง่ายๆ คงเพราะเรื่องของการเมืองเป็นเรื่องที่อ่อนไหว และเป็นปัจจัยที่เราคิดว่าการทำงานของเราจะง่ายกว่า ถ้าเราตัดองค์ประกอบนี้ออกไป
อย่างไรก็ตาม จุดยืนนี้ไม่ได้ขวางให้ผมมาเขียนบล็อกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่สถานการณ์กำลังถึงจุดที่ทุกคนคาดหวังให้เป็นขีดสุด ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ติดตามดูข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตลอด และจากสิ่งที่ผมรับรู้มาทั้งหมด ผมกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุด อยู่ที่ความเข้าใจของ “คนไทย” กับคำว่า “การเมือง” ซึ่งมีรากของปัญหาที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ “การศึกษา”
ตั้งแต่เราเป็นเด็กมา สิ่งที่เราถูกพร่ำสอนมาตลอด นั่นคือความรู้สึกที่ให้เรารักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เราถูกสอนให้เชื่อว่าประชาธิปไตยคือสิ่งที่ดีงาม ในขณะที่คอมมิวนิสต์หรือเผด็จการคือสิ่งที่ชั่วร้าย เราถูกสอนให้เห็นสีขาวและดำ แต่เราไม่เคยรับรู้ถึง “สีเทา” หรือแม้แต่เหตุและผลที่ทำให้ปัจจุบันพวกเราต้องมีการเลือกตั้ง สิ่งที่เรารับรู้คือ เมื่อเราอายุ 18 ปีแล้ว เราจะมีสิทธิ์ในการ “เลือกคนดีเข้าสภา” เพื่อมาปกครองบ้านเมือง
แต่นั่น…คือการเมืองจริงๆ หรือ?
หากอ้างอิงจาก Wikipedia แล้ว (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) ผมคิดว่าคำว่าการเมืองมีนิยามที่ลึกซึ้งกว่าสิ่งที่เราได้เคยร่ำเคยเรียนมานานมาก แม้จะดูเป็นวลีที่แฝงไว้ด้วยความชั่วร้าย แต่นั่นคือความจริงของสังคมมนุษย์ นั่นคือ “การจัดสรรผลประโยชน์”
เราอยู่ร่วมกันในสังคม การที่ทั้งสังคมจะอยู่กันได้อย่างสงบ จะต้องมีข้อตกลงร่วมกัน แต่แน่นอนว่าในทุกๆ ข้อกำหนดที่เกิดขึ้นจะต้องเกิดผลที่จะทำให้บางคนเสียประโยชน์ หรือบางคนได้ประโยชน์ การเมืองจึงเป็นกระบวนการที่มีวัตถุประสงค์สำคัญคือการทำให้ทุกคนพึงพอใจกับผลประโยชน์ของตนเอง แน่นอนว่าในการจัดสรรผลประโยชน์เหล่านี้ก็มีวิธีการมากมายหลายวิธีที่ใช้กันในแต่ละประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยใช้ “การปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”
แล้วประชาธิปไตยนี้คืออะไร? แนวความคิดพื้นฐานของประชาธิปไตยคือการที่ให้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมในการจัดสรรผลประโยชน์นี้ โดยมีแนวคิดง่ายๆ ว่าอะไรที่คนจำนวนมากกว่าพึงพอใจ แปลว่าสิ่งนั้นควรจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่แน่นอนว่าการที่คน 70 ล้านคนจะเข้ามาถกเถียงกันเพื่อจัดสรรผลประโยชน์กันคงเป็นไปไม่ได้ เราจึงเลือกที่จะใช้วิธีการให้แต่ละคนส่งตัวแทนของตัวเองเข้าไปถกเถียงกันในสภาแทน และกลายเป็นรูปแบบที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
แต่สิ่งหนึ่งที่เราเองก็อาจสังเกตได้ชัดว่า คนทั่วไปมักจะมองประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการเลือกสรรหาคนที่เข้าไปปกครองเรา เลือกคนดี เลือกคนเก่ง ทั้งๆ ที่สิ่งที่อาจจะอยู่ลึกกว่านั้น คือการเลือกคนเข้าไปรักษาผลประโยชน์ของเรามากกว่า
หรือแม้แต่ความเท่าเทียมที่เราอาจจะได้ยินบ่อยๆ ในช่วงนี้ ที่บางคนอาจจะสับสนระหว่างการที่ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกันในแบบประชาธิปไตย หรือทุกคนควรจะได้ผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน ซึ่งในประเด็นหลังกลับกลายเป็นแนวคิดพื้นฐานของสังคมนิยม ที่เราเคยถูกเสี้ยมสอนกันหนักหนาว่าเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย
ผมไม่ได้จะตัดสินว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยนี้เหมาะสมหรือไม่ หรือสิ่งที่ประเทศไทยปรับใช้อยู่นี่ควรจะปรับอย่างไร นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมจะพูดถึงได้ใน Cubic Blog นี้ แต่สิ่งที่ผมตั้งใจจะสะท้อนคือผลของการศึกษาที่ตื้นเขินของประเทศไทยที่ส่งผลกระทบต่อความคิดของคนที่มีต่อการเมืองทั้งหมด กลายเป็นภาพที่ตื้นเขิน ไม่ลึกซึ้งถึงวัตถุประสงค์ หรือเหตุผลที่แท้จริงของระบบต่างๆ
และด้วยเหตุนี้เอง ยิ่งนำไปสู่ความแตกต่างทางความคิดของคนที่ได้รับเพียงการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ตื้นเขิน กับกลุ่มคนที่ถูกสอนให้มองโลกอย่างเป็นเหตุเป็นผลและครอบคลุม จนนำไปสู่ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลยที่จะขัดแย้งกัน เพราะพื้นฐานความคิดที่ต่างกันขนาดนี้ (เช่นกัน ผมจะไม่ตัดสินว่าความคิดของใครเหมาะสมกว่าใคร)
จะดีกว่าไหมถ้าการศึกษาแม้ในระดับพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงจะทำให้ทุกคนเข้าใจได้ว่า การปกครองแต่ละแบบนั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไร มีความเป็น “สีเทา” อย่างไร ทำไมประเทศต่างๆ ถึงเลือกใช้ระบอบการปกครองที่แตกต่างกันไป และในความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตของประเทศไทยเกิดอะไรขึ้นจริงๆ บ้าง ด้วยเหตุผลอะไร เกิดข้อดีข้อเสียอย่างไร และได้วิเคราะห์กันอย่างตรงไปตรงมาโดยปราศจากความรู้สึกที่ไปตัดสินว่าอะไรดีหรืออะไรชั่ว
อย่างน้อย ผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กว่าที่เรามาจำว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นตอน พ.ศ. อะไร หรือสามารถท่องชื่อหรือพระนามของนายกรัฐมนตรีหรือกษัตริย์ไทยในอดีตได้ครบทุกคนหรือทุกพระองค์
In: Cubic Blog By: Zerothman
9 May 2010ในตอนนี้คงไม่มีเรื่องอื่นที่จะเขียนบล็อกไปได้ดีกว่าค่าย Cubic Creative Fun Camp #2 ที่เพิ่งผ่านไป (ดูรูป/วีดีโอได้ที่นี่) ซึ่งในปีนี้ค่าย CCFC#2 ก็ได้มีจุดที่พัฒนาขึ้นจากเดิมในหลายๆ อย่าง แต่เรื่องหนึ่งที่น่าจะเห็นได้เด่นชัดที่สุดในมุมน้องค่าย คงหนีไม่พ้นคอนเสิร์ตในคืนสุดท้าย ที่ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์คิวบิกครีเอทีฟที่มีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบขนาดนี้ภายในค่าย
ถ้าย้อนอดีตไป การทำงานหลายๆ อย่างของคิวบิกที่ผ่านมาดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์กับเสียงเพลงอยู่ไม่น้อย หากย้อนไปตั้งแต่สมัย KUSFC#1 จำได้ว่าตอนนั้นยังไม่มีฝ่ายเสียงเป็นตัวเป็นตนในค่ายด้วยซ้ำ จะมีก็แต่ชยุตม์ที่จะชอบเปิดเพลงให้น้องฟังเวลาน้องทำโครงงานวิศวะฯ จนมาถึงการร้องเพลงอำลา “เก็บไว้” ที่ตอนนั้นผมจำได้ว่า เหมือนจะไม่ใช่ผมที่เป็นคนจัดการเรื่องนี้ด้วยซ้ำ (รู้สึกจะเป็นรุ่นน้องจัดการกันเองสดๆ ตอนนั้น)
แต่หลังจากตอนนั้น อยู่ๆ ดนตรีก็เข้ามามีบทบาทในงานของคิวบิกครีเอทีฟมากขึ้น จากที่เดิมไม่มีฝ่าย ก็เริ่มมีฝ่ายเสียงขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนใน KUSFC#2 โดยพร้อมๆ กันนั้นก็มีเพลง Pass the Love Forward ที่เพิ่งออกมา และด้วยความหมายที่โดนใจ เราจึงนำมาเป็นเพลงอำลาและเพลงที่ใช้ประกอบวีดีโอค่าย KUSFC#2 ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเพลงชาติของคิวบิกฯ (โดยที่ไม่ได้ขออนุญาตพี่บอยด์) จนกลายเป็นธรรมเนียมที่พอจบค่ายจะต้องมีการทำวีดีโอเป็นมิวสิกวีดีโอ ซึ่งก็ต้องคิดพิจารณากันพอสมควรในแต่ละครั้งว่าจะใช้เพลงอะไร
ศาสตร์ของการใช้เพลงในกิจกรรมต่างๆ ก็เริ่มมีการพัฒนาควบคู่กันไป เริ่มมีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเปิดเพลงต่างๆ (ถ้าใครสังเกต ในงานของคิวบิกฯ ถ้ามีการเปิดเพลงอยู่ แล้วจะปิดเพลง จะไม่มีการปิดเพลงทันที แต่ละเฝดเสียงออกก่อนเสมอ) การใช้เสียงแปลกๆ ประกอบกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย หรือแม้แต่ตัวกิจกรรมเอง เริ่มต้นจากกิจกรรมที่ให้เล่นเกมเกี่ยวกับเพลงและเต้นประกอบเพลงใน KUSFC#2 ก็พัฒนามากลายเป็น Dance Battle ใน KUSFC#4 และ Karaoke Battle ใน ICTFC#5 ทั้งหมดนี้ก็เกิดจากอิทธิพลของดนตรีทั้งสิ้น
ถ้าถามถึงเหตุผลว่าทำไมดนตรีถึงได้เข้ามามีบทบาทในงานต่างๆ ของคิวบิกฯ ได้มากขนาดนี้ เหตุผลง่ายๆ คงเพราะดนตรีเป็นสิ่งที่ “จรรโลงใจ” เปิดตอนห้องเงียบๆ ก็ทำให้ห้องมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ เป็นสิ่งที่มี “อารมณ์” ฟังแล้วก็เกิดความรู้สึกดีๆ และเป็นเครื่องมือของความ “สนุก” เช่นการร้องรำทำเพลงต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์แบบคิวบิกฯ อาจจะพูดได้ว่าเสียงเพลงได้ผสานกับวัฒนธรรมคิวบิกฯ อย่างแยกไม่ออกไปเสียแล้ว
และเพราะอย่างนั้น จึงเป็นเหตุผลที่เราตัดสินใจจะทำคอนเสิร์ตขึ้นมาในค่าย CCFC#2 นี้
แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย แต่อาจจะเป็นโชคดีหน่อยที่ว่า เราเองเคยมีประสบการณ์ในการจัดงานเลี้ยงกลางแจ้งและก็มักจะทำมาเกือบทุกๆ ครั้งนับตั้งแต่ค่าย KUSFC#4 บวกเข้ากับประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับดนตรีทั้งหลาย การหา “ที่อยู่” ให้กับคอนเสิร์ตนี้จึงไม่ยากเกินไปนัก นั่นคือการรวมเข้ากับงานเลี้ยง และผสานเข้ากับกิจกรรมที่เกี่ยวกับดนตรี และกิจกรรมอำลาเข้าไปอย่างกลมกลืน
ปัญหาที่เหลือ จึงกลับมาอยู่ที่การหานักดนตรี นักร้อง ไปจนถึงเวที และพร็อพต่างๆ ที่ต้องใช้
ในส่วนของนักร้อง เราตั้งใจที่อยากจะให้เป็นพี่ๆ ทีมงานค่าย CCFC#2 นี้กันเอง เนื่องจากน้องๆ ค่ายจะรู้จักอยู่แล้ว และน่าจะสามารถดึงอารมณ์น้องๆ ให้มีส่วนร่วมได้ไม่ยาก ปัญหาหลักๆ จึงกลายเป็นเรื่องที่ว่าทีมงานที่ส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้มีทักษะในการร้องเพลงมาก ก็อาจจะมีปัญหาสักหน่อย ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็พบว่าไม่ได้เป็นปัญหามาก เพราะถึงจะร้องผิดร้องถูกร้องเพี้ยน ถ้าไม่ใช่ว่าลืมเนื้อเป็นท่อนๆ (แบบที่มีในค่ายนี้เหมือนกัน ถือว่าเป็นข้อผิดพลาด) ก็ไม่ได้ทำให้อารมณ์น้องแย่ลงเลยแม้แต่น้อย
ปัญหาอีกอย่างของนักร้องคือทีมงานไม่กล้าที่จะขึ้นมาร้องเพลง ซึ่งปัญหานี้จะคล้ายๆ กับตอนที่เราเกณฑ์คนมาถ่ายมิวสิกวีดีโอที่ระลึกครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ คือในช่วงแรกคนจะยังไม่เห็นภาพมาก เลยยังกล้าๆ กลัวๆ ว่าจะทำได้ไม่ดี บวกกับอาจจะขี้เกียจ แต่พอมีผลงานออกมาชัดๆ (ที่ดูดีในระดับหนึ่ง) ก็จะกล้ามากขึ้น อย่างในคอนเสิร์ตนี้เอาเข้าจริงๆ ตอนท้ายก็จะมีคนที่พอเห็นบรรยากาศและอินกับความสนุกแล้วก็จะแอบไปแจมทีหลังเยอะมาก เพราะฉะนั้นในจุดนี้คิดว่าในครั้งหลังๆ ที่เราจะมีคอนเสิร์ตอีกคงไม่ยากเท่าไหร่แล้ว
ต่อมาคือเรื่องของนักดนตรี แม้ว่าใจจริงเราจะอยากให้นักดนตรีเป็นทีมงาน CCFC#2 ทั้งหมดด้วย แต่ก็เป็นไปได้ยากมาก แม้ว่าจะพยายามลดเงื่อนไขกลายเป็นทีมงานคิวบิกฯ ทั้งหมดแล้วก็ตาม แต่การที่จะหานักดนตรีให้ครบวง และมากพอที่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียน รวมถึงว่างในวันซ้อมและวันจริงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จนสุดท้ายเราจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากคนนอกในวินาทีสุดท้ายถึง 3 คน (คือมิลที่เล่นกลอง เอิร์ธเล่นเบส กับน้องต้นว่านที่เคยเป็นน้องค่าย CPHC#1 มาช่วยเล่นกีตาร์) ซึ่งแน่นอนว่าการจับนักดนตรีที่ไม่เคยเล่นดนตรีด้วยกัน หรือแม้แต่รู้จักกันมาก่อนให้มาเล่นดนตรีด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่ และถ้าให้พูดกันในทางดนตรีจริงๆ การเล่นคอนเสิร์ตในครั้งนี้ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์แย่มาก แต่ที่น่าแปลกคือ ให้นักดนตรีเล่นผิดแค่ไหน ถ้ายังพอฟังเป็นเพลงได้ น้องค่ายก็ดูเหมือนจะไม่สังเกตและยังสนุกได้ไม่เลิก
ในส่วนสุดท้ายก็คือเรื่องของเวที เนื่องจากว่าเราไม่มีประสบการณ์ในการเช่าอุปกรณ์พวกนี้เลย ในตอนแรกที่ติดต่อไปตามที่ต่างๆ และทางบริษัทส่งใบเสนอราคาต่างๆ มา เราก็มีปัญหาเหมือนกันเพราะไม่รู้ว่าที่เสนอมามีอะไรบ้างและเหมาะสมกับราคาแค่ไหนยังไง สุดท้ายต้องไปขอคำปรึกษาจากหลายๆ คนเพื่อที่จะให้มาช่วยดู จนได้เจ้าที่เราคิดว่าดีที่สุดแล้ว ในวันจริงก็ยังไม่วายมีปัญหา ทั้งเรื่องของการติดตั้งเลท ไปจนถึงอุปกรณ์เสีย ซึ่งสุดท้ายก็แก้อะไรไม่ได้ (เผื่อใครไม่รู้ จริงๆ แล้วในคอนเสิร์ตนั้นควรจะมีไฟสปอตไลท์ที่ส่องตามได้ฉายมาจากด้านหลังคนดูอีก แต่ฟิวส์ขาดเลยไม่มี) รวมถึงปัญหาที่เราอยากจะอัดเสียง แต่ก็ไม่ได้มีการประสานเตรียมไว้ให้เรียบร้อย จนทำให้วีดีโอต้องใช้เสียงที่อัดจากกล้องอีกที ซึ่งคุณภาพก็ค่อนข้างแย่
แต่ถึงแม้ว่าจะมีปัญหามากมายสารพัด ในภาพรวมของคอนเสิร์ตครั้งแรกในประวัติศาสตร์คิวบิกครีเอทีฟนี้ก็ไปได้สวยกว่าที่คิด และกระแสตอบรับทั้งจากทีมงานและน้องๆ ค่ายถือว่าดีมาก
จึงไม่น่าแปลกใจ ถ้าคอนเสิร์ตจะกลายเป็นมาตรฐานหนึ่ง ที่ค่ายของคิวบิกครีเอทีฟจะต้องมี
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า เสียงดนตรีได้ผสานเข้ากับวัฒนธรรมของคิวบิกครีเอทีฟอย่างแยกไม่ออกเรียบร้อยแล้ว
หรือมันอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ? ที่ “คิวบิก” กับ “มิวสิก” มันคล้องจองกัน
In: Million Things We've Learned By: Chayanin
22 Apr 2010บทสัมภาษณ์นี้ เป็นบทที่สิบเอ็ดในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นในโอกาสครบรอบห้าปี คิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าที่ผ่านมา พวกเขาได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง
และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้ของเราคือ…

แนะนำตัวกันหน่อย
ชื่อ กนกพล เตชะรัตนประเสริฐ ชื่อเล่นชื่อ ซันนี่ ตอนนี้ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา
ร่วมงานกับคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรกเมื่อไหร่กัน?
ร่วม ทํางานในคิวบิกครั้งแรกในค่าย Cubic Robocode Camp #2 ในฝ่ายถ่ายภาพครับ แต่ ไม่ได้ทํางานเต็มเวลาทั้งหมดในค่าย มาแค่เช้า-เย็นครับ หลังจากนั้นก็ได้เป็นทีมงานประจําใน ฝ่ายมัลติมิเดียครับ แรกๆ ได้ทํางานเกี่ยวกับการจัดการรูปภาพของคิวบิก หลังจากนั้นก็ได้ ทํางานฝ่ายถ่ายภาพงาน Cubic Race #3 และก็ทํางานเรื่อยๆมาครับ
รู้สึกอย่างไรที่ได้ทํางานกับคิวบิกครีเอทีฟ?
รู้สึก ดีใจมากครับ ที่ได้ร่วมทํางานกับคิวบิก เพราะเคยได้รับความรู้สึกดีๆ จากพี่ๆ มาก่อน และก็รู้สึกทึ่งกับการทํางานที่เป็นระบบของคิวบิกครับ เพราะเราไม่เคยได้ทํางานกับคนหมู่มากมา ก่อน พอได้มาร่วมทํางานกับคิวบิกที่เป็นแบบเป็นแผน ก็ทําให้ได้ฝึกได้เรียนรู้การทํางาน ซึ่ง สามารถนําไปใช้ในการทํางานที่อื่นๆ ได้อีกด้วยครับ ที่ได้ฝึกการทํางานจริงๆ ก็คงเป็นช่วงค่าย Cubic Photo Camp Extreme #1 ที่รับหน้าที่เป็นประธานค่ายครับ ทําให้เราได้รู้เบื้องลึก ของการทํางานว่าอะไรๆ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาง่ายๆ เลย การที่จะทํางานใหญ่สักหนึ่งชิ้นต้องพบ อุปสรรคหรือต้องใช้ความพยายามมากมายกว่าจะประสบผลสําเร็จออกมาได้ครับ แต่แม้เหนื่อยก็ประทับใจครับ และประทับใจในความสามารถและความพยายามของพี่ๆ ในคิวบิกมากครับ
ได้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง?
ได้ อะไรมากมายครับ ทั้งความรัก โอกาสใการทํางานหรือความรู้ต่างๆที่ได้จากการทํางาน ที่ ประทับใจที่สุดและคงไม่สามารถหาได้จากที่อื่นก็คือ มิตรภาพ ครับ การที่ได้มาร่วมทํางานใน คิวบิกนั้นทําให้ได้เพื่อนๆ พี่ๆ ใหม่ๆ ที่จริงใจกับเราครับ ได้ประสบการณ์มากมายในการทํางาน ความประทับใจจากเพื่อนๆ พี่ๆ ในคิวบิกครับ เป็นความทรงจําที่ดีมากๆและคงหาได้ยาก
สุดท้ายจะฝากอะไร
ขอบคุณ คิวบิกครับ ที่ให้โอกาสให้ผมได้เข้าร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งในการทํางาน และได้มอบแต่ สิ่งดีๆในกับผมครับ ทําให้ผมเกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่จะทํางานพัฒนาตัวเอง มอบความรัก และที่ดีๆ ให้แก่ผู้อื่นครับ
ผมชื่อซัน ผมอยู่คิวบิก และผมได้เรียนรู้ว่า การทําสิ่งเล็กๆ ก็ทําให้เรามีคุณค่าได้
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)