Million Things We've Learned

Million Things We’ve Learned #10 – “ติ๊ดตี่”

03/11/09 by Chayanin

บทสัมภาษณ์นี้ เป็นบทที่สิบในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นในโอกาสครบรอบห้าปี คิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าที่ผ่านมา พวกเขาได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง

และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้ของเราคือ…

ก่อนอื่น แนะนำตัวกันหน่อย

ชื่อติ๊ดตี่ค่ะ ชื่อจริงชื่อณัฐจิรา มีริยะเกิด ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นปี 1 คณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่ะ

แล้วทำไมถึงได้เข้ามาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟ

ก็… ย้อนกลับไปตอนค่าย Cubic ICT Fun Camp # 2 ตอนนั้นมาสมัครเป็นน้องค่าย เพราะเพื่อนชวนมาค่ะ ปรากฏว่าสนุกและประทับใจค่ายมากในหลายๆ อย่าง ก็เลยสมัครมาอีกครั้งในค่าย Cubic IC T Fun Camp #3 พอตอนค่ายครั้งที่ 4 ก็แก่เกินจะมาเข้าค่ายได้แล้ว (ตอนนั้นม.4) ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรที่ทำให้หนูไปเจอหน้าเว็บทดลองของค่ายไอซีที 4 เข้าพอดีแล้วก็ทำให้เห็นว่าเขารับสมัครแค่ ม. 3 ตอนนั้นก็เกิดความกล้าบ้าบิ่นอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ส่งอีเมลไปถามแกมตัดพ้อว่าทำไมไม่รับ ม.4 ล่ะคะ ม. 4 ไม่ใช่เด็กเหรอไง จะสมัครเป็นสตาฟก็ไม่ได้ ไม่ใช่เด็กสาธิตเกษตร (ตอนนั้นคิวบิกครีเอทีฟยังคงเป็นชมรมในโรงเรียนอยู่) หลังจากนั้นไม่กี่วัน ก็มีอีเมลส่งมาหาพวกหนู (คือเด็ก ม.4 ที่เคยเข้าค่ายไอซีที 2 และ 3 ทั้ง 6 คน) ให้ไปเป็นสัมภาษณ์เป็นพี่เลี้ยงพิเศษค่ายไอซีทีครั้งที่ 4 แล้วก็ได้เข้ามาเป็นพี่เลี้ยง นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำงานคิวบิกครีเอทีฟของหนูค่ะ

เข้ามาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

ตกใจค่ะ ก็ แต่ก่อนคิดว่าการทำค่ายแต่ละครั้งนี่น่ะง่ายนิดเดียว แต่พอลองทำด้วยตัวเองก็รู้สึกเลยว่ามันไม่ใช่ การจัดกิจกรรมสักอย่างในค่ายต้องผ่านการวิเคราะห์มาอย่างดี แล้วก็จากแต่ก่อนเป็นแค่น้องค่าย คอยได้รับ พอมาเป็นคนทำ เป็นคนที่ได้ให้บ้าง มันก็รู้สึกดีมากๆ

แต่ก่อนเป็นน้องค่ายก็มองเหมือนทุกอย่างง่าย เพราะเรามองเห็นแค่ฉากหน้า แต่พอเข้ามาทำงานจริงๆแล้ว มันมีอะไรมากมายกว่าที่เคยเห็นจากมุมมองน้องค่าย ยิ่งเข้ามาทำงานในส่วนงานที่ลึกขึ้น ก็ยิ่งเห็นอะไรๆ มากมายขึ้น จากงานที่คิดว่าคนที่ทำเป็นคนที่มีความสามารถอยู่แล้วมาทำ จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด คิวบิกเป็นองค์กรไม่ได้เปิดโอกาสให้แต่คนที่มีความสามารถเด่นเท่านั้น แต่คนที่ไม่เก่งมาก แต่มีความต้องการทำกิจกรรม ได้มีโอกาสทำงานโดยมีพี่ๆ ช่วยเหลือแนะนำจนงานออกมาดี โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นองค์กรแฟร์กับคนทำงานมากๆ  แถมยังอบอุ่นอีกด้วย

ได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟ

จากการทำงานในหลายๆตำแหน่งที่ผ่านมา ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับงาน และได้รับประสบการณ์แตกต่างกันไป อย่างตอนที่ทำงานพี่เลี้ยง จากที่เคยไม่ถูกกับเด็กๆ แต่พอต้องมาเป็นพี่เลี้ยงเองแล้ว ก็ได้แรงบันดาลจากพี่ที่เคยเป็นพี่เลี้ยงสีตอนเป็นน้องค่าย ก็ทำให้ฮึดสู้ จนทำได้ สามารถเข้ากับน้องๆ ได้ดี จนดีเกินไปในบางครั้งเสียด้วยซ้ำไป จากนั้นพอได้มาทำหน้าที่อื่นนอกจากพี่เลี้ยง การทำงานก็สอนให้เราต้องรับผิดชอบในหน้าที่ ต้องรอบคอบ มีการเตรียมงานที่ดี และเมื่อได้ขึ้นมาในตำแหน่งที่ต้องอยู่เหนือคนอื่น ยิ่งสอนอะไรๆ เรามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจ การประเมินงานและดูสถานการณ์ แม้บางครั้ง เราจะเป็นหัวหน้า แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ต้องเข้าไปช่วยงาน เอาแต่สั่งอย่างเดียว

ถ้าสมมติว่าไม่ได้รู้จักกับคิวบิกครีเอทีฟ คิดว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไร

ถ้าเป็นอย่างนั้นตอนนี้คงไม่ได้เรียนคณะรัฐศาสตร์ แต่คงไปอยู่คณะสายวิทยาศาสตร์ เพราะคิวบิกสอนให้รู้จักการให้ อาจจะดูเหมือนพูดเกินจริง แต่จริงๆ แล้วที่เข้าคณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาการระหว่างประเทศ ก็เพราะคิวบิก ทำให้อยากจะให้สิ่งดีๆ กับผู้อื่น ซึ่งก่อนหน้าที่จะเข้ามาเจอคิวบิก ไม่เคยสนใจเรื่องนี้มากขนาดนี้ และทำให้มีความฝันที่จะเข้าไปทำงานกับสหประชาชาติ เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ และที่สำคัญ ถ้าไม่ได้มาเจอคิวบิก คงจะไม่มีติ๊ดตี่ในรูปแบบนี้แน่นอน

อยากฝากอะไรเพิ่มเติมไหม

ไม่อยากฝากอะไรมาก ขอแค่คำเดียว ฝากคำ “ขอบคุณ” ให้กับคิวบิกที่ให้โอกาสหนูมาทำงานด้วยขอบคุณค่ะ

หนูชื่อติ๊ดตี่ หนูอยู่คิวบิก หนูได้เรียนรู้ว่า โอกาส…มีค่าเสมอ

Million Things We’ve Learned #9 – “โอม”

05/10/09 by Chayanin

บทสัมภาษณ์นี้ เป็นบทที่เก้าในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นในโอกาสครบรอบห้าปี คิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าที่ผ่านมา พวกเขาได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง

และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้ของเราคือ…

แนะนำตัวหน่อยครับ

ผมชื่อ เอกศิษฏ์ ฟูเฟื่อง ชื่อเล่นชื่อโอมครับ ศิษย์เก่าโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โครงการพหุภาษา รุ่นที่ 3 ตอนนี้เป็นนิสิตปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ

มาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟได้ยังไง

ผมเข้าร่วมงานกับคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรก ตอนกำลังจะขึ้นชั้น ม.5 ครับ ต้องท้าวความก่อนว่า ตอนที่ผมเรียนอยู่ ม.4 คิวบิกครีเอทีฟติดต่อไปที่โรงเรียนสาธิตเกษตร พหุภาษา ว่าต้องการรับสมัครพี่เลี้ยงค่าย Cubic KUS Fun Camp #4 โดยให้โควต้ามา 4 คน อ.ศันสนีย์ ที่เป็นผู้ดูแลโครงการก็เลยรับสมัคร และจัดสัมภาษณ์ขึ้น หลังจากสัมภาษณ์ ผลออกมาว่าผมไม่ผ่านครับ ตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะผมไม่เคยเข้าค่ายที่คิวบิกจัดเลย แต่โอกาสของผมก็มาถึงในช่วงปิดเทอม เมื่ออ.ศันสนีย์ โทรไปถามว่า อยากทำค่ายรึเปล่า ตอนนี้ค่าย Cubic Thinking Camp #2 ขาดคนอยู่ ผมเลยตอบตกลงทันที แล้วก็เลยกลายสภาพมาเป็นสมาชิกของคิวบิกครีเอทีฟตั้งแต่นั้น

ความรู้สึกกับครั้งแรก

ผมเข้ามาทำค่าย THK2 ในหน้าที่สต๊าฟฝ่ายศิลป์ ก่อนที่จะเริ่มงานก็รู้สึกประหม่ามากว่า เอ๊ะเราจะทำตัวยังไง ต้องทำอะไรบ้าง จะทำตัวอย่างไร จะทำงานได้ดีรึเปล่า มีคนที่ไม่รู้จักเยอะแยะไปหมด วิตกและตื่นเต้นอยู่พอสมควร แต่พอเริ่มเข้ามาทำงานจริงๆก็รู้สึกประทับใจมาก รู้สึกว่าพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกๆ คนเก่งมากๆ รู้สึกทึ่งกับหลายๆ กิจกรรมที่สร้างสรรค์สุดๆ แถมพี่ๆ ยังทำงานกันเป็นระบบมาก พี่ในฝ่ายก็ดูแลผมอย่างดี จึงค่อยๆ ได้เรียนรู้งาน ค่อยๆ ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ในคิวบิกครีเอทีฟ แม้จะมีปัญหาความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้นบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็ปรับความเข้าใจกันได้

พอค่ายแรกจบ งานเลี้ยงฉลองจบลง ผมกลับบ้านด้วยอาการเพลียสุดๆ รู้สึกเหนื่อยมากจริงๆจนไม่คุยกับคุณพ่อคุณแม่ ต้องขอนอนก่อน แต่มันก็มีความสุขมาก ประทับใจมากกับค่ายค่ายนี้ จนกล้าพูดได้เลยว่า มันคุ้มค่ามาก กับการยอมเหนื่อยสักสัปดาห์เพื่อแลกกับความทรงจำที่ดีจนยากที่จะลืม

แล้วคิวบิกให้อะไรบ้าง

เหตุผลที่ผมทำงานกับคิวบิกมาตลอด หนึ่งก็เพราะสนุก เพราะการทำงานกับคิวบิกสนุกมากจริงๆ อาจจะเป็นเพราะผมได้รับผิดชอบในส่วนที่มีความถนัดอยู่แล้วด้วย เวลาที่ทำงานก็เลยมีความสุข อย่างเช่น เวลาผมคุมกิจกรรมหรือเป็นพี่เลี้ยง ร่วมทำกิจกรรมกับน้องค่าย
เห็นน้องๆ สนุกกับกิจกรรม หัวเราะเมื่อคุยกับผม มันก็ทำให้ผมสนุกและมีความสุขไปด้วย
แต่บางครั้ง ก็มีปัญหาที่แก้ยากจนรู้สึกเครียดมากอยู่บ้าง ก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือและคำแนะนำจากพี่ๆ จนข้ามผ่านปัญหานั้นไปได้ซึ่งมันก็ทำให้ผมโตขึ้นมากไปด้วยเหมือนกัน
ระบบการทำงานของคิวบิก ก็ไม่ใช่แค่ทำให้ผมรู้จักการวางแผนล่วงหน้า ทำงานเป็นระบบ และเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเท่านั้น แต่การทำงานในองค์กรแห่งนี้ ยังสอนให้รู้จักกับการทำงานกับคนหมู่มาก รู้จักวิเคราะห์คน ใส่ใจเพื่อน พี่ที่ร่วมงาน จนถึงน้องร่วมค่าย
ผมคิดว่ามันเป็นรากฐานที่ดีก่อนการทำงานในอนาคต เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดในตอนนี้ ก็ยังดีกว่าผิดผลาดในที่อื่นที่เราไม่มีโอกาสแก้ตัว
คิวบิกให้อะไรกับผมมากมายจริงๆ

อยากฝากอะไรหน่อยไหม

สำหรับผม คิวบิกครีเอทีฟไม่ใช่องค์กรอะไรที่ไหน แต่เหมือนกับบ้าน บ้านหลังใหญ่ที่มีห้องมากมาย มีอับเฉา (ห้องเก็บของ) ห้องโตเต็มไปด้วยอุปกรณ์ที่เตรียมไว้เนรมิตสิ่งสร้างสรรค์ มีทีมงานเป็นผู้อยู่อาศัย และเป็นบ้าน ที่เปิดรับการเข้ามาของผู้ที่ต้องการการเรียนรู้ที่
สนุกสนาน เป็นบ้านที่มีแต่ความสร้างสรรค์และอบอุ่น ผมได้เพื่อนมากมายจากบ้านหลังนี้ ได้รับความทรงจำที่ดีจากห้องต่างๆในบ้าน บ้านที่มอบแต่การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ บ้านที่ชื่อว่า “คิวบิกครีเอทีฟ” แล้วผมก็มานั่งคิดว่า ถ้าในวันนั้น ผมตอบปฏิเสธอาจารย์ไป ผมก็คงพลาดสิ่งดีๆ หลายอย่างในชีวิตเลยครับ

ผมชื่อโอม ผมอยู่คิวบิก และผมได้เรียนรู้ว่า การได้เห็นคนอื่นสนุก มันทำให้เราสนุกและมีความสุขไปด้วยครับ

Million Things We’ve Learned #8 – “นิ”

18/09/09 by Chayanin

บทสัมภาษณ์นี้ เป็นบทที่แปดในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นในโอกาสครบรอบห้าปี คิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าที่ผ่านมา พวกเขาได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง

และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้ของเราคือ…

ก่อนอื่นอยากให้แนะนำตัวก่อนเลยครับ

หนูชื่อนิชา เด่นนินนาท เรียกสั้นๆ ว่า นิ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหอวังค่ะ

นิได้เข้ามามีส่วนร่วมกับคิวบิกครีเอทีฟได้ยังไง?

ถ้านับย้อนไป หนูได้ยินชื่อคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรกตั้งแต่ตอนป.หก เพราะพี่เอิร์ธซึ่งเป็นพี่ชายของนิเข้าค่าย Cubic-O (ค่ายติวโอลิมปิกวิชาการ) ตั้งแต่นั้นก็ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับคิวบิกจากพี่เอิร์ธมาตลอด เพราะพี่เอิร์ธก็ได้ทำงานกับคิวบิกด้วย จนหนูได้มาเข้าร่วมกิจกรรมของคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรกด้วยการเป็นน้องค่าย Cubic ICT Fun Camp #5 ซึ่งพี่เอิร์ธก็เป็นคนชวนให้นิมาเข้า

หลังจากเป็นน้องค่ายมา นิก็ได้เข้ามาทำงานกับคิวบิกเป็นครั้งแรกในช่วงฤดูร้อนปี 2552 ในค่าย Cubic ICT Fun Camp #6 กับ Cubic Innovator Camp #4 ในฝ่ายสวัสดิการค่ะ

แล้วเข้ามาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?

พูดไปแล้วมันอาจจะดูจำเจหรือสิ้นคิดไปบ้าง แต่หนูรู้สึกถึงความอบอุ่นจริงๆ นะ อย่างตอนหนูเข้ามาทำงานกับคิวบิกครั้งแรก เจอพี่ๆ ที่ก็ทำงานอยู่ในคิวบิกอยู่แล้ว ซึ่งพอหนูเข้ามา ทุกคนก็ต้อนรับ พูดคุย และทำงานด้วยกันในเวลารวดเร็ว ทำให้หนูไม่รู้สึกว่าเป็นคนแปลกหน้า หรือกำลังอยู่แปลกถิ่น มันรู้สึกเหมือนกับว่า เราได้อยู่ในที่ของเราจริงๆ

และอย่างเวลานิมีเรื่องเครียด มีปัญหาอะไรอยู่ เวลาเข้ามาทำงานในคิวบิกแล้วมันทำให้หนูได้รู้สึกผ่อนคลาย เหมือนลืมความเครียดลืมความกังวลที่มีอยู่ไป แล้วเต็มที่กับงานข้างหน้าได้ อย่างครั้งหนึ่งหนูเคยเครียดๆ อยู่ ตอนนั้นข้างในกำลังคิดมาก แต่พอพี่ๆ คิวบิกมาทักทายพูดคุย มันก็ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นมากๆ

แล้วที่ผ่านมา ได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง?

หลักๆ ก็คงจะเป็นเรื่องของการพัฒนาตัวเองในด้านภาวะทางอารมณ์ ที่ทำให้เรารู้สึกโตขึ้น นึกถึงคนอื่นมากขึ้น

เมื่อก่อนหนูเป็นคนที่เรียกได้ว่าอารมณ์ร้อน หงุดหงิดง่าย เวลาไม่ถูกใจอะไรก็อาจจะมีการว่า การพูดแรงๆ ออกไปเลยก็มี แต่พอเราเข้ามาอยู่คิวบิก ต้องมาทำงานร่วมกับคนอื่น มีเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จอยู่ข้างหน้า มีเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ดีอยู่รอบๆ มันทำให้เราใจเย็นลง คิดถึงคนอื่นมากขึ้น เอาใจเขามาใส่ใจเรามากขึ้น เพื่อให้การทำงานทั้งหมดผ่านไปได้ อย่างตอนนี้เองหนูก็รู้สึกได้ว่า เมื่อเทียบกับตอนที่หนูมาเข้าค่าย หนูยังตรงๆ ขนาดพี่เลี้ยงค่ายยังบอกว่าเราน่ากลัว มาถึงตอนนี้ หนูรู้สึกว่า เราต้องรับผิดชอบต่อตัวเรา ต่องาน ต่อคนอื่น และคิดอะไรจากในมุมของผู้อื่นแทนที่จะคิดแต่กับตัวเองอย่างเดียว เหมือนที่คนมักจะพูดว่าเอาใจเขามาใส่ใจเราค่ะ

หนูชื่อนิ หนูอยู่คิวบิก และหนูได้เรียนรู้ว่า การทำงานทำให้เราเข้าใจผู้อื่นค่ะ

Million Things We’ve Learned #7 – “เตย”

22/08/09 by Chayanin

บทความนี้เป็นบทความที่ 7 ในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง โดยจะลงในทุกวันศุกร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนครับ

และสำหรับทีมงานคิวบิกของเราในครั้งนี้คือ…

มาแนะนำตัวกัน!

ชื่อ กรวรรณ คำกรเกตุ ชื่อเล่นว่า เตย ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาค่ะ

ร่วมงานกับคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรกเมื่อไหร่กัน?

ได้ร่วมงานกับคิวบิกครั้งแรก เมื่อตอนช่วงปิดเทอม ภาคฤดูร้อน กำลังจะขึ้นมัธยมศึกษาปีที่5ค่ะ พี่ก้อนชวนมาทำงานเป็นพี่เลี้ยงของค่าย Innovator ตอนแรกที่รู้ว่าจะได้มาเป็นพี่เลี้ยงนั้นก็ตื่นเต้น เพราะไม่เคยทำงานของคิวบิกมาก่อนและคิดว่าคิวบิกเป็นองค์กรที่ดีมากไม่คิดว่าเราจะได้มาเป็นส่วนหนึ่งในค่ายขององค์กรนี้ แล้วการเป็นพี่เลี้ยงในค่ายครั้งนั้นก็ทำให้ได้ประสบการณ์ต่างๆมากมาย ยอบรับว่าตนเองนั้น ไม่ค่อยรู้เรื่องทางด้านคอมพิวเตอร์เท่าไหร่เลยค่ะแต่เมื่อโอกาสมาแล้ว เราก็อยากจะทำให้เต็มที่ เลยอยากมาเป็นพี่เลี้ยง ถือว่าการเป็นพี่เลี้ยงในค่ายนี้ ได้เรียนรู้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆไปพร้อมกับน้องๆเลยค่ะ และหลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสทำงานต่างๆเพิ่มมากขึ้นค่ะ

คิดอย่างไรเกี่ยวกับคิวบิกครีเอทีฟ?

จากแรกเริ่มเลยที่ไม่เคยได้ทำงานกับคิวบิกมาก่อน เคยได้ยินแต่ชื่อเท่านั้น รู้สึกว่าคิวบิกครีเอทีฟเป็นองค์กรใหญ่และคงยากกับการที่เราจะได้มาทำงานร่วมกับคิวบิก เพราะคงต้องมีความรู้ ความสามารถมาก และยิ่งมาได้รู้จักรุ่นพี่ที่ทำงานในคิวบิกแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ต้องมีการรู้จักแบ่งเวลาที่ดี มีความรับผิดชอบที่ดี มีความรู้ และที่สำคัญ เป็นรุ่นพี่ที่เก่งๆ ฉลาดๆ ทั้งนั้น จึงยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า เราจะมีโอกาสทำงานในคิวบิกหรือไม่ เราจะมีความสามารถพอไหม เพราะเราก็ไม่ได้เก่งเหมือนรุ่นพี่ๆ ค่ะ

แต่แล้วโอกาสก็มาถึง เมื่อเรามีโอกาสได้มาทำงานในคิวบิก มาเป็นพี่เลี้ยงค่าย ถึงแม้ว่าการเป็นพี่เลี้ยงค่ายในครั้งแรกนั้นเราอาจจะยังทำงานไม่ค่อยดี แล้วก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราคิดว่า คิวบิกนั้นต้องมีความรู้มากจริงๆ มีความสามารถในด้านต่างๆ

แล้วสิ่งเหล่านั้นก็ทำให้เราคิดว่า ในเมื่อเรามีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในคิวบิกครีเอทีฟแล้ว เราก็ควรที่จะพยายามพัฒนาตนเองให้มีความสามารถมากกว่านี้ เพื่อที่จะเอาไปทำงานในคิวบิกได้ และคิดว่าจะทำงานให้ดียิ่งขึ้นไปค่ะ

ได้อะไรจากคิวบิก?

ถ้าถามว่าได้อะไรจากคิวบิกนั้น จะให้เขียนเท่าไหร่ก็คงเขียนไม่หมดเพราะสิ่งที่ได้มานั้น มากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความรักอันยิ่งใหญ่ ที่ทุกๆคนมอบให้แก่กัน ในตอนแรกอาจจะรู้สึกว่า คิวบิกนั้นกว้างใหญ่ เราไม่รู้จักใครเลยแต่เมื่อมีโอกาสได้ทำงานต่างๆ เพิ่มขึ้นๆ ก็ยิ่งทำให้เรารู้จักคนมากขึ้น ทำให้มีประสบบการณ์ร่วมกันมากขึ้น รักกันมากขึ้นจนเราคิดว่าความรักในคิวบิกนั้น เป็นความรักที่บริสุทธิ์ทุกคนรักกันจากใจจริง และการที่จะทำงานออกมาได้สำเร็จนั้น เราก็ต้องอาศัย ความรักความสามัคคี ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดว่าคิวบิกนั้นไม่เคยขาดเลยค่ะ

ประสบการณ์มากมายก็ถือว่าเป็นสิ่งที่คิวบิกมอบให้แก่เราค่ะ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ในการมีส่วนร่วมในค่ายต่างๆ หรือเป็นประสบการณ์ในการได้รู้จักคนมากมาย ซึ่งทุกอย่างนั้น ล้วนเป็นแต่ประสบการณ์ดีๆ ใหม่ๆ ที่ท้าทาย และไม่คิดว่าคนที่อายุ 16 อย่างเรา จะมีโอกาสแบบนี้ได้ และประสบการณ์เหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่มีวันลืมเลยค่ะ

และสิ่งที่ได้รับจากคิวบิกอย่างแน่นอน ไม่ขาดเลย นั้นก็คือการรู้จักหน้าที่ รู้จักการทำงาน การพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้นการฝึกฝนทำงาน เราจะทำงานแต่ละอย่างให้ออกมาดีได้นั้น ก็ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ ที่ได้รับจากคิวบิก และคิดว่าจะพยายามพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น

ฝากอะไรถึงคิวบิกหน่อยมั้ยคะ?

ดีใจมากกก! ที่ได้มาทำงานกับคิวบิกค่ะ เพราะคิวบิกนั้นให้อะไรกับเรามากมาย ทั้งความรู้ ประสบการณ์ และที่สำคัญคือความรักที่หาไม่ได้จากที่ไหนค่ะ และนอกจากนี้ในการทำงานเชื่อว่าคนเราจะไม่สามารถทำงานออกมาประสบความสำเร็จได้ตลอด ต้องมีทั้งล้ม มีทั้งอุปสรรคต่างๆ ที่มาขัดขวางเรา แต่ถ้าเราล้มแล้วพร้อมที่จะลุก พร้อมที่จะก้าวต่อไป ร่วมใจกัน สามัคคีกัน ช่วยกันแก้ปัญหา เชื่อว่าเราทุกคนจะผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ค่ะ และสุดท้ายนี้ขอสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานให้มากขึ้น ทำงานให้เต็มที่ที่สุด และให้ความรักกับงานทุกอย่างที่ทำค่ะ

Million Things We’ve Learned #6 – “ภู”

06/08/09 by Chayanin

บทความนี้เป็นบทความที่ 6 ในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง โดยจะลงในทุกวันศุกร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนครับ

และสำหรับทีมงานคิวบิกของเราในครั้งนี้คือ…

เริ่มจากการแนะนำตัวกันก่อนเลยครับ

ผมชื่อ ภูวัน สุวรรณรัศมี ชื่อเล่นชื่อ ภู แต่ในคิวบิกไม่ค่อยมีใครเรียกชื่อเล่นเลยครับ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาครับ

ร่วมงานกับคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรกเมื่อไหร่ครับ?

ผมร่วมงานกับคิวบิกครั้งแรก เมื่อปีที่แล้วครับ ตอนนั้นพี่นัท ชวนผ่านพี่กอล์ฟ ให้ผมเข้ามาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟในฝ่ายมัลติมีเดีย เพราะตอนนั้นคิวบิกกำลังจะทำฐานข้อมูลรูปภาพใหม่ ซึ่งผมก็ตอบตกลงทันทีเลย เพราะผมเคยเข้าค่ายของคิวบิก แล้วรู้สึกประทับใจในตัวพี่ๆ และความเป็นคิวบิก ก็เลยอยากจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคิวบิกครับ นั่นคือการร่วมงานคิวบิกครั้งแรกของผม แต่งานที่เป็นชิ้นเป็นอันชิ้นแรกที่ผมได้ทำ คือการถ่ายภาพกิจกรรมในค่าย Cubic Robocode Camp ครั้งที่ 2 กับเพื่อนที่ชื่อซันน่ะครับ…อันที่จริงน่าจะเรียกว่าไปช่วยถ่ายมากกว่า เพราะผมไม่ได้ไปทุกวัน ปล่อยให้ซันถ่ายคนเดียวไปหลายวันอยู่เหมือนกัน (หัวเราะ) หลังจากนั้นก็ทำงานอื่นๆ มาเรื่อยๆครับ

ได้ร่วมงานกับคิวบิกฯ แล้ว รู้สึกยังไงบ้าง?

จากเดิมที่เคยเป็นน้องค่าย ได้สัมผัสเเต่หน้าฉากของกิจกรรมที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน แต่แฝงไปด้วยการเรียนรู้ที่มีคุณค่า พอได้มาเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานแล้ว ก็ได้เห็นเบื้องหลังว่าสตาฟแต่ละคนในค่าย ตั้งใจทำงาน และทุ่มเทกับการจัดค่ายให้น้องๆ ได้สนุกไปพร้อมกับเรียนรู้มากแค่ไหน ได้เห็นเลยครับว่า กว่าที่จะออกมาเป็นแต่ละกิจกรรมที่แสนสนุกสนานนั้น มันใช้ทั้งแรงกาย และเเรงใจ อยู่ไม่น้อยทีเดียว ถึงเเม้ว่าในค่ายเเรกผมจะไม่ได้สัมผัสอะไรลึกซึ้งมากนัก เพราะแค่ไปช่วยถ่ายรูป 2-3 วัน แต่ก็ยังได้เห็นการทำงานมากพอสมควร ทำให้ผมรู้สึกประทับใจในตัวของพี่ๆทั้งสตาฟและพี่เลี้ยง ที่ทุ่มเทให้กับน้องๆ ได้อย่างมากมายขนาดนี้ครับ

นอกจากจะได้เห็นความทุ่มเทในการทำงานของพี่ๆแล้ว ผมก็ยังเห็นการทำงาน และการประสานงานกันอย่างมีระบบ อย่างตอนมาทำมัลติมีเดียกรุ๊ป ที่จะต้องไล่เเท็กและจัดประเภทรูปกิจกรรมต่างๆของคิวบิกที่มีเป็นหมื่นๆรูป ก็จะมีการประชุมกันก่อนที่จะเริ่มงานจริง แบ่งหน้าที่ว่าใครจะต้องทำส่วนไหน มีการกำหนดแนวทางพื้นฐานว่า จะแท็กอย่างไร แท็กอะไรบ้าง ใช้อะไรเป็นเกณฑ์ จะแท็กรูปละเอียดแค่ไหน กำหนดเป้าหมายว่าต้องทำให้ได้ไม่ต่ำกว่ากี่รูปและให้มีความเร็วมากกว่ากี่รูปต่อชั่วโมง…หลายอย่างมากๆครับ ทำให้ผมได้เรียนรู้การทำงาน และเรียนรู้การวางแผนงาน..ซึ่งปกติผมไม่ค่อยทำเท่าไหร่ (หัวเราะ) คือปกติมาถึงก็มาทำสดๆ เกิดปัญหาก็ตามแก้ๆๆ กันไป ไม่รู้จักหมดสิ้น เพราะปัญหาใหม่มันก็เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ แต่พอมาทำงานฝ่ายมัลติมีเดีย และได้วางแผนงานแบบจริงๆจังๆ แล้ว ผมก็พบว่า ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ก็จะจัดการปัญหาได้ดีกว่า

ผมมีความรู้สึกว่า พอได้มาทำงานกับคิวบิกแล้ว มุมมองในการทำงานของผมก็เปิดกว้างขึ้น เมื่อก่อนเวลาทำงานผมก็จะ ไม่เคยมองภาพรวมของงาน ไม่เคยมีการวางแผนงานล่วงหน้า เวลาทำงาน ก็จะชอบแก้ปัญหาตรงโน้น แต่ปัญหาก็ไปเพิ่มตรงนี้ เพราะไม่ได้มองภาพรวมให้รอบคอบก่อน ว่าองค์ประกอบแต่ละตัวมีความเกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อกันยังไง แล้วพองานมีปัญหา ไม่เป็นแบบที่คิด ก็เลยกลายเป็นเพิ่มความเครียดให้กับตัวเอง ปัญหาก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอีก คิวบิกสอนผมว่า ให้มองงานเเบบองค์รวม มองกว้างๆ มองในหลายๆด้าน หลายๆ เเง่มุม เพราะมันจะทำให้เรามองเห็นปัญหาในแต่ละจุดได้มากกว่า และเราก็จะสามารถจัดการปัญหาโดยที่ทำให้การจัดการนั้นกระทบกับองค์ประกอบอื่นๆที่ดีอยู่แล้วให้น้อยที่สุด

ในหลายๆงานที่จะมีการพรีเซนต์ แล้วมีสไลด์ประกอบ ปกติคนพูดก็จะคุมสไลด์ด้วยไอโฟน พร้อมๆ กับพูดไปหน้าเวที เพื่อให้การเปลี่ยนสไลด์และเอฟเฟกต์ต่างๆ เกิดขึ้นตรงกับเรื่องที่พูด ซึ่งในงานเหล่านี้ จะมี MacBook Pro ตั้งอยู่สองเครื่อง เครื่องนึงเป็นตัวฉายสไลด์ที่คนพูดเป็นคนคุม ซึ่งต่อสัญญาณภาพฉายออกทางโปรเจคเตอร์ ส่วนอีกเครื่อง ก็จะเป็นเครื่อง “สำรอง” ที่จะเล่นสไลด์ไล่ตามเครื่องแรกไปเรื่อยๆ ซึ่งตรงนี้ผมจะเป็นคนคุม (เพราะเป็นเจ้าของ MacBook Pro อีกเครื่องนึง ส่วนเครื่องหลักเป็นของพี่นัท) และถ้ามีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นกับเครื่องหลัก ก็จะสามารถสลับสัญญาณภาพมาที่เครื่องสำรอง และนำเสนอต่อไปได้ทันที

หรืออย่างในงาน Cubic Thanks Party 2009 ที่นอกจากสไลด์นำเสนอเรื่องต่างๆแล้ว ก็จะมีการเปิดทั้ง MV ฉลองครบรอบ 5 ปี และ Cubic Race 3 Episode 1 ซึ่งวีดีโอเหล่านี้เเน่นอนว่าจะต้องมีเสียงอยู่ด้วย แต่คอมฯของผมจะต้องเปิดเพลงคลอในช่วงที่ไม่มีกิจกรรมบนเวที ในขณะที่ไฟล์ต่างๆ ทั้งวีดีโอ และสไลด์นำเสนออยู่ในคอมฯของพี่นัท แต่สายสัญญาณภาพและเสียง มีเเค่อย่างละเส้นเท่านั้น พี่นัทก็มีวิธีแก้ปัญหาโดยให้สายสัญญาณเสียงต่อเข้ากับคอมฯของผม แล้วก็เอาสายอีกเส้น (ที่เตรียมมาเอง) เชื่อมสัญญาณระหว่างคอมฯของพี่นัท กับคอมฯ ของผมไว้ แล้วก็สลับไปมาเวลาที่จะใช้เสียงจากเครื่องไหน

การได้ทำงานกับคิวบิก ทำให้ผมได้เห็นว่า พี่ๆ บางคน ที่ในค่ายที่ผมเคยเข้า เห็นว่า เก่ง เจ๋ง เท่ แล้ว พอมาทำงานร่วมกันจริง เขา เก่ง เจ๋ง และเท่ มากกว่าที่ผมเคยรู้หลายเท่าครับ พี่ๆ หลายคนมีความสามารถหลายด้านมาก ทำงานก็เก่ง คิดก็เป็นระบบ มีมนุษยสัมพันธ์ดี ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ แถมยังเป็นแบบอย่างที่ดีอีกต่างหาก ผมได้เห็นแบบอย่างที่ดีๆ หลายคน และผมก็ได้อะไรจากพวกเขามาอย่างมากมาย จนไม่อาจจะกล่าวในที่นี้ได้หมดเลยครับ

สรุปให้ได้สั้นๆ ก็คือ ผมรู้สึกประทับใจในความทุ่มเท ความสามารถ ความรอบคอบ การคิดและการทำงานอย่างมีระบบของทีมงานคิวบิกทุกคน และรู้สึกประทับใจในความเป็นคิวบิกครีเอทีฟครับ

งานครั้งที่คิดว่า ประทับใจที่สุดตั้งเเต่ร่วมงานกับคิวบิกฯ มา คืองานชิ้นไหนครับ?

เป็นงานที่ผมถูกชวนเข้ามาทำแบบเร่งด่วนสุดสุดครับ คือค่ายเยาวชนไทย ก้าวไกลด้วยนวัตกรรม ครั้งที่ 4 ไปช่วยสอน Photoshop ในการเขียนเว็บ ซึ่งถึงเเม้ว่าผมจะสอนได้ไม่ดีเท่าไรนัก เพราะวางแผนเนื้อหาและเตรียมการสอนไว้น้อย แต่ว่า ความทรงจำในกิจกรรมอื่นๆ ของค่าย ก็ทำให้ผมประทับใจครับ แม้ว่าจะมีปัญหาขัดข้องทางด้านเทคนิคมากพอสมควร ซึ่งปัญหาใหญ่เลยก็คือเรื่องไฟดับ ซึ่งก็เกือบจะเปลี่ยนค่ายนี้จากค่ายวิชาการ เป็นค่ายกิจกรรมนันทนาการไปเรียบร้อยแล้ว เพราะพอไฟดับ คอมพิวเตอร์ก็ใช้ไม่ได้ แล้วถ้าจะสอนต่อก็คงไม่รู้เรื่องกันเเน่นอน แอร์ก็ไม่ติด ห้องเรียนก็ไม่มีเครื่องปั่นไฟสำรอง ก็เลยต้องให้ทีมสันทนาการเข้ามาจัดกิจกรรม รอไฟมา ซึ่งผลจากการที่ไฟดับก็คือ…สอนไม่ทันครับ!! แล้วก็ต้องตัดเนื้อหาสอนที่สอนไม่ทันอยู่แล้ว ออกเยอะมาก (พี่เอิร์ธ ประธานค่ายครั้งนี้ น่าจะได้พูดถึงเรื่องนี้อยู่บ้างในเรียงความประธานค่าย ใน Cubic Research Group ครับ) แต่ว่า สุดท้ายเเล้ว ค่ายนี้ก็ผ่านไปได้ด้วยดี และจบลงด้วยความทรงจำดีๆในใจของทุกคนครับ

คงเพราะเป็นค่ายแรกที่ผมได้มีโอกาสมาทำงานแบบเป็นสตาฟเต็มตัว ถึงเเม้ว่าจะไม่ได้มีโอกาสร่วมดูแลน้องๆชาวค่าย แต่การได้มองดูน้องๆตั้งอกตั้งใจเรียน คอยช่วยเหลือน้องๆเวลามีปัญหา และการได้สัมผัสการเตรียมงานค่าย และการดูแลกิจกรรมในค่ายอย่างเต็มรูปแบบครั้งเเรกของผม ก็ทำให้ค่ายนี้เป็นค่ายที่น่าประทับใจที่สุดของผม และคงจะเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดไปครับ

คิดว่าคิวบิกฯ มีอะไรที่ที่อื่นไม่สามารถให้ได้?

ก็คงจะเป็นความเป็นกันเอง และความผูกพันระหว่างทีมงานครับ ผมรู้สึกว่าเราทำงานกันเหมือนกับว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราช่วยเหลือกัน เรามีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันเเละกัน เราเคารพและรับฟังกันและกัน คิวบิกครีเอทีฟเป็นองค์กรที่มีความ หลากหลาย ทั้งในเรื่องความคิด มุมมองต่อเรื่องต่างๆ ความสามารถ ภูมิลำเนา สถาบันการศึกษา ทุกคนมาจากที่ต่างๆกัน เด่นในเรื่องต่างๆกัน และทุกคนก็สามารถทำงานร่วมกันและเติมเต็มกันเเละกันได้เป็นอย่างดี อีกอย่างคือบรรยากาศการทำงานโดยทั่วไปของคิวบิกจะไม่เครียด เวลาทำงาน ผมรู้สึกว่าทุกคนกำลังสนุกกับการ ทำงาน สนุกกับการคิด การวางแผน การแก้ปัญหา ไม่ได้นั่งเครียดเพราะการทำงาน บรรยากาศในการทำงานแต่ละครั้ง เต็มไปด้วยความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ เมื่อผมร่วมงานกับคิวบิกไม่ว่าครั้งไหนๆ ต่อให้ทะเลาะกับคนที่ทำงานด้วยจะเป็นจะตายยังไง ผมก็ยังมีรอยยิ้ม และความทรงจำดีๆ กลับบ้านเสมอ การทำงานกับคิวบิกทำให้ผมได้เห็นว่า บางครั้งกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ สนุกสนาน และแฝงไว้ด้วยการเรียนรู้ที่มีคุณค่า ก็เกิดจากจุดเล็กๆน้อยๆ ผลักดันให้เกิดเเรงบันดาลใจ จนสร้างกิจกรรมที่ยิ่งใหญ่ออกมาได้

สุดท้ายนี้ อยากฝากอะไรไหมครับ

ผมได้มาอยู่คิวบิก และผมได้อะไรจากคิวบิกมามากมาย ตั้งเเต่ครั้งเเรกที่ผมได้เข้ามาสัมผัสคิวบิกครีเอทีฟในฐานะน้องค่าย…ผมก็ได้รับสิ่งนี้…จนมาถึงวันที่ผมเป็นส่วนหนึ่งองคิวบิกครีเอทีฟ ผมก็ยังได้รับสิ่งนี้…

สิ่ง นั้นก็คือ แรงบันดาลใจครับ ผมได้รับแรงบันดาลใจที่ทรงพลัง และมีคุณค่า จากคิวบิกครีเอทีฟ ทุกครั้งที่เข้าร่วมกิจกรรม ของคิวบิกไม่ว่าในฐานะใดก็ตาม ผมจะเกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ จากกิจกรรมของคิวบิกครีเอทีฟเสมอ…แรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งดีๆ ที่จะมอบสิ่งดีๆ สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับโลกใบนี้ ให้กับผู้คนบนโลกใบนี้ ให้กับเยาวชนทุกคน แรงบันดาลใจที่จะเป็นผู้ให้ เกิดขึ้นตั้งเเต่ครั้งเเรกที่ผมเข้าค่ายเยาวชนไทย ก้าวไกลไปกับไอ ซีที ครั้งที่ 2 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เมื่อผมได้รับมอบสิ่งดีๆ จากพี่ๆ ทุกคน มันทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจที่จะ “ให้” ที่จะ “เป็นผู้ให้” เพื่อมอบสิ่งดีๆ ที่ผมได้รับตลอดมา ให้กับผู้อื่นต่อไป จนทุกวันนี้ คิวบิกก็ยังสร้างแรงบันดาลใจ ที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ และส่งมอบมันให้คนอื่นต่อไป ให้กับผม…เพื่อที่จะทำให้โลกใบนี้ น่าอยู่ขึ้นบ้าง ด้วยกำลังทั้งหมดที่สองแขน และสองขาของผมจะทำได้…

ผมชื่อภูวัน ผมอยู่คิวบิก และผมได้เรียนรู้ว่า แรงบันดาลใจนั้นไม่มีที่สิ้นสุด

Million Things We’ve Learned #5 – “ส้ม”

17/07/09 by Zerothman

บทความนี้เป็นบทความที่ 5 ในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง โดยจะลงในทุกวันศุกร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนครับ

และสำหรับทีมงานคิวบิกของเราในครั้งนี้คือ…

เริ่มจากแนะนำตัวกันสักเล็กน้อย

ชื่อ สุพิชชา ขุนแก้ว ชื่อเล่น ส้ม ศิษย์เก่าสาธิตเกษตรรุ่น 32 ตอนนี้ อยู่ปี 3 คณะมนุษยศาสตร์ ภาควิชาศิลปาชีพ สาขาวิชาการโรงแรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ร่วมทำงานกับคิวบิกฯ ตั้งแต่เมื่อไหร่?

ก็ตั้งแต่ตอน ม.4 ค่ะ (วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน) ตอนนั้นอยากหาอะไรทำช่วงปิดเทอม เห็นมีรับสัมครพี่เลี้ยงก็เลยลองสมัครดูน่ะค่ะ

แต่หลังจากที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้วเกือบจะไม่มาเป็นพี่เลี้ยง เพราะว่าการสัมภาษณ์โหดมาก ฮ่าๆ แต่สุดท้าย ชะตาฟ้าลิขิต ในที่สุดก็ได้เข้ามาร่วมทำงานกับคิวบิกฯ ค่ะ

ในคิวบิกฯ เคยทำงานในส่วนไหนบ้าง?

ในช่วงแรกๆ เป็นพี่เลี้ยงค่ายต่างๆ หลังจากนั้นก็ได้ทำงาน ฝ่ายดูแลชาวค่ายบ้าง ฝ่ายอาหารและสวัสดิการบ้าง ฝ่ายพยาบาลบ้าง สับเปลี่ยนเวียนไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นฝ่ายเบื้องหลังน่ะค่ะ

แต่ด้วยความที่ส่วนใหญ่มักจะมีเวลาว่างจากการทำงานของฝ่ายของตัวเอง ก็เลยชอบไปสังเกตการณ์ ไปศึกษาการทำงานของฝ่ายต่างๆอยู่บ้างเหมือนกัน เผื่อสักวันจะได้ลองไปทำฝ่ายอื่นบ้าง ฮ่าๆ

คิดว่าคิวบิกฯ เป็นอย่างไร?

บางคนอาจจะคิดว่าคิวบิกฯมีแต่คนที่เรียนเก่ง เป็นวิชาการ แต่สำหรับส้มแล้วส้มคิดว่าคิวบิกเป็นแหล่งรวมผู้คนมากมายหลากหลายความคิด ความสร้างสรรค์ เพื่อนำมาใช้ในการสร้าง และริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนใคร
โดยที่น้องๆ จะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ไปพร้อมๆ กับความสนุกสนาน ซึ่งสิ่งที่น้องๆ จะได้เรียนรู้กลับไปนั้นไม่ได้หมายถึงด้านวิชาการเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการใช้ทักษะต่างๆ นำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน และฝึกการใช้ชีวิต การทำงานร่วมกับผู้อื่น

ซึ่งนอกจากน้องๆ ชาวค่ายจะสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันแล้ว สต๊าฟและทีมงานก็ยังได้เรียนรู้ไปพร้อมๆกันด้วย เพราะการทำงานในแต่ละครั้งพวกเราก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ดียิ่งขึ้น ให้สนุกยิ่งขึ้น แปลกใหม่กว่าเดิม

ซึ่งในส่วนนี้แหละค่ะ ที่ส้มคิดว่าคิวบิกฯต่างจากที่อื่น เพราะที่อื่นเวลาทำงานจะคิดกันอย่างเคร่งเครียด แต่การทำงานของคิวบิกนั้น เราจะคิดกันด้วยความสนุกสนาน บางทีอาจเริ่มจากสิ่งที่เราคุยเล่นกัน แล้วเรานำไปคิดต่อ เพิ่มเติมส่วนที่เป็นประโยชน์ลงรายละเอียด

จากเรื่องที่คุยเล่นก็กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมหลายๆกิจกรรมได้เหมือนกัน ซึ่งการทำงานในแต่ละครั้งนั้น ทำให้เกิดรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมากมาย ทำให้เรายิ่งสนุกยิ่งติดใจและอยากจะทำอะไรให้แปลกใหม่และดียิ่งขึ้นค่ะ

ได้อะไรจากคิวบิก?

ได้ความรักค่ะ!!! ฮ่าๆ (ขอแหวกแนวจากคนอื่นบ้าง) ส้มได้มาเป็นส่วนหนึ่งของคิวบิกฯก็ 4-5 ปีแล้ว บอกได้เลยค่ะว่ารักคิวบิกฯ ที่นี่สอนให้เราแบ่งปันความรักให้กับทุกๆคนค่ะ เพราะในการทำงานย่อมแน่นอนว่า
ต้องมีการขัดแย้งกันบ้าง มีความเห็นที่ไม่ตรงกันบ้าง แต่เราต้องรู้จักทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน รับฟังความเห็นของกันและกัน เพื่อที่เราจะได้ฟันฝ่าปัญหาต่างๆไปด้วยกัน เพราะส้มเชื่อว่าหากขาดคนใดคนหนึ่งไปคิวบิกก็จะไม่ใช่คิวบิกค่ะ

และสิ่งที่เราได้รับจากการทำงานนั้นก็ไม่ใช่สิ่งใด นอกจาก การที่ได้เห็นรอยยิ้มของน้องๆ ชาวค่าย ที่แสดงให้เห็นว่าน้องๆมีความสุข น้ำตาของน้องๆในคืนอำลา ที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่เรามีต่อกัน นี่แหละค่ะ เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเราหลายๆ คนยังคงทำงานอยู่ตรงนี้

แม้จะหาเวลาว่างได้ยาก แม้จะอยู่ไกลแค่ไหน ส้มเชื่อค่ะว่า ทุกคนในคิวบิกฯ ยังคงมีความรักให้กัน และยังคงคิดถึงกันเสมอค่ะ

นี่ไม่ใช่ว่าไม่ได้ความรู้ด้านการทำงานเลยนะคะ แต่เห็นคนอื่นพูดไปเยอะแล้ว ฮ่าๆ แต่ความจริงแล้วตัวส้มเองก็ได้ฝึกด้านการทำงานเยอะเหมือนกัน เพราะจากตอนแรกก็เป็นคนทำงานอะไรไม่ค่อยเป็น ก็ได้เรียนรู้ว่าไม่ว่าเราจะทำอะไรเราต้องมีการวางแผนก่อนเสมอ และไม่ใช่แค่แผนเดียว เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นได้ อาจเกิดเหตุพลิกผัน ต้องใช้แผนอื่นแทน หรือบางทีก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ขึ้นอยุ่กับแต่ละสถานการณ์ต่างๆกันไปค่ะ ก็ต้องฝึกวิเคราะห์และนำประสบการณ์มาใช้ให้เป็นประโยชน์น่ะค่ะ นอกจากนี้ส้มยังได้ฝึกใช้คอมด้วย ฮ่าๆ แล้วก็การได้เป็นพี่เลี้ยงก็ทำให้เราได้ฝึกทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่ เพราะเราต้องรับผิดชอบชีวิตน้องๆ ที่ท่านผู้ปกครองได้ไว้ใจ ให้เราดูแลและอบรม โดยที่เราเองก็ต้องทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด
ให้สมกับที่ท่านผู้ปกครองได้ไว้วางใจ และต้องดูแลน้องๆให้เหมือนกับที่น้องๆได้รับการดูแลกจากครอบครัวเพื่อให้ท่านผู้ปกครองเชื่อมั่นในคิวบิกฯ และอนุญาตให้น้องๆ กลับมาร่วมกิจกรรมของเราอีกในครั้งต่อๆ ไป
และนอกจากนี้ในการทำกิจกรรมบางทีเราก็ได้ฝึกคิดตามไปด้วยเหมือนกัน เพราะเวลาน้องๆได้โจทย์จากกิจกรรมมาเราก็มานั่งคิดตามซึ่งบางทีความคิดเรายังสู้ของน้องไม่ได้เลย
ก็เลยได้เปิดมุมมอง ได้ทดลองและเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ไปพร้อมๆ กับน้องๆ ด้วยค่ะ

สุดท้ายอยากฝากอะไร?

การทำงานไม่มีหรอกค่ะที่ทำครั้งแรกแล้วจะดีไปทั้งหมด เราต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และนำประสบการณ์นั้นไปใช้ และไม่ว่าเราจะทำอะไร ขอให้ทำอย่างเต็มที่ และทำให้ดีที่สุดค่ะ

หนูชื่อส้ม หนูอยูคิวบิก และได้เรียนรู้ว่าไม่ว่าเราจะทำอะไร ขอให้ทำอย่างเต็มที่ และทำให้ดีที่สุด

Million Things We’ve Learned #4 – เอื้อง

03/07/09 by Zerothman

บทความนี้เป็นบทความที่ 4 ในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง โดยจะลงในทุกวันศุกร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนครับ

และสำหรับทีมงานคิวบิกของเราในครั้งนี้คือ…

แนะนำตัวเองสั้นๆ ก่อนเลยครับ

น.ส.คณิศร รุจิเรข ชื่อเล่น เอื้อง ค่ะ ตอนนี้เรียนอยู่สาขาออกแบบตกแต่งภายใน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ปีที่ 3 แล้วค่ะ

มาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟได้ยังไง?

ก่อนหน้าที่จะได้ทำงานกับคิวบิกต้องขอบอกตรงๆเลยว่าไม่เคยรู้จักคิวบิกมาก่อนเลยเลย และก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเราจะได้มีโอกาสได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นโชคชะตาหรือความโชคดีอะไรก็แล้วแต่ ทำให้เราได้มีโอกาสทำงานแรกคือเป็นพี่เลี้ยงค่าย Cubic KUS Fun Camp #2 ซึ่งเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของเราในคิวบิก และนับจากวันนั้นมาก็ประมาณ 4 ปีได้แล้ว ที่เราได้ร่วมกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทำกิจกรรม และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ มากมาย ภายใต้ชื่อของ “คิวบิกครีเอทีฟ”

คิดว่าการทำคิวบิกได้อะไรบ้าง?

ถ้าถามว่าได้อะไร หลายๆ คนที่เคยได้มาสัมผัสกับพวกเราก็คงจะตอบได้ต่างกันไป มันขึ้นอยู่กับว่าเราคิด เราเห็นอะไร เราอยากได้อะไรจากการเข้ามาทำตรงนี้ สำหรับตัวเราแล้วคิวบิกได้ให้อะไรเราเยอะมาก อยากแรกก็ไม่พ้นเรื่องการทำงานและทักษะต่างๆที่มีมากขึ้น ที่สำคัญที่สุดที่คิวบิกให้เราก็คือ ทีมงานทุกๆ คน รวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ที่ทำให้เรามีความรู้สึกว่าที่นี้ เราทำงานกันอย่างจริงจัง มีเป้าหมายที่ชัดเจน และพวกเราก็ทุ่มเท่เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้นๆ และจนถึงตอนนี้เรากล้าบอกได้เลยว่ายังไม่เจอที่ไหนให้ความรู้สึกดีกับเราเท่าที่นี้เลย

แล้วทำไมถึงอยู่คิวบิก?

จริงอยู่ที่ตอนแรกเราไม่ได้ตั่งใจจะเข้าชมรมนี้ แต่มันเหมือนเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของคิวบิกก็ได้ ที่เปิดกว้างให้คนที่อยากทำ ได้เข้ามาลองทำงานเป็นประสบการณ์ให้กับตัวเอง และที่สำคัญคือสิ่งที่เราทำให้กับคนอื่นๆ มันทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่ทำมีค่า และจากความรู้สึกดีๆนี้เองทำให้เราอยู่คิวบิก และยังอยู่จนถึงตอนนี้

หนูชื่อเอื้อง หนูอยู่คิวบิก และได้เรียนรู้ว่าการให้ทำให้สิ่งที่เราทำมีค่า

Million Things We’ve Learned #3 – อิ๊ก

19/06/09 by Zerothman

บทความนี้เป็นบทความที่สามในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง โดยจะลงในทุกวันศุกร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนครับ

และสำหรับทีมงานคิวบิกของเราในครั้งนี้คือ…

แนะนำตัวเองสั้นๆ ก่อนเลยครับ

ธัชพล ษรานุรักษ์ ชื่อเล่นชื่อ อิ๊ก ครับ ตอนนี้เรียนอยู่ที่วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปี 4 ใกล้จบแล้วครับ

เข้ามาร่วมงานกับคิวบิกได้ยังไงหรือครับ?

ผมเริ่มจากการได้รู้จักกับพี่นัทผู้ก่อตั้งครับ ตอนที่พี่นัทเริ่มคิดอยากทำกิจกรรมต่างๆ เป็นช่วงเวลาหลังจากผมได้รับการติวคอมพิวเตอร์โอลิมปิกจากพี่นัทซึ่งก็ประทับใจมากครับตอนนั้น เพราะไม่เคยมีเจอรุ่นพี่คนไหนทุ่มเทสอนอะไรให้ฟรีๆ แบบนี้มาก่อน  เมื่อพี่นัทมาชวนทำกิจกรรมต่างๆ ผมก็จึงยินดีทำ คิดว่าคงเป็นเพราะอยากตอบแทนพี่นัทและอยากทำกิจกรรมอะไรดีๆ ให้คนอื่นบ้าง

แล้วคิดยังไงบ้างครับหลังจากการเข้ามาทำงานตรงนี้?

ต้องบอกว่ามันเป็นการเปิดโลกครั้งใหญ่ในชีวิตทีเดียว  แม้ในโรงเรียนสาธิตเกษตรจะมีกิจกรรมในการเรียนให้ทำอยู่เรื่อยๆ และผมก็ได้มีโอกาสเป็นหัวหน้าในงานต่างๆ แต่ก็ยังได้เรียนรู้น้อยกว่าการทำคิวบิกซึ่งเราต้องประสานสร้างทุกๆ อย่างขึ้นมาเองจริงๆ ตอนนั้นจะมีผู้สนับสนุนอยู่ข้างหลังก็คืออาจารย์สุมาลีคนเดียว

ผมได้รู้จักบรรยากาศของการประชุมงานที่มีประสิทธิภาพจากคิวบิกเป็นที่แรก ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้การประชุมได้ผลดีคือ ผู้เข้าประชุมทำการบ้านมาก่อน และระหว่างประชุมมีจุดมุ่งหมายตรงกัน เช่น การคิดกิจกรรมบางครั้งที่ดีได้ผลออกมาดี จะมีผู้ไปนั่งคิดไอเดียเริ่มต้นที่เกลามาบ้างแล้วและระหว่างประชุมคนที่ประชุมเสนอความคิดถกเถียงในเรื่องเดียวกัน ถ้ามานั่งหาไอเดียกิจกรรมเริ่มต้นในที่ประชุมและยังคุยกันนอกเรื่อง มันจะเสียเวลาเอามากๆ ที่จริงผมก็ไม่แน่ใจว่าการระดมสมองที่ไม่ใช่การคิดกิจกรรมเป็นแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่านะ

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญนั้นคือการทำงานในทีม ผมซึ่งตอนนั้นเป็นเด็ก ม.ปลาย ก็พึ่งมีโอกาสครั้งแรกในการเข้าใจความรู้สึกของความกดดันที่จะต้องทำงานให้เสร็จภายในกำหนดให้ได้เพราะรู้ว่าฝ่ายอื่นรองานเราอยู่  หรือความจริงที่ว่า ไม่ว่าคนเป็นหัวหน้าจะตัดสินใจทำอะไร มันมีโอกาสสูงมากๆ ที่จะมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับเราแต่ไม่บอกเรา แล้วนำไปคุยสร้างกระแสต่อต้านเงียบๆ  ในตอนนี้ผมเองก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ แต่คิดว่าเราน่าจะลดปัญหาได้ถ้าทำให้การตัดสินใจหนึ่งๆ ทุกๆ คนมีส่วนร่วม  แต่การทำอย่างนั้นก็ต้องแลกกับเวลาที่เสียไปเช่นกัน

พูดง่ายๆ ก็คือ ผมได้ฝึกคิดสร้างสรรค์อย่างมากมาย และเรียนรู้ทักษะการทำงานเป็นทีม โดยเฉพาะในบทบาทของหัวหน้าครับ  ซึ่งต้องบอกเลยว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ต้องไม่มีวันลืม

คิดว่าคิวบิกมีจุดเด่นอย่างไร?

อันที่จริง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมในงานกิจกรรมน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นนั่งคิดเสนอไอเดียต่างๆ มากกว่า เพราะมีภาระงานต่างๆ มากขึ้น ผมได้ลองร่วมงานกับทีมงานอื่นๆ  แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ทำให้ผมได้เข้าใจในคุณค่าของคิวบิกทั้งในด้านตัวงานและตัวทีมงานมากขึ้น ที่จริงสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พี่นัทเคยบอกแล้ว

ในด้านตัวงาน เดิมผมเข้าใจว่าเราใส่ใจรายละเอียดของงานในหลายแง่มุมดีมาก และกิจกรรมสนุกกว่าที่อื่นที่เคยเจอมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เราทำสิ่งนี่ได้เพราะทีมงานรักในตัวงานที่ตนเองทำ ไม่ใช่เพราะทำด้วยเหตุผลอื่น  แต่สิ่งที่ผมเพิ่งได้คิดคือความละเอียดอ่อนตรงนี้ก่อเกิดสิ่งที่สำคัญยิ่งยวดในคนผู้เข้าในคิวบิกนั้นคือ ความประทับใจ  ความประทับใจแบบที่ไม่ใช่ความตื่นเต้นตรึงตราเป็นฉากๆ แต่เป็นความประทับใจที่ซึมเข้าไปในความรู้สึกจากประสบการณ์ที่ดีที่ต่อเนื่อง ผมว่าความประทับใจมันทรงพลัง ทรงพลังพอที่จะทำให้คนบางคนเปลี่ยนทัศนคติและทำสิ่งดีๆ ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้  พี่นัทเองก็ได้เล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับเรื่องน้องบางคนที่หลังจบค่ายคิวบิกแล้วกลับมาสร้างกิจกรรมของตัวเองบ้าง ซึ่งเป็นอะไรที่น่าดีใจครับ

อีกด้านคือด้านทีมงานนั้น คิวบิกเป็นทีมที่มีความหลากหลายสูงมาก ทั้งอายุ ความสนใจ การศึกษา แต่พอมาร่วมมือกันทำงานโดยมีจุดหมายในทิศทางเดียวกัน ก็ทำให้เกิดพลังที่น่าตกใจ ผมเองเรียนวิศวคอมพิวเตอร์เวลาจัดตั้งทีม มักจะไม่ได้ทีมที่หลากหลายเท่าใด  แม้จะร่วมมือร่วมใจแต่ก็มีบางอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่ายังขาด ไม่เหมือนกับที่คิวบิก

แล้วจุดที่คิดว่ายังต้องปรับปรุงหล่ะครับ?

เนื่องจากในมุมมองของผม ผมคาดหวังกับคิวบิกไว้มากนะครับ  นั้นคือผมนึกภาพที่ว่าพอใครนึกถึงการเรียนรู้ที่สนุก ล้ำ เท่ ก็จะนึกถึงคิวบิกขึ้นมาทันที เป็นแหล่งที่รวบรวมคนแนวสร้างสรรค์ และทำงานระดับใหญ่และมีประสิทธิภาพ  ทำให้ผมมองว่า เรายังต้องโตขึ้นอีก ปัญหาคือเรายังหาวิธีที่ทำให้เราโตขึ้นอย่างราบรื่นและมั่งคงไม่ได้ ตรงจุดนี้คงต้องพยายามคิดครับ อาจจะต้องมีทีมงานผู้ใหญ่ที่ทำงานเต็มเวลาแบบพี่นัทมากขึ้น อยากให้มีคนอุดมการณ์เดียวกันมาร่วมกันมากๆ หน่ะครับ

อันที่จริงในด้านตัวงานเอง ทุกอย่างต้องปรับปรุงอยู่แล้ว เพราะทุกอย่างต้องพัฒนาขึ้นตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่เราทำงานและยังคิดหาเหตุผลมาตอบชัดๆ ไม่ได้ว่างานที่เราทำอยู่มันดีกว่าที่เคยมีมาอย่างไร เราต้องถือว่าคุณภาพของงานนั้นทำได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

มีอะไรที่จะทิ้งท้ายไหมครับ?

ผมได้มีโอกาสทำงานและพูดคุยกับนักวิจัยมา แล้วก็พบว่า ไม่ใช่แค่เพียงในระดับเด็กๆ แม้กระทั้งในระดับนักวิจัย การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพก็ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสนุก ผมเองก็เป็นอีกคนที่เชื่อว่าเรื่องนี่เป็นความจริงสำหรับทุกๆ คนด้วย

และน่าเสียดายที่การศึกษาในตอนนี้มันไม่สนุกเอาซะเลย  แต่คิวบิกเป็นองค์กรที่พยายามจะทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก ผมเองก็เห็นด้วยกับอุดมการณ์นี้มากและคิดว่าจะคอยช่วยคิวบิกไปตลอดเท่าที่ทำได้ ซึ่งนั้นก็เป็นเพราะว่าความประทับใจนั้นเอง เป็นความประทับใจที่เกิดขึ้นมาจากประสบการณ์ดีๆ ที่ต่อเนื่องที่ได้อยู่ร่วมกับคิวบิกมา

ผมชื่ออิ๊ก ผมอยู่คิวบิก และได้เรียนรู้ว่าความประทับใจนั้นทรงพลัง

Million Things We’ve Learned #2 – อั้ม

05/06/09 by Zerothman

บทความนี้เป็นบทความที่สองในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง โดยจะลงในทุกวันศุกร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนครับ

และสำหรับทีมงานคิวบิกของเราในครั้งนี้คือ…

เริ่มจากแนะนำตัวก่อนเลยครับ

ชื่อ นาถวัชร รักอาชีพ ชื่อเล่น อั้ม ศิษย์เก่าสาธิตเกษตรรุ่น 32 ตอนนี้เรียนอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาเครื่องกล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ

ร่วมทำงานกับคิวบิกฯ ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?

ตอนปี 1 ครั้ง ถือว่าช้าถ้าเทียบกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ตอนนั้นจำได้ว่าปณัสย์มาชวนไปเป็นพี่เลี้ยงค่าย Mega#1 หลังจากนั้นก็ร่วมงานกับคิวบิกในตำแหน่งต่างๆ มาเรื่อยๆ ครับ

คิดว่าการทำงานกับคิวบิกฯ ได้แนวคิดอะไรที่ต่างไปจากที่อื่นบ้าง?

จะพูดยังไงดีล่ะ… ขอใช้คำว่า มันจุดประกายแล้วกันครับ คิวบิกนำเสนอแนวคิดการทำงานใหม่ๆ ให้ผมด เราได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตามที่จินตนาการจะพาเราไป การทำงานส่วนมากมันจะมีระบบที่เรียกได้ว่าปิดตายความคิดเรามากพอสมควร แต่คิวบิกเปิดส่วนนี้ให้เราอย่างเต็มที่ บางครั้งก็เป็นการนำสิ่งใกล้ตัวมาสร้างสรรค์ บางครั้งก็เป็นการผสมวิชาการที่น่าเบื่อเข้ากับความสนุกอย่างลงตัว ตัวผมเองได้มีโอกาสทำงานทั้งงานอีเวนท์และงานค่ายต่างๆ มาพอสมควร ทุกครั้งจะได้อะไรใหม่ๆ กลับไปเสมอครับ

ลองยกตัวอย่างได้ไหมครับ?

อย่างช่วงต้นปีถ้าจำกันได้จะมีการจัดการแข่งขัน Cubic Race 3 ขึ้น ซึ่งผมได้มีโอกาสร่วมเป็นทีมงาน ช่วงนั้นได้รับภารกิจหลักๆ เลยว่าต้องหาที่ว่างในเยาวราชเพื่อใช้ทำกิจกรรม ตอนแรกฟังก็คิดว่าโอเค ไม่น่าจะยากอะไรนะ แต่พอเอาเข้าจริงมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลยครับ ผมไม่ทันนึกถึงว่า ผู้คนที่อยู่แถวนั้นมองพื้นที่ทุกตารางมิลลิเมตรเป็นเงินเป็นทอง ใช้ทำมาหากินกันอย่างคุ้มค่า ทำให้การหาพื้นที่ที่ใช้ทำกิจกรรมในวันนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย จำได้ครับว่าลองสอบถามแม่ค้าแถวนั้นเพื่อจะขอยืมพื้นที่หน้าร้าน แล้วก็ได้คำตอบกลับมาว่า “ที่จะให้มดเดินยังไม่มีเล้ย…” ตอนนั้นอึ้งมากครับ ทำอะไรไม่ถูก เกือบจะถอดใจเลยทีเดียว

ช่วงนั้นไปเยาวราชบ่อยมากครับ ไปจนเบื่อเลย ทุกๆ วันต้องติดต่อกับผู้คนมากมาย ต้องเรียนรู้วิธีการติดต่องานและเข้าหาผู้คน จะพูดคุยยังไงให้เค้าอยากคุยกับเราต่อ อยากให้ความช่วยเหลือเรา เอ็นดูเรา อยากทำงานกับเรา ได้รู้เลยครับว่าการทำงานกับคนที่เราไม่รู้จักเนี่ย มันลำบากเลยล่ะ เพราะเค้าทำงานไม่เหมือนกับเรา ไม่มีระบบเหมือนเรา กว่าจะคุยงานรู้เรื่องตอนนั้นเล่นเอาโทรมเหมือนกันครับ

ในวันที่จัดงานจริง สตาฟทุกคนนี่ทำงานกันหัวหมุนเลย กิจกรรมแบบนี้เวลาเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ครับ ต้องเซ็ตตลอดเลยว่าจากตรงนี้จะต้องไปตรงนั้น แล้วไปที่ไหนต่อ ทีมแรกอยู่ที่ไหน ทีมสุดท้ายอยู่ที่ไหนแล้ว เรียกได้ว่าเป็นงานที่เหนื่อยมากครับ แต่พอจบงานแล้วเราลองย้อนกลับไปมอง ก็รู้สึกได้ว่า เออเราคงไม่มีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้ถ้าเราเลือกที่จะใช้ชีวิตประจำวันไปเรื่อยๆ แบบปกติหรอกนะ รู้ตัวเลยครับว่าความสามารถเกือบจะทุกๆ ด้านของเราพัฒนาขึ้น ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างจากการทำงานกับคิวบิกจริงๆ

แล้วค่ายที่พูดถึงตอนต้นล่ะครับ อยากให้เล่าให้ฟังสักนิดนึง

ถ้าสำหรับค่ายช่วงนี้ผมจะมีหน้าที่หลักๆ อย่างหนึ่งเลยคือการทำป้ายชื่อ (หัวเราะ) ซึ่งงานนี้จะเสร็จตั้งแต่วันก่อนหน้างาน เพราะฉะนั้นในช่วงเวลาค่ายส่วนใหญ่ผมจะได้มีโอกาสเปลี่ยนตำแหน่งแล้วก็เรียนรู้งานไปเรื่อยๆ ตั้งแต่พี่เลี้ยง อินสเปกเตอร์ ทีมกิจกรรม หรือที่ล่าสุดในค่าย Cubic ICT Fun Camp #6 ที่ผ่านมาคือทีมวิชาการครับ

ปกติแล้วทีมวิชาการของค่ายไอซีทีจะสอนการตัดต่อวีดีโอและเสียงบนเครื่องแมค แล้วก็จะมีโปรเจ็กให้น้องถ่าย MV และนำมาตัดต่อเอง แต่ในปีนี้ทีมวิชาการได้โจทย์ใหม่ว่าให้เป็นการถ่ายหนังสั้นแทน ซึ่งดูเหมือนจะง่าย แต่ไม่ได้ง่ายอย่างนั้นเลย เพราะขั้นตอนต่างๆ ที่น้องต้องทำมีอะไรที่ซับซ้อนมากกว่าเยอะ  ตั้งแต่ว่างพล็อต เขียนบท คุมเวลา การถ่ายทำ ตัวละครต่างๆ และทุกอย่างมันกว้างไปหมด เพราะจะทำอะไรก็ได้ จึงกลายเป็นความยากของโจทย์

ทีนี้ปัญหาต่อมาคือเราจะทำยังไงให้โจทย์นี้ไม่ยากเกินไปสำหรับน้อง ในขณะเดียวกันน้องเองก็ยังต้องได้ฝึกการคิดการแก้ปัญหากับโจทย์นี้ด้วย เราเลยคิดว่าต้องมีกรอบอะไรให้บางอย่าง แต่เราก็เจอปัญหาต่อมาอีกว่า แล้วกรอบไหนที่จะไม่เป็นการปิดกั้นหรือตีกรอบความคิดของน้องๆ ไปด้วย สุดท้ายเราเลยได้ข้อสรุปมาครับว่าเราจะกำหนดตัวละครบังคับที่เป็นตัวการ์ตูนหรือตัวละครจากภาพยนตร์ดังๆ มาให้น้อง รวมถึงโครงเรื่องที่เอามาจากนิทาน การ์ตูน หรือภาพยนตร์เช่นเดียวกัน น้องๆ จะต้องทำการผูกเรื่องราวทั้งหมดเข้ากับตัวละครเอง ตามแต่ที่น้องอยากให้ตัวละครที่น้องๆ ชื่นชอบนั้นรับบทบาทหรือมีเรื่องราวดำเนินไปอย่างไร ซึ่งก็ถือว่าท้าทายทีเดียว เพราะโจทย์บางกลุ่มที่น้องจับฉลากได้ก็อยากกุมขมับแทนน้องเลยครับ มันมั่วได้ใจจริงๆ อย่าเช่นอุนตร้าแมนกับคนแคระทั้งเจ็ด นึกไม่ออกเลยครับว่าเรื่องราวจะเป็นยังไง (หัวเราะ)

แล้วรู้สึกเหนื่อยหรือท้อบ้างไหมครับกับการทำงาน

ถามว่าเหนื่อยมั้ย มันก็เหนื่อยทุกงานแหละครับ (หัวเราะ) แต่ถามว่ามีความสุขมั้ย สนุกมั้ย อันนี้มันอีกเรื่องหนึ่ง

ทุกๆ วันนี้ที่ผมทำงานกับคิวบิกฯ ผมเริ่มมองอะไรรอบตัวมากขึ้น จากเดิมที่มองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว บางครั้งความสำเร็จของการทำงานมันก็ไม่ได้เกิดจากผลลัพธ์อย่างเดียว มันอยู่ที่ความสุข ความอบอุ่นในการทำงานมากกว่า และถ้าคนเรามีความสุขกับอะไรที่เราทำ เหนื่อยแค่ไหนมันก็เต็มร้อยได้เสมอแหละครับ และเมื่อมีงานอะไรก็อยากจะได้ทำอีก เพราะรู้สึกได้ว่าตรงนี้ยังเป็นที่ของเรา มีคนที่เรารู้จัก มีพี่ๆ มีน้องๆ มีเพื่อนๆ ที่เราอยู่ด้วยแล้วเราสบายใจนะ เรารักที่นี่นะ เป็นแบบนี้ใครก็อยากจะอยู่ด้วยตรงนี้ล่ะครับ ผมว่านี่คือความสำเร็จที่แท้จริงของการทำงานจริงๆ

มีคนบอกว่า ทุกวันนี้ความรู้สึกแบบนี้กำลังจะหายไป ผมว่าความรู้สึกแบบนี้สร้างได้ไม่ยากหรอกครับ แค่เรามองไปรอบๆ ใส่ใจกับคนข้างๆ เราให้มากขึ้น เหนื่อยมั้ย? มีอะไรให้ช่วยมั้ย? เชื่อไหมครับว่าคำถามแค่คำสองคำก็ช่วยเติมพลังให้กับคนที่ทำงานกับเราได้ไม่รู้เท่าไหร่ การที่เราเดินไปถึงจุดหมายคนเดียวเนี่ย มันเหงานะครับ ถึงจะต้องคอยช่วยเหลือคนที่ล้มบ้าง เหนื่อยบ้าง แต่มันอบอุ่นกว่าเยอะเลยไม่ใช่หรือครับ?

สุดท้ายอยากจะฝากอะไรถึงผู้อ่านบ้างไหมครับ?

คิวบิกทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างครับ อย่างหนึ่งเลยคือคนเราเรียนรู้เพราะคิดจะเรียนรู้ และอะไรกันที่จะกระตุ้นให้เราอยากเราคิดที่จะเรียนรู้? คิวบิกเฉลยคำตอบนี้ให้ผมครับ ง่ายๆ เลย มันคือความสนุก ทุกวันนี้ผมเลยพยายามมองทุกอย่างให้เป็นเรื่องสนุก เป็นเรื่องท้าทายที่เราจะได้ลองทำมัน พอสนุกแล้วอะไรมันก็ดูง่ายไปหมด ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ง่ายเลย

การทำงานทุกอย่างจริงๆ แล้วถามว่ามีปัญหามั้ย? มีทั้งนั้นแหละครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะแก้มันอย่างไร ที่ผ่านๆ มาผมจะบอกตัวเองว่า ถ้าไม่อยากมีปัญหา ก็อย่าทำให้ปัญหามันเกิด แต่ในความเป็นจริงบ่อยครั้งที่ปัญหามันจะเป็นฝ่ายวิ่งมาชนเราเสมอๆ ไม่มีโอกาสที่จะหลบเลี่ยงหรือแก้ไขไปได้เลย ซึ่งเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องสร้างโอกาสด้วยตนเองเท่านั้นครับ

ผมชื่ออั้ม ผมอยู่คิวบิกฯ และได้เรียนรู้ว่าเราเรียนรู้ได้ถ้าเราสนุกกับมันครับ

Million Things We’ve Learned #1 – ไต้ฝุ่น

16/05/09 by Chayanin

บทความที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นบทความแรกในชุด Million Things We’ve Learned หนึ่งในกิจกรรมพิเศษเนื่องในโอกาสครบรอบห้าปีคิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านที่พวกเขาได้เข้ามาทำงาน พวกเขาได้เรียนรู้อะไรบ้าง ผ่านการบอกเล่าของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟแต่ละคน โดยจะลงในทุกวันศุกร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนครับ

และทีมงานคิวบิกคนแรกที่จะมาบอกเล่าการเรียนรู้ของเขาคือ…

เริ่มจากแนะนำตัวก่อนเลยครับ

ผมชื่อปณัสย์ พงษ์ศักดิ์ชาติ ชื่อเล่นชื่อไต้ฝุ่นครับ ตอนนี้กำลังศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์อยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ

เข้ามาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟตั้งแต่ตอนไหนครับ

ผมเข้ามาทำงานกับคิวบิกครั้งแรกสมัยอยู่ม. 4 ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ก่อนที่คิวบิกจะแยกตัวออกมาจากชมรมวิชาการนักเรียนสาธิตเกษตร ตอนนั้นอยู่ๆ มีคืนหนึ่งผมฝันว่า มีคนส่องแสงประกายจ้ามาบอกผมว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว (หัวเราะ) เมื่อกี้ผมพูดเล่นครับ ตอนนั้นผมอยู่ม.ปลายก็รู้สึกว่าชีวิตว่างๆ เรื่อยๆ มากเกินไป พอดีมีการรับสมัครเป็นพี่เลี้ยงค่าย เพื่อนก็ชวนไปก็เลย หลังจากนั้นก็ทำมาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้

แล้วพอเข้ามารู้สึกอย่างไรครับ

ผมรู้สึกว่าแนวคิดของคิวบิกค่อนข้างโดนใจผมมาก ผมเองเป็นคนที่ค่อนข้างขี้เล่น ชอบเรื่องสนุกๆ ก็เลยรู้สึกว่า การที่ต้องการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ด้วยความสนุกสนานนั้นเป็นแนวคิดที่น่าสนใจมาก และผมชอบการที่คิวบิกจัดกิจกรรมโดยเน้นให้เกิดการคิด การสร้างสรรค์ เพราะผมรู้สึกว่าระบบการเรียนในโรงเรียนของเรายังเต็มไปด้วยการท่องจำ ไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการคิดสร้างสรรค์มากเท่าที่ควร

เรื่องการคิดนี่ผมคิดว่าสำคัญมาก เพราะพอเราไม่คิด เราก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ๆ ออกมา ก็ต้องตามคนอื่นเรื่อยไปนอกจากนี้การสร้างสิ่งใหม่ๆ ยังต้องใช้จินตนาการ อย่างที่ไอน์สไตน์เองก็เคยบอกว่า จินตนาการสำคัญยิ่งกว่าความรู้

อยากให้ลองยกตัวอย่างหน่อยว่า ที่คิดว่าดีนั้น เป็นอย่างไร

กิจกรรม ของคิวบิกอันหนึ่งที่ผมชอบมากๆ เลยก็คือกิจกรรมคิวบิกเควสท์ (Cubic Quest) กิจกรรมนี้เป็นรูปแบบกิจกรรมที่คล้ายกับการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ใครที่ชอบเล่นเกมโดยเฉพาะเกมออนไลน์น่าจะรู้จักกันดี แต่คิวบิกเอามาทำให้ผู้เล่นต้องมาวิ่งกันจริงๆ แข่งกันที่ความเร็ว ผู้เล่นจะต้องวางแผน วางระบบการคิด ว่าทำอย่างไรถึงจะเร็วที่สุด ต้องไปรวบรวมข้อมูลมา เรียบเรียงและสรุป ซึ่งกิจกรรมที่เราเอามาให้ผู้เข้าร่วมทำ เราจะต้องสร้างให้น้องได้พบกับปัญหามากพอ เพราะการแก้ปัญหาคือการเรียนรู้ เหมือนเวลาเราเรียนวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ ที่เราจะเจอกับปัญหา แล้วเราก็ต้องแก้หรือต้องทดลองเพื่อหาคำตอบ นั่นคือกระบวนการเรียนรู้ กิจกรรมของคิวบิกครีเอทีฟก็จะทำให้น้องรู้สึกว่า จะต้องแก้ปัญหา แต่ก็ไม่ยากเกินไปจนไม่สนุกสนาน จนน้องรู้สึกท้อถอยไม่อยากทำ

แล้วตัวคนทำได้อะไรบ้าง

ผมว่าที่ผมทำงานกับคิวบิกมาห้าปี ผมได้อะไรไปหลายอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการคิดและแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

ผมเองได้เป็น Activity Director ในค่าย Cubic Creative Fun Camp #1 เมื่อปี 2551 ซึ่งผมทั้งออกแบบกิจกรรมของตัวเอง และทำหน้าที่ดูแลกิจกรรมทั้งหมดในภาพรวมของค่ายด้วย เป็นงานใหญ่เหมือนกัน (หัวเราะ) อย่างกิจกรรมอันหนึ่งที่ผมออกแบบเองเมื่อปีที่แล้ว เป็นเรื่องของโครงงานวิศวกรรมแบบก่อสร้าง จากเดิมที่เรามีว่า เราจะทำสิ่งก่อสร้างให้ออกมาสูง แข็งแรง คราวนี้พวกเราก็มีไอเดียว่า แล้วถ้าต้องสร้างอาคารขึ้นมาอันหนึ่งที่สูง แล้วต้องพยายามให้สามารถวางของยื่นออกมาจากฐานที่สุดล่ะ? ผมก็เลยสร้างเป็นเรื่องราวตรงนี้เป็นว่า น้องเท็ดดี้อยากจะชมวิว เป็นที่มาของชื่อกิจกรรม “เปิดโลกกว้างกับน้องเท็ดดี้” ให้เป็นอารมณ์ขันเล็กๆ เป็นความน่าสนใจอย่างหนึ่ง ตรงนี้เป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ที่เราจะต้องหาแนวคิดอะไรใหม่ๆ และไม่ใช่ว่าพอเราได้ไอเดียมาแล้วจะจบ เราจะต้องมาดูว่า วัสดุอะไรถึงจะเหมาะสมกับโจทย์ ไม่ยากเกินไป ไม่ง่ายเกินไป จะต้องมาทดลองทำกันดู หาไอเดียว่า ผู้เล่นจะทำอะไรได้บ้าง แล้วเราจะต้องมาวางระบบการคิดคะแนนของเกมให้มีความสมดุล อย่างเกมนี้เราจะวัดอะไรบ้าง จะวัดความสูงจากพื้น และระยะทางที่ยื่นออกมาจากฐานในแนวด้านข้าง แล้วเราจะให้น้ำหนักของแต่ละอย่างเท่าไรเกมถึงจะสมดุล จะมาเอามาบวกกันหนึ่งต่อหนึ่งเลยดีไหม หรือจะถ่วงน้ำหนักเท่าไร ทุกอย่างจะต้องผ่านการคิดคำนวณและทดลองมา ดังนั้นไม่ใช่ว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้คิดได้เรียนรู้แต่ฝ่ายเดียว พวกเราในการออกแบบกิจกรรมก็ต้องคิด ต้องจินตนาการว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อให้กิจกรรมออกมาดีที่สุด

อย่างที่ผมบอกไปว่า กิจกรรมของคิวบิกนั้นเน้นให้คิด อย่างกิจกรรมนี้น้องๆ ก็ต้องดูว่า จะทำอย่างไรถึงจะดีที่สุด พวกเราก็ต้องคิดว่าอย่างไรถึงจะดีที่สุด ไม่มีใครทำตัวเลือกก ข ค ง มาให้เรากา ทุกอย่างเราจะต้องสร้างตัวเลือกขึ้นมาเอง และเราก็ต้องตัดสินใจเลือกของเราเองด้วย

สุดท้ายนี้อยากจะสรุปหรือฝากอะไรบ้างไหม

การ ที่ผมทำงานในคิวบิกครีเอทีฟ ทำให้ผมได้เรียนรู้ ได้ฝึกการทำงาน และเรียนรู้การทำงานกับคนอื่นด้วย ทำให้ผมมองอะไรเป็นระบบ ทั้งมุมกว้างและมุมลึก ซึ่งผมรู้สึกว่า คิวบิกเป็นตัวอย่างของการทำงานที่ดีอันหนึ่ง มีการวางแผน มีการแบ่งงาน และเราทำงานแบบสนุกสนานและใกล้ชิด และสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือ คิวบิกครีเอทีฟสร้างแรงบันดาลใจ ทำให้ผมเชื่อว่า เราสามารถคิดอะไรใหม่ๆ ได้ และเราก็สามารถทำได้ อย่างผมตอนนี้ก็พยายามทำกิจกรรมและสร้างอะไรใหม่ๆ ที่ภาควิชาของผม อย่างเช่น เปิด comKUcare รับซ่อมคอมพิวเตอร์ฟรี เป็นต้น ซึ่งแรงบันดาลใจนี้เป็นส่วนสำคัญมากที่สนับสนุนให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นครับ

ผมชื่อไต้ฝุ่น ผมอยู่คิวบิก และได้เรียนรู้ว่า การสร้างสรรค์ทำได้ไม่มีวันหยุดครับ