<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Cubic Blog</title>
	<atom:link href="http://cubiccreative.org/blog/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://cubiccreative.org/blog</link>
	<description>Creative ideas drive the world.</description>
	<lastBuildDate>Sat, 10 Jul 2010 03:38:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>Million Things We’ve Learned #12 – &#8220;ภพ&#8221;</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/million-things-we-learned-12/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/million-things-we-learned-12/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 10 Jul 2010 03:36:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Chayanin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Million Things We've Learned]]></category>
		<category><![CDATA[5anni]]></category>
		<category><![CDATA[ภพ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=439</guid>
		<description><![CDATA[ห่างหายกันไปสักพักใหญ่ๆ สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We&#8217;ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟกันอีกครั้ง และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ&#8230; แนะนำตัวก่อนเลยครับ ผมชื่อสมภพ กุละปาลานนท์ ครับ ชื่อเล่นชื่อภพ ตอนนี้ทำงานอยู่ที่บริษัท Opendream ตำแหน่ง Developer ทำงานครั้งแรกกับคิวบิกตอนไหนหรือครับ ตอนที่ผมทำงานครั้งแรก ทำตำแหน่งสันทนาการในค่าย Cubic Creative Fun Camp #1 จากนั้นก็ผันตัวไปเป็นคนสอนในค่าย Cubic Innovator Camp #3 เป็นผู้ดูแลโครงการ Robocode และปิดท้ายด้วยการเป็นคนนำสันทนาการอีกครั้งหนึ่งใน Cubic Creative Fun Camp #2 ครับ ทำแล้วรู้สึกยังไงบ้าง ก็ต้องตอบเลยครับว่า ในตอนแรกๆ เนี่ย ผมก็งงและอึ้งครับ เพราะไม่เคยเจออะไรแบบคิวบิกมาก่อน เช่น การห้ามเรียก &#8220;น้อง&#8221; ว่า &#8220;เด็ก&#8221; การจริงจังมากๆ กับการปิดเพลงต้องเฟดเสียง (ไม่เฟดแล้วโลกมันจะพังเหรอ) แนวทางการทำงานของพี่เลี้ยง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ห่างหายกันไปสักพักใหญ่ๆ สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We&#8217;ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟกันอีกครั้ง</p>
<p>และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ&#8230;</p>
<p><img class="alignnone" src="http://cubiccreative.org/blog/person/5anni_person_12.jpg" alt="" width="530" height="250" /></p>
<p><strong>แนะนำตัวก่อนเลยครับ</strong></p>
<p>ผมชื่อสมภพ กุละปาลานนท์ ครับ ชื่อเล่นชื่อภพ ตอนนี้ทำงานอยู่ที่บริษัท <a href="http://opendream.co.th/">Opendream</a> ตำแหน่ง Developer</p>
<p><strong>ทำงานครั้งแรกกับคิวบิกตอนไหนหรือครับ</strong></p>
<p>ตอนที่ผมทำงานครั้งแรก ทำตำแหน่งสันทนาการในค่าย Cubic Creative Fun Camp #1  จากนั้นก็ผันตัวไปเป็นคนสอนในค่าย Cubic Innovator Camp #3 เป็นผู้ดูแลโครงการ Robocode และปิดท้ายด้วยการเป็นคนนำสันทนาการอีกครั้งหนึ่งใน Cubic Creative Fun Camp #2 ครับ</p>
<p><strong>ทำแล้วรู้สึกยังไงบ้าง</strong></p>
<p>ก็ต้องตอบเลยครับว่า ในตอนแรกๆ เนี่ย ผมก็งงและอึ้งครับ เพราะไม่เคยเจออะไรแบบคิวบิกมาก่อน เช่น การห้ามเรียก &#8220;น้อง&#8221; ว่า &#8220;เด็ก&#8221; การจริงจังมากๆ กับการปิดเพลงต้องเฟดเสียง (ไม่เฟดแล้วโลกมันจะพังเหรอ)<br />
แนวทางการทำงานของพี่เลี้ยง การที่ป้ายชื่อต้องดูดีมากๆ และการที่จริงจังมากๆ กับเรื่องที่เราอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล่นๆ ซึ่งมันทำให้ผมพบว่าคิวบิกครีเอทีฟเป็นองค์กรที่ใส่ใจรายละเอียดมากครับ (จนบางทีก็รู้สึกว่าเกินไปหน่อย) และก็รู้สึกดีที่ได้เห็นทีมงานหลายๆ คนตั้งใจทำงานกับหน้าที่ของตัวเองดีครับ (จริงๆนะ)</p>
<p><strong>ตอนทำงานมีปัญหาบ้างมั้ย</strong></p>
<p>ก็เป็นเรื่องปกตินะครับที่ทำงานจะต้องเจอปัญหาไม่ว่าจะเป็น การนำสันทนาการแล้วไม่ฮา สอนแล้วฟังไม่รู้เรื่อง น้องฟ้งไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะควบคุมใครอะไรยังไง บางทีมันก็ทำให้รู้สึกแย่ที่ทำงานได้ไม่ดีพอ จนไม่อยากทำ บางทีคิดว่าทำไปทำไม ทำไปแล้วเราได้อะไร หรือเรียกง่ายๆ ก็คือ ภาระ นั่นเอง แต่พอเราผ่านมันไปแล้ว ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตาม ผมก็พบว่าภาระที่เราได้มานั้น มันคือโอกาสที่ทำให้เราเติบโตครับ เติบโตยังไง? เมื่อเราเจอ ปัญหาที่เราไม่อยากทำ(ภาระ) แล้วเราได้พยายามก้าวข้ามมันไป ไม่ว่าจะผ่านไปได้ดีแค่ไหนเราจะได้เรียนรู้ครับว่าทำไมเราถึงก้าวข้ามมันไม่ได้ ทำยังไงถึงจะผ่านมันไปได้ และเมื่อใดที่เราผ่านปัญหานั้นไปเราก็จะพบว่ามันคือ โอกาส ครับ</p>
<p><strong>ได้อะไรจากการทำงานที่นี่</strong></p>
<p>อืม&#8230;. ผมคิดว่าผมคงคิดไม่ออกเลยนะครับว่าถ้าผมไม่เจอคิวบิกครีเอทรฟมาก่อนผมตอนนี้จะเป็นยังไง คือที่จริงแล้วเนี่ยผมเป็นคนพูดไม่รู้เรื่อง และไม่ค่อยกล้าแสดงออก (จริงๆนะ) แต่การที่ผมได้ทำงานที่นี่ัมันทำให้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ตั้งแต่พูดยังไงให้คนฟังรู้เรื่อง ไปจนถึงพูดยังไงให้คนสนใจ ทำให้ผมมีโอกาสได้พบคนเจ๋งๆ ทำให้ได้มุมมองใหม่ๆ ไม่ว่่าจะเป็น อิ๊ก แก้ว พี่นัท พี่กานต์ พี่ก้อน และที่สำคัญที่สุด ก็คงทำให้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้ตัวเองครับ</p>
<p>มีอะไรที่อยากจะฝากอีกไหมครับ</p>
<p>ถ้ามีโอกาส ก็อย่าลืมมาลองทำงานที่นี่ดูนะครับ (หัวเราะ)</p>
<p>ผมชื่อภพ ผมอยู่คิวบิก และผมได้เรียนรู้ว่า ภาระที่ยิ่งใหญ่ คือโอกาสที่สำคัญครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/million-things-we-learned-12/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปรองดอง</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/rational_domain/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/rational_domain/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 16:42:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[communication]]></category>
		<category><![CDATA[politics]]></category>
		<category><![CDATA[ration]]></category>
		<category><![CDATA[Rational Domain]]></category>
		<category><![CDATA[unity]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=450</guid>
		<description><![CDATA[ในเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองกำลังคลายความวุ่นวายลงไป หนึ่งคำที่ผมคิดว่าเราๆ คงจะได้ยินกันบ่อยมากช่วงนี้คือคำว่า &#8220;ปรองดอง&#8221; คำๆ นี้เหมือนจะเป็นคำในอุดมคติที่ทุกคนอยากให้เกิด แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แล้วอะไรกันแน่คือความ &#8220;ปรองดอง&#8221; และเราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าคิดในมุมกลับง่ายๆ ผมคิดว่าคำว่าปรองดอง หมายถึงการไม่ขัดแย้งกัน การที่ทุกๆ ฝ่ายต่างพอใจในสิ่งที่ตนเองได้รับ และเข้าใจว่าคนอื่นๆ ก็ได้รับในสิ่งที่ควรได้รับเช่นเดียวกัน เมื่อนานมาแล้ว @Paul_012 เคยได้เขียนบล็อก &#8220;ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์&#8221; โดยมีเนื้อหาสรุปคร่าวๆ ว่าสังคมที่อยู่ด้วยกันได้ ต้องมีการจัดการความแตกต่างที่ดีพอ และดูเหมือนเป็นเรื่องประชดจิตใจกันนิดๆ ที่สามสิ่งที่เราพยายามใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยให้เป็นหนึ่ง กลับเป็นสาเหตุต้นๆ ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และก่อนจบ @Paul_012 ยังกล่าวอ้างถึงบล็อกอีกอันของตนเอง &#8220;Communication&#8221; ว่า&#8230; เมื่อไรนะ เราถึงจะหันมา &#8220;พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น&#8221; ได้เสียที ผมคิดว่าสโลแกนติดหูของ Orange นี้ตั้งแต่เปิดตัว ดูเป็นคำสั้นๆ เรียบง่าย แต่กินใจพอดู และดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่าจะเห็นด้วยตรงกันได้ไม่ยากว่า การสื่อสารก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญจริงๆ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจกันและกัน การ &#8220;เข้าใจ&#8221; นี้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในกระบวนการปรองดอง เพราะความเข้าใจจะทำให้เกิดการ &#8220;ยอมรับ&#8221; เราจะยอมรับผู้อื่นได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองกำลังคลายความวุ่นวายลงไป หนึ่งคำที่ผมคิดว่าเราๆ คงจะได้ยินกันบ่อยมากช่วงนี้คือคำว่า &#8220;ปรองดอง&#8221; คำๆ นี้เหมือนจะเป็นคำในอุดมคติที่ทุกคนอยากให้เกิด แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แล้วอะไรกันแน่คือความ &#8220;ปรองดอง&#8221; และเราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร</p>
<p>ถ้าคิดในมุมกลับง่ายๆ ผมคิดว่าคำว่าปรองดอง หมายถึงการไม่ขัดแย้งกัน การที่ทุกๆ ฝ่ายต่างพอใจในสิ่งที่ตนเองได้รับ และเข้าใจว่าคนอื่นๆ ก็ได้รับในสิ่งที่ควรได้รับเช่นเดียวกัน</p>
<p>เมื่อนานมาแล้ว @<a href="http://twitter.com/paul_012">Paul_012</a> เคยได้เขียนบล็อก &#8220;<a href="http://paul012.blogspot.com/2008/06/blog-post_26.html">ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์</a>&#8221; โดยมีเนื้อหาสรุปคร่าวๆ ว่าสังคมที่อยู่ด้วยกันได้ ต้องมีการจัดการความแตกต่างที่ดีพอ และดูเหมือนเป็นเรื่องประชดจิตใจกันนิดๆ ที่สามสิ่งที่เราพยายามใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยให้เป็นหนึ่ง กลับเป็นสาเหตุต้นๆ ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และก่อนจบ @Paul_012 ยังกล่าวอ้างถึงบล็อกอีกอันของตนเอง &#8220;<a href="http://paul012.blogspot.com/2006/12/communication.html">Communication</a>&#8221; ว่า&#8230;</p>
<blockquote><p>เมื่อไรนะ เราถึงจะหันมา &#8220;พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น&#8221; ได้เสียที</p></blockquote>
<p>ผมคิดว่าสโลแกนติดหูของ Orange นี้ตั้งแต่เปิดตัว ดูเป็นคำสั้นๆ เรียบง่าย แต่กินใจพอดู และดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่าจะเห็นด้วยตรงกันได้ไม่ยากว่า การสื่อสารก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญจริงๆ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจกันและกัน</p>
<p>การ &#8220;เข้าใจ&#8221; นี้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในกระบวนการปรองดอง เพราะความเข้าใจจะทำให้เกิดการ &#8220;ยอมรับ&#8221; เราจะยอมรับผู้อื่นได้ ต้องเกิดจากการที่เราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำอะไรแบบนั้น ทำไมเขาถึงได้รับอะไรแบบนั้น เราจะรู้สึกขัดแย้ง ขัดใจ เมื่อเราเห็นใครทำอะไรในสิ่งที่เราไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำได้ หรือทำไมเขาถึงได้รับในสิ่งที่จริงๆ แล้วเขาไม่ควรได้รับอย่างนั้น ความไม่เข้าใจนี้จะนำไปสู่ความไม่พอใจ ความโกรธ หรือความเกลียด ซึ่งทั้งหมดทั้งหมดนี้คือความขัดแย้ง</p>
<p>ปัญหาคือ เราจะเข้าใจคนอื่นได้อย่างไร?</p>
<p>จริงอยู่ที่การสื่อสารก็สำคัญ แต่สิ่งที่ลึกลงไปกว่านั้น คือการที่เราจะเข้าใจผู้อื่นให้ได้</p>
<p>ผู้คนแต่ละคน ที่มีฐานของข้อมูล ฐานความเชื่อ ย่อมนำไปสู่ความแตกต่างในขีดความสามารถในการเข้าใจเรื่องต่างๆ กลุ่มคนที่มีฐานของข้อมูล และฐานความเชื่อที่แตกต่างกัน ย่อมสามารถเข้าใจเรื่องของอีกฝ่ายได้ยากขึ้น (ผมกะว่าจะเขียนบล็อกเรื่องความสัมพันธ์ต่อข้อมูล ความเชื่อ และความรู้ แต่ยังไม่มีโอกาสสักที ขอติดไว้ก่อนแล้วกัน) ซึ่งจากฐานของข้อมูลและความเชื่อที่แตกต่างกันนี้ ผมขอเรียกว่าเป็น Rational Domain ของแต่ละคน หรือพูดง่ายๆ คือ กรอบความเข้าใจของแต่ละคน ที่ย่อมสามารถเข้าใจเรื่องต่างๆ ได้แตกต่างกัน</p>
<p>และจริงๆ แล้วหากมองให้ชัด ทุกวันนี้การที่เราไม่เข้าใจคนอื่น และนำไปสู่ความหงุดหงิดใจนั้น เพราะเราไปคาดหวังว่า เขาคนนั้นจะต้องอยู่ใน Rational Domain เดียวกับเรา การที่เขาไม่ได้ทำในสิ่งที่เราคาดหวังว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เขาทำได้ จึงพาลให้เราไม่พอใจคนๆ นั้น</p>
<p>ผมขอลองยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า สมมุติมีชายหญิงคู่หนึ่งเป็นแฟนกัน ฝ่ายชายเกิดทำอะไรสักอย่างที่ฝ่ายหญิงไม่พอใจ แล้วฝ่ายหญิงก็งอน ส่วนฝ่ายชายก็ไม่รู้ว่าฝ่ายหญิงงอนเรื่องอะไร ก็เลยคิดว่าสิ่งที่ฝ่ายหญิงทำนั้นผิด ก็เลยไม่ง้อ พอไม่ง้อฝ่ายหญิงก็ยิ่งโกรธ ยิ่งคับแค้น ยิ่งงอน ฝ่ายชายก็ยิ่งเซ็ง ความขัดแย้งก็โตขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>จากตัวอย่างนี้เราจะเห็นได้ว่า ความไม่พอใจเกิดจากความไม่เข้าใจ ฝ่ายหญิงไม่เข้าใจฝ่ายชายว่าทำไมถึงทำอะไรแบบนี้ เลยพาลโกรธ ทั้งๆ ที่หากมองให้ลึกแล้ว คนเป็นคู่รักกัน (ถ้าไม่ได้มีปัญหาอื่น) ฝ่ายชายย่อมทำอะไรที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับความสัมพันธ์นี้แล้วเสมอ เพียงแต่ในการตัดสินใจนั้น ด้วย Rational Domain ของตัวเอง จึงอาจทำให้ตัดสินว่าสิ่งที่ทำนี้ไม่ใช่ปัญหา ในขณะที่ Rational Domain ของฝ่ายหญิงตัดสินอีกอย่าง ว่าสิ่งที่ฝ่ายชายทำนั้นผิด ไม่ใช่สิ่งที่คนรักเขาทำกัน จึงไม่เข้าใจว่าทำไมถ้าเป็นคนรักกันเขาถึงทำแบบนี้ ก็สุดท้ายก็จบลงที่การโกรธ ไม่พอใจ และแสดงออกมาในรูปแบบของการงอน</p>
<p>เมื่อฝ่ายหญิงงอน ด้วย Rational Domain ของฝ่ายชายที่ไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด ก็จะไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องง้อ ความไม่เข้าใจว่าทำไมฝ่ายหญิงต้องงอนนี้ก็นำไปสู่ความไม่พอใจและขัดแย้งตามมา และต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด</p>
<p>ดังนั้นจากความขัดแย้งที่แสนวุ่นวายนั้น จริงๆ มีหลักการง่ายๆ อยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือเราต้องระลึกเสมอว่า อย่าใช้ Rational Domain ของเราเพื่อพยายามเข้าใจหรือตัดสินคนอื่นๆ เพราะทุกคนมี Rational Domain ที่แตกต่างกัน จากตัวอย่างปัญหาข้างต้น ปัญหาจะจบลงง่ายๆ เมื่อฝ่ายหญิงยอมที่จะเลิกงอน หรือฝ่ายชายยอมที่จะเริ่มง้อ ซึ่งทั้งสองกรณีนี้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมทลายกรอบ Rational Domain ของตนเองออกมา และยอมรับในสิ่งที่คนอื่นทำ แม้ว่าจะไม่สามารถหาเหตุผลหรือทำความเข้าใจได้ใน Rational Domain ของตนเองก็ตาม</p>
<p>ผมคิดว่าความซับซ้อนที่แสนวุ่นวายนี้ กลับมีแนวคิดที่แสนเรียบง่ายนี้อยู่ คงดีไม่น้อยหากทุกคน พร้อมที่จะทลายกรอบ Rational Domain ของตนเอง และเปิดใจที่จะยอมรับในสิ่งที่เราไม่มีทางเข้าใจได้มากขึ้น เพราะทุกอย่างที่ทุกคนทำมันมีเหตุผลอยู่ และหลายๆ ครั้งมันแค่ไม่ได้อยู่ใน Rational Domain ของเราเท่านั้นเอง</p>
<p>พูดง่าย&#8230;แต่สุดท้าย <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%99">กลไกการป้องกันตนเอง</a> (<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Defence_mechanism">Defense Mechanism</a>) ก็ยังเป็นรากฐานที่สำคัญของจิตวิญญาณมนุษย์อยู่ดี และคงไม่ง่ายนักที่เราทุกคนจะหยุดยั้ง<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Instinct">สัญชาตญาณ</a>นี้ได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/rational_domain/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หน้าที่สื่อ&#8230;หรือหน้าที่ใคร?</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/media_neutrality/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/media_neutrality/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 Jun 2010 18:16:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[ethics]]></category>
		<category><![CDATA[media neutrality]]></category>
		<category><![CDATA[news]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=443</guid>
		<description><![CDATA[อาจจะหลงกระแสไปสักหน่อย แต่เรื่องนี้ ผมคิดว่าอีกไม่นานก็คงมีประเด็นให้ถกเถียงกันอีก ช่วงความร้อนแรงทางการเมืองที่ผ่านมา อีกหนึ่งประเด็นที่หลายๆ คนในสังคมพูดถึง นั่นคือเรื่องของความเป็นกลางของสื่อ โดยส่วนตัวผมเอง ในฐานะที่มีประสบการณ์ในการทำงานสื่อมาบ้าง (เป็นนักเขียนใน Blognone) ก็พอจะเข้าใจอยู่ลึกๆ ว่า แม้ว่าสื่อจะพยายามทำตัวให้เป็นกลางแค่ไหน สื่อก็ไม่มีวันเป็นกลางได้ เหตุผลง่ายๆ เพราะทุกเนื้อหา ทุกข้อความ เมื่อมันถูก &#8220;ส่งต่อ&#8221; ไม่ว่าด้วยการเขียน การเล่า ถ่ายภาพ หรือวีดีโอ ล้วนแล้วแต่ต้องถูกบิดเบือนทั้งสิ้น แม้ว่าผู้ถ่ายทอดจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ประการแรก นั่นคือเรื่องของภาษา ภาษาเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และผูกพันกับจิตใจของมนุษย์อย่างมากกว่าที่ใครหลายคนคิดไว้ ในภาษาเดียวกัน คนที่แตกต่างกันย่อมไม่สามารถรับรู้สิ่งที่ต้องการถ่ายทอดนี้ได้เหมือนกันซะทีเดียว หลายๆ ครั้งอารมณ์อาจถูกบรรจุไปกับภาษาโดยที่เราไม่รู้ตัว หรือคนรับตีความอารมณ์เหล่านี้ผิดแผกไปก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน ซึ่งอารมณ์นี้เองเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าใครมีความคิดอย่างไร และตัดสินว่าอะไรดีไม่ดีอย่างไร บางคนอาจรู้สึกถูกตัดสินด้วยอารมณ์ที่แทรกอยู่ในภาษา จนนำไปสู่ความรู้สึกที่ว่า &#8220;ข่าวนี้ไม่เป็นกลาง&#8221; เช่นข่าวนักเรียนเครียดจนเผาห้องสมุดพร้อมยอมรับว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ ในจุดนี้บางคนอาจจะรู้สึกถึงอารมณ์ที่อยู่ในคำว่า &#8220;พฤติกรรมเลียนแบบ&#8221; ว่าตั้งใจจะโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ แต่อันที่จริงแล้วข่าวนี้อาจจะถูกถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมาอย่างที่ผู้นำเสนอไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ เพราะเด็กคนดังกล่าวก็ให้สัมภาษณ์เช่นนั้นจริงๆ เป็นต้น ประการที่สอง การนำเสนอนั้นถูกตัดทอนเสมอ ด้วยเนื้อหา พื้นที่ และเวลาที่จำกัดของทั้งผู้นำเสนอและผู้รับข้อมูลข่าวสาร เกือบทุกครั้งที่ข้อมูลจะถูกตัดทอน และย่นย่อเพื่อให้พอเหมาะกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรเหล่านี้ แต่ปัญหาก็คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อาจจะหลงกระแสไปสักหน่อย แต่เรื่องนี้ ผมคิดว่าอีกไม่นานก็คงมีประเด็นให้ถกเถียงกันอีก</p>
<p>ช่วงความร้อนแรงทางการเมืองที่ผ่านมา อีกหนึ่งประเด็นที่หลายๆ คนในสังคมพูดถึง นั่นคือเรื่องของความเป็นกลางของสื่อ</p>
<p>โดยส่วนตัวผมเอง ในฐานะที่มีประสบการณ์ในการทำงานสื่อมาบ้าง (เป็นนักเขียนใน <a href="http://www.blognone.com">Blognone</a>) ก็พอจะเข้าใจอยู่ลึกๆ ว่า แม้ว่าสื่อจะพยายามทำตัวให้เป็นกลางแค่ไหน สื่อก็ไม่มีวันเป็นกลางได้</p>
<p>เหตุผลง่ายๆ เพราะทุกเนื้อหา ทุกข้อความ เมื่อมันถูก &#8220;ส่งต่อ&#8221; ไม่ว่าด้วยการเขียน การเล่า ถ่ายภาพ หรือวีดีโอ ล้วนแล้วแต่ต้องถูกบิดเบือนทั้งสิ้น แม้ว่าผู้ถ่ายทอดจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม</p>
<p>ประการแรก นั่นคือเรื่องของภาษา ภาษาเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และผูกพันกับจิตใจของมนุษย์อย่างมากกว่าที่ใครหลายคนคิดไว้ ในภาษาเดียวกัน คนที่แตกต่างกันย่อมไม่สามารถรับรู้สิ่งที่ต้องการถ่ายทอดนี้ได้เหมือนกันซะทีเดียว หลายๆ ครั้งอารมณ์อาจถูกบรรจุไปกับภาษาโดยที่เราไม่รู้ตัว หรือคนรับตีความอารมณ์เหล่านี้ผิดแผกไปก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน ซึ่งอารมณ์นี้เองเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าใครมีความคิดอย่างไร และตัดสินว่าอะไรดีไม่ดีอย่างไร บางคนอาจรู้สึกถูกตัดสินด้วยอารมณ์ที่แทรกอยู่ในภาษา จนนำไปสู่ความรู้สึกที่ว่า &#8220;ข่าวนี้ไม่เป็นกลาง&#8221; เช่นข่าวนักเรียนเครียดจนเผาห้องสมุดพร้อมยอมรับว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ ในจุดนี้บางคนอาจจะรู้สึกถึงอารมณ์ที่อยู่ในคำว่า &#8220;พฤติกรรมเลียนแบบ&#8221; ว่าตั้งใจจะโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ แต่อันที่จริงแล้วข่าวนี้อาจจะถูกถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมาอย่างที่ผู้นำเสนอไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ เพราะเด็กคนดังกล่าวก็ให้สัมภาษณ์เช่นนั้นจริงๆ เป็นต้น</p>
<p>ประการที่สอง การนำเสนอนั้นถูกตัดทอนเสมอ ด้วยเนื้อหา พื้นที่ และเวลาที่จำกัดของทั้งผู้นำเสนอและผู้รับข้อมูลข่าวสาร เกือบทุกครั้งที่ข้อมูลจะถูกตัดทอน และย่นย่อเพื่อให้พอเหมาะกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรเหล่านี้ แต่ปัญหาก็คือ ข้อมูลเพียงเล็กน้อยเหล่านี้ ไม่สามารถสะท้อนถึงความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ ในขณะที่ผู้รับข้อมูลเอง ก็จะมีกลไกอัตโนมัติในการสร้างข้อมูลส่วนที่หายไปในสมอง โดยอิงจากข้อมูลส่วนที่มีอยู่ ผมยกตัวอย่างเช่น @<a href="http://twitter.com/abandonphuwan">abandonphuwan</a> อาจจะกำลังทำงานอยู่ แต่มีจังหวะหนึ่งเพียงแค่ไม่กี่นาทีที่แว้บไปเปิดดูเว็บเล่น แล้วคุณแม่ก็บังเอิญเดินเข้ามาดูพอดี ในจังหวะนี้เองคุณแม่เมื่อได้รับข้อมูลว่า ณ ปัจจุบันคุณลูกกำลังเปิดเว็บไร้สาระอยู่ ก็จะ &#8220;สร้าง&#8221; ข้อมูลส่วนที่หายไปโดยอิงจากส่วนที่มีอยู่โดยอัตโนมัติว่า ตั้งแต่ลูกมาใช้คอมฯ ก็เล่นเว็บไร้สาระตลอดเลย แม้ว่าจริงๆ แล้วระหว่างนั้นเขาอาจจะทำงานมาตลอดจริงๆ ก็ได้</p>
<p>ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า แม้สื่อจะพยายามเป็นกลางแค่ไหน แต่สื่อจะไม่มีวันเป็นกลาง</p>
<p>เราทุกคนคงเคยชินกับข้อกล่าวหาหลายๆ ครั้งที่ระบุว่า &#8220;สื่อต้องมีจรรยาบรรณ&#8221;</p>
<p>จรรยาบรรณ เป็นข้อกำหนดที่มักควบคู่กับวิชาชีพที่มี &#8220;พลังพิเศษ&#8221; บางอย่างที่อยู่เหนือการควบคุมของกฎเกณฑ์ในสังคม เช่นจรรยาบรรณแพทย์ที่อาจจะไม่สามารถโฆษณายายี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งให้กับผู้ป่วยได้เป็นพิเศษ แต่ในความเป็นจริงแพทย์นั้นก็มี &#8220;พลัง&#8221; ที่จะทำเช่นนั้นได้ โดยไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ที่จะห้ามได้อย่างชัดเจน</p>
<p>หากพูดง่ายๆ คงต้องอ้างคำพูดเท่ห์ๆ ของสไปเดอร์แมนว่า</p>
<blockquote><p>&#8220;With great power comes great responsibility.&#8221;</p></blockquote>
<p>แน่นอนว่าสื่อมีพลังพิเศษบางอย่าง ที่จะโน้มน้าวผู้ฟังให้คิดคล้อยตามไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก จึงเป็นเรื่องที่อาจจะเหมาะสมอยู่แล้วที่วิชาชีพสื่อจะต้องมีจรรยาบรรณเป็นข้อห้ามทางจิตใจควบคุมไว้อีกต่อหนึ่ง</p>
<p>แต่คำถามที่สำคัญ ณ เวลานี้คือ &#8220;ใครคือสื่อ?&#8221;</p>
<p>ในโลกของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทุกคนกลายเป็นสื่อจำเป็นโดยที่ไม่รู้ตัว เมื่อความคิดของเราถูกถ่ายทอดออกไปบนเครือข่ายสังคม ความคิดของเราย่อมมีผลต่อความคิดของผู้อื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แน่นอนว่า เกือบทุกคนที่ทำหน้าที่สื่อจำเป็นนี้ คงน้อยคนนักที่จะคิดว่าเราต้องมี &#8220;จรรยาบรรณ&#8221;</p>
<p>บางคนอาจโยนความรับผิดชอบนี้ให้กับผู้รับสื่อ ว่าจะต้องเลือกรับข่าวสารที่เหมาะสมให้ได้ แต่ในอดีตที่ผ่านมา เราคงเห็นแล้วว่า สิ่งนี้ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะแต่ละคนก็มีความเชื่อและความคาดหวังที่แตกต่างกัน ที่ทำให้การรับรู้ข้อมูลต่างๆ นั้นแตกต่างไปด้วย แม้ว่าผู้รับสื่อจะพยายามรับสื่ออย่างฉลาดแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่มีวันที่จะรับความจริงได้ทั้งหมด</p>
<p>หากดูในภาพรวมแล้ว คงไม่ใช่หน้าที่ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะแก้ปัญหาวงจรอุบาทว์แห่งข้อมูลข่าวสารนี้ได้</p>
<p>การผลักความรับผิดชอบให้สื่อ หรือให้ผู้รับสื่อ ก็คงไม่ใช่ทางออกเช่นกัน</p>
<p>แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?</p>
<p><strong>ผมก็ไม่มีคำตอบครับ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/media_neutrality/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Thoughts on Education 2.0</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/thoughts-on-education-2/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/thoughts-on-education-2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 May 2010 21:14:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[education]]></category>
		<category><![CDATA[education 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[sir ken robinson]]></category>
		<category><![CDATA[ted]]></category>
		<category><![CDATA[thoughts]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=422</guid>
		<description><![CDATA[I just watch a couple of TED conferences video recently. It&#8217;s &#8220;Schools Kill Creativity&#8221; from TED 2006 and &#8220;Bring on the Learning Revolution&#8221; from TED 2010 by Sir Ken Robinson. (Thank @eig for sharing it in Cubic Research Group) I have to admit that I&#8217;ve never been heard of his name before. But I like almost [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>I just watch a couple of <a href="http://www.ted.com">TED</a> conferences video recently. It&#8217;s &#8220;<a href="http://www.ted.com/talks/ken_robinson_says_schools_kill_creativity.html">Schools Kill Creativity</a>&#8221; from TED 2006 and &#8220;<a href="http://www.ted.com/talks/sir_ken_robinson_bring_on_the_revolution.html">Bring on the Learning Revolution</a>&#8221; from TED 2010 by <a href="http://www.ted.com/speakers/sir_ken_robinson.html">Sir Ken Robinson</a>. (Thank <a href="http://twitter.com/eig">@eig</a> for sharing it in Cubic Research Group) I have to admit that I&#8217;ve never been heard of his name before. But I like almost every his point of view on education. Many of them are just like what I thought earlier, while others was surprising me.</p>
<p>About a year ago, I had a speaking session at <a href="http://ku.ac.th/icted2009/">ICTEd 2009</a> which I named it &#8220;Cloud Learning : A learning in digital age&#8221;. I suggest that our current education system was built in an industrial age, the age of mass production. It aims on creating workforces as a resources for corporates. Of course, it&#8217;s a mass production. Every single student will have the same curriculum to form their knowledge, ideas and perspective to match the industry&#8217;s specification. One may be molded to be an engineer, a doctor, an accountant or a driver depends on how occupation markets direct them to. And because we love Prada, Ferrari and Apple. Employers would more prefer a personnel who <em>produced</em> from Berkeley, MIT or Oxford. As we can see, almost none of education system perspective sees one person as <em>a person</em>.</p>
<p>In my session I was also noting that in Thailand, the education system was built in monarchy age and was first limited to aristocrats. So the education system also serve as a social class symbol.</p>
<p>In conclusion, I think current education system based on mass production industrial concept. Person is material, study field is part type, curriculum is specification, grading is quality-control and degree is brand.</p>
<p>But what&#8217;s the problem in current education system? There&#8217;re 2 important changes in our world that make our education system outdated. It is the development in information technology and the rise of creative economy.</p>
<p>Information technology grants us the ability to send and receive information across the world at a speed of light. The more rapidly information exchange make mankind&#8217;s wisdom to be even more rapidly developed. An education that built on content-based concept couldn&#8217;t change itself to newer knowledge fast enough, resulting in outdated knowledge in classrooms that we spent a thousands of dollars to attend.</p>
<p>And information technology allow anyone to be a content publisher, unlike yesterday curriculum that created from a number of noble professors and someone-who-actually-knows. There&#8217;re a lot of information floating around us nowadays that simply false. But we were taught to know what they said, so we&#8217;re lack of ability to evaluate the reliability of information we get. So now so many people know so many things that completely not correct.</p>
<p>The rise of creative economy force corporates to be creative. And to be creative, they need someone like-no-other in their organization. Unfortunately, old education system aim to create workforces that comply with specification in mass production perspective. So everyone was produced to be identical and lacks of creativity.</p>
<p>Refer to what @eig <a href="http://twitter.com/eig/status/15031588674">said</a>, so many people concern about education crisis nowadays. But no one actually suggest a <em>way out</em>. In my opinion, the <em>Education 2.0</em> must complies to the following concerns:</p>
<ol>
<li>It must concern person as an <em>individual person</em>. Because every single person is different by his/her own knowledges, wisdoms, thoughts, cultures, perspectives, languages or even social classes. The new education system must be adaptive and flexible enough to fit itself to learner, not vice versa like nowadays.</li>
<li>It must brings out the best in one&#8217;s talents. This not only serve as a qualitative goal like better skills and knowledges on each learner, but also serve learner&#8217;s spiritual needs as <em>a human</em>. Just like Sir Ken Robinson said in the video. Hours can be just five minutes if we&#8217;re doing what we like. But if we&#8217;re doing what we hate, five minutes could be hours to us.</li>
<li>It must concern that information climates are always change. And more information technology developed, the more these knowledges change rapidly. The new system shouldn&#8217;t focus on <em>transfer knowledge</em> to learners. But to teach them how to <em>acquire knowledge</em> fast and effectively.</li>
<li>It must concern that knowledge is useless without application. Education system should develop one&#8217;s skills on applying knowledge to practice that useful to them, society, country or the world.</li>
<li>It must fully, or at least partially compatible with the old system. It&#8217;s simple engineering concept that new system without backward compatibility could end up with <em>no one wants to use it</em>. By that I mean it must still somehow possible to evaluate how learner perform in the system. Or to put it simpler, it must give some clue what&#8217;s employers-in-old-world-education gonna get when hiring an employees produced by new system.</li>
<li>It must be cost effective. Current education system is very expensive compared to output. However, to create better system that complies with all these concerns may result in even more expensive education. New system must be inexpensive enough to be accessible from everyone, or at least, most of us.</li>
<li>And the one last thing, it must effectively and distinctively co-operate with other human civilization system like politics, economics, religions or even healthcare system. Humans use these systems for mankind&#8217;s ultimate goal—<em>happiness</em>. These systems have their own distinctive goals to achieve, and also co-operate in some aspect for maximum output. For example, politics may take part on how society decides what everyone should know in elementary education, while economics must help education system defines what people should be to be an effective resources. Also, it&#8217;s crucial to decide which system must take responsible for some matter, like <em>moral</em>. Should it be politics, religions, education or all of them? This is a question that Education 2.0 must has an answer.</li>
</ol>
<p>Despite these specifications, we still have one big question left. <em>Do we really need an Education 2.0?</em></p>
<p>Of course, as long as there&#8217;s no new better version of Windows, there&#8217;s no reasons to upgrade. We just somehow didn&#8217;t like what we have now, sometimes we even don&#8217;t know what&#8217;s the problem in our current system. But even we have no idea what&#8217;s the better system is, it doesn&#8217;t mean we shouldn&#8217;t start now.</p>
<p>One thing I came up is, we should have some statistical research to find relations between <em>education successfulness</em> of a person against other factors. This should give us some clue where the problem is. However, what is <em>education successfulness</em> still yet to be defined.</p>
<p>Now we, Cubic Creative, are currently aggressively looking into this issue. We even already developed some of the models what we hope it could be implemented in real-world situations. However, this is a very, very long way to go. But like I said earlier, it doesn&#8217;t mean we shouldn&#8217;t start <em>now</em>.</p>
<p>What&#8217;s your idea on Education 2.0? Please share with us. Together we can create a new revolutionary education system that, somehow, better than before.</p>
<blockquote><p>&#8220;These technologies, combined with the extraordinary talents of teachers, provide an opportunity to revolutionize education. And I urge you to get involved in it because it&#8217;s vital, not for just to ourselves, but to the future of our children.&#8221;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;—Sir Ken Robinson (1950-present)</p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/thoughts-on-education-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปริญญา-ค่านิยม-สังคมไทย</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/graduation-value-in-thailand-society/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/graduation-value-in-thailand-society/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 29 May 2010 17:30:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Paul_012</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[graduation]]></category>
		<category><![CDATA[society]]></category>
		<category><![CDATA[thailand]]></category>
		<category><![CDATA[university]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=416</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้ผมและเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันก็กำลังมีเรื่องต้องวางแผนและเตรียมตัวเกี่ยวกับงานรับปริญญาอยู่พอควร ซึ่งก็มีรายละเอียดให้วุ่นวายหลายอย่างทั้งเรื่องลางาน การเดินทาง ตัดชุดครุย ฯลฯ แต่ลำพังการเตรียมตัวที่จำเป็นเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นปัญหายุ่งยากเท่ากับภาคเสริมที่เพิ่มเข้ามา ทั้งการนัดเพื่อน หาคนถ่ายรูป แต่งหน้าทำผม ฯลฯ ที่ดูเหมือนว่าด้วยค่านิยมของสังคมในปัจจุบัน ก็เกือบ ๆ จะกลายเป็นภาคบังคับไปอีกส่วนแล้ว ผมเองปกติก็ว่าไม่ชอบทำอะไรตามกระแสเท่าไร แต่ก็ยังหวั่น ๆ อยู่เลยครับว่าถ้าไม่มีช่างภาพส่วนตัวเหมือนเพื่อน ๆ แทบทุกคนที่เจอตอนรับปริญญากันเมื่อสองปีก่อนนี่จะแปลกประหลาดขวางโลกไปหรือเปล่า ไม่รู้มัธยฐานของสังคมเค้าต้องเตรียมอะไรกันแค่ไหน Case in point: บทความชุด Commencement Guideline ของคุณ puyisme ที่เว็บไซต์คณะกรรมการบัณฑิตจุฬาฯ (กบจ.) เอามาลงไว้ คิดว่าถ้าเรียกการเตรียมตัวระดับนี้ว่าเป็นมาตรฐานชั้นหนึ่งของสังคมวัตถุนิยมในปัจจุบันก็คงไม่ผิดนัก (ขออภัยหาก offend &#8211; ไม่มีเจตนาเจาะจงว่าใคร แต่อยากกล่าวถึงค่านิยมของสังคมในภาพรวมเฉย ๆ) ซึ่งก็ไม่ได้คิดจะทำตามหมดนั่นอยู่แล้วล่ะ แต่อ่าน ๆ ไปแล้วก็ติดใจตะหงิด ๆ อยู่บางอย่าง อย่างตรงการเชิญแขกผู้มาร่วมแสดงความยินดีนี่มัน&#8230; ยังไงนะ? ในความรู้สึกของผม ปกติแล้วงานที่จะมีการเชิญให้เข้าร่วมนั้นน่าจะต้องมีการเลี้ยงตอบรับ หรือให้แขกมีอภิสิทธิ์ได้เข้าร่วมในพิธีสำคัญบางอย่าง แต่ตรงนี้อย่าว่าแต่แขกเหรื่อมากมายที่ไหนเลย พ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่มีสิทธิ์เข้าหอประชุมเลยด้วยซ้ำ (ซึ่งผมก็สงสัยอยู่ว่าแล้วตกลงงานรับปริญญานี่จัดให้ใครนะ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้ผมและเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันก็กำลังมีเรื่องต้องวางแผนและเตรียมตัวเกี่ยวกับงานรับปริญญาอยู่พอควร ซึ่งก็มีรายละเอียดให้วุ่นวายหลายอย่างทั้งเรื่องลางาน การเดินทาง ตัดชุดครุย ฯลฯ แต่ลำพังการเตรียมตัวที่จำเป็นเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นปัญหายุ่งยากเท่ากับภาคเสริมที่เพิ่มเข้ามา ทั้งการนัดเพื่อน หาคนถ่ายรูป แต่งหน้าทำผม ฯลฯ ที่ดูเหมือนว่าด้วยค่านิยมของสังคมในปัจจุบัน ก็เกือบ ๆ จะกลายเป็นภาคบังคับไปอีกส่วนแล้ว</p>
<p>ผมเองปกติก็ว่าไม่ชอบทำอะไรตามกระแสเท่าไร แต่ก็ยังหวั่น ๆ อยู่เลยครับว่าถ้าไม่มีช่างภาพส่วนตัวเหมือนเพื่อน ๆ แทบทุกคนที่เจอตอนรับปริญญากันเมื่อสองปีก่อนนี่จะแปลกประหลาดขวางโลกไปหรือเปล่า ไม่รู้มัธยฐานของสังคมเค้าต้องเตรียมอะไรกันแค่ไหน</p>
<p>Case in point: บทความชุด <a href="http://puyisme.multiply.com/journal/item/44">Commencement Guideline</a> ของคุณ <a href="http://puyisme.multiply.com/">puyisme</a> ที่<a href="http://www.banditchula.com/">เว็บไซต์คณะกรรมการบัณฑิตจุฬาฯ (กบจ.)</a> เอามาลงไว้</p>
<p>คิดว่าถ้าเรียกการเตรียมตัวระดับนี้ว่าเป็นมาตรฐานชั้นหนึ่งของสังคมวัตถุนิยมในปัจจุบันก็คงไม่ผิดนัก (ขออภัยหาก offend &#8211; ไม่มีเจตนาเจาะจงว่าใคร แต่อยากกล่าวถึงค่านิยมของสังคมในภาพรวมเฉย ๆ) ซึ่งก็ไม่ได้คิดจะทำตามหมดนั่นอยู่แล้วล่ะ แต่อ่าน ๆ ไปแล้วก็ติดใจตะหงิด ๆ อยู่บางอย่าง</p>
<p>อย่างตรง<span style="font-style: italic">การเชิญแขกผู้มาร่วมแสดงความยินดี</span>นี่มัน&#8230; ยังไงนะ? ในความรู้สึกของผม ปกติแล้วงานที่จะมีการเชิญให้เข้าร่วมนั้นน่าจะต้องมีการเลี้ยงตอบรับ หรือให้แขกมีอภิสิทธิ์ได้เข้าร่วมในพิธีสำคัญบางอย่าง แต่ตรงนี้อย่าว่าแต่แขกเหรื่อมากมายที่ไหนเลย พ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่มีสิทธิ์เข้าหอประชุมเลยด้วยซ้ำ (ซึ่งผมก็สงสัยอยู่ว่าแล้วตกลงงานรับปริญญานี่จัดให้ใครนะ ไม่ใช่ว่าที่ทั่วไปมักถือกันว่าพ่อแม่เป็นคนส่งเสียให้เล่าเรียนมา ก็ควรจะได้มีส่วนร่วมในงานพิธีนี้หรอกเหรอ)</p>
<p>หรืออย่างการมีผู้ดูแลที่แทบจะต้องคอยรับใช้ทุกอย่าง ซึ่งพาให้ผมนึกไปถึงคอลัมน์ <a href="http://www.missmanners.com/">Miss Manners</a> ของ Judith Martin ที่เคยกล่าวถึงแนวโน้มของงานแต่งงานอเมริกันที่นับวันจะพลิกผันเป็นงานเติม ego ของเจ้าสาวที่มักเห็นเพื่อนเจ้าสาวเป็นทาสรับใช้และเห็นแขกเป็นบ่าวบริพาร (Miss Manners <a href="http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2010/05/04/AR2010050404662.html">ยังกล่าวอีก</a>ว่ามักมีญาติสนิทเพียงไม่กี่คนที่จะอยากมีส่วนร่วมในงานรับปริญญาของบัณฑิตจบใหม่)</p>
<p>ความจริงเกือบทุกแง่ของการรับปริญญาตามแบบสมัยนิยมที่ว่านี้ ก็ดูจะคล้อยตามค่านิยมงานแต่งงานที่เห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ทั้งการเตรียมการเยอะแยะที่ว่า แล้วไหนจะการจัดฉากถ่ายรูปให้ดูดีเป็นพิเศษ ฯลฯ</p>
<p>ก็คงสอดคล้องกับความที่ว่าในสังคมไทย การรับปริญญาดูจะเป็นก้าวการเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการแต่งงาน</p>
<p>เพราะ<span style="font-style: italic">กระดาษแผ่นเดียว</span>นี้มันเป็นทั้งใบอนุญาตให้มีตัวตนอยู่ในโลกการทำงาน เป็นความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของวงศ์ตระกูล และสำหรับบางคนมันอาจเป็นใบเบิกทางที่เปิดให้ก้าวข้ามกำแพงแห่งชนชั้นได้ในที่สุด</p>
<p style="font-size: 85%;margin-top: 3em">หมายเหตุ: <span style="font-style: italic">บทความนี้คัดลอกจากต้นฉบับที่บล็อกส่วนตัวของผม ซึ่งเป็นที่โฆษณาครั้งแรก</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/graduation-value-in-thailand-society/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Don&#8217;t blame them.</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/dont-blame-them/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/dont-blame-them/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 27 May 2010 18:51:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[cnn]]></category>
		<category><![CDATA[dan rivers]]></category>
		<category><![CDATA[information]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[learning]]></category>
		<category><![CDATA[thoughts]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=398</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วงเวลาที่กำลังร้อนแรงนี้ อดทำให้ผมนึกถึงบทความ &#8220;Don&#8217;t Blame Dan Rivers&#8221; ของคุณสมเถาไปเสียไม่ได้ ก่อนหน้านี้ เราหลายๆ คนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวที่คนไทยหลายๆ คนอาจไม่ค่อยพอใจนักของผู้สื่อข่าว CNN นามว่า Dan Rivers จนถึงกับมีการออกจดหมายเปิดผนึกไปยัง CNN จากฝ่ายต่างๆ เป็นเรื่องราวใหญ่โตนั้น คุณสมเถาได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจในบล็อกดังกล่าว (เป็นภาษาอังกฤษ และค่อนข้างยาวมาก ถ้าใครมีเวลาและกำลังพอจะอ่านจบผมแนะนำมากๆ ครับ) ที่พอจะสรุปประเด็นหลักๆ ได้ว่า การที่คนๆ หนึ่ง ที่มีความคิด วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม ข้อจำกัดในการรับรู้บางอย่าง จะมองเห็นสถานการณ์ในเมืองไทยในทิศทางที่แตกต่าง ย่อมเป็นไปได้ คุณสมเถาไม่ได้เข้าข้าง CNN หรือฝ่ายไหน (เช่นเดียวกับที่ผมก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหนเป็นพิเศษในกรณีนี้) แต่ได้สะท้อนให้เห็นว่า การที่เราจะสรุปความจริงจากข้อมูลเพียงด้านเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้ และเราก็โทษใครไม่ได้หากคนๆ นั้นไม่สามารถมองเห็นบ้างสิ่งที่เราอาจจะคิดว่าชัดแจ้ง ยังมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอีกมากที่จะนำไปสู่ความเข้าใจอะไรบางอย่างของคนๆ หนึ่ง ผมคิดว่าในเวลานี้ อาจมีคนที่ไม่เข้าใจเราในหลายๆ เรื่อง แต่นั่นไม่ใช่ความผิดพวกเขา ผมมักจะสอนน้องๆ ที่ทำงานกับผมเสมอว่า เมื่อใดก็ตามที่งานของเรามีปัญหา อย่าเริ่มจากการคิดที่จะเปลี่ยนแปลงใคร เราต้องเริ่มที่ตัวเราเสมอ ว่าเราจะต้องปรับอะไร จะต้องแก้อะไร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในช่วงเวลาที่กำลังร้อนแรงนี้ อดทำให้ผมนึกถึงบทความ &#8220;<a href="http://www.somtow.org/2010/05/dont-blame-dan-rivers.html">Don&#8217;t Blame Dan Rivers</a>&#8221; ของคุณสมเถาไปเสียไม่ได้</p>
<p>ก่อนหน้านี้ เราหลายๆ คนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวที่คนไทยหลายๆ คนอาจไม่ค่อยพอใจนักของผู้สื่อข่าว CNN นามว่า Dan Rivers จนถึงกับมีการออกจดหมายเปิดผนึกไปยัง CNN จากฝ่ายต่างๆ เป็นเรื่องราวใหญ่โตนั้น</p>
<p>คุณสมเถาได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจในบล็อกดังกล่าว (เป็นภาษาอังกฤษ และค่อนข้างยาวมาก ถ้าใครมีเวลาและกำลังพอจะอ่านจบผมแนะนำมากๆ ครับ) ที่พอจะสรุปประเด็นหลักๆ ได้ว่า การที่คนๆ หนึ่ง ที่มีความคิด วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม ข้อจำกัดในการรับรู้บางอย่าง จะมองเห็นสถานการณ์ในเมืองไทยในทิศทางที่แตกต่าง ย่อมเป็นไปได้</p>
<p>คุณสมเถาไม่ได้เข้าข้าง CNN หรือฝ่ายไหน (เช่นเดียวกับที่ผมก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหนเป็นพิเศษในกรณีนี้) แต่ได้สะท้อนให้เห็นว่า การที่เราจะสรุปความจริงจากข้อมูลเพียงด้านเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้ และเราก็โทษใครไม่ได้หากคนๆ นั้นไม่สามารถมองเห็นบ้างสิ่งที่เราอาจจะคิดว่าชัดแจ้ง ยังมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอีกมากที่จะนำไปสู่ความเข้าใจอะไรบางอย่างของคนๆ หนึ่ง</p>
<p>ผมคิดว่าในเวลานี้ อาจมีคนที่ไม่เข้าใจเราในหลายๆ เรื่อง แต่นั่นไม่ใช่ความผิดพวกเขา</p>
<p>ผมมักจะสอนน้องๆ ที่ทำงานกับผมเสมอว่า เมื่อใดก็ตามที่งานของเรามีปัญหา อย่าเริ่มจากการคิดที่จะเปลี่ยนแปลงใคร เราต้องเริ่มที่ตัวเราเสมอ ว่าเราจะต้องปรับอะไร จะต้องแก้อะไร เพื่อที่ให้ปัญหานี้ผ่านพ้นไปได้ ไม่ใช่มัวแต่ไปฟาดฟันว่าปัญหานี้มาจากใคร และอยากให้คนอื่นปรับตัวอย่างไร โดยที่ไม่คิดก่อนว่า จริงๆ แล้วเราทำอะไรได้บ้างเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น</p>
<p>การพยายามผลักดันปัญหาไปอยู่ที่คนอื่น รังแต่จะทำให้เกิดความแบ่งแยก ชิงชัง และอคติที่ไร้เหตุผล ทั้งหมดนี้จะพาเราให้ยิ่งไกลจากทางออกของปัญหา ความเคียดแค้นชิงชังไม่เคยรักษาบาดแผลใดๆ หากแต่จะทำให้บาดแผลนั้นเจ็บลึกยิ่งขึ้น</p>
<p>ในกรณีนี้ก็เช่นกัน เราอย่าคาดหวังว่าใครจะต้องคิดจะต้องเข้าใจอะไรเหมือนอย่างที่เราคิด เราควรเริ่มจากคำถามที่ว่า &#8220;แล้วเราได้พยายามทำอะไรเพื่อให้คนอื่นเข้าใจเราหรือยัง?&#8221;</p>
<blockquote><p>&#8220;One cannot see all sides of a cube from only one point of view.&#8221;<br/>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;—Chayanin Wipusanawan (1989 &#8211; present)</p></blockquote>
<p>นั่นสินะ&#8230;เราได้พยายามหรือยัง?</p>
<blockquote><p>&#8220;But this bad reporting is not their fault.  It is our fault for not providing the facts in bite-sized pieces, in the right language, at the right time.&#8221;<br/>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;—S. P. Somtow (1952 &#8211; present)</p></blockquote>
<p><strong>ขอให้สันติมีแก่พวกเราทุกคนครับ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/dont-blame-them/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>99% ของเรื่องที่เรารู้ &#8220;เขาเล่ามา&#8221;</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/99-percent-we-learned-was-a-second-handed-knowledge/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/99-percent-we-learned-was-a-second-handed-knowledge/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 20 May 2010 20:35:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[digital age]]></category>
		<category><![CDATA[Internet]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[learning]]></category>
		<category><![CDATA[thoughts]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=392</guid>
		<description><![CDATA[ในทุกวันนี้ที่เราเรียกว่าเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ ทุกเรื่องทุกราวสามารถส่งผ่านจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกโลกหนึ่งได้ในเสี้ยววินาที มีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว ที่เราจะได้รับรู้เรื่องราวที่ถูกส่งต่อมาเสมอ ไม่ว่าจะจากการเล่าในกลุ่มเพื่อน แชทกันในเอ็ม โพสท์บนเฟซบุ๊ก หรือดูข่าวในทีวี จนอาจจะเรียกได้ว่า ทุกวันนี้ 99% ของข้อมูลทั้งหมดที่เรารับรู้ ของพื้นฐานความคิดความอ่านของเรา ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสิ่งที่เราได้รับต่อมา ไม่ใช่สิ่งที่เราได้เห็นได้รู้ด้วยตัวเอง จนน่ามหัศจรรย์ที่ว่า&#8230;เราใช้ความคิดของเราทั้ง 99% นี้ในการสร้างความรู้สึกนึกคิดและการตัดสินต่างๆ ในใจเรา ความรู้สึกเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับตัวละครในภาพยนตร์ ความรู้สึกรักหรือเกลียดนักร้องเกาหลี ไปจนถึงการตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายถูกฝ่ายผิดในเรื่องการเมือง ในช่วงสองถึงสามวันมานี้ คนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าพลเมืองเน็ตฯ คงจะได้รับรู้เป็นอย่างดีถึงอำนาจของข่าวลือต่างๆ ที่เราเชื่อเป็นตุเป็นตะ บางข่าวคราวอาจออกมาจากผู้สื่อข่าวที่คนทั่วไปมีความเชื่อว่าน่าเชื่อถือพอ ออกข่าวออกทีวีเป็นตุเป็นตะ แต่จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องจริง (เช่นข่าวการจับอริสมันต์ได้ที่สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต) แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรับรู้ทุกอย่างด้วยตนเอง ร่วมกับแนวโน้มของโลกที่มุ่งหน้าไปยังเสรีภาพในการถ่ายทอดข้อมูลมากยิ่งขึ้น ข้อมูลต่างๆ ยิ่งถูกสร้างได้ง่าย ทั้งข้อมูลจริง และข้อมูลเท็จ และแนวโน้มของโลกนี้ คงไม่ใช่อะไรหรือใครที่จะไปขวางกั้นได้ ดังนั้นผมคิดว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กับก้าวนี้ของโลก คือการที่เราเอง ในฐานะของผู้บริโภคข้อมูล จะคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ทุกอย่างที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น ได้กลิ่น ได้รส หรือแม้แต่ได้สัมผัส อาจไม่ใช่เรื่องจริง และหลายๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในทุกวันนี้ที่เราเรียกว่าเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ ทุกเรื่องทุกราวสามารถส่งผ่านจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกโลกหนึ่งได้ในเสี้ยววินาที มีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา</p>
<p>กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว ที่เราจะได้รับรู้เรื่องราวที่ถูกส่งต่อมาเสมอ ไม่ว่าจะจากการเล่าในกลุ่มเพื่อน แชทกันในเอ็ม โพสท์บนเฟซบุ๊ก หรือดูข่าวในทีวี จนอาจจะเรียกได้ว่า ทุกวันนี้ 99% ของข้อมูลทั้งหมดที่เรารับรู้ ของพื้นฐานความคิดความอ่านของเรา ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสิ่งที่เราได้รับต่อมา ไม่ใช่สิ่งที่เราได้เห็นได้รู้ด้วยตัวเอง</p>
<p>จนน่ามหัศจรรย์ที่ว่า&#8230;เราใช้ความคิดของเราทั้ง 99% นี้ในการสร้างความรู้สึกนึกคิดและการตัดสินต่างๆ ในใจเรา ความรู้สึกเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับตัวละครในภาพยนตร์ ความรู้สึกรักหรือเกลียดนักร้องเกาหลี ไปจนถึงการตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายถูกฝ่ายผิดในเรื่องการเมือง</p>
<p>ในช่วงสองถึงสามวันมานี้ คนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าพลเมืองเน็ตฯ คงจะได้รับรู้เป็นอย่างดีถึงอำนาจของข่าวลือต่างๆ ที่เราเชื่อเป็นตุเป็นตะ บางข่าวคราวอาจออกมาจากผู้สื่อข่าวที่คนทั่วไปมีความเชื่อว่าน่าเชื่อถือพอ ออกข่าวออกทีวีเป็นตุเป็นตะ แต่จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องจริง (เช่นข่าวการจับอริสมันต์ได้ที่สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต)</p>
<p>แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรับรู้ทุกอย่างด้วยตนเอง ร่วมกับแนวโน้มของโลกที่มุ่งหน้าไปยังเสรีภาพในการถ่ายทอดข้อมูลมากยิ่งขึ้น ข้อมูลต่างๆ ยิ่งถูกสร้างได้ง่าย ทั้งข้อมูลจริง และข้อมูลเท็จ และแนวโน้มของโลกนี้ คงไม่ใช่อะไรหรือใครที่จะไปขวางกั้นได้</p>
<p>ดังนั้นผมคิดว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กับก้าวนี้ของโลก คือการที่เราเอง ในฐานะของผู้บริโภคข้อมูล จะคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ทุกอย่างที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น ได้กลิ่น ได้รส หรือแม้แต่ได้สัมผัส อาจไม่ใช่เรื่องจริง</p>
<p>และหลายๆ อย่างที่เราเชื่อ อาจใช้ไม่ได้กับทุกกรณีเสมอไป สิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันไม่มีทางที่ใครจะคิดทำอะไรแบบนี้ได้ โลกจะสวยงามหรือเลวร้ายได้ขนาดนั้นเลยหรือ? ทุกอย่างเป็นได้เสมอในโลกที่แสนกว้างใหญ่และหลากหลายนี้</p>
<p>อย่าปล่อยให้เรื่องที่อาจไม่ใช่เรื่องจริงนี้ มากำหนดความคิด ความชอบ ความรัก หรือความชิงชังในใจเราจนเกินพอดี</p>
<p>รับรู้อย่างมีสติ เคลื่อนไหวอย่างเยือกเย็นและมั่นคง น่าจะดีกว่าครับ</p>
<div class="wp-caption alignnone" style="width: 310px"><img title="(จาก The New Yorker โดย Peter Steiner)" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/f/f8/Internet_dog.jpg" alt="" width="300" height="335" /><p class="wp-caption-text">(จาก The New Yorker โดย Peter Steiner)</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/99-percent-we-learned-was-a-second-handed-knowledge/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การศึกษาการเมือง</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/education-on-politics/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/education-on-politics/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 16 May 2010 20:49:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[education]]></category>
		<category><![CDATA[politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=380</guid>
		<description><![CDATA[จริงๆ แล้วบล็อกนี้อาจจะขัดกับความเป็นคิวบิกครีเอทีฟไปเสียสักหน่อย ที่ผ่านมาคิวบิกครีเอทีฟมีจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเมือง ไม่ใช่แค่เราจะเป็นกลางทางการเมือง แต่เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลยถ้าเป็นไปได้ (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เห็นด้วยที่สมาชิกของเราจะมีความคิดเห็นทางการเมือง) เหตุผลง่ายๆ คงเพราะเรื่องของการเมืองเป็นเรื่องที่อ่อนไหว และเป็นปัจจัยที่เราคิดว่าการทำงานของเราจะง่ายกว่า ถ้าเราตัดองค์ประกอบนี้ออกไป อย่างไรก็ตาม จุดยืนนี้ไม่ได้ขวางให้ผมมาเขียนบล็อกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่สถานการณ์กำลังถึงจุดที่ทุกคนคาดหวังให้เป็นขีดสุด ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ติดตามดูข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตลอด และจากสิ่งที่ผมรับรู้มาทั้งหมด ผมกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุด อยู่ที่ความเข้าใจของ &#8220;คนไทย&#8221; กับคำว่า &#8220;การเมือง&#8221; ซึ่งมีรากของปัญหาที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ &#8220;การศึกษา&#8221; ตั้งแต่เราเป็นเด็กมา สิ่งที่เราถูกพร่ำสอนมาตลอด นั่นคือความรู้สึกที่ให้เรารักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เราถูกสอนให้เชื่อว่าประชาธิปไตยคือสิ่งที่ดีงาม ในขณะที่คอมมิวนิสต์หรือเผด็จการคือสิ่งที่ชั่วร้าย เราถูกสอนให้เห็นสีขาวและดำ แต่เราไม่เคยรับรู้ถึง &#8220;สีเทา&#8221; หรือแม้แต่เหตุและผลที่ทำให้ปัจจุบันพวกเราต้องมีการเลือกตั้ง สิ่งที่เรารับรู้คือ เมื่อเราอายุ 18 ปีแล้ว เราจะมีสิทธิ์ในการ &#8220;เลือกคนดีเข้าสภา&#8221; เพื่อมาปกครองบ้านเมือง แต่นั่น&#8230;คือการเมืองจริงๆ หรือ? หากอ้างอิงจาก Wikipedia แล้ว (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) ผมคิดว่าคำว่าการเมืองมีนิยามที่ลึกซึ้งกว่าสิ่งที่เราได้เคยร่ำเคยเรียนมานานมาก แม้จะดูเป็นวลีที่แฝงไว้ด้วยความชั่วร้าย แต่นั่นคือความจริงของสังคมมนุษย์ นั่นคือ &#8220;การจัดสรรผลประโยชน์&#8221; เราอยู่ร่วมกันในสังคม การที่ทั้งสังคมจะอยู่กันได้อย่างสงบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จริงๆ แล้วบล็อกนี้อาจจะขัดกับความเป็นคิวบิกครีเอทีฟไปเสียสักหน่อย ที่ผ่านมาคิวบิกครีเอทีฟมีจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเมือง ไม่ใช่แค่เราจะเป็นกลางทางการเมือง แต่เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลยถ้าเป็นไปได้ (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เห็นด้วยที่สมาชิกของเราจะมีความคิดเห็นทางการเมือง) เหตุผลง่ายๆ คงเพราะเรื่องของการเมืองเป็นเรื่องที่อ่อนไหว และเป็นปัจจัยที่เราคิดว่าการทำงานของเราจะง่ายกว่า ถ้าเราตัดองค์ประกอบนี้ออกไป</p>
<p>อย่างไรก็ตาม จุดยืนนี้ไม่ได้ขวางให้ผมมาเขียนบล็อกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่สถานการณ์กำลังถึงจุดที่ทุกคนคาดหวังให้เป็นขีดสุด ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ติดตามดูข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตลอด และจากสิ่งที่ผมรับรู้มาทั้งหมด ผมกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุด อยู่ที่ความเข้าใจของ <strong>&#8220;คนไทย&#8221;</strong> กับคำว่า <strong>&#8220;การเมือง&#8221;</strong> ซึ่งมีรากของปัญหาที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ <strong>&#8220;การศึกษา&#8221;</strong></p>
<p>ตั้งแต่เราเป็นเด็กมา สิ่งที่เราถูกพร่ำสอนมาตลอด นั่นคือความรู้สึกที่ให้เรารักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เราถูกสอนให้เชื่อว่าประชาธิปไตยคือสิ่งที่ดีงาม ในขณะที่คอมมิวนิสต์หรือเผด็จการคือสิ่งที่ชั่วร้าย เราถูกสอนให้เห็นสีขาวและดำ แต่เราไม่เคยรับรู้ถึง <strong>&#8220;สีเทา&#8221;</strong> หรือแม้แต่เหตุและผลที่ทำให้ปัจจุบันพวกเราต้องมีการเลือกตั้ง สิ่งที่เรารับรู้คือ เมื่อเราอายุ 18 ปีแล้ว เราจะมีสิทธิ์ในการ <strong>&#8220;เลือกคนดีเข้าสภา&#8221;</strong> เพื่อมาปกครองบ้านเมือง</p>
<p>แต่นั่น&#8230;คือการเมืองจริงๆ หรือ?</p>
<p>หากอ้างอิงจาก Wikipedia แล้ว (<a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87">ภาษาไทย</a>/<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Politics">ภาษาอังกฤษ</a>) ผมคิดว่าคำว่าการเมืองมีนิยามที่ลึกซึ้งกว่าสิ่งที่เราได้เคยร่ำเคยเรียนมานานมาก แม้จะดูเป็นวลีที่แฝงไว้ด้วยความชั่วร้าย แต่นั่นคือความจริงของสังคมมนุษย์ นั่นคือ <strong>&#8220;การจัดสรรผลประโยชน์&#8221;</strong></p>
<p>เราอยู่ร่วมกันในสังคม การที่ทั้งสังคมจะอยู่กันได้อย่างสงบ จะต้องมีข้อตกลงร่วมกัน แต่แน่นอนว่าในทุกๆ ข้อกำหนดที่เกิดขึ้นจะต้องเกิดผลที่จะทำให้บางคนเสียประโยชน์ หรือบางคนได้ประโยชน์ การเมืองจึงเป็นกระบวนการที่มีวัตถุประสงค์สำคัญคือการทำให้ทุกคนพึงพอใจกับผลประโยชน์ของตนเอง แน่นอนว่าในการจัดสรรผลประโยชน์เหล่านี้ก็มีวิธีการมากมายหลายวิธีที่ใช้กันในแต่ละประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยใช้ <strong>&#8220;การปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข&#8221;</strong></p>
<p>แล้วประชาธิปไตยนี้คืออะไร? แนวความคิดพื้นฐานของประชาธิปไตยคือการที่ให้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมในการจัดสรรผลประโยชน์นี้ โดยมีแนวคิดง่ายๆ ว่าอะไรที่คนจำนวนมากกว่าพึงพอใจ แปลว่าสิ่งนั้นควรจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่แน่นอนว่าการที่คน 70 ล้านคนจะเข้ามาถกเถียงกันเพื่อจัดสรรผลประโยชน์กันคงเป็นไปไม่ได้ เราจึงเลือกที่จะใช้วิธีการให้แต่ละคนส่งตัวแทนของตัวเองเข้าไปถกเถียงกันในสภาแทน และกลายเป็นรูปแบบที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน</p>
<p>แต่สิ่งหนึ่งที่เราเองก็อาจสังเกตได้ชัดว่า คนทั่วไปมักจะมองประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการเลือกสรรหาคนที่เข้าไปปกครองเรา เลือกคนดี เลือกคนเก่ง ทั้งๆ ที่สิ่งที่อาจจะอยู่ลึกกว่านั้น คือการเลือกคนเข้าไปรักษาผลประโยชน์ของเรามากกว่า</p>
<p>หรือแม้แต่ความเท่าเทียมที่เราอาจจะได้ยินบ่อยๆ ในช่วงนี้ ที่บางคนอาจจะสับสนระหว่างการที่ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกันในแบบประชาธิปไตย หรือทุกคนควรจะได้ผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน ซึ่งในประเด็นหลังกลับกลายเป็นแนวคิดพื้นฐานของสังคมนิยม ที่เราเคยถูกเสี้ยมสอนกันหนักหนาว่าเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย</p>
<p>ผมไม่ได้จะตัดสินว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยนี้เหมาะสมหรือไม่ หรือสิ่งที่ประเทศไทยปรับใช้อยู่นี่ควรจะปรับอย่างไร นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมจะพูดถึงได้ใน Cubic Blog นี้ แต่สิ่งที่ผมตั้งใจจะสะท้อนคือผลของการศึกษาที่ตื้นเขินของประเทศไทยที่ส่งผลกระทบต่อความคิดของคนที่มีต่อการเมืองทั้งหมด กลายเป็นภาพที่ตื้นเขิน ไม่ลึกซึ้งถึงวัตถุประสงค์ หรือเหตุผลที่แท้จริงของระบบต่างๆ</p>
<p>และด้วยเหตุนี้เอง ยิ่งนำไปสู่ความแตกต่างทางความคิดของคนที่ได้รับเพียงการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ตื้นเขิน กับกลุ่มคนที่ถูกสอนให้มองโลกอย่างเป็นเหตุเป็นผลและครอบคลุม จนนำไปสู่ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลยที่จะขัดแย้งกัน เพราะพื้นฐานความคิดที่ต่างกันขนาดนี้ (เช่นกัน ผมจะไม่ตัดสินว่าความคิดของใครเหมาะสมกว่าใคร)</p>
<p>จะดีกว่าไหมถ้าการศึกษาแม้ในระดับพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงจะทำให้ทุกคนเข้าใจได้ว่า การปกครองแต่ละแบบนั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไร มีความเป็น <strong>&#8220;สีเทา&#8221;</strong> อย่างไร ทำไมประเทศต่างๆ ถึงเลือกใช้ระบอบการปกครองที่แตกต่างกันไป และในความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตของประเทศไทยเกิดอะไรขึ้นจริงๆ บ้าง ด้วยเหตุผลอะไร เกิดข้อดีข้อเสียอย่างไร และได้วิเคราะห์กันอย่างตรงไปตรงมาโดยปราศจากความรู้สึกที่ไปตัดสินว่าอะไรดีหรืออะไรชั่ว</p>
<p><strong>อย่างน้อย ผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กว่าที่เรามาจำว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นตอน พ.ศ. อะไร หรือสามารถท่องชื่อหรือพระนามของนายกรัฐมนตรีหรือกษัตริย์ไทยในอดีตได้ครบทุกคนหรือทุกพระองค์</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/education-on-politics/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คิวบิก + มิวสิก</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 08 May 2010 21:13:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[camp]]></category>
		<category><![CDATA[ccfc2]]></category>
		<category><![CDATA[concert]]></category>
		<category><![CDATA[multimedia]]></category>
		<category><![CDATA[music]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=375</guid>
		<description><![CDATA[ในตอนนี้คงไม่มีเรื่องอื่นที่จะเขียนบล็อกไปได้ดีกว่าค่าย Cubic Creative Fun Camp #2 ที่เพิ่งผ่านไป (ดูรูป/วีดีโอได้ที่นี่) ซึ่งในปีนี้ค่าย CCFC#2 ก็ได้มีจุดที่พัฒนาขึ้นจากเดิมในหลายๆ อย่าง แต่เรื่องหนึ่งที่น่าจะเห็นได้เด่นชัดที่สุดในมุมน้องค่าย คงหนีไม่พ้นคอนเสิร์ตในคืนสุดท้าย ที่ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์คิวบิกครีเอทีฟที่มีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบขนาดนี้ภายในค่าย ถ้าย้อนอดีตไป การทำงานหลายๆ อย่างของคิวบิกที่ผ่านมาดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์กับเสียงเพลงอยู่ไม่น้อย หากย้อนไปตั้งแต่สมัย KUSFC#1 จำได้ว่าตอนนั้นยังไม่มีฝ่ายเสียงเป็นตัวเป็นตนในค่ายด้วยซ้ำ จะมีก็แต่ชยุตม์ที่จะชอบเปิดเพลงให้น้องฟังเวลาน้องทำโครงงานวิศวะฯ จนมาถึงการร้องเพลงอำลา &#8220;เก็บไว้&#8221; ที่ตอนนั้นผมจำได้ว่า เหมือนจะไม่ใช่ผมที่เป็นคนจัดการเรื่องนี้ด้วยซ้ำ (รู้สึกจะเป็นรุ่นน้องจัดการกันเองสดๆ ตอนนั้น) แต่หลังจากตอนนั้น อยู่ๆ ดนตรีก็เข้ามามีบทบาทในงานของคิวบิกครีเอทีฟมากขึ้น จากที่เดิมไม่มีฝ่าย ก็เริ่มมีฝ่ายเสียงขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนใน KUSFC#2 โดยพร้อมๆ กันนั้นก็มีเพลง Pass the Love Forward ที่เพิ่งออกมา และด้วยความหมายที่โดนใจ เราจึงนำมาเป็นเพลงอำลาและเพลงที่ใช้ประกอบวีดีโอค่าย KUSFC#2 ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเพลงชาติของคิวบิกฯ (โดยที่ไม่ได้ขออนุญาตพี่บอยด์) จนกลายเป็นธรรมเนียมที่พอจบค่ายจะต้องมีการทำวีดีโอเป็นมิวสิกวีดีโอ ซึ่งก็ต้องคิดพิจารณากันพอสมควรในแต่ละครั้งว่าจะใช้เพลงอะไร ศาสตร์ของการใช้เพลงในกิจกรรมต่างๆ ก็เริ่มมีการพัฒนาควบคู่กันไป เริ่มมีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเปิดเพลงต่างๆ (ถ้าใครสังเกต ในงานของคิวบิกฯ ถ้ามีการเปิดเพลงอยู่ แล้วจะปิดเพลง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในตอนนี้คงไม่มีเรื่องอื่นที่จะเขียนบล็อกไปได้ดีกว่าค่าย <a href="http://cubiccreative.org/creativefuncamp2">Cubic Creative Fun Camp #2</a> ที่เพิ่งผ่านไป (<a href="http://cubiccreative.org/creativefuncamp2/media.html">ดูรูป/วีดีโอได้ที่นี่</a>) ซึ่งในปีนี้ค่าย CCFC#2 ก็ได้มีจุดที่พัฒนาขึ้นจากเดิมในหลายๆ อย่าง แต่เรื่องหนึ่งที่น่าจะเห็นได้เด่นชัดที่สุดในมุมน้องค่าย คงหนีไม่พ้นคอนเสิร์ตในคืนสุดท้าย ที่ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์คิวบิกครีเอทีฟที่มีคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบขนาดนี้ภายในค่าย</p>
<p>ถ้าย้อนอดีตไป การทำงานหลายๆ อย่างของคิวบิกที่ผ่านมาดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์กับเสียงเพลงอยู่ไม่น้อย หากย้อนไปตั้งแต่สมัย KUSFC#1 จำได้ว่าตอนนั้นยังไม่มีฝ่ายเสียงเป็นตัวเป็นตนในค่ายด้วยซ้ำ จะมีก็แต่ชยุตม์ที่จะชอบเปิดเพลงให้น้องฟังเวลาน้องทำโครงงานวิศวะฯ จนมาถึงการร้องเพลงอำลา &#8220;<a href="http://www.youtube.com/watch?v=maKpv1RdjRM">เก็บไว้</a>&#8221; ที่ตอนนั้นผมจำได้ว่า เหมือนจะไม่ใช่ผมที่เป็นคนจัดการเรื่องนี้ด้วยซ้ำ (รู้สึกจะเป็นรุ่นน้องจัดการกันเองสดๆ ตอนนั้น)</p>
<p>แต่หลังจากตอนนั้น อยู่ๆ ดนตรีก็เข้ามามีบทบาทในงานของคิวบิกครีเอทีฟมากขึ้น จากที่เดิมไม่มีฝ่าย ก็เริ่มมีฝ่ายเสียงขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนใน KUSFC#2 โดยพร้อมๆ กันนั้นก็มีเพลง Pass the Love Forward ที่เพิ่งออกมา และด้วยความหมายที่โดนใจ เราจึงนำมาเป็นเพลงอำลาและเพลงที่ใช้ประกอบ<a href="http://www.youtube.com/watch?v=_AcBLd-3liQ">วีดีโอค่าย KUSFC#2</a> ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเพลงชาติของคิวบิกฯ (โดยที่ไม่ได้ขออนุญาตพี่บอยด์) จนกลายเป็นธรรมเนียมที่พอจบค่ายจะต้องมีการทำวีดีโอเป็นมิวสิกวีดีโอ ซึ่งก็ต้องคิดพิจารณากันพอสมควรในแต่ละครั้งว่าจะใช้เพลงอะไร</p>
<p>ศาสตร์ของการใช้เพลงในกิจกรรมต่างๆ ก็เริ่มมีการพัฒนาควบคู่กันไป เริ่มมีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเปิดเพลงต่างๆ (ถ้าใครสังเกต ในงานของคิวบิกฯ ถ้ามีการเปิดเพลงอยู่ แล้วจะปิดเพลง จะไม่มีการปิดเพลงทันที แต่ละเฝดเสียงออกก่อนเสมอ) การใช้เสียงแปลกๆ ประกอบกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย หรือแม้แต่ตัวกิจกรรมเอง เริ่มต้นจากกิจกรรมที่ให้เล่นเกมเกี่ยวกับเพลงและเต้นประกอบเพลงใน KUSFC#2 ก็พัฒนามากลายเป็น Dance Battle ใน KUSFC#4 และ Karaoke Battle ใน ICTFC#5 ทั้งหมดนี้ก็เกิดจากอิทธิพลของดนตรีทั้งสิ้น</p>
<p>ถ้าถามถึงเหตุผลว่าทำไมดนตรีถึงได้เข้ามามีบทบาทในงานต่างๆ ของคิวบิกฯ ได้มากขนาดนี้ เหตุผลง่ายๆ คงเพราะดนตรีเป็นสิ่งที่ &#8220;จรรโลงใจ&#8221; เปิดตอนห้องเงียบๆ ก็ทำให้ห้องมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ เป็นสิ่งที่มี &#8220;อารมณ์&#8221; ฟังแล้วก็เกิดความรู้สึกดีๆ และเป็นเครื่องมือของความ &#8220;สนุก&#8221; เช่นการร้องรำทำเพลงต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์แบบคิวบิกฯ อาจจะพูดได้ว่าเสียงเพลงได้ผสานกับวัฒนธรรมคิวบิกฯ อย่างแยกไม่ออกไปเสียแล้ว</p>
<p>และเพราะอย่างนั้น จึงเป็นเหตุผลที่เราตัดสินใจจะทำคอนเสิร์ตขึ้นมาในค่าย CCFC#2 นี้</p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="530" height="330" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/8e6Oa37cRUQ&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;rel=0&amp;hd=1" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="530" height="330" src="http://www.youtube.com/v/8e6Oa37cRUQ&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;rel=0&amp;hd=1" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<p>แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่ท้าทายไม่น้อย แต่อาจจะเป็นโชคดีหน่อยที่ว่า เราเองเคยมีประสบการณ์ในการจัดงานเลี้ยงกลางแจ้งและก็มักจะทำมาเกือบทุกๆ ครั้งนับตั้งแต่ค่าย KUSFC#4 บวกเข้ากับประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับดนตรีทั้งหลาย การหา &#8220;ที่อยู่&#8221; ให้กับคอนเสิร์ตนี้จึงไม่ยากเกินไปนัก นั่นคือการรวมเข้ากับงานเลี้ยง และผสานเข้ากับกิจกรรมที่เกี่ยวกับดนตรี และกิจกรรมอำลาเข้าไปอย่างกลมกลืน</p>
<p>ปัญหาที่เหลือ จึงกลับมาอยู่ที่การหานักดนตรี นักร้อง ไปจนถึงเวที และพร็อพต่างๆ ที่ต้องใช้</p>
<p>ในส่วนของนักร้อง เราตั้งใจที่อยากจะให้เป็นพี่ๆ ทีมงานค่าย CCFC#2 นี้กันเอง เนื่องจากน้องๆ ค่ายจะรู้จักอยู่แล้ว และน่าจะสามารถดึงอารมณ์น้องๆ ให้มีส่วนร่วมได้ไม่ยาก ปัญหาหลักๆ จึงกลายเป็นเรื่องที่ว่าทีมงานที่ส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้มีทักษะในการร้องเพลงมาก ก็อาจจะมีปัญหาสักหน่อย ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็พบว่าไม่ได้เป็นปัญหามาก เพราะถึงจะร้องผิดร้องถูกร้องเพี้ยน ถ้าไม่ใช่ว่าลืมเนื้อเป็นท่อนๆ (แบบที่มีในค่ายนี้เหมือนกัน ถือว่าเป็นข้อผิดพลาด) ก็ไม่ได้ทำให้อารมณ์น้องแย่ลงเลยแม้แต่น้อย</p>
<p>ปัญหาอีกอย่างของนักร้องคือทีมงานไม่กล้าที่จะขึ้นมาร้องเพลง ซึ่งปัญหานี้จะคล้ายๆ กับตอนที่เราเกณฑ์คนมาถ่าย<a href="http://cubiccreative.org/blog/index.php/researchgroup/155">มิวสิกวีดีโอที่ระลึกครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ</a> คือในช่วงแรกคนจะยังไม่เห็นภาพมาก เลยยังกล้าๆ กลัวๆ ว่าจะทำได้ไม่ดี บวกกับอาจจะขี้เกียจ แต่พอมีผลงานออกมาชัดๆ (ที่ดูดีในระดับหนึ่ง) ก็จะกล้ามากขึ้น อย่างในคอนเสิร์ตนี้เอาเข้าจริงๆ ตอนท้ายก็จะมีคนที่พอเห็นบรรยากาศและอินกับความสนุกแล้วก็จะแอบไปแจมทีหลังเยอะมาก เพราะฉะนั้นในจุดนี้คิดว่าในครั้งหลังๆ ที่เราจะมีคอนเสิร์ตอีกคงไม่ยากเท่าไหร่แล้ว</p>
<p><a title="ccfc2_day5_154 by Cubic Creative, on Flickr" href="http://www.flickr.com/photos/cubiccreative/4533778800/"><img src="http://farm5.static.flickr.com/4044/4533778800_5233383ab7.jpg" alt="ccfc2_day5_154" width="500" height="334" /></a></p>
<p>ต่อมาคือเรื่องของนักดนตรี แม้ว่าใจจริงเราจะอยากให้นักดนตรีเป็นทีมงาน CCFC#2 ทั้งหมดด้วย แต่ก็เป็นไปได้ยากมาก แม้ว่าจะพยายามลดเงื่อนไขกลายเป็นทีมงานคิวบิกฯ ทั้งหมดแล้วก็ตาม แต่การที่จะหานักดนตรีให้ครบวง และมากพอที่จะสับเปลี่ยนหมุนเวียน รวมถึงว่างในวันซ้อมและวันจริงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จนสุดท้ายเราจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากคนนอกในวินาทีสุดท้ายถึง 3 คน (คือ<a href="http://www.facebook.com/photo.php?pid=4131334&amp;id=68056387148">มิล</a>ที่เล่นกลอง <a href="http://www.facebook.com/photo.php?pid=4131333&amp;id=68056387148">เอิร์ธ</a>เล่นเบส กับ<a href="http://www.facebook.com/photo.php?pid=4131334&amp;id=68056387148">น้องต้นว่าน</a>ที่เคยเป็นน้องค่าย <a href="http://cubiccreative.org/summer09/photocamp/">CPHC#1</a> มาช่วยเล่นกีตาร์) ซึ่งแน่นอนว่าการจับนักดนตรีที่ไม่เคยเล่นดนตรีด้วยกัน หรือแม้แต่รู้จักกันมาก่อนให้มาเล่นดนตรีด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่ และถ้าให้พูดกันในทางดนตรีจริงๆ การเล่นคอนเสิร์ตในครั้งนี้ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์แย่มาก แต่ที่น่าแปลกคือ ให้นักดนตรีเล่นผิดแค่ไหน ถ้ายังพอฟังเป็นเพลงได้ น้องค่ายก็ดูเหมือนจะไม่สังเกตและยังสนุกได้ไม่เลิก</p>
<p>ในส่วนสุดท้ายก็คือเรื่องของเวที เนื่องจากว่าเราไม่มีประสบการณ์ในการเช่าอุปกรณ์พวกนี้เลย ในตอนแรกที่ติดต่อไปตามที่ต่างๆ และทางบริษัทส่งใบเสนอราคาต่างๆ มา เราก็มีปัญหาเหมือนกันเพราะไม่รู้ว่าที่เสนอมามีอะไรบ้างและเหมาะสมกับราคาแค่ไหนยังไง สุดท้ายต้องไปขอคำปรึกษาจากหลายๆ คนเพื่อที่จะให้มาช่วยดู จนได้เจ้าที่เราคิดว่าดีที่สุดแล้ว ในวันจริงก็ยังไม่วายมีปัญหา ทั้งเรื่องของการติดตั้งเลท ไปจนถึงอุปกรณ์เสีย ซึ่งสุดท้ายก็แก้อะไรไม่ได้ (เผื่อใครไม่รู้ จริงๆ แล้วในคอนเสิร์ตนั้นควรจะมีไฟสปอตไลท์ที่ส่องตามได้ฉายมาจากด้านหลังคนดูอีก แต่ฟิวส์ขาดเลยไม่มี) รวมถึงปัญหาที่เราอยากจะอัดเสียง แต่ก็ไม่ได้มีการประสานเตรียมไว้ให้เรียบร้อย จนทำให้วีดีโอต้องใช้เสียงที่อัดจากกล้องอีกที ซึ่งคุณภาพก็ค่อนข้างแย่</p>
<p>แต่ถึงแม้ว่าจะมีปัญหามากมายสารพัด ในภาพรวมของคอนเสิร์ตครั้งแรกในประวัติศาสตร์คิวบิกครีเอทีฟนี้ก็ไปได้สวยกว่าที่คิด และกระแสตอบรับทั้งจากทีมงานและน้องๆ ค่ายถือว่าดีมาก</p>
<p>จึงไม่น่าแปลกใจ ถ้าคอนเสิร์ตจะกลายเป็นมาตรฐานหนึ่ง ที่ค่ายของคิวบิกครีเอทีฟจะต้องมี</p>
<p>แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า เสียงดนตรีได้ผสานเข้ากับวัฒนธรรมของคิวบิกครีเอทีฟอย่างแยกไม่ออกเรียบร้อยแล้ว</p>
<p><strong>หรือมันอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ? ที่ &#8220;คิวบิก&#8221; กับ &#8220;มิวสิก&#8221; มันคล้องจองกัน</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Million Things We’ve Learned #11 &#8211; ซันนี่</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/million-things-we%e2%80%99ve-learned-11-%e0%b8%8b%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/million-things-we%e2%80%99ve-learned-11-%e0%b8%8b%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 22 Apr 2010 13:48:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Chayanin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Million Things We've Learned]]></category>
		<category><![CDATA[5anni]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=359</guid>
		<description><![CDATA[บทสัมภาษณ์นี้ เป็นบทที่สิบเอ็ดในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นในโอกาสครบรอบห้าปี คิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าที่ผ่านมา พวกเขาได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้ของเราคือ… แนะนำตัวกันหน่อย ชื่อ กนกพล เตชะรัตนประเสริฐ ชื่อเล่นชื่อ ซันนี่ ตอนนี้ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา ร่วมงานกับคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรกเมื่อไหร่กัน? ร่วม ทํางานในคิวบิกครั้งแรกในค่าย Cubic Robocode Camp #2 ในฝ่ายถ่ายภาพครับ แต่ ไม่ได้ทํางานเต็มเวลาทั้งหมดในค่าย มาแค่เช้า-เย็นครับ หลังจากนั้นก็ได้เป็นทีมงานประจําใน ฝ่ายมัลติมิเดียครับ แรกๆ ได้ทํางานเกี่ยวกับการจัดการรูปภาพของคิวบิก หลังจากนั้นก็ได้ ทํางานฝ่ายถ่ายภาพงาน Cubic Race #3 และก็ทํางานเรื่อยๆมาครับ รู้สึกอย่างไรที่ได้ทํางานกับคิวบิกครีเอทีฟ? รู้สึก ดีใจมากครับ ที่ได้ร่วมทํางานกับคิวบิก เพราะเคยได้รับความรู้สึกดีๆ จากพี่ๆ มาก่อน และก็รู้สึกทึ่งกับการทํางานที่เป็นระบบของคิวบิกครับ เพราะเราไม่เคยได้ทํางานกับคนหมู่มากมา ก่อน พอได้มาร่วมทํางานกับคิวบิกที่เป็นแบบเป็นแผน ก็ทําให้ได้ฝึกได้เรียนรู้การทํางาน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>บทสัมภาษณ์นี้ เป็นบทที่สิบเอ็ดในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นในโอกาสครบรอบห้าปี คิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าที่ผ่านมา พวกเขาได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง</p>
<p>และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้ของเราคือ…</p>
<p><img class="alignnone" src="http://cubiccreative.org/blog/person/5anni_person_11.jpg" alt="" width="530" height="250" /></p>
<p><strong>แนะนำตัวกันหน่อย</strong></p>
<p>ชื่อ กนกพล เตชะรัตนประเสริฐ ชื่อเล่นชื่อ ซันนี่ ตอนนี้ศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา</p>
<p><strong>ร่วมงานกับคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรกเมื่อไหร่กัน?</strong></p>
<p>ร่วม ทํางานในคิวบิกครั้งแรกในค่าย Cubic Robocode Camp #2 ในฝ่ายถ่ายภาพครับ แต่ ไม่ได้ทํางานเต็มเวลาทั้งหมดในค่าย มาแค่เช้า-เย็นครับ หลังจากนั้นก็ได้เป็นทีมงานประจําใน ฝ่ายมัลติมิเดียครับ แรกๆ ได้ทํางานเกี่ยวกับการจัดการรูปภาพของคิวบิก หลังจากนั้นก็ได้ ทํางานฝ่ายถ่ายภาพงาน Cubic Race #3 และก็ทํางานเรื่อยๆมาครับ <strong><br />
</strong></p>
<p><strong>รู้สึกอย่างไรที่ได้ทํางานกับคิวบิกครีเอทีฟ?</strong></p>
<p>รู้สึก ดีใจมากครับ ที่ได้ร่วมทํางานกับคิวบิก เพราะเคยได้รับความรู้สึกดีๆ จากพี่ๆ มาก่อน และก็รู้สึกทึ่งกับการทํางานที่เป็นระบบของคิวบิกครับ เพราะเราไม่เคยได้ทํางานกับคนหมู่มากมา ก่อน พอได้มาร่วมทํางานกับคิวบิกที่เป็นแบบเป็นแผน ก็ทําให้ได้ฝึกได้เรียนรู้การทํางาน ซึ่ง สามารถนําไปใช้ในการทํางานที่อื่นๆ ได้อีกด้วยครับ ที่ได้ฝึกการทํางานจริงๆ ก็คงเป็นช่วงค่าย Cubic Photo Camp Extreme #1 ที่รับหน้าที่เป็นประธานค่ายครับ ทําให้เราได้รู้เบื้องลึก ของการทํางานว่าอะไรๆ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาง่ายๆ เลย การที่จะทํางานใหญ่สักหนึ่งชิ้นต้องพบ อุปสรรคหรือต้องใช้ความพยายามมากมายกว่าจะประสบผลสําเร็จออกมาได้ครับ แต่แม้เหนื่อยก็ประทับใจครับ และประทับใจในความสามารถและความพยายามของพี่ๆ ในคิวบิกมากครับ</p>
<p><strong>ได้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง?</strong></p>
<p>ได้ อะไรมากมายครับ ทั้งความรัก โอกาสใการทํางานหรือความรู้ต่างๆที่ได้จากการทํางาน ที่ ประทับใจที่สุดและคงไม่สามารถหาได้จากที่อื่นก็คือ มิตรภาพ ครับ การที่ได้มาร่วมทํางานใน คิวบิกนั้นทําให้ได้เพื่อนๆ พี่ๆ ใหม่ๆ ที่จริงใจกับเราครับ ได้ประสบการณ์มากมายในการทํางาน ความประทับใจจากเพื่อนๆ พี่ๆ ในคิวบิกครับ เป็นความทรงจําที่ดีมากๆและคงหาได้ยาก</p>
<p><strong>สุดท้ายจะฝากอะไร</strong></p>
<p>ขอบคุณ คิวบิกครับ ที่ให้โอกาสให้ผมได้เข้าร่วมมาเป็นส่วนหนึ่งในการทํางาน และได้มอบแต่ สิ่งดีๆในกับผมครับ ทําให้ผมเกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่จะทํางานพัฒนาตัวเอง มอบความรัก และที่ดีๆ ให้แก่ผู้อื่นครับ</p>
<p><strong>ผมชื่อซัน ผมอยู่คิวบิก และผมได้เรียนรู้ว่า การทําสิ่งเล็กๆ ก็ทําให้เรามีคุณค่าได้</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/million-things-we%e2%80%99ve-learned-11-%e0%b8%8b%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
