<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Cubic Blog</title>
	<atom:link href="http://cubiccreative.org/blog/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://cubiccreative.org/blog</link>
	<description>Creative ideas drive the world.</description>
	<lastBuildDate>Fri, 02 Mar 2012 18:52:56 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
		<item>
		<title>สัมภาษณ์ Staff Program</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2012/staff-program-interview/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2012/staff-program-interview/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Mar 2012 18:52:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Masatha</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=570</guid>
		<description><![CDATA[เพิ่งผ่านพ้นการสัมภาษณ์ของ Cubic Creative Staff Program ช่วงฤดูร้อนไปนี้เองนะครับ ผมได้มีโอกาสไปเป็นผู้สัมภาษณ์เช่นเดียวกัน คิวบิกเราเริ่มรับสมัครสัมภาษณ์ทีมงานมาหลายปีแล้วครับ จากแต่ก่อนที่ชวน ๆ กันเข้ามาทำงาน ก็เริ่มมีการสัมภาษณ์อย่างเป็นกิจลักษณะมากขึ้น ข้อดีนอกจากจะทำให้เราได้สมาชิกเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว การสัมภาษณ์ยังช่วยให้เรารู้จักลักษณะนิสัยและความถนัดของคนที่มาสมัคร ทำให้เราจัดคนได้ตรงกับงานมากยิ่งขึ้นนะครับ ในปีแรกๆ ที่ผมทำ ตอนนั้นผมไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะสัมภาษณ์ครับ แต่มีหน้าที่นั่งอยู่กับน้องๆ ระหว่างรอสัมภาษณ์ หากิจกรรมให้ทำ ทำให้น้องๆ มีอะไรทำเพราะเรารู้สึกว่าเสียดายเวลาถ้าให้น้องนั่งรอเฉยๆ การทำกิจกรรมนอกจากจะทำให้คนที่มาสัมภาษณ์ได้รู้จักกัน (เผื่อมีโอกาสได้ร่วมงานในอนาคต) ยังทำให้เราได้เห็นลักษณะนิสัยนอกเหนือจากที่จะได้เห็นในระหว่างสัมภาษณ์ด้วย หลังจากนั้นก็ได้เลเวลอัพมานั่งที่โต๊ะสัมภาษณ์นะครับ สมัยก่อนเราจะแบ่งออกเป็นโต๊ะๆ แต่ละโต๊ะก็จะเน้นการประเมินต่างกัน เช่น ความสามารถบ้าง ประสบการณ์บ้าง ทัศนคติบ้าง ซึ่งผู้สมัครจะต้องผ่านทุกโต๊ะสัมภาษณ์ และเราจะได้สัมภาษณ์น้องทุกคน สิ่งที่ผมจำได้แม่นก็คือ การเป็นผู้สัมภาษณ์ก็ไม่ค่อยง่ายเท่าไหร่ครับ เพราะเวลาเราถามคำถาม นอกจากจะต้องฟังคำตอบแล้ว ยังต้องคอยจดโน้ต แล้วก็คิดคำถามต่อไปด้วย (กรณีที่ถ้าจะถามลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น) เพราะงั้น ถ้าเห็นผู้สัมภาษณ์ก้มหน้า ไม่ค่อยได้สบตา หรือทำท่าเหมือนไม่ตั้งใจฟัง อย่าเพิ่งน้อยใจนะครับ มันต้องทำหลายอย่างพร้อมๆ กันจริงๆ ในปีถัดๆ มาส่วนของการสัมภาษณ์มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบนิดหน่อยครับ คือในใบสมัครจะให้กรอกข้อมูลส่วนตัวและให้เลือกฝ่ายที่ผู้สมัครสนใจจะทำ 3 ฝ่าย แล้วเวลาสัมภาษณ์ก็จะแบ่งเป็นโต๊ะๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เพิ่งผ่านพ้นการสัมภาษณ์ของ Cubic Creative Staff Program ช่วงฤดูร้อนไปนี้เองนะครับ ผมได้มีโอกาสไปเป็นผู้สัมภาษณ์เช่นเดียวกัน</p>
<p>คิวบิกเราเริ่มรับสมัครสัมภาษณ์ทีมงานมาหลายปีแล้วครับ จากแต่ก่อนที่ชวน ๆ กันเข้ามาทำงาน ก็เริ่มมีการสัมภาษณ์อย่างเป็นกิจลักษณะมากขึ้น ข้อดีนอกจากจะทำให้เราได้สมาชิกเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว การสัมภาษณ์ยังช่วยให้เรารู้จักลักษณะนิสัยและความถนัดของคนที่มาสมัคร ทำให้เราจัดคนได้ตรงกับงานมากยิ่งขึ้นนะครับ</p>
<p>ในปีแรกๆ ที่ผมทำ ตอนนั้นผมไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะสัมภาษณ์ครับ แต่มีหน้าที่นั่งอยู่กับน้องๆ ระหว่างรอสัมภาษณ์ หากิจกรรมให้ทำ ทำให้น้องๆ มีอะไรทำเพราะเรารู้สึกว่าเสียดายเวลาถ้าให้น้องนั่งรอเฉยๆ การทำกิจกรรมนอกจากจะทำให้คนที่มาสัมภาษณ์ได้รู้จักกัน (เผื่อมีโอกาสได้ร่วมงานในอนาคต) ยังทำให้เราได้เห็นลักษณะนิสัยนอกเหนือจากที่จะได้เห็นในระหว่างสัมภาษณ์ด้วย</p>
<p>หลังจากนั้นก็ได้เลเวลอัพมานั่งที่โต๊ะสัมภาษณ์นะครับ สมัยก่อนเราจะแบ่งออกเป็นโต๊ะๆ แต่ละโต๊ะก็จะเน้นการประเมินต่างกัน เช่น ความสามารถบ้าง ประสบการณ์บ้าง ทัศนคติบ้าง ซึ่งผู้สมัครจะต้องผ่านทุกโต๊ะสัมภาษณ์ และเราจะได้สัมภาษณ์น้องทุกคน สิ่งที่ผมจำได้แม่นก็คือ การเป็นผู้สัมภาษณ์ก็ไม่ค่อยง่ายเท่าไหร่ครับ เพราะเวลาเราถามคำถาม นอกจากจะต้องฟังคำตอบแล้ว ยังต้องคอยจดโน้ต แล้วก็คิดคำถามต่อไปด้วย (กรณีที่ถ้าจะถามลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น) เพราะงั้น ถ้าเห็นผู้สัมภาษณ์ก้มหน้า ไม่ค่อยได้สบตา หรือทำท่าเหมือนไม่ตั้งใจฟัง อย่าเพิ่งน้อยใจนะครับ มันต้องทำหลายอย่างพร้อมๆ กันจริงๆ</p>
<p>ในปีถัดๆ มาส่วนของการสัมภาษณ์มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบนิดหน่อยครับ คือในใบสมัครจะให้กรอกข้อมูลส่วนตัวและให้เลือกฝ่ายที่ผู้สมัครสนใจจะทำ 3 ฝ่าย แล้วเวลาสัมภาษณ์ก็จะแบ่งเป็นโต๊ะๆ ตามฝ่ายเลยครับ น้องที่มาสัมภาษณ์ ก็สัมภาษณ์เฉพาะฝ่ายที่ตัวเองเลือก (เช่นพี่เลี้ยง สวัสดิการ กิจกรรม สันทนาการ) ส่วนผู้สัมภาษณ์เองก็เจาะเฉพาะคนที่สนใจไป ไม่จำเป็นต้องลงไปสัมภาษณ์ครบทุกคน ซึ่งก็ช่วยประหยัดเวลาและทำให้เราวางกรอบเฉพาะคนที่มีลักษณะที่ใช่</p>
<p>ส่วนผมนั่งอยู่โต๊ะสันทนาการครับ ซึ่งของเราก็จะมีสามส่วนใหญ่ๆ อย่างแรกคือถามเรื่องประสบการณ์การทำงาน ซึ่งแน่นอนว่า คนที่เคยทำงานแนวๆ นี้ มาก่อนก็มีความได้เปรียบอยู่บ้าง แต่ไม่เสมอไป เพราะถึงเป็นคนที่ไม่มีประสบการณ์ แต่มีทัศนคติที่ใช่ เราก็เลือก (และผลลัพธ์ก็ออกมาดีจริง ๆ) อย่างที่สองก็คือเราต้องตรวจทานให้แน่ใจครับ ว่าคนที่มาสมัคร เข้าใจคำว่าสันทนาการตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในการทำงานของคิวบิกจริงๆ เพราะเท่าที่สัมภาษณ์มา ถ้าเป็นคนที่ติดภาพสันทนาการของมหาวิทยาลัย มักจะคิดว่าสันทนาการคือการที่มีคนออกมาหลายสิบคน แล้วเต้นกันทั้งวี่ทั้งวัน (ซึ่งก็ไม่ได้เข้าใจผิดน่ะนะครับ เพราะมหาวิทยาลัยมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ) แต่แค่ที่คิวบิกทำ มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอย่างน้อยก็ต้องให้ทราบตรงกันว่า ของคิวบิกฝ่ายสันฯ มีอย่างมากแค่ 4-5 คน ไม่ได้มีแต่เต้น ต้องคิดกิจกรรมอื่นด้วย และต้องคอยสนับสนุนฝ่ายอื่นๆ ตามแต่ที่จะใช้งานนั่นเอง สุดท้าย ทักษะการนำสันทนาการเห็นอะไรที่วัดกันไม่ได้จากการสัมภาษณ์ครับ เพราะงั้นเราก็จะมีให้ลองแซมเปิลเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเวลาให้ลองนำจริงๆ เราจะเห็นเลยครับว่า บุคลิกของใครเป็นอย่างไร</p>
<p>นอกเหนือไปจากการสัมภาษณ์แล้ว สิ่งที่ผมภูมิใจมากก็คือ ตั้งแต่ปีแรกที่เรามีสัมภาษณ์ เราก็พูดคุยกันครับว่า แค่การสัมภาษณ์ 5-10 นาทีมันวัดอะไรไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรามีมาโดยตลอด คือการให้ผู้สมัครได้ลองทำกิจกรรมจริงเป็นกลุ่ม พอให้ทำกิจกรรมแล้ว เราจะเห็นได้ชัดเลยครับว่า แต่ละคนเวลาทำงานจริงเป็นอย่างไร มีความสามารถในการแก้ปัญหาไหม ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นอย่างไร มีความเป็นผู้นำแค่ไหน ผมบอกได้เลยว่า หลายคนที่คะแนนสัมภาษณ์ไม่ดี สามารถฉายแววได้ก็ตอนให้ลองทำงานจริงนี่แหละครับ</p>
<p>สุดท้ายก็เป็นการประเมินกันเองจากผู้มาสมัครครับ ให้แต่ละคนเล่าให้ฟังว่า เพื่อนๆ ในกลุ่มเดียวกันเป็นอย่างไรบ้าง เพราะความเห็นของคนที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันอาจจะแตกต่างจากผู้ประเมินอย่างเราๆ ก็ได้ ที่สำคัญก็คือ คนที่ผ่านสัมภาษณ์คือคนที่จะต้องทำงานร่วมกันในอนาคตน่ะนะครับ เพราะงั้นก็เป็นการดีที่อย่างน้อยจะได้ทราบว่า แต่ละคนมีความคิดเห็นระหว่างกันเป็นอย่างไร หลังจากสัมภาษณ์ ทำกิจกรรม และสะท้อนกันเองแล้ว ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของผู้สัมภาษณ์อย่างเราๆ แล้วละครับ ที่จะมาพูดคุย ลงรายละเอียดกันเป็นรายบุคคลเลยว่า คนที่มาสมัครนี้ มีความเหมาะสมที่จะร่วมงานกับเรามากน้อยแค่ไหน แล้วถ้ามาเป็นทีมงาน เราควรจะจัดตำแหน่งให้อยู่ตรงไหนดี</p>
<p>เท่าที่ทำมา ผมคิดว่าเราก็ประเมินกันค่อนข้างละเอียดนะครับ แม้ว่าวันเดียวอาจจะไม่สามารถล้วงลูกคู่วามเป็นตัวตนทั้งหมดของอีกฝ่ายได้ก็ตาม แต่ผมเองก็เคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าตัวเองมาสมัครเป็นทีมงานขอคิวบิกครีเอทีฟ จะได้รับการประเมินแบบไหนกันน้า เอาไว้สตาฟคนไหน ถ้าสนใจก็ลองถามก็ได้ครับว่า สมัยเรามาสมัคร พี่ๆที่เขาสัมภาษณ์ประเมินเราไว้ว่าอย่างไร</p>
<p>อาจจะได้คำตอบที่เราคาดไม่ถึงเลยก็เป็นได้ ;p</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2012/staff-program-interview/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Million Things We&#8217;ve Learned #16 &#8211; &#8220;ตั้ม&#8221;</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2011/million-things-weve-learned-16/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2011/million-things-weve-learned-16/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 Sep 2011 21:35:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Million Things We've Learned]]></category>
		<category><![CDATA[inspiration]]></category>
		<category><![CDATA[Kamchai]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[opportunities]]></category>
		<category><![CDATA[programming]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=559</guid>
		<description><![CDATA[กลับมาอีกครั้ง สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We&#8217;ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟอีกครั้ง โอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ซึ่งหลายๆ ครั้งความสามารถของเราเอง ก็เป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดโอกาสเหล่านั้นมาสู่ชีวิต และนี่คือเรื่องราวการเรียนรู้ของคนที่เปลี่ยนความรู้เป็นโอกาส นี่คือเรื่องราวของตั้ม แนะนำตัวก่อนเลยครับ ผมชื่อ นายกำชัย โลเกศกระวี ชื่อเล่นชื่อ ตั้ม อายุ 19 ปี ตอนนี้เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ชั้นปีที่สองครับ รู้จักกับคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไรครับ? เริ่มจากเป็นน้องค่าย Cubic Robocode Camp #1 ครับ ตอนนั้นครูที่โรงเรียนทราบข่าวจากในเว็บ เลยพาไปสมัคร จริงๆ แล้วผมไม่เคยไปค่ายวิชาการแบบนี้มาก่อนเลยครับ ก่อนหน้านี้ที่ไปก็เป็นค่ายแนวสังคมมากกว่า พวกค่ายปลูกป่า ค่ายอนุรักษ์ หรือพัฒนาจริยธรรมอะไรทำนองนี้ พอมาค่ายนี้มีเขียนโปรแกรม มีกิจกรรมสนุกๆ ตอนเช้าตอนเย็น มีสันทนาการ ก็สนุกดีครับ ไม่เบื่อเลย ที่ชอบมากที่สุดก็คงเป็นกิจกรรมเควสท์ครับ แปลกใหม่ดี ไม่เคยเล่นมาก่อน แล้วหลังจากนั้นมาร่วมงานกับคิวบิกได้ไงครับ? พอดีว่าตอนในช่วงค่ายของ Cubic Robocode Camp #1 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กลับมาอีกครั้ง สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We&#8217;ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟอีกครั้ง</p>
<p>โอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ซึ่งหลายๆ ครั้งความสามารถของเราเอง ก็เป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดโอกาสเหล่านั้นมาสู่ชีวิต</p>
<p>และนี่คือเรื่องราวการเรียนรู้ของคนที่เปลี่ยนความรู้เป็นโอกาส นี่คือเรื่องราวของตั้ม</p>
<p><img class="alignnone" src="http://cubiccreative.org/blog/person/5anni_person_16.jpg" alt="" width="530" height="250" /></p>
<p><strong>แนะนำตัวก่อนเลยครับ</strong></p>
<p>ผมชื่อ นายกำชัย โลเกศกระวี ชื่อเล่นชื่อ ตั้ม อายุ 19 ปี ตอนนี้เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ชั้นปีที่สองครับ</p>
<p><strong>รู้จักกับคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไรครับ?</strong></p>
<p>เริ่มจากเป็นน้องค่าย <a href="http://cubiccreative.org/robocodecamp1/">Cubic Robocode Camp #1</a> ครับ ตอนนั้นครูที่โรงเรียนทราบข่าวจากในเว็บ เลยพาไปสมัคร จริงๆ แล้วผมไม่เคยไปค่ายวิชาการแบบนี้มาก่อนเลยครับ ก่อนหน้านี้ที่ไปก็เป็นค่ายแนวสังคมมากกว่า พวกค่ายปลูกป่า ค่ายอนุรักษ์ หรือพัฒนาจริยธรรมอะไรทำนองนี้</p>
<p>พอมาค่ายนี้มีเขียนโปรแกรม มีกิจกรรมสนุกๆ ตอนเช้าตอนเย็น มีสันทนาการ ก็สนุกดีครับ ไม่เบื่อเลย ที่ชอบมากที่สุดก็คงเป็นกิจกรรมเควสท์ครับ แปลกใหม่ดี ไม่เคยเล่นมาก่อน</p>
<p><strong>แล้วหลังจากนั้นมาร่วมงานกับคิวบิกได้ไงครับ?</strong></p>
<p>พอดีว่าตอนในช่วงค่ายของ Cubic Robocode Camp #1 มีโอกาสเจอพี่นัท ตอนนั้นมีเพื่อนในสีไปขอเบอร์โทรศัพท์ของพี่นัทมา ผมพอดีอยู่กับเพื่อนเลยเมมเบอร์ไว้ในเครื่องด้วย</p>
<p>ทีนี้ปรากฎว่าหลังจากค่าย เหมือนว่าผมจะเผลอลืมล็อกปุ่มโทรศัพท์ แล้วมันโทรออกไปหาพี่นัทเอง หลังจากนั้นเลยมีโอกาสคุยกับพี่นัทมาอยู่เรื่อยๆ จนพี่นัทชวนมาสมัคร Cubic Creative Staff Program ครับ</p>
<p>ด้วยความที่พอดีปิดเทอมว่าง ไม่มีอะไรทำ คิดว่าถ้ามาทำงานที่คิวบิกฯ น่าจะสนุกดี ตอนนั้นผมเดินทางมาจากสำโรง สมุทรปราการ นั่งรถมาชั่วโมงนึง แต่ก็คุ้มครับ ผมอยู่ฝ่ายสันทนาการค่าย <a href="http://cubiccreative.org/summer08/ictfuncamp/">Cubic ICT Fun Camp #5</a> ครับ ก็ได้ช่วยคิดบ้าง ช่วยนำกิจกรรมบ้าง น้องๆ ก็ดูชอบดี เราก็รู้สึกได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างมากๆ</p>
<p><strong>หลังจากนั้นได้ทำอะไรอีกบ้างครับ?</strong></p>
<p>จากแรงบันดาลใจตอนค่าย Cubic Robocode Camp #1 ผมก็เปิดชมรม Robocode ขึ้นที่โรงเรียนครับ มีน้องมาสมัครเป็นสมาชิกชมรมด้วย ผมก็ได้มีโอกาสเป็นคนสอนด้วยตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยคิดว่าเราจะมีแรงบันดาลใจจะทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน</p>
<p>หลังจากนั้นผมก็มีโอกาสได้ไปสอนในโครงการ Cubic Robocode Camp On-tour ครับ เป็นโครงการที่เราออกเดินทางไปสอนน้องๆ ตามจังหวัดต่างๆ โดยผมมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอน ก็ต้องดูน้องๆ หัดแล้วคอยช่วยแก้โค้ดให้ บางทีมีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้ ก็จะเรียกพี่เอิร์ธให้ช่วยครับ ซึ่งตรงจุดนี้เราก็ได้เรียนรู้จากพี่เขาด้วย</p>
<p>ซึ่งสิ่งที่ประทับใจก็คือว่า ได้ไปสอนมาครบทุกภาคในประเทศไทยเลยครับ ที่ชอบมากที่สุดคือตอนไปภาคเหนือ ไปตลาดกลางคืน มีของแปลกๆ ขาย ถ้าเราไม่มีความรู้เรื่อง Robocode ก็คงไม่ได้มาสอน แล้วก็คงไม่ได้มีโอกาสได้เปิดโลกแบบนี้</p>
<p>นอกจากนี้ การที่เรารู้วิธีเขียนโปรแกรม ก็ช่วยจุดประกายให้ผมไปลองแข่งขันในรายการอื่น ๆ ครับ เช่น แข่งเขียนโปรแกรม National Software Contest ซี่งเป็นการทำเกมให้ผู้พิการทางสายตา หรือมีบริษัทให้มาทำเว็บแอปพลิเคชันเพื่อไปลง iPad ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาเห็นเรามีความสามารถก็เลยแนะนำมาอีกที มันก็มีโอกาสเข้ามาเรื่อยๆ ตั้งแต่ผมเขียนโปรแกรมเป็นครับ</p>
<p><strong>นอกจากที่เกี่ยวกับเขียนโปรแกรมแล้ว มีโอกาสได้ทำอะไรอีกบ้าง?</strong></p>
<p>ก็เคยมีโอกาสได้แข่ง <a href="http://cubiccreative.org/race3">Cubic Race 3</a> (ชมวีดีโอทั้งหมด<a href="http://www.youtube.com/watch?v=u3sJVvLrpXo&amp;playnext=1&amp;list=PL6C3EB5A049A23BC3">ที่นี่</a>) โดยฟอร์มทีมกับโจ้ครับ ผมชอบเวลาเป็นผู้นำ เวลาแก้ปัญหา แก้โจทย์ ดูเป็นจริงเป็นจังดี ชอบกิจกรรมนี้มากกว่าเควสท์อีกครับ แต่ถ้าหลังจากนี้ก็อยากเป็นผู้จัดมากกว่า เพราะกลับไปเป็นผู้เข้าร่วมคงไม่ตื่นเต้นแล้ว</p>
<p><iframe width="530" height="299" src="http://www.youtube.com/embed/SaX6I2bFZyE?rel=0" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
<p>นอกจากนั้นอีกงานหนึ่งที่ผมค่อนข้างภูมิใจ คืองานโลโก้ Cubic Thanks Party ตั้งแต่ครั้งแรก และยังคงใช้อยู่จนทุกวันนี้ครับ</p>
<p><strong>สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรไหมครับ?</strong></p>
<p>ก็อยากจะขอบคุณคิวบิกครีเอทีฟที่ทำให้ผมมีโอกาสทำสิ่งที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้ทำมาก่อน ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น มีแรงบันดาลใจในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ลงมือทำด้วยตัวเอง</p>
<p><strong>ผมชื่อตั้ม ผมอยู่คิวบิกฯ และได้เรียนรู้ว่าความรู้คือประตูสู่โอกาส</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2011/million-things-weve-learned-16/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Million Things We&#8217;ve Learned #15 &#8211; &#8220;ต้นเตย&#8221;</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2011/million-things-weve-learned-15/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2011/million-things-weve-learned-15/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Aug 2011 13:17:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Masatha</dc:creator>
				<category><![CDATA[Million Things We've Learned]]></category>
		<category><![CDATA[ccfc2]]></category>
		<category><![CDATA[cphc1]]></category>
		<category><![CDATA[cphcx1]]></category>
		<category><![CDATA[mentor]]></category>
		<category><![CDATA[responsibility]]></category>
		<category><![CDATA[tontoey]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=549</guid>
		<description><![CDATA[กลับมาอีกครั้ง สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We&#8217;ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟอีกครั้ง และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ&#8230; แนะนำตัวเลยครับ ​สวัสดีค่ะ นางสาวศุภวรรณ สอาด ชื่อเล่นชื่อต้นเตยค่ะ อายุ 18 ปี ตอนนี้เรียนสาขาวิชาถ่ายภาพ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังค่ะ ต้นเตยรู้จักคิวบิกครีเอทีฟได้ยังไงครับ? หนูรู้จักคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรก ตั้งแต่ค่าย Cubic Photo Camp #1 ต่อด้วย พอดีคุณแม่รู้จักกับที่ปรึกษาของคิวบิกครีเอทีฟ จึงแนะนำให้มาเข้าร่วมค่ายในครั้งนั้นค่ะ รู้สึกประทับใจอะไรคิวบิกฯ ครับ? ความประทับใจในค่ายครั้งแรกๆ ก็เกิดมาจากพี่เลี้ยงค่ะ ตอนนั้นเตยมีพี่เลี้ยงคือพี่พราว ซึ่งก็ดูแลเตยดีมากๆ ไม่ว่าจะตอนกิน ตอนนอน ตอนทำกิจกรรม จะมีปัญหาอะไร จะขาดจะเหลืออะไร พี่ก็คอยดูแลเราอยู่ตลอด ก็ทำให้เรารู้สึกดีและประทับใจกับคิวบิกครีเอทีฟมากๆ จนก็มาเข้าค่าย Cubic Photo Camp Extreme #1 ต่ออีกครั้งหนึ่ง แล้วเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกของคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไร? หลังจากที่เข้าค่าย ก็คอยติดตามข่าวสารของคิวบิกฯ ผ่านหน้า Facebook เองค่ะ พอทราบข่าวว่าทางคิวบิกครีเอทีฟมีโครงการ Cubic [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กลับมาอีกครั้ง สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We&#8217;ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟอีกครั้ง</p>
<p>และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ&#8230;</p>
<p><img src="http://cubiccreative.org/blog/person/5anni_person_15.jpg" alt="" width="530" height="250" /></p>
<p><strong>แนะนำตัวเลยครับ</strong></p>
<p>​สวัสดีค่ะ นางสาวศุภวรรณ สอาด ชื่อเล่นชื่อต้นเตยค่ะ อายุ 18 ปี ตอนนี้เรียนสาขาวิชาถ่ายภาพ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังค่ะ</p>
<p><strong>ต้นเตยรู้จักคิวบิกครีเอทีฟได้ยังไงครับ?</strong></p>
<p>หนูรู้จักคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรก ตั้งแต่ค่าย <a href="http://cubiccreative.org/summer09/photocamp/">Cubic Photo Camp #1</a> ต่อด้วย พอดีคุณแม่รู้จักกับที่ปรึกษาของคิวบิกครีเอทีฟ จึงแนะนำให้มาเข้าร่วมค่ายในครั้งนั้นค่ะ</p>
<p><strong>รู้สึกประทับใจอะไรคิวบิกฯ ครับ?</strong></p>
<p>ความประทับใจในค่ายครั้งแรกๆ ก็เกิดมาจากพี่เลี้ยงค่ะ ตอนนั้นเตยมีพี่เลี้ยงคือพี่พราว ซึ่งก็ดูแลเตยดีมากๆ ไม่ว่าจะตอนกิน ตอนนอน ตอนทำกิจกรรม จะมีปัญหาอะไร จะขาดจะเหลืออะไร พี่ก็คอยดูแลเราอยู่ตลอด ก็ทำให้เรารู้สึกดีและประทับใจกับคิวบิกครีเอทีฟมากๆ จนก็มาเข้าค่าย <a href="http://cubiccreative.org/photocampextreme1">Cubic Photo Camp Extreme #1</a> ต่ออีกครั้งหนึ่ง</p>
<p><strong>แล้วเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกของคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไร?</strong></p>
<p>หลังจากที่เข้าค่าย ก็คอยติดตามข่าวสารของคิวบิกฯ ผ่านหน้า <a href="http://www.facebook.com/cubiccreative">Facebook</a> เองค่ะ พอทราบข่าวว่าทางคิวบิกครีเอทีฟมีโครงการ Cubic Staff Program (โครงการรับสมัครทีมงานของคิวบิกครีเอทีฟ : บรรณาธิการ) ก็รีบสมัครทันที ตอนนั้นก็สมัครพร้อมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เข้าค่ายมาด้วยกัน แล้วก็โชคดีที่ผ่านเข้ามาด้วยกันได้ทั้งคู่เลย</p>
<p><strong>แล้วเราได้ทำงานอะไรบ้าง?</strong></p>
<p>พอหลังจากที่ผ่านแล้ว เราก็ได้รับมอบหมายให้เป็นพี่เลี้ยงค่าย<a href="http://cubiccreative.org/creativefuncamp2/"> Cubic Creative Fun Camp #2 </a>ซึ่งตอนนั้นเตยหนักใจมากๆ ว่าจะดูแลน้อง ๆ ได้ดีหรือเปล่า เครียดและกังวลว่าเราจะทำตัวอย่างไรให้น้องๆ เชื่อใจ ไว้ใจ และสบายใจได้เหมือนกับตอนที่เราเข้าค่าย เพราะเราต้องมารับผิดชอบชีวิตน้องๆ หลายๆ คนพร้อมกันในทีเดียว ซึ่งเราเองก็อาจจะไม่เคยต้องมีภาระความรับผิดชอบมากขนาดนี้มาก่อน แต่สุดท้ายแล้ว ก็ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ</p>
<p><strong>แล้วการทำงานเป็นอย่างไรบ้างครับ?</strong></p>
<p>ก็ผ่านไปได้ด้วยดีกว่าที่คิดมากค่ะ แม้ว่าจะเจอปัญหาสารพัด มีเจอกรณีที่น้องไม่ยอมทำอะไร เอาแต่ร้องไห้บ้าง ไม่ยอมทานข้าวบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ก็ได้พี่ๆ ทีมงานดูแลชาวค่ายที่ช่วยให้คำแนะนำในการดูแลน้องๆ เหล่านี้ สุดท้ายก็สามารถแก้ปัญหาให้น้องๆ ได้ค่ะ รู้สึกโล่งใจมาก นอกจากนี้ พี่ปอมที่เป็นพี่เลี้ยงคู่กันก็กระตือรือร้น คอยนำให้น้องๆ ให้สนุกกับกิจกรรม การเห็นทั้งเพื่อนๆ และพี่ๆ ทำงานแก้ไขปัญหาต่างๆ แบบนี้ ก็ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงาน การแก้ปัญหาหลายๆ อย่างที่เราไม่เคยคิดเคยรู้มาก่อนได้มากเลยค่ะ</p>
<p><strong>ถ้าเช่นนั้นต้นเตยคิดว่าต้นเตยได้เรียนรู้อะไรจากคิวบิกฯ?</strong></p>
<p>สิ่งสำคัญที่สุดที่หนูได้เรียนรู้คือ ชีวิตนี้นอกจากเราต้องรับผิดชอบตัวเราเองแล้ว เรายังต้องช่วยเหลือรับผิดชอบคนอื่นให้ได้ด้วย อย่างในค่ายเราก็ต้องคอยรับผิดชอบชีวิตน้องๆ ซึ่งก็ไม่ใช่แค่คนสองคน แต่ก็เป็นสิบคนในกลุ่ม การที่ในแต่ละวันเราต้องคอยพยายามคิดและดูแลให้น้องๆ ได้รับประโยชน์จากค่ายกลับไปให้ได้มากที่สุด ก็ทำให้เรายิ่งรอบคอบ มีความรับผิดชอบกับตัวเราเองมากขึ้นตามไปอีก หลังจากได้ทำงานในคิวบิกฯ หนูรู้สึกว่าเลยว่าตัวเราเปลี่ยนแปลงไปมาก ที่บ้านยังบอกเลยว่าเตยโตขึ้นมาก มีความรับผิดชอบมากขึ้น ดูแลตัวเองได้ดีกว่าเมื่อก่อน ทำอะไรก็ทำเต็มที่มากขึ้น ในอนาคตก็อยากจะมีโอกาสทำงานต่างๆ ที่ต้องฝึกความรับผิดชอบให้มากขึ้นกว่านี้อีกค่ะ</p>
<p><strong>หนูชื่อต้นเตย หนูอยู่คิวบิก และได้เรียนรู้ว่าความรับผิดชอบต้องเริ่มจากตัวเราค่ะ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2011/million-things-weve-learned-15/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Million Things We&#8217;ve Learned #14 &#8211; &#8220;ต้นว่าน&#8221;</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2011/million-things-weve-learned-14/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2011/million-things-weve-learned-14/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Jun 2011 05:39:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Masatha</dc:creator>
				<category><![CDATA[Million Things We've Learned]]></category>
		<category><![CDATA[concert]]></category>
		<category><![CDATA[cphc1]]></category>
		<category><![CDATA[cphcx1]]></category>
		<category><![CDATA[mega2]]></category>
		<category><![CDATA[multimedia]]></category>
		<category><![CDATA[tonwahn]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=543</guid>
		<description><![CDATA[กลับมาอีกครั้ง สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We&#8217;ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟอีกครั้ง และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ&#8230; แนะนำตัวก่อนเลยครับ ผมชื่อนายวุฒิพร ปิ่นหล่อ อายุ 19 ปี กำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สาขานิเทศศาสตร์ เอกโฆษณาครับ รู้จักกับคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไรครับ? ว่านรู้จักคิวบิกครีเอทีฟจากทางอินเทอร์เน็ต ตอนนั้นสมัครเข้ามาเป็นน้องค่าย Cubic Photo Camp #1 ครับ เนื่องจากตอนนั้นอยากเรียนรู้การถ่ายภาพ แล้วตอนนั้นก็แค่คิดว่าจะได้เรียนเทคนิกวิธีการถ่ายรูปต่างๆ เหมือนค่ายกับอื่น ๆ แต่พอมาจริง ๆ แล้วพบว่าคิวบิกฯ ไม่เหมือนที่ไหนเลยจริงๆ ในค่ายนี้ไม่ใช่แค่มีถ่ายภาพอย่างเดียว แต่ว่านได้มีโอกาสทำกิจกรรมหลายอย่างที่ทำให้เรียนรู้ และรู้สึกผูกพันกับเพื่อนๆ กับพี่ๆ ในค่าย หลังจากนั้นก็ติดใจ สมัครมาค่าย Cubic Photo Camp Extreme #1 อีกครับ ซึ่งในค่ายนี้ก็ยิ่งทำให้มีโอกาสได้รู้จักและสนิทกับพี่ๆ คิวบิกครีเอทีฟ มีโอกาสได้ไปไหนมาไหนด้วยกันบ้าง เวลาที่พี่ๆ มีงานถ่ายภาพอะไรก็ชวนว่านไปตลอด จนกระทั่งมีพี่ชวนมาเล่นดนตรีให้กับคอนเสิร์ตในค่าย Cubic Creative Fun [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กลับมาอีกครั้ง สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We&#8217;ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟอีกครั้ง</p>
<p>และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ&#8230;</p>
<p><img class="alignnone" src="http://cubiccreative.org/blog/person/5anni_person_14.jpg" alt="" width="530" height="250" /></p>
<p><strong>แนะนำตัวก่อนเลยครับ</strong></p>
<p>ผมชื่อนายวุฒิพร ปิ่นหล่อ อายุ 19 ปี กำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สาขานิเทศศาสตร์ เอกโฆษณาครับ</p>
<p><strong>รู้จักกับคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไรครับ?</strong></p>
<p>ว่านรู้จักคิวบิกครีเอทีฟจากทางอินเทอร์เน็ต ตอนนั้นสมัครเข้ามาเป็นน้องค่าย <a href="http://cubiccreative.org/summer09/photocamp/" target="_blank">Cubic Photo Camp #1</a> ครับ เนื่องจากตอนนั้นอยากเรียนรู้การถ่ายภาพ แล้วตอนนั้นก็แค่คิดว่าจะได้เรียนเทคนิกวิธีการถ่ายรูปต่างๆ เหมือนค่ายกับอื่น ๆ แต่พอมาจริง ๆ แล้วพบว่าคิวบิกฯ ไม่เหมือนที่ไหนเลยจริงๆ ในค่ายนี้ไม่ใช่แค่มีถ่ายภาพอย่างเดียว แต่ว่านได้มีโอกาสทำกิจกรรมหลายอย่างที่ทำให้เรียนรู้ และรู้สึกผูกพันกับเพื่อนๆ กับพี่ๆ ในค่าย</p>
<p>หลังจากนั้นก็ติดใจ สมัครมาค่าย <a href="http://cubiccreative.org/photocampextreme1/" target="_blank">Cubic Photo Camp Extreme #1</a> อีกครับ ซึ่งในค่ายนี้ก็ยิ่งทำให้มีโอกาสได้รู้จักและสนิทกับพี่ๆ คิวบิกครีเอทีฟ มีโอกาสได้ไปไหนมาไหนด้วยกันบ้าง เวลาที่พี่ๆ มีงานถ่ายภาพอะไรก็ชวนว่านไปตลอด จนกระทั่งมีพี่ชวนมาเล่นดนตรีให้กับคอนเสิร์ตในค่าย <a href="http://cubiccreative.org/creativefuncamp2/" target="_blank">Cubic Creative Fun Camp #2</a></p>
<p><iframe width="530" height="331" src="http://www.youtube.com/embed/8e6Oa37cRUQ?rel=0" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
<p><strong>รู้สึกอย่างไรบ้างครับ?</strong></p>
<p>ตอนนั้น ก็ดีใจที่พี่ๆ มาชวนไปเล่นดนตรีนะครับ เพราะจริงๆ ก็เป็นคนที่ชอบเล่นดนตรีมากอยู่แล้ว แต่พอมาทำงานจริงๆ ก็ต้องยอมรับว่าตกใจ เพราะคิวบิกฯ ทำอะไรไม่เหมือนใครอีกแล้ว จากที่ว่านเคยคิดว่าเวลาแสดงดนตรี ก็ง่ายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่พอมาประชุมเตรียมงาน เราพบว่ามีรายละเอียดเยอะมาก ทุกอย่างต้องทำแบบเป๊ะๆ มีการวางแผนทุกขั้นทุกตอน สำหรับงานของคิวบิกฯ จนเล่นดนตรีก็ต้องตั้งใจ ทำกันเล่นๆ ไม่ได้ครับ</p>
<p><strong>หลังจากนั้นก็เลยได้มีโอกาสทำงานกับคิวบิกเรื่อยมา?</strong></p>
<p>หลังจากเล่นดนตรีในค่าย CCFC2 คราวนี้ก็มีพี่ชวนให้มาทำงานค่าย <a href="http://cubiccreative.org/megacamp2" target="_blank">Cubic Mega Camp #2</a> ในฝ่ายมัลติมีเดีย มีหน้าที่ในการดูแลอุปกรณ์เสียงและโสตต่างๆ คราวนี้ว่านก็ตกใจอีกเป็นครั้งที่สาม เพราะตอนเป็นน้องค่าย ไม่เคยคิดว่าเวลาทำงาน ฝ่ายมัลติมีเดียจะต้องเป๊ะขนาดนี้ ต้องประสานงานกับฝ่ายต่างๆ เตรียมบท เตรียมไฟล์ เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ และมีรายละเอียดการทำงานที่ต้องระมัดระวังเยอะมาก</p>
<p>ถัดจากนั้นว่านก็ได้มีโอกาสไปทัวร์จัดกิจกรรมที่ต่างจังหวัดในโครงการ MICT Digital Youth Camp On Tour โดยมีหน้าที่ในการเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพ เดิมทีชีวิตนี้ก็ไม่เคยคิดว่าจะความสามารถที่จะไปสอนใครได้ แต่พี่ๆ ก็ช่วยแนะนำจนสามารถผ่านมาได้ และงานนี้ก็ยังทำให้เรามีโอกาสได้ไปสถานที่ต่างๆ ได้ไปพบเห็นผู้คนหรืออะไรที่เราไม่เคยเจอมาก่อน</p>
<p><strong>แล้วอะไรที่คิดว่าท้าทายตัวเรามากที่สุด?</strong></p>
<p>คงเป็นงานหัวหน้าฝ่ายมัลติมีเดียในค่าย MICT Digital Youth Camp เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เหตุเกิดจากการที่พี่ๆ ฝ่ายมัลติมีเดียหลายๆ คนต้องติดธุระพร้อมๆ กัน ภาระงานหัวหน้าฝ่ายจึงตกมาที่ว่าน ซึ่งตอนแรกก็กดดันมาก เพราะนอกจากต้องมาทำงานในระดับหัวหน้าแล้ว ค่ายนี้ยังต้องรับผิดชอบงานฝ่ายวิชาการในการสอนตัดต่อวีดีโอด้วย เป็นนักดนตรีเล่นคอนเสิร์ตด้วย ก็ยิ่งตื่นเต้นไปกันใหญ่</p>
<p><strong>แล้วเราทำอย่างไร?</strong></p>
<p>เราก็พยายามย้อนกลับมาดูครับ ที่ผ่านมาสิ่งที่สำคัญมากในการทำงานของคิวบิกฯ คือการเตรียมตัว ถ้าเรารู้ว่าเราจะต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง เราก็ต้องวางแผน เตรียมการต่างๆ ให้พร้อม ซึ่งพอเราคิดเตรียมการต่างๆ ล่วงหน้า ก็ทำให้เราเริ่มมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ พอทุกอย่างที่เตรียมมันมีรายละเอียด มีขั้นตอนสมบูรณ์ ก็ทำให้ทำงานง่ายขึ้นมากครับ</p>
<p><strong>แล้วช่วงนี้ทำอะไรอยู่บ้าง?</strong></p>
<p>ช่วงนี้ว่านร่วมกับพี่ๆ ทีมนักดนตรีคนอื่นๆ กำลังร่วมกันทำสตูดิโอเพลงชื่อว่า<a href="http://paduppa.com" target="_blank">ปาดับปา</a> จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่รวมกันมาอัดเพลงอัปขึ้น <a href="http://www.youtube.com/paduppastudio" target="_blank">YouTube</a> ไปเรื่อยๆ ซึ่งก็รู้สึกดีเพราะเราชอบเล่นดนตรีอยู่แล้ว แต่อยู่ตรงนี้ก็ยิ่งทำให้เราต้องฝึกการที่จะทำงานกับผู้อื่นครับ</p>
<p><iframe width="530" height="331" src="http://www.youtube.com/embed/07Q_npDnPck?rel=0" frameborder="0" allowfullscreen></iframe></p>
<p><strong>สุดท้ายนี้มีอะไรอยากจะพูดไหมครับ?</strong></p>
<p>ก็ขอบคุณคิวบิกที่ให้โอกาสในการทำงาน ไม่เคยคิดเลยว่าอย่างว่านเอง จะได้มีโอกาสทำอะไรได้เยอะแยะขนาดนี้ ได้เรียนรู้ความรับผิดชอบ ได้ลองประสบการณ์หลายๆ อย่าง ซึ่งตอนนี้ ว่านมีความมั่นใจในการทำงานขึ้นมากครับ</p>
<p><strong>ผมชื่อต้นว่าน ผมอยู่คิวบิก และได้เรียนรู้ว่าถ้าเราพร้อม ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2011/million-things-weve-learned-14/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Million Things We&#8217;ve Learned #13 &#8211; &#8220;ปั๊ม&#8221;</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2011/million-things-weve-learned-13/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2011/million-things-weve-learned-13/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 27 May 2011 18:27:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Million Things We've Learned]]></category>
		<category><![CDATA[development]]></category>
		<category><![CDATA[film]]></category>
		<category><![CDATA[inno]]></category>
		<category><![CDATA[inno3]]></category>
		<category><![CDATA[multimedia]]></category>
		<category><![CDATA[photocamp]]></category>
		<category><![CDATA[progress]]></category>
		<category><![CDATA[Pump]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=537</guid>
		<description><![CDATA[ห่างหายกันไปสักพักใหญ่ๆ สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We&#8217;ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟกันอีกครั้ง และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ&#8230; แนะนำตัวก่อนเลยครับ ชื่อ ปั๊ม อายุ 19 ปีครับ ชื่อจริงชื่อ ศุภอัตถ์ จูฑะพุทธิ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขานวัตกรรมสื่อสารสังคม เอกผลิตภาพยนตร์และสื่อดิจิตัล เริ่มเข้ามาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไรครับ? ผมเข้ามาทำงานกับคิวบิกอาจจะแตกต่างจากคนอื่น ๆ อยู่หน่อยตรงที่ไม่ได้เริ่มจากการเป็นพี่เลี้ยงค่าย แต่เพราะมีเพื่อนชวนเข้ามาเป็นทีมงานค่ายเลยโดยตรง ค่ายแรกที่ทำก็คือค่าย Cubic Innovator Camp #3.2 ครับ ช่วงนั้นผมเองกำลังชอบถ่ายภาพมาก และเพื่อน ๆ ที่รู้จักก็ชอบถ่ายภาพเหมือนกัน ก็เลยชวนมาเป็นฝ่ายถ่ายภาพในงาน ตอนนั้นปั๊มก็รู้สึกสนใจ เพราะเพื่อนหลายๆ คนต่างก็บอกว่า งานสนุก ผมก็ เอ๊ะ อยากรู้ว่ามันสนุกยังไง เลยลองมาทำดู คิดว่าประสบการณ์ที่นี่แตกต่างกับที่อื่นอย่างไร? ผมเองเคยทำกิจกรรมชมรมอื่นที่โรงเรียนมาก่อนหน้านี้ แต่รู้สึกว่าที่คิวบิกฯ นี้อบอุ่นกว่าที่อื่นๆ ทุกคนดูแลห่วงใยกันและกัน และมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองและผลงานอยู่ตลอดเวลา ช่วงที่มาทำค่ายแรก ก็ได้เพื่อนๆ ช่วยสอนเทคนิกการทำสไลด์งานนำเสนอซึ่งก็เป็นประโยชน์มาก ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><!-- p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 16.0px Thonburi} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 16.0px 'Times New Roman'; min-height: 18.0px} span.s1 {font: 16.0px 'Times New Roman'} -->ห่างหายกันไปสักพักใหญ่ๆ สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We&#8217;ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟกันอีกครั้ง</p>
<p>และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ&#8230;</p>
<p><img class="alignnone" src="http://cubiccreative.org/blog/person/5anni_person_13.jpg" alt="" width="530" height="250" /></p>
<p><strong>แนะนำตัวก่อนเลยครับ</strong></p>
<p>ชื่อ ปั๊ม อายุ 19 ปีครับ ชื่อจริงชื่อ ศุภอัตถ์ จูฑะพุทธิ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขานวัตกรรมสื่อสารสังคม เอกผลิตภาพยนตร์และสื่อดิจิตัล</p>
<p><strong>เริ่มเข้ามาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไรครับ?</strong></p>
<p>ผมเข้ามาทำงานกับคิวบิกอาจจะแตกต่างจากคนอื่น ๆ อยู่หน่อยตรงที่ไม่ได้เริ่มจากการเป็นพี่เลี้ยงค่าย แต่เพราะมีเพื่อนชวนเข้ามาเป็นทีมงานค่ายเลยโดยตรง ค่ายแรกที่ทำก็คือค่าย Cubic Innovator Camp #3.2 ครับ ช่วงนั้นผมเองกำลังชอบถ่ายภาพมาก และเพื่อน ๆ ที่รู้จักก็ชอบถ่ายภาพเหมือนกัน ก็เลยชวนมาเป็นฝ่ายถ่ายภาพในงาน ตอนนั้นปั๊มก็รู้สึกสนใจ เพราะเพื่อนหลายๆ คนต่างก็บอกว่า งานสนุก ผมก็ เอ๊ะ อยากรู้ว่ามันสนุกยังไง เลยลองมาทำดู</p>
<p><strong>คิดว่าประสบการณ์ที่นี่แตกต่างกับที่อื่นอย่างไร?</strong></p>
<p>ผมเองเคยทำกิจกรรมชมรมอื่นที่โรงเรียนมาก่อนหน้านี้ แต่รู้สึกว่าที่คิวบิกฯ นี้อบอุ่นกว่าที่อื่นๆ ทุกคนดูแลห่วงใยกันและกัน และมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองและผลงานอยู่ตลอดเวลา ช่วงที่มาทำค่ายแรก ก็ได้เพื่อนๆ ช่วยสอนเทคนิกการทำสไลด์งานนำเสนอซึ่งก็เป็นประโยชน์มาก ๆ ในเวลาต่อมา</p>
<p><strong>หลังจากนั้นเราได้ทำอะไรอีกบ้าง?</strong></p>
<p>หลังจากนั้นก็มาทำค่าย Cubic ICT Fun Camp #5 ในหน้าที่ฝ่ายมัลติมีเดีย ซึ่งมีหน้าที่ต้องคอยคุมเสียง งานนี้ก็ค่อนข้างต่างจากการถ่ายภาพ เพราะเป็นงานที่พลาดไม่ได้เลย ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา ในช่วงเวลาที่น้องๆ กำลังร่วมกิจกรรม ฝ่ายกิจกรรมจะต้องพึ่งพาฝ่ายมัลติมีเดียตลอด เคยเจอปัญหาฝนตก ลำโพงดับ ซึ่งทำให้เรารู้เลยว่า บางทีเราไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะแก้ปัญหาเลยจริง ๆ แต่ก็โชคดีที่มีทั้งเพื่อนๆ และพี่ๆ ในคิวบิกฯ ที่คอยแนะนำและช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็เลยผ่านมาได้ครับ หลังจากนั้นมา ก็เรียนรู้ว่า ถ้าจะทำงานอะไร ก็ต้องทุ่มทำเต็มที่ 100% ไปเลยครับ เพื่อจะได้พัฒนาความสามารถมากพอที่จะผ่านปัญหาไปได้</p>
<p>ถัดมา ก็ได้มาทำ<a href="http://cubiccreative.org/5anni/">วีดีโอที่ระลึกครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ</a> ซึ่งผมเองก็มีโอกาสได้ทำตั้งแต่การนัดคน หาสถานที่ถ่ายทำ ก็เจอปัญหาต่างๆ ไปอีกลักษณะนึง</p>
<p><strong>คิดว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?</strong></p>
<p>ผมเองคิดว่าผมโชคดีมากที่ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามีโอกาสได้ทำงานที่แทบจะไม่ซ้ำกันเลย ตั้งแต่ถ่ายภาพ ฝ่ายเสียง แล้วก็ทำวีดีโอ ทำให้เราได้พัฒนาทักษะขึ้นไปเรื่อยๆ และการที่เราได้อยู่ในบรรยากาศที่มีคนอื่นๆ ทำงานอย่างตั้งใจและมีผลงานดีๆ ออกมาก็คอยเป็นแรงบันดาลใจให้กับเราอยู่เสมอ อย่างครั้งหนึ่งในค่าย Cubic Photo Camp #1 ที่มีมิวสิกวีดีโอของค่ายที่พี่ตี๋น้อยเป็นคนทำ เราก็รู้สึกประทับใจในผลงานของพี่เขามาก จนเป็นแรงผลักดันให้เราอยากที่จะเรียนรู้ ทำให้ตัวเองมีความสามารถ เพื่อที่จะทำผลงานดีๆ ให้ได้แบบนั้นบ้าง</p>
<p><strong>ผมชื่อปั๊ม ผมอยู่คิวบิก และได้เรียนรู้ว่าผลงานที่สุดยอด มาจากการพัฒนาทีละก้าวครับ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2011/million-things-weve-learned-13/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Cubic Diary #7 &#8211; &#8220;Grand Opening&#8221;</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2011/cubic-diary-7-grand-opening/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2011/cubic-diary-7-grand-opening/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 17 Apr 2011 13:38:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Diary]]></category>
		<category><![CDATA[elemental]]></category>
		<category><![CDATA[finance]]></category>
		<category><![CDATA[history]]></category>
		<category><![CDATA[kusfc]]></category>
		<category><![CDATA[science fair]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=525</guid>
		<description><![CDATA[(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 6 ก่อน) ในตอนนั้น เราตัดสินใจที่จะรับน้องๆ ชาวค่ายในระดับชั้นเดียวกับค่ายเยาวชนสมองแก้ว นั่นคือ ป.5 ถึง ม.2 จริงๆ เราก็มีเหตุผลประกอบเล็กน้อยนะครับ หลักๆ คือ เป็นอายุช่วงชั้นที่ห่างในระดับที่พี่ๆ ม.ปลายคุมได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่เด็กเกินกว่าที่พี่ๆ จะรับไม่ไหว และที่สำคัญที่สุด เราคิดว่า 4 ช่วงชั้น เป็นระยะห่างที่สูงที่สุดที่จะทำกิจกรรมร่วมกันแล้วมีความสุขที่สุดแล้ว คิดง่ายๆ ถ้าเราอยู่ ม.2 แค่มีเพื่อนร่วมทีม ป.5 ก็คงอยากจะตายแล้วใช่ไหมครับ? และนี่คือเหตุผลครับ ตอนนั้น ผมได้ใช้สกิลการใช้ Excel จากที่ฝึกฝนมาในช่วง ม.4 ตอนทำรับจองรูปค่าย ม.4 (สมัยนั้นยังถ่ายกล้องฟิล์มครับ) และทำบัญชีเงินจากการเป็นเหรัญญิกกีฬาสีตอน ม.5 ในการทำงบประมาณของค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 จากการคำนวณต่างๆ อย่างอลังการ (หรือเปล่า?) เราก็พบว่าน้องๆ ชาวค่ายต้องจ่ายเงินคนละ 1,800 บาท สำหรับค่ายระยะเวลา 5 วัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><!-- p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 19.0px; font: 13.0px Tahoma; color: #515151} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 19.0px; font: 13.0px Thonburi; color: #515151} span.s1 {font: 13.0px Thonburi; color: #fb9300} span.s2 {color: #fb9300} span.s3 {font: 13.0px Thonburi} span.s4 {font: 13.0px Tahoma} span.s5 {text-decoration: line-through} -->(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่าน<a title="Cubic Diary #6 – “Boundaries”" href="http://cubiccreative.org/blog/2011/cubic-diary-6-boundaries/">ตอนที่ 6</a> ก่อน)</p>
<p>ในตอนนั้น เราตัดสินใจที่จะรับน้องๆ ชาวค่ายในระดับชั้นเดียวกับค่ายเยาวชนสมองแก้ว นั่นคือ ป.5 ถึง ม.2</p>
<p>จริงๆ เราก็มีเหตุผลประกอบเล็กน้อยนะครับ หลักๆ คือ เป็นอายุช่วงชั้นที่ห่างในระดับที่พี่ๆ ม.ปลายคุมได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่เด็กเกินกว่าที่พี่ๆ จะรับไม่ไหว</p>
<p>และที่สำคัญที่สุด เราคิดว่า 4 ช่วงชั้น เป็นระยะห่างที่สูงที่สุดที่จะทำกิจกรรมร่วมกันแล้วมีความสุขที่สุดแล้ว</p>
<p>คิดง่ายๆ ถ้าเราอยู่ ม.2 แค่มีเพื่อนร่วมทีม ป.5 ก็คงอยากจะตายแล้วใช่ไหมครับ?</p>
<p>และนี่คือเหตุผลครับ</p>
<p>ตอนนั้น ผมได้ใช้สกิลการใช้ Excel จากที่ฝึกฝนมาในช่วง ม.4 ตอนทำรับจองรูปค่าย ม.4 (สมัยนั้นยังถ่ายกล้องฟิล์มครับ) และทำบัญชีเงินจากการเป็นเหรัญญิกกีฬาสีตอน ม.5 ในการทำงบประมาณของค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1</p>
<p>จากการคำนวณต่างๆ อย่างอลังการ (หรือเปล่า?) เราก็พบว่าน้องๆ ชาวค่ายต้องจ่ายเงินคนละ 1,800 บาท สำหรับค่ายระยะเวลา 5 วัน 4 คืน</p>
<p>ไม่อยากจะบอกว่า กว่าจะมาเป็น 1,800 บาทนี้ได้ มันเริ่มต้นจาก 3,500 บาท!</p>
<p>แล้วอ.สุมาลีก็บอกว่า น่าจะพยายามทำให้ตัวเลขนี้ลดน้อยลงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้กว้างที่สุด สำหรับคนที่อยากจะมาเข้าร่วมค่ายในครั้งนี้</p>
<p>ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ และตอนนั้น ผมก็ได้เสนอแนวคิดเพิ่มเติมอีกอย่างหนึ่ง</p>
<p>นั่นคือผมอยากจัดโควต้าให้กับลูกหลานพี่คนงานมาเข้าค่ายนี้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงน้องๆ ของทีมงานค่าย โดยอาจจะทำให้มันลับๆ หน่อยหรืออะไรก็ว่าไป</p>
<p>ในครั้งนั้น อ.สุมาลีไม่อนุญาต ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้เกิดความเท่าเทียม</p>
<p>ก็เป็นเหตุผลที่น่าสนใจนะครับ ซึ่งก็เป็นอะไรที่ผมมองข้ามไปในเวลานั้น</p>
<p>ในตอนนั้น ผมโคตรประทับใจในแนวคิดนี้ครับ และบอกกับตัวเองในทันทีว่า จะยึดหลักของ “ความเท่าเทียม” มาเป็นหลักสำคัญในการทำงาน ทั้งในส่วนของน้องๆ ชาวค่าย ผู้เข้าร่วม ผู้ปกครอง หรือแม้แต่ทีมงานด้วยกันเองก็ตาม แม้ในโลกที่ไม่มีอะไรที่ยุติธรรมก็ตามแต่</p>
<p>ยากนะครับ&#8230;</p>
<p>ต่อมาในส่วนของการประชาสัมพันธ์ ในยุคเริ่มแรก เรามีอยู่ไม่กี่อย่างครับ อันได้แก่โปสเตอร์แปะตามบอร์ดระดับชั้น โบร์ชัวร์แนบพร้อมกับจดหมายถึงผู้ปกครอง เสียงตามสายแบบธรรมดา แล้วก็บูธรับสมัคร</p>
<p>ในตอนนั้น ผมจำไม่ได้ครับว่า อยู่ๆ ใครเสนอขึ้นมา (หรือตัวผมเองก็ไม่ทราบ?) ว่าเราน่าจะจัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ค่ายนี้ไปในตัว เพราะกลุ่มเป้าหมายของนิทรรศการ ก็ตรงกับของค่ายอยู่แล้ว</p>
<p>และแล้ว แผนการ “นิทรรศการวิทยาศาสตร์สาธิตเกษตร ครั้งที่ 2” จึงได้เริ่มต้นขึ้น ด้วยหลักการนิทรรศการที่ไม่มีบอร์ดเหมือนเดิม ภายใต้แนวคิด “ธาตุแห่งชีวิต” โดยวางแผนไว้ว่าจะจัดในวันที่ 13 มกราคม 2547</p>
<p>ตอนนั้นผมเป็นคนคิดแนวคิดหลักนี้เองครับ ตอนนี้เวลามองย้อนกลับไปดูก็รู้สึก <del>lame</del> เฉิ่มดีนะครับ ตอนนั้นเราได้แบ่งนิทรรศการออกเป็น 4 ส่วน อันได้แก่ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยแต่ละส่วนจะมีการทดลองหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโซนนั้นๆ</p>
<p>ในส่วนของดิน จะมีการปั้นดินญี่ปุ่น ที่ตอนนั้นได้การสนับสนุนจากพี่ศิษย์เก่า เป็นแบบที่ปั้น ทิ้งไว้สักคืนแล้วมันจะแข็ง อะไรทำนองนี้</p>
<p>น้ำ แน่นอนครับ ขายไอติมหมุนๆ (อีกแล้ว) แล้วก็มีขายของเล่นพวกที่ทำฟองสบู่ แล้วก็เล่นนู้นเล่นนี้ครับ</p>
<p>ลม มีการสอนการพับจรวด มีการแข่งขันเครื่องร่อนกระดาษ (ตอนนั้นอาร์มทำถ้วยรางวัล อึ้งมากๆ ครับ สวยสุดยิด เนี้ยบสุดๆ จนไม่อยากเชื่อว่านักเรียนทำ) แล้วก็ขายชุดทำกังหันลม (ผมเอาต้นแบบมาจากกังหันลมที่ผมซื้อตอนไปแข่งที่ศรีลังกากับคนเดินเร่ขายที่ชายหาด ชอบมากครับ ซื้อมา 5 รูปี)</p>
<p>และไฟ มีการทดลองเกี่ยวกับเทียนไข แล้วก็สารเคมีต่างๆ ที่เกี่ยวกับความร้อน มีทำสบู่</p>
<p>และแน่นอนว่า มีกิจกรรมบนเวทีด้วยครับ โดยตอนนั้นผู้ที่ได้รับเกียรติเป็นพิธีกร คืออิ๊ก และโม (ไม่ใช่โมของปั้มนะครับ) ไม่อยากจะบอกว่า ตอนนั้นเองครับที่ทำให้เราค้นพบว่า อิ๊กไม่ได้เกิดมาเพื่อโม้บนเวที (แต่ก็ไม่ได้แปลว่าอิ๊กไม่มีหัวจัยย์นะครับ)</p>
<p>แน่นอนครับว่า ด้วยประสบการณ์จากการจัดครั้งแรก สำหรับครั้งที่สองนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่วุ่นวายเกินกว่าที่คิดนัก ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น จะเว้นก็แต่ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่พบได้ทั่วไป แต่ผลที่ออกมา ก็เป็นที่น่ายินดีครับ</p>
<p>อย่างน้อย ผมว่ามันมหัศจรรย์แล้ว สำหรับคนประมาณยี่สิบคน ในการทำงานประมาณหนึ่งเดือน</p>
<p>และการรับสมัครในวันแรกสำหรับค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ก็เริ่มต้นในเย็นวันนั้นเอง</p>
<p>การรับสมัคร เราจะรับสมัครผ่านซุ้มรับสมัคร บริเวณลานเงิน (หน้าศาลพระภูมิ) ในตอนเย็นเวลา 16.00 &#8211; 17.00 ทุกวัน (แน่นอนครับว่า หนุ่มๆ ต้องโดดคาบ 8 แต่ผมชอบนะครับ)</p>
<p>และเช่นเดียวกับการประชุม ในตอนนั้นผมจำได้ว่า ไม่มีวันไหน ยกเว้นวันที่สองที่มีบูธวันแรกหลังจากนิทรรศการฯ ที่เปิดซุ้มเลท (ในวันแรกมีปัญหาเรื่องโต๊ะ ไม่มีโต๊ะจะจัดซุ้ม)</p>
<p>ซึ่งซุ้มตอนนั้นของเราก็เรียบง่ายมากครับ มีแค่โบร์ชัวร์แจก พร้อมกับการให้ข้อมูลและรับสมัคร</p>
<p>ในครั้งนั้นเผื่อใครไม่ทราบ เรามีข้อกำหนดที่ประหลาดทีเดียวครับ</p>
<p>ในจำนวนชาวค่ายที่เราจะรับสูงสุด 60 คน เรากำหนดไว้ว่า จะต้องไม่มีเพศใดเพศหนึ่งเกิน 40 คน ไม่มีระดับชั้นใดระดับชั้นหนึ่งเกิน 20 คน</p>
<p>เหตุผลมีอยู่เพราะว่า เราไม่อยากให้ค่ายมีสมาชิกที่มีความ “เหมือน” กันจนเกินไปทางด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อให้บรรยากาศของค่ายมีความ “พอดี”</p>
<p>นอกจากการรับสมัครที่ซุ้มแล้ว เรายังมีการส่งใบสมัครไปที่ทางพหุภาษา ให้อ.ศันศนีย์ (ไม่แน่ใจการสะกด) เป็นคนช่วยประชาสัมพันธ์ และรับสมัครด้วย</p>
<p>ผลคือ ในครั้งนั้นเราได้มีสมาชิกจากโครงการพหุฯ มาเข้าร่วมกับพวกเราเป็นครั้งแรกครับ</p>
<p>และเผื่อใครไม่ทราบ&#8230; ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ยังคงเป็นค่ายในซีรีส์ KUSFC ค่ายแรก และค่ายเดียว ที่มีสมาชิกที่ไม่ได้เป็นนักเรียนโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ</p>
<p>ในค่ายครั้งนั้น เรามีสมาชิก 1 คน เป็นนักเรียนจากโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ กำแพงแสน (ซึ่งในทางเทคนิกแล้ว ถือว่าไม่เกี่ยวใดๆ กับโรงเรียนเรา)</p>
<p>จริงๆ ในตอนแรกผมได้เคยเกริ่นกับอ.สุมาลีว่า เราน่าจะให้นักเรียนสาธิตเกษตรฯ กำแพงแสนมาเข้าร่วมด้วย แต่ได้รับการปฏิเสธ เนื่องจากว่าในเชิงของการบริหารงานแล้ว ไม่ถือว่าเป็นโรงเรียนเดียวกัน หรือเกี่ยวข้องกันโดนสิ้นเชิง</p>
<p>แต่อยู่ๆ หลังจากที่เรามีการประชาสัมพันธ์บนหน้าเว็บไซต์ม.เกษตร (<a href="http://www.ku.ac.th/">http://www.ku.ac.th</a>) ก็มีผู้ปกครองที่ทำงานอยู่ในม.เกษตร แล้วลูกอยู่กำแพงแสน ติดต่อผมเข้ามา</p>
<p>ผมขออนุญาตอ.สุมาลี เป็นกรณีพิเศษ และท่านอ.สุมาลีก็ให้ (ตอนนั้นจำไม่ได้ว่า เต็มใจให้แค่ไหน หรือใช้เหตุผลอะไรอ้างเหมือนกัน)</p>
<p>และจากเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งปวง ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 จึงมียอดผู้สมัครทั้งสิ้น 39 คน (จากที่ตั้งเป้าไว้ 60 คน) ตอนนั้นก็ยอมรับนะครับว่าทรุดพอดู แอบห่วงเรื่องงบประมาณ แต่ก็ไม่รู้สึกว่าหนักหนาอะไร เพราะ 39 คนก็คงจัดได้อยู่สบายๆ</p>
<p>และเมื่อจำนวนคนลดลง ก็แน่นอนครับว่า เราคงต้องปรับเปลี่ยนแผนการอะไรหลายๆ อย่างพอดูทีเดียว</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ส่วนแถม 1:</strong></p>
<p><!-- p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 19.0px; font: 12.0px 'Helvetica Neue'; color: #515151} span.s1 {font: 12.0px Thonburi} --><a rel="attachment wp-att-527" href="http://cubiccreative.org/blog/2011/cubic-diary-7-grand-opening/p1130640_resize/"><img class="alignright size-medium wp-image-527" title="P1130640_resize" src="http://cubiccreative.org/blog/wp-content/uploads/2011/04/P1130640_resize-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a>ภาพนี้ถ่ายจากงานนิทรรศการวิทยาศาสตร์สาธิตเกษตร ครั้งที่ 2 เมื่อวันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2547 โดยในภาพเป็นอิ๊ก (ซ้าย) และโม (ขวา) เป็นพิธีกรกิจกรรมบนเวที กำลังสัมภาษณ์ผม (กลาง) เกี่ยวกับเรื่องของค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1</p>
<p>หลังจากที่โมได้เข้าศึกษาต่อที่คณะบัญชีฯ จุฬาฯ เมื่อปี 48 โมก็แทบไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมใดๆ ของคิวบิกครีเอทีฟอีกเลย ถึงกระนั้นในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ด้วยประสบการณ์จากการเป็นนายกสโมสรอินเตอร์แรคท์ของโม ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้คิวบิกครีเอทีฟในยุคเริ่มแรกผ่านพ้นมาได้เช่นเดียวกัน</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ส่วนแถม 2:</strong></p>
<p><!-- p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 19.0px; font: 12.0px Thonburi; color: #515151} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 19.0px; font: 12.0px 'Helvetica Neue'; color: #515151} span.s1 {font: 12.0px 'Helvetica Neue'} span.s2 {font: 12.0px Thonburi} -->มีหลายอย่างนะครับที่ตอนนั้นอ.สุมาลีให้ทำ/ไม่ให้ทำ</p>
<p>และหลายๆ อย่างก็เปลี่ยนไปมาก ซึ่งผมคงจะกล่าวถึงเมื่อถึงเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้น</p>
<p>แต่หนึ่งเรื่องราวในค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ซึ่งผมเคยคุยกับอ.สุมาลีนานแสนนานในช่วงเตรียมค่าย คือไอเดียเกี่ยวกับการมีเค้กวันเกิดให้กับชาวค่ายและทีมงานที่เกิดในช่วงค่าย</p>
<p>ไอเดียนี้ผมเอามาจากค่ายสมองแก้วดื้อๆ แล้วเอามาเสนออ.สุมาลี แต่โดนปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการสนับสนุนภาพของวัตถุนิยม (อ.สุมาลีบอกว่า ไม่ชอบเรื่องการให้ของขวัญ) จนเป็นเหตุให้ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ไม่มีการฉลองวันเกิดใดๆ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การฉลองวันเกิดก็มีขึ้นครั้งแรก 2 เดือนหลังจากนั้น ในค่ายเยาวชนไทย ก้าวไกลไปกับไอซีที ครั้งที่ 1 โดยเป็นการวางแผนโดยป่าน และก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันในทุกๆ ค่าย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ส่วนแถม 3:</strong></p>
<p><!-- p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 19.0px; font: 12.0px 'Helvetica Neue'; color: #515151} span.s1 {font: 12.0px Thonburi} -->รายชื่อผู้ที่เข้าค่าย KUSFC1 และปัจจุบันเป็นสมาชิก/อดีตสมาชิกของ KUSAC และ/หรือคิวบิกครีเอทีฟ ได้แก่</p>
<p>สีแดง: ยู้ จุ๊บแจง ไอด์<br />
สีเหลือง: โจ้ ข้าวฟ่าง ชาร์ป<br />
สีเขียว: พิม<br />
สีฟ้า: ฝ้าย<br />
สีส้ม: (ไม่มี)</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ส่วนแถม 4:</strong></p>
<p><!-- p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 19.0px; font: 12.0px 'Helvetica Neue'; color: #515151} span.s1 {font: 12.0px Thonburi} --><a rel="attachment wp-att-528" href="http://cubiccreative.org/blog/2011/cubic-diary-7-grand-opening/shapeimage_2/"><img class="alignright size-full wp-image-528" title="shapeimage_2" src="http://cubiccreative.org/blog/wp-content/uploads/2011/04/shapeimage_2.png" alt="" width="222" height="176" /></a>น้องนาย (กลาง) สมาชิกเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้เป็นนักเรียนโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2011/cubic-diary-7-grand-opening/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Cubic Diary #6 &#8211; &#8220;Boundaries&#8221;</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2011/cubic-diary-6-boundaries/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2011/cubic-diary-6-boundaries/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 13 Apr 2011 15:22:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Diary]]></category>
		<category><![CDATA[history]]></category>
		<category><![CDATA[meeting]]></category>
		<category><![CDATA[time]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=516</guid>
		<description><![CDATA[(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 5 ก่อน) เวลาการดำเนินงานก็ผ่านมาเรื่อยๆ ครับ จากสิงหาคม เป็นกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน มาเรื่อยๆ&#8230; เราจะมีการประชุมในทุกๆ สัปดาห์ ในวันจันทร์ ที่แล็ปชีวะ ผมคิดว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่า การที่ให้สมาชิกทุกคนในทีมได้เห็นความคืบหน้าในทุกๆ ด้านไปพร้อมๆ กัน การประชุม หลักๆ จึงเป็นเหมือนกับการให้ทุกคนได้เห็นภาพที่เราเดินไปข้างหน้าไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุด ผมคิดว่าเป็นความรู้สึกที่ดีนะครับ (แต่ตอนนั้นก็อาจจะมีคนไม่เห็นด้วยกับผมก็ได้) ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเป็นคนที่ออกจะเข้มเรื่องการประชุมทีเดียวครับ ในทุกๆ วันจันทร์ ผมจะมีเรียนชีวะตอนคาบ 4 ที่ห้องชีวะ ผมจะใช้เวลานี้ในการคิดเตรียมวาระการประชุม เมื่อเรียนเสร็จ ผมจะรีบไปทานข้าวให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาประมาณ 12.15 หลังจากนั้น จะใช้เวลาประมาณสิบนาที ในการเดินไปเดินมาในแต่ละระดับ เพื่อเตือนทุกคนที่เดินผ่านเจอว่าให้ไปประชุมด้วยนะ 12.25 คือเวลาที่ผมใช้ในการนัดประชุมทุกครั้ง และ 12.30 คือเวลาที่ทุกคนต้องมาครบ และทุกคน ต้องมาครบจริงๆ ครับ และส่วนมากก็จะมาครบภายใน 12.30 กัน โดยเฉพาะพวกม.6 จะรักษาเวลากันดีสุดๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><!-- p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 19.0px; font: 13.0px Tahoma; color: #515151} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 19.0px; font: 13.0px Thonburi; color: #515151} span.s1 {font: 13.0px Thonburi; color: #fb9300} span.s2 {color: #fb9300} span.s3 {font: 13.0px Tahoma} span.s4 {font: 13.0px Thonburi} -->(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่าน<a href="http://cubiccreative.org/blog/2009/cubic-diary-5-synergy/">ตอนที่ 5</a> ก่อน)</p>
<p>เวลาการดำเนินงานก็ผ่านมาเรื่อยๆ ครับ</p>
<p>จากสิงหาคม เป็นกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน มาเรื่อยๆ&#8230;</p>
<p>เราจะมีการประชุมในทุกๆ สัปดาห์ ในวันจันทร์ ที่แล็ปชีวะ</p>
<p>ผมคิดว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่า การที่ให้สมาชิกทุกคนในทีมได้เห็นความคืบหน้าในทุกๆ ด้านไปพร้อมๆ กัน</p>
<p>การประชุม หลักๆ จึงเป็นเหมือนกับการให้ทุกคนได้เห็นภาพที่เราเดินไปข้างหน้าไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุด</p>
<p>ผมคิดว่าเป็นความรู้สึกที่ดีนะครับ (แต่ตอนนั้นก็อาจจะมีคนไม่เห็นด้วยกับผมก็ได้)</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเป็นคนที่ออกจะเข้มเรื่องการประชุมทีเดียวครับ</p>
<p>ในทุกๆ วันจันทร์ ผมจะมีเรียนชีวะตอนคาบ 4 ที่ห้องชีวะ ผมจะใช้เวลานี้ในการคิดเตรียมวาระการประชุม</p>
<p>เมื่อเรียนเสร็จ ผมจะรีบไปทานข้าวให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาประมาณ 12.15</p>
<p>หลังจากนั้น จะใช้เวลาประมาณสิบนาที ในการเดินไปเดินมาในแต่ละระดับ เพื่อเตือนทุกคนที่เดินผ่านเจอว่าให้ไปประชุมด้วยนะ</p>
<p>12.25 คือเวลาที่ผมใช้ในการนัดประชุมทุกครั้ง และ 12.30 คือเวลาที่ทุกคนต้องมาครบ</p>
<p>และทุกคน ต้องมาครบจริงๆ ครับ และส่วนมากก็จะมาครบภายใน 12.30 กัน โดยเฉพาะพวกม.6 จะรักษาเวลากันดีสุดๆ เพราะผมจะย้ำกับกลุ่มนี้เสมอว่า เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้องๆ</p>
<p>เคยมีครั้งหนึ่ง อยู่ๆ อิ๊กกับแก้วก็ไม่มาประชุม โดยที่ผมไม่ทราบก่อน ผมเดินลงไปตามหา พบแก้วกับอิ๊กกำลังนั่งทำงานภาษาอังกฤษอยู่ ตอนนั้นผมฉุนขาด ระเบิดอารมณ์กลางห้อง ม.4/1 ใส่อิ๊กกับแก้ว ทั้งห้องหันมามอง รวมถึงอ.สุวรรณาที่นั่งทำหน้างงๆ อยู่หลังห้องด้วย</p>
<p>น่ากลัวทีเดียวใช่ไหมครับ?</p>
<p>ตอนนั้นผมให้เหตุผลกับอิ๊กกับแก้วว่า ถึงงานจะต้องส่งตอนบ่าย แต่อิ๊กกับแก้วก็รู้ก่อนหน้าเป็นวันๆ แล้วว่างานต้องส่ง และตอนกลางวันมีประชุม แปลว่าอิ๊กกับแก้วก็ควรจะต้องวางแผนก่อนแล้วว่ากลางวันไม่ว่าง ต้องเอาเวลาอื่นไปใช้ทำงานภาษาอังกฤษ</p>
<p>ผมไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าตอนนั้นอิ๊กกับแก้วจะเข้าใจหรือเปล่า หรืออาจจะต่อต้านเพราะผมประจานความผิดนี้ต่อหน้าทุกคน (นอกกลุ่มอีกต่างหาก) มากกว่า (ซึ่งก็ยอมรับว่าในสมัยนั้นยังไม่ตระหนักถึงข้อนี้เท่าไหร่)</p>
<p>และเคยมีอีกครั้งหนึ่งครับ ที่เป็นบ้าอะไรไม่รู้ อยู่ๆ ทุกคนก็มาสายกันสุดๆ โดยไม่ได้นัดหมาย</p>
<p>ผมรอจนถึงประมาณ 12.40 จนทนไม่ไหว ก็ระเบิดขึ้นมากลางห้องชีวะ บอกว่านัดประชุมอีกทีพรุ่งนี้ (วันอังคาร) เวลาเดิม (12.25) ถ้าใครไม่มาก็ไม่ต้องทำแล้วค่าย แล้วก็เดินออกไปเลย</p>
<p>วันรุ่งขึ้น ผมขึ้นมาห้องชีวะตอนประมาณ 12.20 พบว่าทุกคนอยู่ในห้องเรียบร้อยแล้ว ยอดเยี่ยมจริงๆ ครับ&#8230;</p>
<p>ยุคนั้นคงเรียกได้ว่า เป็นยุคที่คิวบิก (แม้ว่าจะยังไม่ได้เป็นคิวบิก) มีระเบียบวินัยและรักษาเวลากันมากที่สุดแล้ว</p>
<p>จริงๆ ก็ยังเป็นปริศนานะครับว่า ความโหดของผู้นำ ระดับไหนถึงจะพอ?</p>
<p>ผมรู้สึกได้นะครับว่าช่วงนั้น เรทติ้งของผมก็ไม่ได้ป๊อปปูลาร์นักในบางกลุ่ม</p>
<p>แต่พอเวลาผ่านไป กับคนที่รับไม่ได้ก็จะค่อยๆ หายไป เหลือแต่คนที่เข้าใจ หรือยังอยู่ด้วยเหตุผลบางอย่าง</p>
<p>ธีรัชเคยสารภาพกับผมครับว่า ก่อนหน้าช่วงจัดค่ายฟันแคมป์ ธีรัชเป็นหนึ่งในคนที่แทบจะจุดธูปสาบแช่งผมอยู่ทุกๆ วัน เพราะความบ้าดีเดือดของผม</p>
<p>ตอบยากนะครับ ว่าผมควรจะรู้สึกดีหรือแย่ดีที่ธีรัชเค้ามาบอกแบบนี้กับผมตรงๆ ฮา&#8230;</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตาม ภาพของการประชุมทุกสัปดาห์ที่ไม่มีใครมาเลท มันทำให้การดำเนินงานต่างๆ เป็นไปได้อย่างราบรื่น และทุกคนรู้สึกว่าเป็น “ทีม” เดียวกันอย่างแท้จริง ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ผมชอบที่สุด</p>
<p>และคิดว่าเป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำให้ทีมงานในยุคแรกๆ รู้สึกผูกพันกันมากทีเดียว</p>
<p>หลังจากการเตรียมการต่างๆ มากมาย และแล้วก็ใกล้ถึงเวลาที่เราจะต้องเปิดตัว ประชาสัมพันธ์ และรับสมัครน้องๆ เสียทีครับ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ส่วนแถม #1</strong></p>
<p><!-- p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 19.0px; font: 12.0px 'Helvetica Neue'; color: #515151} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 19.0px; font: 12.0px Thonburi; color: #515151} span.s1 {font: 12.0px Thonburi} span.s2 {font: 12.0px 'Helvetica Neue'} -->ห้องประชุมวิชาการวิจัยที่สาธิตเกษตร เป็นห้องที่คิวบิกใช้ประชุมเยอะมากในยุค 2-3 ปีแรก และทุกครั้งที่เก้าอี้พัง โรงเรียนจะโทษเรา ตอนนั้นโคตรเซ็งครับ แต่ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเราก็ใช้ห้องกันบ้าระห่ำจริงๆ ครับ ฮา&#8230;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ส่วนแถม #2</strong></p>
<p><!-- p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 19.0px; font: 12.0px 'Helvetica Neue'; color: #515151} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 19.0px; font: 12.0px Thonburi; color: #515151} span.s1 {font: 12.0px Thonburi} span.s2 {font: 12.0px 'Helvetica Neue'} -->ในยุคสองสามปีแรกของคิวบิกครีเอทีฟ เป็นยุคที่การประชุมจะมีขึ้นแทบทุกสัปดาห์ และตรงต่อเวลามากๆ อย่างไรก็ตามดีกรีความตรงต่อเวลาก็น้อยลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา</p>
<p>ยังเป็นปริศนาครับ สำหรับเหตุผล</p>
<p>แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่สรุปได้ทันทีนะครับ ว่าการไม่ตรงต่อเวลานี้ มีผลดีผลเสียอย่างไร? (อาจจะดีก็ได้?) และถ้าสังเกต จะมีแค่ปีแรกเท่านั้นที่นัดเร็วถึง 12.25 นอกเหนือจากนั้นมักจะเป็น 12.35 แทน แต่ในยุคแรกๆ การประชุมมักจะเลิกภายในประมาณ 12.45 ~ 12.50</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2011/cubic-diary-6-boundaries/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คิวบิก + เมจิก</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2011/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2011/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Mar 2011 15:26:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[attitute]]></category>
		<category><![CDATA[cubic]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<category><![CDATA[magic]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=505</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อสักราวๆ สองสามปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก และก็ได้มีโอกาสได้ไปเที่ยว Tokyo Disney Resort ซึ่งถือได้ว่าเป็นสวนสนุกในกลุ่ม Disney ที่แรกที่ผมมีโอกาสได้ไป ในครั้งนั้นเองผมมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าต้องการจะไปเที่ยวสวนสนุกล้วนๆ แผนการเที่ยวของผมจึงมีแต่การแวะสวนสนุกต่างๆ เกือบทั้งหมดที่อยู่ครึ่งตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น (เอาโตเกียวเป็นตัวแบ่ง) สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้จากการเที่ยวสวนสนุกแบบมาราธอนในครั้งนั้น คือ Tokyo Disney Resort เป็นสถานที่เดียวที่สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผมได้อย่างแปลกประหลาดตั้งแต่ย่างก้าวเข้าไปในตอนเช้าจนขาออกในตอนค่ำได้อย่างที่สวนสนุกอื่นๆ อย่าง Universal Studio Osaka หรือ Fuji-Q Highland ไม่มีทางทำได้ แม้ว่าจะมีเครื่องเล่นที่เร้าใจหรือทันสมัยกว่าแค่ไหนก็ตาม และเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์อีก ที่ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยว Walt Disney World Resort ที่ฟลอริดาเมื่อปีที่แล้ว และบรรยากาศความสุขที่ผมได้รับจาก Tokyo Disney Resort ช่างละม้ายคล้ายกัน และยังแตกต่างกับสวนสนุกอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียงที่ผมมีโอกาสได้ไป ผมคิดว่าหลายๆ คนที่เคยไปสถานที่เหล่านี้ น่าจะพอนึกบรรยากาศความรู้สึกนี้ออก และความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันในนามว่า Disney Magic ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะคนคุมเครื่องเล่นทุกคนที่ยิ้มและ over-acting แสดงออกอย่างเวอร์ๆ อยู่ตลอด หรือจะเป็นเพราะการตกแต่งสถานที่อย่างละเมียดละไม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อสักราวๆ สองสามปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก และก็ได้มีโอกาสได้ไปเที่ยว Tokyo Disney Resort ซึ่งถือได้ว่าเป็นสวนสนุกในกลุ่ม Disney ที่แรกที่ผมมีโอกาสได้ไป</p>
<p>ในครั้งนั้นเองผมมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าต้องการจะไปเที่ยวสวนสนุกล้วนๆ แผนการเที่ยวของผมจึงมีแต่การแวะสวนสนุกต่างๆ เกือบทั้งหมดที่อยู่ครึ่งตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น (เอาโตเกียวเป็นตัวแบ่ง) สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้จากการเที่ยวสวนสนุกแบบมาราธอนในครั้งนั้น คือ Tokyo Disney Resort เป็นสถานที่เดียวที่สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผมได้อย่างแปลกประหลาดตั้งแต่ย่างก้าวเข้าไปในตอนเช้าจนขาออกในตอนค่ำได้อย่างที่สวนสนุกอื่นๆ อย่าง Universal Studio Osaka หรือ Fuji-Q Highland ไม่มีทางทำได้ แม้ว่าจะมีเครื่องเล่นที่เร้าใจหรือทันสมัยกว่าแค่ไหนก็ตาม</p>
<p>และเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์อีก ที่ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยว Walt Disney World Resort ที่ฟลอริดาเมื่อปีที่แล้ว และบรรยากาศความสุขที่ผมได้รับจาก Tokyo Disney Resort ช่างละม้ายคล้ายกัน และยังแตกต่างกับสวนสนุกอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียงที่ผมมีโอกาสได้ไป</p>
<p>ผมคิดว่าหลายๆ คนที่เคยไปสถานที่เหล่านี้ น่าจะพอนึกบรรยากาศความรู้สึกนี้ออก และความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันในนามว่า Disney Magic</p>
<p>ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะคนคุมเครื่องเล่นทุกคนที่ยิ้มและ <del datetime="2011-03-21T15:06:00+00:00">over-acting</del> แสดงออกอย่างเวอร์ๆ อยู่ตลอด หรือจะเป็นเพราะการตกแต่งสถานที่อย่างละเมียดละไม การบรรจงหากิจกรรมหรือการแสดงไปยังหลายๆ จุด ขบวนพาเหรดที่แสนสนุกสนานและดอกไม้ไฟสุดอลังการ หรือเพราะการที่พนักงานกวาดพื้นเดินเข้ามาถามผมว่าหาอะไรอยู่อย่างยิ้มแย้ม แค่เพราะผมกำลังยืนกางแผนที่อยู่กลางถนน</p>
<p>ผมรู้แค่เพียงว่ามันมีเวทย์มนต์บางอย่างที่สะกดใจทุกคนที่ผ่านเข้าไป ณ ที่แห่งนั้นได้อย่างที่ไม่มีสวนสนุกไหนทำได้</p>
<p>&#8230;</p>
<p>ผมเพิ่งกลับจากการทำงานค่าย MICT Digital Youth Camp 2011 (ชมภาพ/วีดีโอได้ที่หน้า <a href="http://www.facebook.com/cubiccreative">Facebook ของคิวบิกครีเอทีฟ</a>) ซึ่งเป็นกิจกรรมของกระทรวงไอซีทีฯ โดยทีมงานของคิวบิกครีเอทีฟได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานค่ายเป็นหลัก ผมได้ยินมาว่า มีคนจากกระทรวงคนหนึ่งที่มาสังเกตการณ์ บอกว่าเขาไม่เคยให้เอกชนที่ไหนจัดกิจกรรมให้กับน้องๆ แล้วทำให้น้องๆ มีความสดใส มีรอยยิ้ม มีความกระตือรือร้น และสามารถสร้างผลงานดีๆ ได้ในระยะเวลาอันสั้นขนาดนี้มาก่อน</p>
<p>ผมเองก็ไม่ทราบ ว่าเป็นเพราะพี่เลี้ยงที่ทุ่มเททุกลมหายใจให้กับน้องๆ ค่าย หรือจะเป็นเพราะทีมกิจกรรมที่ละเมียดละไมคิดกิจกรรมและการเรียนการสอนอย่างตั้งใจ ทีมสันทนาการที่เล่นกับน้องๆ ตลอดเวลา น้ำหวานและขนมของว่างแสนอร่อยที่มีให้เลือกเยอะแยะ ทีมงานที่ประกอบด้วยคนจากหลากหลายสถาบัน องค์กร สาขาวิชา สาขาอาชีพ ไปจนความคิดและความเชื่อ หรือแค่เพราะคอนเสิร์ตสุดมันในคืนสุดท้ายของค่าย</p>
<p>ผมรู้แค่ว่ามันมีเวทย์มนตร์บางอย่างที่สะกดใจทุกชีวิตที่มีโอกาสผ่านเข้ามาในค่ายของคิวบิกครีเอทีฟ อย่างที่ไม่มีใครที่ไหนจะทำได้อย่างนี้</p>
<p>&#8230;</p>
<p>ปีที่แล้ว ผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า <a href="http://cubiccreative.org/blog/2010/%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%81-%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81/">คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่คำว่าคิวบิก คล้องจองกับคำว่ามิวสิก</a> ตอนนี้ผมเองก็คงต้องบอกว่า&#8230;</p>
<p><strong>หรือมันอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ? ที่ “คิวบิก” กับ “เมจิก” มันคล้องจองกัน</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2011/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>That Rock</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2011/that-rock/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2011/that-rock/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Mar 2011 16:35:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[attitude]]></category>
		<category><![CDATA[camp]]></category>
		<category><![CDATA[work]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=500</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้เองผมได้มีโอกาสกลับมาทำงานค่ายอีกครั้ง ในรอบนี้เป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสได้จัดกิจกรรมให้กับน้องถึง 200 คน ซึ่งในการทำค่ายระดับนี้ ก็แน่นอนว่าต้องมีทีมงานเป็นจำนวนมากกว่าเดิมกว่าที่เคยทำมาเยอะพอสมควร อย่างน้อยแค่พี่เลี้ยงเองก็ 40 คนเข้าไปแล้ว ก็นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่อยู่เหมือนกัน แต่อย่างหนึ่งที่คงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับผมเท่าไหร่ และก็เริ่มเกิดขึ้นในบรรยากาศการทำงานของผมในช่วงวันสองวันที่ผ่านมานี้แล้ว คือบรรยากาศที่คนทำงานเริ่มมีการบ่นถึงความหงุดหงิดรำคาญใจที่มีต่อการทำงานหรือการกระทำต่างๆ ของผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ที่คงจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่มีอยู่ทั่วไปบนโลกใบนี้ ผมเองถึงจะไม่กล้าพูดมากว่ามีประสบการณ์อย่างโชกโชน แต่ตลอดการทำงานในช่วงระยะเวลาเกือบ 8 ปี ณ ที่แห่งนี้ ก็คงต้องผ่านอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ มาไม่น้อย ด้วยความที่เป็นคนที่ค่อนข้างจุกจิกในรายละเอียดต่างๆ ในการทำงาน การกระทำต่างๆ ของบุคคลรอบตัวจึงจะดูขวางหูขวางตาไปเสียหมดเมื่อมันไม่เป็นอย่างใจ ในเริ่มแรกเองผมก็หงุดหงิดและเกรี้ยวกราดกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ใครที่อยู่กับผมมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกก็น่าจะนึกภาพออก แต่สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คือความหงุดหงิดใจเหล่านั้นเป็นพิษร้ายที่นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แล้ว ยังบั่นทอนจิตใจทั้งของเราเอง ผู้ร่วมงาน จนลามไปถึงการบั่นทอนตัวชิ้นงานที่เราต้องรับผิดชอบไปเสียด้วยซ้ำ การที่เราหงุดหงิดใจ มันไม่ได้แก้ปัญหานั้นๆ ให้หายไปได้เลย เพราะเจ้าตัวที่ก่อความรำคาญใจให้เรา ก็คงไม่มีวันรู้ว่าเราหงุดหงิดใจกับการกระทำของเขา และต่อให้เขารู้ ก็ใช่ว่าเขาจะสามารถแก้ไขมันให้ตรงใจเราได้ แม้ว่าเขาจะพยายามก็ตาม ใจเขาใจเรา ใครจะไปถูกใจใครได้เสียหมด? ถึงทำอย่างหนึ่งถูกใจใคร ก็คงไปขวางหูขวางตาใครอีกคนอยู่ดี สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ และควรจะกระทำหากมันใช่เรื่องใช่หน้าที่ของเรา คือการบอกคนๆ นั้นอย่างตรงไปตรงมา ผมไม่เชื่อว่าในโลกนี้ จะมีใครที่ตั้งใจที่จะทำตัวให้คนอื่นหงุดหงิดรำคาญใจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้เองผมได้มีโอกาสกลับมาทำงานค่ายอีกครั้ง ในรอบนี้เป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสได้จัดกิจกรรมให้กับน้องถึง 200 คน ซึ่งในการทำค่ายระดับนี้ ก็แน่นอนว่าต้องมีทีมงานเป็นจำนวนมากกว่าเดิมกว่าที่เคยทำมาเยอะพอสมควร อย่างน้อยแค่พี่เลี้ยงเองก็ 40 คนเข้าไปแล้ว ก็นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่อยู่เหมือนกัน</p>
<p>แต่อย่างหนึ่งที่คงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับผมเท่าไหร่ และก็เริ่มเกิดขึ้นในบรรยากาศการทำงานของผมในช่วงวันสองวันที่ผ่านมานี้แล้ว คือบรรยากาศที่คนทำงานเริ่มมีการบ่นถึงความหงุดหงิดรำคาญใจที่มีต่อการทำงานหรือการกระทำต่างๆ ของผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ที่คงจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่มีอยู่ทั่วไปบนโลกใบนี้</p>
<p>ผมเองถึงจะไม่กล้าพูดมากว่ามีประสบการณ์อย่างโชกโชน แต่ตลอดการทำงานในช่วงระยะเวลาเกือบ 8 ปี ณ ที่แห่งนี้ ก็คงต้องผ่านอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ มาไม่น้อย ด้วยความที่เป็นคนที่ค่อนข้างจุกจิกในรายละเอียดต่างๆ ในการทำงาน การกระทำต่างๆ ของบุคคลรอบตัวจึงจะดูขวางหูขวางตาไปเสียหมดเมื่อมันไม่เป็นอย่างใจ ในเริ่มแรกเองผมก็หงุดหงิดและเกรี้ยวกราดกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ใครที่อยู่กับผมมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกก็น่าจะนึกภาพออก</p>
<p>แต่สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คือความหงุดหงิดใจเหล่านั้นเป็นพิษร้ายที่นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แล้ว ยังบั่นทอนจิตใจทั้งของเราเอง ผู้ร่วมงาน จนลามไปถึงการบั่นทอนตัวชิ้นงานที่เราต้องรับผิดชอบไปเสียด้วยซ้ำ การที่เราหงุดหงิดใจ มันไม่ได้แก้ปัญหานั้นๆ ให้หายไปได้เลย เพราะเจ้าตัวที่ก่อความรำคาญใจให้เรา ก็คงไม่มีวันรู้ว่าเราหงุดหงิดใจกับการกระทำของเขา และต่อให้เขารู้ ก็ใช่ว่าเขาจะสามารถแก้ไขมันให้ตรงใจเราได้ แม้ว่าเขาจะพยายามก็ตาม <a href="http://masathathongpan.wordpress.com/2010/09/15/%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2/">ใจเขาใจเรา</a> ใครจะไปถูกใจใครได้เสียหมด? ถึงทำอย่างหนึ่งถูกใจใคร ก็คงไปขวางหูขวางตาใครอีกคนอยู่ดี</p>
<p>สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ และควรจะกระทำหากมันใช่เรื่องใช่หน้าที่ของเรา คือการบอกคนๆ นั้นอย่างตรงไปตรงมา ผมไม่เชื่อว่าในโลกนี้ จะมีใครที่ตั้งใจที่จะทำตัวให้คนอื่นหงุดหงิดรำคาญใจ หรือตั้งใจที่จะทำงานให้มันแย่อยู่แล้ว การที่เขาได้รู้ว่าเราคิดอย่างไร อย่างน้อยเป็นข้อมูลให้เขาเองได้พิจารณาว่า เขาควรจะปรับจะแก้การทำงานหรือการกระทำของเขาอย่างไร เพราะหากเป็นผมเอง ก็คงคาดหวังให้คนอื่นทำเช่นนั้น</p>
<p>แต่แน่นอนว่า ทุกคนก็อาจไม่สามารถทำตามดั่งใจเราได้ อาจด้วยเหตุเพราะเขาทำไม่ได้จริงๆ หรือเพราะเขาไม่ได้เห็นด้วยกับเหตุและผลของเรา การยึดในหลักที่ว่าไม่มีใครอยากทำตัวแย่ และพยายามมองหาจุดดีๆ ในตัวเขาให้เจอ ก็ทำให้เราสบายใจขึ้นได้มากโข ผมพบว่า ทุกครั้งที่เรามองคนแย่ๆ อย่างตั้งใจและปราศจากอคติ เราจะเห็นสิ่งที่ดีงามในตัวเขาเสมอ และหากเราอยู่ในจุดที่สามารถปรับสามารถแก้อะไรได้ เราก็จะเรียนรู้ได้ชัดเจนขึ้นว่า คนๆ นี้เหมาะหรือไม่เหมาะกับอะไร และเขาควรที่จะอยู่ในจุดไหนของงานในอนาคต</p>
<p>ผมพบว่า การปรับจิตใจของเรานั้น มันง่ายดายกว่าการไปเปลี่ยนคนอื่นเสียมาก และสุดท้ายคนที่จะเป็นสุขก็คือเรา เพราะความทุกข์นั้นมันอยู่ในใจเราเอง ไม่ได้ไปกระเด็นกระดอนให้เจ้าตัวได้เดือดร้อนแต่ประการใด</p>
<p><strong>จะกำ<a href="http://www.youtube.com/watch?v=d9D2y-CF1Xo">ก้อนหินก้อนนั้น</a>ไว้ทำไมกัน?</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2011/that-rock/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Shortcut</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/shortcut/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/shortcut/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Nov 2010 08:35:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[education]]></category>
		<category><![CDATA[examination]]></category>
		<category><![CDATA[thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=493</guid>
		<description><![CDATA[พอดีช่วงนี้ผมได้มีโอกาสทำงานโครงการของกระทรวงไอซีที ที่เป็นการออกตระเวนจัดกิจกรรมให้กับน้องๆ ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ จริงๆ แล้วงานในลักษณะนี้ผมก็เคยได้ทำอยู่เรื่อยๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ที่มีโครงการ Cubic Robocode Camp On-tour ก็ทำให้ได้มีโอกาสเห็นสภาพของนักเรียนในพื้นที่อื่นๆ นอกรั้วเขียวม่วงอย่างที่ผมเคยได้รับมามากขึ้น และยิ่งทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจกับสภาพของการศึกษาไทยมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากปัญหาในการเข้าถึงเทคโนโลยี และการใช้ภาษาอังกฤษที่ผมคิดว่ามันค่อนข้างจะเห็นอยู่อย่างชัดเจนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมว่าน่ากลัวคือความสามารถในการคิด และมุมมองที่มีต่อการเรียนรู้ของตนเอง ผมไม่แน่ใจมากนักว่าสภาพในชั้นเรียนจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร แต่ดูเหมือนนักเรียนส่วนใหญ่จะค่อนข้างมองการเรียนรู้ต่างๆ เป็นเส้นตรง การเรียนรู้คือการรับข้อมูลเข้ามาบันทึกไว้ในสมองของตนเอง ดังนั้นนักเรียนส่วนใหญ่จึงมักจะสับสน และค่อนข้างว้าวุ่นเมื่อเรามีกิจกรรมต่างๆ ให้น้องได้ลองคิด ลองทำ ลองแก้ปัญหาด้วยตัวเอง น้องส่วนใหญ่จะคาดหวังให้เราบอกน้องอย่างชัดเจนว่าเขาต้องทำอะไรเป็นขั้นตอนอย่างไร มากกว่าที่จะลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ลักษณะนี้ก็คงก็คล้ายๆ กับภาพการเรียนในห้องเรียนทั่วไป ที่มีใบงานหรือการทดลองอะไรที่เป็นขั้นเป็นตอนให้นักเรียนได้ทำตาม และมีผลอะไรก็เขียนใส่ใบงานไป ซึ่งจริงๆ แล้วก็พูดยากว่านักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากกระบวนการดังกล่าวนี้ อีกเหตุการณ์ที่ผมทำให้ผมรู้สึกวิตกมาก คือเมื่อเราให้น้องได้ลองทำกิจกรรมหนึ่งที่น้องจะต้องพยายามลองผิดลองถูกเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องมาให้ได้ และน้องเลือกที่จะ &#8220;ลอก&#8221; คำตอบจากเพื่อนคนอื่นๆ มาตอบ ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนภาพบางอย่างที่น่ากลัว แม้ว่ากิจกรรมนี้เราจะให้น้องลองทำเพื่อให้น้องได้คิด แต่ในมุมของน้อง &#8220;คำตอบ&#8221; และ &#8220;การวัดผล&#8221; ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พวกเขาจึงเลือกที่จะมองข้ามกระบวนการเรียนรู้ของตัวเอง และลัดสู่คำตอบที่ถูกต้อง หากมามองย้อนดูที่รูปแบบการศึกษาในปัจจุบันก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก ที่นักเรียนกำลังเรียนเพื่อ &#8220;สอบให้ได้&#8221; มากกว่าเพื่อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พอดีช่วงนี้ผมได้มีโอกาสทำงานโครงการของกระทรวงไอซีที ที่เป็นการออกตระเวนจัดกิจกรรมให้กับน้องๆ ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ จริงๆ แล้วงานในลักษณะนี้ผมก็เคยได้ทำอยู่เรื่อยๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ที่มีโครงการ Cubic Robocode Camp On-tour ก็ทำให้ได้มีโอกาสเห็นสภาพของนักเรียนในพื้นที่อื่นๆ นอกรั้วเขียวม่วงอย่างที่ผมเคยได้รับมามากขึ้น และยิ่งทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจกับสภาพของการศึกษาไทยมากยิ่งขึ้น</p>
<p>นอกเหนือจากปัญหาในการเข้าถึงเทคโนโลยี และการใช้ภาษาอังกฤษที่ผมคิดว่ามันค่อนข้างจะเห็นอยู่อย่างชัดเจนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมว่าน่ากลัวคือความสามารถในการคิด และมุมมองที่มีต่อการเรียนรู้ของตนเอง</p>
<p>ผมไม่แน่ใจมากนักว่าสภาพในชั้นเรียนจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร แต่ดูเหมือนนักเรียนส่วนใหญ่จะค่อนข้างมองการเรียนรู้ต่างๆ เป็นเส้นตรง การเรียนรู้คือการรับข้อมูลเข้ามาบันทึกไว้ในสมองของตนเอง ดังนั้นนักเรียนส่วนใหญ่จึงมักจะสับสน และค่อนข้างว้าวุ่นเมื่อเรามีกิจกรรมต่างๆ ให้น้องได้ลองคิด ลองทำ ลองแก้ปัญหาด้วยตัวเอง น้องส่วนใหญ่จะคาดหวังให้เราบอกน้องอย่างชัดเจนว่าเขาต้องทำอะไรเป็นขั้นตอนอย่างไร มากกว่าที่จะลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ลักษณะนี้ก็คงก็คล้ายๆ กับภาพการเรียนในห้องเรียนทั่วไป ที่มีใบงานหรือการทดลองอะไรที่เป็นขั้นเป็นตอนให้นักเรียนได้ทำตาม และมีผลอะไรก็เขียนใส่ใบงานไป ซึ่งจริงๆ แล้วก็พูดยากว่านักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากกระบวนการดังกล่าวนี้</p>
<p>อีกเหตุการณ์ที่ผมทำให้ผมรู้สึกวิตกมาก คือเมื่อเราให้น้องได้ลองทำกิจกรรมหนึ่งที่น้องจะต้องพยายามลองผิดลองถูกเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องมาให้ได้ และน้องเลือกที่จะ &#8220;ลอก&#8221; คำตอบจากเพื่อนคนอื่นๆ มาตอบ</p>
<p>ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนภาพบางอย่างที่น่ากลัว</p>
<p>แม้ว่ากิจกรรมนี้เราจะให้น้องลองทำเพื่อให้น้องได้คิด แต่ในมุมของน้อง &#8220;คำตอบ&#8221; และ &#8220;การวัดผล&#8221; ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พวกเขาจึงเลือกที่จะมองข้ามกระบวนการเรียนรู้ของตัวเอง และลัดสู่คำตอบที่ถูกต้อง หากมามองย้อนดูที่รูปแบบการศึกษาในปัจจุบันก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก ที่นักเรียนกำลังเรียนเพื่อ &#8220;สอบให้ได้&#8221; มากกว่าเพื่อ &#8220;การเรียนรู้&#8221; ของตัวเอง</p>
<p>ที่น่ากลัวไปกว่านั้น แม้ว่าเราจะไปจัดกิจกรรมกันอย่างเป็นกันเอง และความสำเร็จในการหาคำตอบของน้องจะไม่ได้มีผลต่อเกรด หรือมีผลประโยชน์อะไรต่อตัวพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะลัดสู่คำตอบ ราวกับว่ากระบวนการนี้ถูกฝังอยู่เป็นระบบอัตโนมัติในหัวของพวกเขา</p>
<p>ถ้าให้พูดตามตรง&#8230;ผมว่าตอนนี้ผมรู้สึกมืดแปดด้านจริงๆ ครับ ว่าควรจะทำอะไรกับปัญหานี้ดี?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/shortcut/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

