Archive for the ‘Cubic Research Group

สำหรับใครที่มองหาความหมายของ Connectivism อยู่ และอยากรู้เร็วๆ แบบไม่ยืดยาว ให้เลื่อนลงไปจนกว่าจะเจอข้อความสีเขียวอีกครั้งนะครับ

พอดีช่วงนี้ผมต้องค้นคว้าข้อมูลต่างๆ ที่จะใช้จัดกิจกรรมใน Cubic Spirit Day 2007 ที่กำลังจะถึงวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ ระหว่างที่ผมกำลังค้นคว้าเกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ ผมก็ได้ไปพบกับทฤษฏีที่ชื่อว่า Connectivism

ถ้าพูดถึงทฤษฎีการเรียนรู้ (learning theory) เหล่านักการศึกษา หรือใครที่เชี่ยวชาญทางนี้ก็น่าจะคุ้นเคยกับชื่อ Behaviorism, Cognitivism, Post-modern หรือแม้แต่ Constructivism ซึ่งเป็นทฤษฎีที่สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (child-center) ที่เหล่านักการศึกษาไทยเห่อเอามาทำกันอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง (อ๊ะพอก่อน… ไว้บ่นเรื่องนี้วันหลัง)

แต่เมื่อวานนี้เอง ที่ผมเพิ่งได้สะดุดตาเห็นบทความที่ชื่อว่า Connectivism (learning theory) ใน Wikipedia (EN)

ทฤษฎีนี้ มีสโลแกนเก๋ๆ ที่ George Siemens และ Stephen Downes ตั้งไว้ว่า “a learning theory for the digital age.”

หลังจากที่ผมได้ใช้เวลาเกือบทั้งคืนเมื่อวาน (ตั้งแต่ราวๆ เที่ยงคืนถึงราวๆ หกโมงเช้า) นั่งศึกษา และถอดความบทความทางวิชาการต่างๆ งานนำเสนอ หรือแม้แต่บล็อกที่เต็มไปด้วยการถกเถียง สรุปแล้ว ผมก็รู้มาได้นิดหน่อยเองครับ (ฮา…) เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นเพราะภาษา เป็นภาษาอังกฤษที่มีศัพท์เฉพาะทางวิชาการซะเยอะ ผมเองเลยต้องคอยหาความหมายของคำนู้นคำนี้อีกมากมายเต็มไปหมด แต่สุดท้ายก็พอได้ไอเดียในภาพกว้างๆ มา

จริงๆ ต้องถือว่าทฤษฎีนี้ค่อนข้างใหม่น่าดูเลยนะครับ ถึงแม้ว่าทั้ง Siemens และ Downes จะเสนอทฤษฎีนี้ตั้งแต่ปี 2004 แต่ว่าข้อมูลต่างๆ ในเว็บก็ยังไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ผมลองพยายามหาเลคเชอร์บน iTunes U ก็ไม่มี ร้ายไปกว่านั้น ไม่เจอเนื้อหาที่เป็นภาษาไทยเลยแม้แต่ที่เดียวเลยครับ (เจอแต่เว็บหลอก)

เอาเป็นว่า เรามาเริ่มทำความรู้จักกับ Connectivism กันเลยดีกว่าครับ

ก่อนอื่นย้ำก่อนว่า มันคือทฤษฎี เพราะฉะนั้นผมจะอนุมานว่าทุกคนที่อ่านเข้าใจนะครับว่าทฤษฎีหมายถึงอะไร

ทฤษฎีนี้อธิบายการเรียนรู้ว่า สมมุติในโลกใบนี้เต็มไปด้วยข้อมูลต่างๆ มากมาย ซึ่งอาจจะเป็นในรูปแบบของข้อความ สัญลักษณ์ รูปภาพ เสียง หรือแม้แต่อารมณ์ เราถือให้ข้อมูลเหล่านี้เป็นโหนด (node) ต่างๆ กระจัดกระจายทั่วไป โหนดเหล่านี้อาจมีการเชื่อมโยงกัน (connection) อยู่ ซึ่งอาจจะมีการเชื่อมโยงที่ทั้งแข็งแรง หรือเบาบาง และบางอย่างอาจสามารถเชื่อมโยงกับสิ่งอื่นๆ ได้อีกมหาศาล

การเรียนรู้คือการที่เราเห็นการเชื่อมโยงเหล่านี้ว่าอะไรสัมพันธ์กับอะไรอย่างไร รวมไปถึงการสังเกตเห็นถึงรูปแบบ (patterns) ของการเชื่อมโยงต่างๆ จนทำให้เกิดความรู้ (knowledge)

ใครอ่านถึงจุดนี้ อาจจะงงว่า แล้วมันต่างกับ Constructivism อย่างไร ถ้าให้พูดอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ทฤษฎี Connectivism ไม่ได้ลบล้าง Constructivism โดยตรง ในขณะเดียวกันก็ไม่เชิงเป็นการสนับสนุนกันเช่นเดียวกัน มุมมองที่ทฤษฎีนี้มองต่างจาก Constructivism ก็มีบางประเด็น (สรุปเท่าที่ผมจับใจความได้นะครับ อาจจะผิดได้)

  • Connectivism มองโหนดต่างๆ ว่าอยู่ที่ไหนก็ได้ในเอกภพ และการเชื่อมโยงไม่จำเป็นต้องเกิดในสมองมนุษย์เสมอไป อันที่จริงข้อมูลจะเชื่อมโยงจากที่ไหนไปที่ไหนก็ได้ (อาจจะเป็นคนกับป้ายโฆษณา) ต่างกับ Constructivism ที่อธิบายโดยพื้นฐานของการที่ข้อมูลเดินทางเข้าไปยังสมอง
  • จากข้อแรก Connectivism จึงอธิบายการเรียนรู้ของเครื่องจักร (machine learning) ได้ด้วย เช่นเดียวกับการเรียนรู้แบบสังคม (social learning)
  • Constructivism มองว่าการเชื่อมโยงข้อมูลบางครั้งเท่านั้นที่เกิดความรู้ขึ้น ในขณะที่ Connectivism มองว่าทุกการเชื่อมโยงคือความรู้
  • และเนื่องจาก Constructivism อธิบายความความรู้ถูก “สร้าง” (construct) ขึ้นเมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามา Connectivism มองว่ามันไม่จำเป็นต้องถูกสร้าง แค่การเชื่อมโยงก็เพียงพอ เพราะเมื่อใดก็ตามที่มันถูกสร้างแล้ว มันยากที่จะถูกแก้ไข (alter) เพราะแปลว่าถ้ามีข้อมูลใหม่เข้ามา ความรู้พื้นฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกจัดระเบียบใหม่ ซึ่งในความเป็นจริงเราไม่ได้ทำอะไรมากมายขนาดนั้น เราแค่นำข้อมูลใหม่มาเชื่อมโยงกับของเก่า และหาความสัมพันธ์กันเท่านั้น ถ้ามีการแก้ไขใดๆ เราก็จะแก้เฉพาะส่วนที่มันเชื่อมโยงกันอยู่ การแก้แบบทั้งโครงสร้างของความรู้จะเกิดขึ้นเมื่อเรา “ตั้งใจ” เท่านั้น

สำหรับผม ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจ แต่ก็อย่างที่บอกครับ เพราะเป็นทฤษฎีใหม่ ก็ย่อมมีการถกเถียงกันอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง (ซึ่งผมพยายามตามอ่านแล้วก็เก็บรายละเอียดมาได้ไม่มากเท่าไหร่) และจริงๆ แล้วเท่าที่ผมดูแล้ว เหมือนว่าแนวคิดของ Connectivism จะมีคนมองในเชิง IT มากกว่าการศึกษา (เพราะจริงๆ มันก็ไปสนับสนุนแนวคิดอื่นๆ ที่กำลังดังๆ อย่าง semantic web)

จริงๆ ผมเขียนบล็อกนี้ผมแอบหวังว่าจะมีใคร (ที่อ่านภาษาไทย) ที่กำลังสนใจเรื่อง Connectivism แล้วบังเอิญเสิร์ชผ่านมาเจอ แล้วจะได้คุยกับผมบ้าง ก็ยินดีมากๆ นะครับ คอมเม้นท์ได้เลย (ต้องซื้อ Adwords มั้ยนะ?)

สำหรับใครที่ยังไม่ทราบ

คิวบิกมีหน่วยย่อยหนึ่งหน่วยที่เรียกกว่ากลุ่มวิจัย หรือเรียกเท่ ๆ ว่า กลุ่ม Research ครับ

กลุ่มวิจัยถือกำเนิดมาสมัยตอนปรับโครงสร้างเมื่อปีก่อน (ก็ตอนที่พี่กานต์ขึ้นมาเป็นประธานน่ะครับ ถ้าผมจำไม่ผิด)

ส่วนตัวแล้วผมจำโครงสร้างตอนนั้นไม่ได้แล้วล่ะฮะ (ต้องถามฅนเก่าฅนแก่อีกที) แต่จำได้ว่าแบ่งเป็นสามส่วนใหญ่ ๆ มีกานต์ แก้ว อิ๊ก (โดยกานต์ใหญ่ที่สุด)

แล้วกลุ่มรีเสิร์ชก็อยู่ในการกำกับดูแลของอิ๊กอีกที

***

หน้าที่ของกลุ่มรีเสิร์ชมีอะไร?

…ตอบตรง ๆ ถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ (ฮา)

สมาชิกในกลุ่ม ก็มีพี่ณัช อิ๊ก โอ๊ต ป่านเล็ก ปณัสย์… ที่เหลือก็แจม ๆ เวลาประชุม เช่น ชาร์ป หรือ ภพณ์ หลัง ๆ มา ก็มีพี่กานต์มานั่งเป็นพระประธานด้วย มีไบรท์(ซิ่ว) ล่าสุดชยุตม์กลับมา ก็เข้าใจว่าจะมาร่วมด้วย เวลานัดประชุมก็นัดกันที่ KITS บ้าง (ศูนย์คอมฯของม.เกษตร) ไม่ก็บ้านพี่อิ๊ก

***

เรื่องที่ประชุมมีอะไรบ้าง?

…ตอบตรง ๆ มันดูมั่วไปหมด (ฮา)

ช่วงแรก ๆ ผมจำได้ว่าโดนเรียกตัวเข้ากลุ่ม เพราะว่าเขียนบทความเรื่อง ‘ทักษะ6’ ส่งไปให้พี่ณัชอ่านแล้วรู้สึกพี่ณัชจะชอบใจ ตอนนั้นจำได้ว่านัดคุยกันที่บ้านพี่ณัช (มีชยุตม์ กับโอไปด้วย) เพื่อสร้างโมเดลเกี่ยวกับ ‘การเรียนรู้’ ขึ้นมาเพื่อเอาไปพัฒนาต่อ (ประชุมกันถึงตีสาม ไม่รู้จะฟิตอะไรนักหนา “- -)

อย่างที่หลายฅน (น่าจะ) ทราบ ว่าการเรียนรู้คือเป้าประสงค์หลักของคิวบิก

แล้วเราก็ฝันเอาไว้ว่า โมเดลการเรียนรู้นี้ จะเอาไปเป็นต้นแบบการประเมิน รวมไปถึงการพัฒนากิจกรรมของคิวบิกในเวลาต่อ ๆ มา

ผลน่ะเหรอครับ… โครงการนี้พับเก็บเข้าลิ้นชักไปอย่างไม่มีกำหนด (ฮา)

***

ถัดจากนั้นมา จำได้ว่า พี่กานต์สั่งการมา ให้กลุ่มวิจัยจัดระบบเรื่อง ‘องค์ความรู้’ ที่คิวบิกมี พูดง่าย ๆ ก็คือว่า เราเคยทำกิจกรรมอะไรไว้ หรือว่ามีฝ่ายต่าง ๆ เช่น อำนวยการ สวัสดิการ ฯลฯ

ให้แปลงองค์ความรู้ทั้งหมด อยู่ในรูปของเอกสาร เพื่อที่จะเอาไปเผยแพร่ หรือสนับสนุนให้กับสมาชิกรุ่นใหม่ ๆ ได้ เป็นการส่งต่อความรู้ที่จะได้ไม่สูญหายไปไหน

จำได้ว่าช่วงนั้นถึงกับออกแบบ แบบฟอร์มว่า กิจกรรมแต่ละกิจกรรมที่เราคิดขึ้นมา ควรจะมีข้อมูลอะไรบ้าง แล้วก็แบ่งงานกันไปนัดสัมภาษณ์ฅนที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำเป็นเอกสารต่อไป (ผมจำได้ว่ายังเคยนัดสัมภาษณ์ก้องร้องเพลงเกี่ยวกับกิจกรรมที่เจ้าตัวเคยออกแบบสมัยฟันแคมพ์ 5 อยู่เลย)

ผลน่ะเหรอครับ… โครงการนี้พับเก็บเข้าลิ้นชักไปอย่างไม่มีกำหนด (ฮาx2)

Note – แต่ตอนนี้โปรเจคท์นี้ฟื้นกลับขึ้นมาแล้วครับ แต่โยกไปอยู่ในส่วนรับผิดชอบของฝ่าย knowledge management (KM) แทน… มีป่านเล็ก(ชญานิน) เป็นหัวหน้าฝ่าย ก็คอยติดตามดูแล้วกันว่ามันจะรุ่ง หรือมันจะร่วง (ฮา)

***

ถัดจากนั้นมา เราก็เริ่มงง ๆ ในกลุ่มสมาชิกของเราเองแล้วครับ ว่าประชุมมันมีเนื้อหาอะไรบ้าง

จุดประสงค์อีกอย่างก็คือ เผยแพร่แนวคิดเกี่ยวกับด้านการศึกษาของเรา มีออกไปสัมภาษณ์ดูงาน แล้วก็สร้างคิวบิกบล็อกขึ้นมา (รายละเอียดเกี่ยวกับคิวบิกบล็อกจะเขียนถึงวันหลัง)

เหมือนกับว่า เวลามีไอเดียอะไรใหม่ ๆ เข้ามา ก็เอาเข้ากลุ่มวิจัยเนี่ยแหละครับ ช่วงนั้นที่จำได้ก็มีอิ๊กเสนอเรื่อง แปลวิกิพิเดียแข่งขัน

ถ้าจะไม่ผิดระยะเวลาไล่ ๆ กัน ก็มีประชุมเกี่ยวกับ Spirit Camp ซึ่งโครงการนี้ก็พักไว้ก่อนเช่นกัน (ฮา)

แต่ไม่ใช่ว่าอะไรที่เอาเข้ากลุ่มวิจัยจะเจ๊งไปเสียทุกงานนะครับ อย่างเช่นเรื่องเทศกาลปล่อยแสง ที่เราจัดนิทรรศการที่ TCDC ก็ออกมาเป็นรูปเป็นร่างดี (แต่ผมไม่ได้ทำอะไรเลย แม้แต่ออกความเห็น-ฮา) เรื่อง Thanks Party รวมไปถึง Cubic Seminar ที่พูดเรื่องปัญหาเกมกับเยาวชน

พอเข้าช่วงซัมเมอร์ในปีที่ผ่านมา รู้สึกว่าไม่ค่อยมีประชุมหรือพูดถึงค่ายเท่าไหร่ครับ เหมือนกับว่าต่างฝ่ายต่างก็ปล่อยให้สต๊าฟที่มีหน้าที่ทำงานไปเอง เลยกลายเป็นว่าเกี่ยวกับค่าย กลุ่มรีเสิร์ชไม่ค่อยจะรู้เรื่องรู้ราวเท่าไหร่ (ต้องอาศัยตาม ๆ เอาจากชาวบ้าน)

ช่วงก่อนล่าสุดนี่ ที่คุยกันอย่างหนักหน่วงก็คือเรื่องภาพลักษณ์ของคิวบิกครับ เพราะรู้สึกว่า มุมมองต่อบุคคลภายนอก หรือกระทั่งทีมงานด้วยกันเอง จะเข้าใจจุดประสงค์ หรืออุดมการณ์ที่คลาดเคลื่อนกันอย่างเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้น ก็ต้องมาปรับจูนให้ตรงกันว่า จริง ๆ แล้วเราเป็นอย่างไรกันแน่ แล้วฅนอื่นเข้าใจผิดเพราะอะไร แล้วเราจะอธิบายให้ฅนอื่นเข้าใจตรงกันได้อย่างไร

ผลการประชุมวันนั้นก็เลยเป็นที่มาของข้อมูลส่วน ถาม/ตอบ ที่อยู่ในหน้าเว็บคิวบิกนั่นแหละครับ

ล่าสุด เท่าที่ผมจับความได้จากที่พี่ณัชพูด ก็อารมณ์ประมาณว่า กลุ่มวิจัยจะมีลักษณะของ ใครมีไอเดียอะไรก็โยนเข้ามาแล้ว สมาชิกในกลุ่มวิจัยก็จะช่วยกันคอมเมนท์ ออกความเห็น ซึ่งผู้ที่โยนเรื่องเข้ามาจะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้ (เอ๊ะ) ในขณะเดียวกัน ถ้าทำตามแล้วเจ๊ง กลุ่มวิจัยก็ไม่ต้องรับผิดชอบ (อ๊ะ)

ปัญหาก็คือ ไม่มีใครรู้ว่ากลุ่มวิจัยนี้มีตัวตนอยู่ (ฮา) ซึ่งเท่าที่ผ่านมาฅนที่ใช้บริการก็เห็นจะมีแต่พี่ณัชฅนเดียว แล้วเรื่องที่เอาเข้ากลุ่มวิจัยก็มีสารพัน ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ตั้งแต่ว่าโลโก้โปรเจคท์ควรมีสีอะไรดี ยัน ไปจนถึงนโยบายในปีหน้า

เท่าที่ทราบ ก็คาดว่าใน ปฐมนิเทศสมาชิกคิวบิก น้อง  ๆ น่าจะได้รู้จักกลุ่มวิจัยมากขึ้นนะครับ (รึเปล่าหว่า-ฮา)

แล้วก็หวังว่า กลุ่มวิจัยจะมีบทบาทต่อไป หรืออยู่ในอ้อมใจ ในความคิดคำนึงของน้อง ๆ บ้างนะครับ (ฮา)

***

ทั้งหมดเป็นแค่การเกริ่นนำของบทความเอนทรีนี้ครับ (ป๊าดธ่อ…)

จริง ๆ ที่แล้วที่อยากจะบอกสั้น ๆ ก็คือว่า ในกลุ่มวิจัยเอง หาเวลาว่างตรงกันโคตรพ่อโคตรแม่ยาก

เดิมเราตั้งใจที่จะมีประชุมสัปดาห์เว้นสัปดาห์ แต่ปรากฏว่า…หาเวลาตรงกันจะยากไปไหน ที่มีปัญหาบ่อย ๆ ก็เช่น แต่ละฅนงานยุ่งเป็นยุงตีกัน ออกค่ายบ้างล่ะ ฝึกงานบ้างล่ะ เรียนภาษาอังกฤษบ้างล่ะ สอบบ้างล่ะ (ไม่นับป่านที่ช่วงสอบไม่ตรงกับชาวบ้านเค้าด้วย)

เวลาสื่อสารจริง ๆ แล้วเราก็เลยใช้เมล์เป็นหลักครับ

เวลาส่งเมล์มา เพื่อให้รู้ว่าเป็นงานของคิวบิก ก็จะขึ้นชื่อเมล์ว่า [Cubic] แล้วก็ตอบกันไปตอบกันมา

ซึ่งบางช่วงแอ็คทีฟมาก ๆ วันเดียวมีเมล์เข้ามาร่วม 20 ฉบับน่ะครับ เห็นแล้วนึกว่าเป็นเมล์ขยะก็ไม่ปาน (ฮา)

ทีนี้ เมล์ที่ตอบกลับกันไป ตอบกลับกันมา บางทีก็มีเนื้อหาดี ๆ มีความเห็นดี ๆ ที่ผมคิดว่าน่าจะนำมาเผยแพร่ต่อได้ อย่างน้อยในบล็อกไม่มีใครอ่าน อ่านกันเองก็ยังดี (ฮา)

เผื่อจะได้ทราบว่า เราคุยเรื่องอะไรกันบ้าง (ก็เรื่องคิวบิกนี่แหละ ไม่ได้เป็นเรื่องการบ้านการเมืองที่ไหน) เผื่อจะได้เอาไปต่อยอด หรือแสดงความคิดเห็นกันบ้าง

ก็จะพยายามตัดต่อส่วนที่มีประโยชน์มาให้ทุกท่านอ่าน+แสดงความคิดเห็นนะครับ

แล้วรออ่านแล้วกัน

คราวนี้เป็นตาของไบรท์(กรกมล) ประธานค่าย ICT (ครั้งแรกในชีวิต) บางนะฮะ

***

สวัสดีครับ ไหนๆก็ได้เป็นประธานค่ายทั้งที ก็อยากจะเขียนอะไรเอาไว้บ้างนะครับ ก็แหม ไม่ได้เป็นประธานค่ายกันบ่อยๆนี่ครับ

เดิมทีเนี่ย ก็วางแผนเอาไว้ว่าระบบบริหารโครงการ ส่วนประธานเนี่ย จะดูกัน 3 คน คือผม ติ๊ดตี่ มุก แบ่งงานกันไปคนละสาย แบบ 3 คน อำนาจเท่าๆกัน แต่สุดท้ายก็ต้องล้มเลิกไป เพราะมุกไปทำทีมวิชาการ และติ๊ดตี่ ต้องดูสวัสดิการทั้ง 2 ค่าย แต่ก็ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรกับงานของผมมากนัก เพราะเดิมทีผมก็ดูแต่งานส่วนกิจกรรมอย่างเดียวอยู่แล้วครับ สวัสดิการ ติ๊ดตี่ก็ดูเหมือนเดิม(แต่อย่างที่บอก งานเพิ่มเป็น 2 เท่า)

การทำงานช่วงแรกๆ ค่อนข้างดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เพราะบางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง และบางอย่าง เราก็อยากได้คนเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาให้คำปรึกษา ตอนนั้นเลยทำได้แค่ ชวนคนที่รู้จักใกล้ชิดกัน มาลงตำแหน่งตามความสามารถ และความอยาก แต่ก็ยังไม่ได้เดินงานอะไรไปมากมาย เพราะไม่ค่อยได้คุยกัน ก็แหม มีกี่คนกันครับที่อยู่ใกล้ๆผม พอให้เรียกมาคุยได้ง่ายๆบ่อยๆ(จะมีก็แต่พีคที่อยู่โรงเรียนเดียวกัน แต่คนละตึก และมุกกับติ๊ดตี่ ที่ต้องลากขาข้ามสะพานพุทธไปหา) การเตรียมงานจึงผ่านทำทางโทรศัพท์ และคุยกับเพียงไม่กี่คน ประกอบกับ ผมก็เป็นเด็กเตรียมเอ็นท์คนหนึ่ง ในตอนนั้น จึงไม่มีเวลามาคิดเรื่องนี้ติดต่อกันนานๆเป็นเรื่องเป็นราว หลายๆครั้ง มักจะคิดอะไรเป็นเรื่องเป็นราวได้ในระหว่างเดินทาง(เพราะมันอ่านหนังสือไม่ได้)

สุดท้ายเมื่อใกล้เวลาค่าย และสิ่งมีชีวิตเตรียมเอ็นท์ทั้งหมด สอบA-NETเสร็จกันแล้ว ก็จึงได้เริ่มเตรียมงานจริงๆจังๆเสียที แต่ก็ติดที่ว่า ทีมงานที่หามาได้ตอนแรกนั้น ทำค่ายCPHC#1 ด้วย ซึ่งเป็นค่ายที่จัดก่อนICTFC#6 กับINNO#4 ไม่กี่วันเท่านั้น ทำให้ต้องยอมให้ทีมงานส่วนนี้ต้องเตรียมค่ายCPHC#1ก่อน เพราะเร่งด่วนกว่ามาก แต่ก็เตรียมงานICTFC#6ไปพร้อมๆกัน บางเรื่อง เช่นเตรียมกิจกรรม นันทนาการของICTFC#6กันคืนสุดท้ายของCPHC#1กันเลยทีเดียว(ก่อนICTFC#6ไม่ถึง1สัปดาห์) ทีมอาหารก็ทำCPHC#1ด้วย ดูๆแล้ว ผมก็สงสารทีมงานที่ทำควบหลายๆค่ายนะครับ เป็นผมนี่ สมองระเบิดเลยทีเดียว

เรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมและติ๊ดตี่เครียดกันมาก ก็คือจำนวนน้องๆที่จะมาเข้าค่าย ด้วยความที่ค่ายนี้เป็นจะพบกับฐานน้องใหม่เลย(ไม่ซ้ำกับน้องๆที่เคยเข้าค่ายกับคิวบิกมาก่อนเลย) หรือเพราะช่วงอายุ พิษเศรษฐกิจก็ตาม น้องๆสมัครน้อยมากครับ ตอนแรกICTFC#6เป็นค่ายที่มีน้องสมัครมาคนแรกของCUBIC SUMMER SUPREAM 09 ก่อนจะถูกถล่มด้วยROBOCODE และเงียบหายไป… เงียบมากครับ ก่อนค่าย1เดือน น้องยังสมัครเข้ามาไม่ถึงครึ่งหนึ่งเลยครับ ผมกับติ๊ดตี่ เปิดเมลแล้วต้องมาลุ้นว่า วันนี้ จะมีน้องสมัครเพิ่มมั้ย ทุกวัน… แล้วแผนการโปรโมตแบบเปลืองพลังงานมากๆก็ต้องนำมาใช้อีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการโพสตามบอร์ดต่างๆ การแจกใบปลิวในสยาม(ซึ่งมารู้ทีหลังว่า จริงๆแล้วต้องเสียเงินนะ…ช่างเถอะครับ) หรือพีค ที่ปั่นจักรยาน หยอดใบปลิวตามกล่องรับจดหมายในหมู่บ้าน… ผมก็ลองมาคิดดูนะครับว่าผมทำอะไรผิดหรือเปล่า เนื้อหาค่ายดูไม่น่าสนใจ หรือว่าผมยังโปรโมตไม่มากพอ… จนตอนนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจครับ แต่ยังไงก็ตาม ในที่สุดน้องๆก็สมัครมาจน(เกือบ)เต็มค่าย

เมื่อถึงเวลาค่าย ผมขอยอมรับผิดอย่างเต็มที่เลยครับ ว่าผมเตรียมไม่พร้อมเลยครับ ทุกอย่าง ทั้งงานต่างๆในค่าย ทั้งตัวผมเอง หลายๆคนอาจมองว่ามันออกมาได้โอเค แต่ก็อีกหลายคนที่เห็นว่ามันบกพร่อง และไม่พร้อม ใช่ครับ มันไม่พร้อมจริงๆ…

(ผมไม่อยากสรุปแต่ละวันลงในนี้นะครับ เดี๋ยวมันจะกลายเป็นสรุปค่ายไป)

ในความคิดของผม ประธานค่าย ควรจะเป็นคนหนึ่งที่รู้ทุกอย่างในค่าย หรืออย่างน้อย ควรจะรู้ว่าอะไรควรจะเป็นอย่างไร แต่ในค่ายนี้ ผมไม่ได้ลงไปดูรายละเอียดทุกอย่างในค่าย ที่เห็นชัดๆ คือ เรื่องสวัสดิการ อาหาร…เรียกได้ว่าผมโยนเลยครับ มีข้าวให้กิน แล้วน้องที่กินไม่ชักแด่วๆก็เป็นพอครับ ไหนจะกิจกรรมนันทนาการ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างก่อนกิจกรรมจะออกมาในวันค่าย ซึ่งผมก็ไม่ได้รับรู้รายละเอียดอย่างที่ควรจะรู้ครับ อันที่จริงแล้ว ผมรู้สึกว่าผมปล่อยให้ทีมกิจกรรมต่างๆทำอย่างอิสระค่อนข้างมาก(ยกเว้นทีมวิชาการ ที่มีกรอบให้แต่แรก) จนผมไม่รู้ว่าทีมเหล่านี้จะเป็นอิสระมากเกินไปหรือไม่ หรือว่าเคว้งคว้างยังไง แต่ก็ค่อนข้างไว้ใจนะครับ เพราะว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์ทั้งนั้น

รู้สึกแย่เหมือนกันนะครับ ที่หลายๆครั้ง ไม่รู้ปัญหาของหลายๆคน ผมไม่ได้สังเกตพี่เลี้ยง ว่ามีปัญหาอะไร ผมมารู้ที่หลัง ว่ามีคนร้องไห้ บางครั้ง ผมก็ทำให้ใครต่อใครไม่พอใจ บางที ผมก็พูดอะไรให้บางคนเสียใจ ผมก็…เสียใจมากครับ คิดว่าผมคงเป็นประธานที่แย่มากๆ บางครั้ง ก็คิดน้อยใจ คิดว่าถ้าปล่อยให้ติ๊ดตี่เป็นประธานเหมือนตอนแรกอาจจะดีก็ได้(ตอนแรกติ๊ดตี่เป็นประธานครับ ไม่เชื่อลองถามพี่นัท)

แต่มันก็ออกมาแล้วครับ มันไม่สวยงาม และ”โดน” อย่างที่ใครคิดว่ามันเคยเป็น หรือคิดว่ามันจะเป็น แต่ ผมก็ดีใจนะครับ ที่ได้ทำตำแหน่งนี้ และขอบคุณที่กล้าเลือกผมมาทำงานนี้ ถ้าถามผมว่า ค่ายนี้เป็นอย่างไรบ้าง ผมก็คงตอบไม่ได้ มันเหมือนภาพ แอบสแตรค มองไม่รู้เรื่อง คล้ายจะวาดมั่วๆ ไม่ตั้งใจ แต่ มองแล้วมันยิ้มได้ครับ มีเรื่องราวอีกมากมายที่อักษรไม่อาจสื่อความได้ ภาพถ่ายไม่สามารถอธิบายความรู้สึกได้ แต่เพียงแค่เรานึกถึงมัน…

รัก

]:DREAMER:[

จงเชื่อในความฝัน เหมือนกับที่เชื่อว่าพระอาทิตย์จะขึ้นในทุกๆเช้า

เรียงความส่งมาจากประธานค่ายอินโน น้องเอิร์ธ(ชวิทย์)ครับ

สำหรับฅนอื่น ๆ จะตามมาภายหลังนะเอ้อ

*****

ผมรู้จักกับ Cubic Creative มาตั้งแต่ม.3 ตอนนั้นผมเป็นน้องค่าย Cubic O ซึ่งเป็นค่ายวิชาการที่ไม่ได้เน้นกิจกรรมมากนัก แต่ผมก็เห็นความสามารถของพี่ๆที่จัดค่ายออกมาดูดีและสร้างสรรค์ สมกับคำว่า creative ที่อยู่หลังคำว่า cubic ผมชื่นชมในวิสัยทัศน์ของ cubic creative แล้วรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งในนั้น และวันหนึ่งผมก็ได้โอกาสนั้น ผมได้ทำงานใน cubic creative โดยส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายเทคนิค และฝ่ายวิชาการ ทำแต่ตำแหน่งซ้ำๆอยู่แบบนั้น จนได้มีโอกาสได้เป็นพี่เลี้ยงค่ายเดียว ในค่าย cubic creative ICT Funcamp ครั้งที่ 5 และวันหนึ่งผมก็ได้โอกาสทำในตำแหน่งที่ไม่เคยคิดว่าจากน้องค่ายคนหนึ่ง หรือ จากStaff รุ่นน้องคนหนึ่ง จะได้รับเกียรติไปทำในตำแหน่งนั้น ณ วันที่ ยังมีคนที่น่าจะทำงานได้ดีกว่าผมอยู่


ผมได้รับการมอบหมายให้เป็นประธานค่ายแบบงงๆ ช่วงแรกๆผมรู้แค่ว่ามีงานต้องทำ หลังจากนั้นก็รู้มากขึ้นว่าต้องทำค่าย (ก็ยังไม่แน่ใจว่าแค่เป็นคนเตรียม หรือยังไง) แล้วถึงแน่ใจว่าจะต้องเป็นประธานค่ายจริงๆในภายหลัง ในช่วงแรกๆยังตกลงกันไม่ลงตัว ว่าใครจะทำงานค่ายไหน ผมจะทำ innovator หรือ robocode เนื่องจากช่วงเตรียมค่ายปีนี้ ผมอยู่ม.6 ซึ่งกำลังจะเข้ามหาลัย พี่นัทจึงห่วงว่าผมอาจจะทำ innovator ไม่ไหว จึงอาจจะสลับให้ผมทำ robocode แล้วให้ตั้ม ทำ innovator แทน ซึ่งแม้ผมจะเคยสอน robocode มา2-3ค่าย และเคยแข่ง robocode national tournament มาก่อน แต่ผมก็เคยเป็นฝ่ายเทคนิคค่าย innovator มา2 ครั้งเช่นกัน และผมคงไม่ลำบากในเรื่องมหาลัยเพราะยังไงก็มีโควต้าอยู่แล้ว ไม่ต้องลำบากอะไรมาก จึงน่าจะรับค่ายใหญ่ๆไหว ประกอบกับ น้องตั้มยิ่งเป็นรุ่นน้องกว่าผม ถ้าจะให้มาดูแลค่ายใหญ่อย่าง innovator คงจะลำบากเขาไม่น้อย ผมจึงขอทำงานค่าย innovator เอง


หนึ่งในงานแรกๆของประธานค่าย คือการออกแบบว่าค่ายจะเป็นอย่างไรบ้าง ค่ายinnovatorนั้นเป็นค่ายที่เน้นวิชาการมากกว่ากิจกรรม ดังนั้นเรื่องที่สอนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ผมคิดตั้งแต่แรกว่า 2 ปีที่ผ่านมาจัดสอน flash อย่างเดียว ซึ่งปีนี้น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนเป็นอะไร ช่วงแรกคิดถึงคำว่า innovator เราน่าจะสร้างนวัตกรรมอะไรบางอย่าง แล้วก็คิดไปถึงคำว่าประดิษฐ์อย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงเสนอไปว่าอยากจะให้มีการประดิษฐ์เล็กๆน้อยๆในค่ายเพิ่มเติมด้วย แต่จากการพิจารณาและหาข้อมูลแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสมจึงตกไป พี่นัทแนะนำว่าน่าจะสอน AJAX ผมจึงค่อยๆหาข้อมูลเกี่ยวกับ AJAX (ซึ่งตอนนั้นผมแค่เคยได้ยิน แต่ไม่รู้จักมันมาก่อนเลย) เมื่อดูข้อมูลแล้วก็ตกลงว่าจะสอน AJAX

เมื่อเลือกเรื่องที่จะสอนได้แล้ว ผมจึงเริ่มศึกษา AJAX ตั้งแต่ตอนนั้น ผมซื้อหนังสือมาอ่าน(2เล่ม เล่มแรกซื้อมาแล้วอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็เลยซื้อเล่มที่อ่านง่ายกว่ามาอ่านแทน เปลืองเงิน2ต่อ ทั้งๆที่จริงๆแล้วถ้าขยันหน่อยก็หาอ่านในเว็บก็ได้) ช่วงแรกๆก็ขยันดี บางวันหยิบหนังสือAJAXไปอ่านที่โรงเรียนในตอนที่ว่าง เพื่อนก็มองแปลกๆ(แต่เดิมเวลาคุยด้วยก็จะเป็นภาษาคอมอยู่แล้ว ยังจะอ่านหนังสือคอมอีก) พ้นบทแรกๆไปแล้วผมก็ฝึกช้าลงๆ มีหยุดบ้างบางช่วงที่เรียนหนัก เนื่องจากผมตั้งชมรมในโรงเรียนขึ้นมา 1 ชมรมด้วย(ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จดีนัก และปีหน้าก็คงไม่มีคนสืบทอด) จึงต้องแบ่งเวลาอย่างยากลำบาก ยังไม่พอ ผมยังอุตส่าห์แบ่งเวลาที่น้อยอยู่แล้วมาเล่นเกม เข้าเว็บ ได้ซะทุกวัน หลายเดือนผ่านไป ผมก็ศึกษา AJAX ได้ไม่ถึงไหน ใกล้ถึงสัปดาห์สอบปลายภาค ผมมองเห็นแล้วว่าถ้าอ่านไปเรื่อยๆช้าๆแบบนี้กว่าจะจบก็แก่พอดี แต่พอเห็นหนังสือเล่มโตๆ หนา 500กว่าหน้าทีไรก็หมดแรงอ่านทุกที ยิ่งเวลาเหลือน้อย โดยยังอ่านไม่ถึงไหนก็ยิ่งเครียด ยิ่งเครียดก็ยิ่งไม่อยากอ่าน วันหนึ่งผมก็ตัดสินใจที่จะตัดวงจรดินพอกหางหมูนี้สักที ด้วยการตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะอ่านวันละ 50 หน้า ไม่กี่วันก็จบเล่ม ปรากฏว่าวันแรกอ่านไปได้ถึง 120 หน้าเลย สิ่งที่ผมเห็นว่าเยอะจึงขี้เกียจทำ มันไม่ยากและเยอะอย่างที่คิด 6 วันผ่านไป ผมทั้งอ่านจบและเขียนหลักสูตรเนื้อหาที่จะสอนในค่ายจนเสร็จ รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

งานอีกหนึ่งอย่างที่ผมต้องทำควบคู่ไปกับการศึกษาเรื่องที่จะสอนในค่ายคือการหาคนทำงานในค่าย ในช่วงแรกมันเป็นงานที่ผมทำไม่เป็นเลย ผมเป็นคนประเภทที่ไม่ค่อยยุ่งกับใคร ไม่เข้าสังคม ไม่ค่อยมีcontact พูดไม่ค่อยเก่ง จำชื่อคนไม่ค่อยได้ ผมพยายามปรึกษากับประธานค่าย ICT และประธานส่วนอำนวยการinno+ict เพื่อให้ช่วยหาคนที่จะทำงานส่วนกลางได้ และชวนเพื่อนที่โรงเรียนมาเป็นพี่เลี้ยง ค่ายinnoและict จัดพร้อมกัน จึงจำเป็นต้องใช้คนพร้อมๆกันเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปีนี้พี่ๆใน cubic creative ต้องฝึกงานกันหลายคน รุ่นม.6 ก็วุ่นเรื่องมหาลัยมาก โรงเรียนที่ผมอยู่(สาธิตเกษตร พหุภาษา )ก็มีม.6 อยู่แค่ 2 ห้อง ม.5มีอยู่3ห้อง (แต่ผมไม่มีcontact และค่ายผมรับถึงม.5 จึงไม่ได้สนใจที่จะชวนม.5มาเป็นพี่เลี้ยง) เมื่อชวนเพื่อนไปเป็นพี่เลี้ยง เกือบทุกคนจะตอบคล้ายๆกันหมด ว่าขอคิดดูก่อน”,”ขอถามแม่ก่อน”,”ต้องดูก่อน เดี๋ยววันที่ xx ถึงรู้ว่าไปได้หรือไม่ได้ผมมีlistที่ใส่ชื่อพี่เลี้ยงที่ชวนไว้ ซึ่งจะต้องเป็นชาย 6 หญิง 6 ผมพยายามจะชวนแล้วใส่ชื่อไว้เพศละ4-6 คนเสมอ และไม่ชวนเกินจำนวนที่จะรับ เพราะไม่อยากปฏิเสธทีหลัง แล้วสักพักผมก็จะได้ยินคำตอบจากเพื่อนว่า ไปไม่ได้ แล้วผมก็ชวนคนอื่นมาแทน ซึ่งก็ต้องรอคำตอบอีก1-2อาทิตย์ ก่อนที่เขาจะตอบว่าไปไม่ได้

1 อาทิตย์ก่อนค่าย ผมเป็น staff ค่ายcubic creative photocamp #1 ตอนนี้ผมหาพี่เลี้ยงไว้ได้ครบแล้ว(จริงๆก็รอconfirmอีก 2 คน - -“) การทำเนื้อหาก็แบ่งกับฝ่ายวิชาการอีกคนเรียบร้อย รอก็แต่นำมารวมกันแล้วปรับปรุงอีกที ผมคิดว่าทุกอย่างค่อนข้างพร้อม คงผ่านไปได้ด้วยดี 3วันก่อนค่าย ผมคุยกับเพื่อนในค่าย เรื่องใครมาเป็นพี่เลี้ยงบ้าง เธอก็พูดมาว่าเพื่อนคนหนึ่งที่confirmว่าจะมานั้น มาไม่ได้แล้ว ซึ่งผมก็แปลกใจเพราะเขาไม่ได้โทรมาcancel ว่ามาไม่ได้ ผมจึงโทรไปถามดู ก็ทำให้ทราบว่ามาไม่ได้แล้วแต่ไม่ได้บอก ผมจึงเริ่มโทรเช็คดูทุกคนที่confirmแล้ว ว่ายังconfirm อยู่ไหม สิ่งที่ผมได้รับรู้ในวันนั้นก็คือ มีคนที่confirmแล้ว แต่ไม่มาอีกหลายคน สรุปว่า งานเข้าครับ! ค่ายผมขาดพี่เลี้ยงถึง 6 คน ในวันก่อนค่าย 3 วัน


ผมพยายามโทรหาพี่เลี้ยงมาแทนคนที่หายไป โดยครั้งนี้ผมให้เวลาคิดแค่ไม่กี่ชั่วโมง ถ้าconfirmให้โทรกลับมา ประกอบกับฝากเพื่อนๆ(และพี่ๆ)ในค่ายphotocampและในcubic หาคนเพิ่มให้ ครั้งนี้ผมชวนเกินจำนวนที่ต้องการเอาไว้ สุดท้ายพี่เลี้ยงก็ครบได้ ในวันก่อนเปิดค่ายเพียงวันเดียว!

ค่ายเริ่ม ตอนนี้ผมไม่มั่นใจแล้ว ว่าค่ายผมพร้อมจริงๆทั้งพี่เลี้ยงก็ยังใหม่ เนื้อหาไม่ค่อยลงตัว slideส่วนที่เชาน์(staffฝ่ายวิชาการ)ทำมาก็แน่นไปด้วยข้อความ ต้องปรับปรุงตัดข้อความออก ผมเองก็ไม่ได้สอนมานานตั้งแต่robocode on tour ปีก่อน พูดได้ว่าผมไม่มั่นใจเลย ยังดีที่ค่ายนี้จัดพร้อมกับ ict จึงมีประธาน 3 คน ทำงานร่วมกัน(ประธานหลักค่ายละ 1 และประธานฝ่ายอำนวยการกลาง 1 คน) ผมจึงยังไม่ต้องบริหารจัดการอะไรมาก เมื่อค่ายเริ่ม และได้เริ่มสอน ปัญหาก็ผุดขึ้นมาอีก เมื่อผมสอนได้ไม่ดีเท่าที่เคยสอนrobocode มาก่อน แต่เชาน์สอนไม่รู้เรื่องกว่านั้นอีกเยอะ วันนั้นผมจึงต้องสอนเองทั้งวัน แทบไม่ได้แตะงานส่วนของประธานค่ายเลย ผมนอนตี3เกือบทุกคืน เพราะต้องมาแก้ไขเนื้อหา และเตรียมสอนต่อ วันที่2และ3โดยส่วนใหญ่ผมก็สอนเองอีก ส่วนงานบริหารก็มีไบรท์ซึ่งเป็นประธานictช่วยจัดการให้บางส่วน ผมพึ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าทำไมประธานค่ายถึงไม่ควรทำหน้าที่อื่นควบไปด้วย ค่ายนี้ทั้งไฟดับและผมเตรียมเนื้อหามาเยอะเกินไป (ไบรท์บอก ก็ดูOkนะ ยากกว่าสอวน.นิดเดียวเอง! ) แม้จะตัดเนื้อหาไปเยอะแล้ว แต่ก็สอนไม่ทัน และต้องตัดเนื้อหาที่สัญญาไว้ในเว็บว่าจะสอนถึง 1 คลาสเต็มๆ ทำให้ผมรู้สึกผิดมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วจำต้องปล่อยผ่านไป ในขณะที่ผมรู้สึกfailedสุดๆ ผมก็ยังมองเห็นstaffทุกคนตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่แม้งานจะล้นมือ ในเมื่อทุกคนไหว ผมก็ต้องไหว และในที่สุดค่ายนี้ก็จบลงด้วยดีด้วยความร่วมมือของstaff และน้องๆในค่าย


หลายคนคงคิดว่าจบค่ายแล้ว หน้าที่ของstaffทั่วไปคงจะจบลง แต่ไม่ใช่กับประธานค่าย เพราะประธานค่ายยังต้องเก็บงานและทำการสรุปงานต่ออีก เมื่อผมมีเวลาคิดถึงสิ่งที่ผ่านๆมา ผมมองเห็นจุดผิดพลาดและสิ่งที่ต้องแก้ไขจากการลองปฏิบัติมากมาย นับเป็นประสบการณ์อันมีค่าที่ผมคงไม่มีโอกาสได้รู้ ถ้าไม่ได้ลองปฏิบัติจริง

Protected: codename:Gossip

In: Cubic Research Group  By: Zerothman

23 May 2009

This post is password protected. To view it please enter your password below:



Welcome!

ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก

นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา

คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)

ทวีทล่าสุดจาก Kupo

ทวีทล่าสุดจากสมาชิกคิวบิกฯ

more...