Archive for the ‘Cubic Research Group

ไม่ได้เขียนบล็อกเองมานานพอสมควรแล้วครับ (ดีแต่เอารายงานคนอื่นมาลง) สำหรับครั้งถัด ๆ ไป อาจจะเอาเรื่องฝ่ายอื่นที่ผมทำ (เช่น ฝ่าย KM) มาเล่าให้ฟังบ้างครับ สำหรับคราวนี้ ก็ขอบ่นถึงความยากลำบาก เรื่องน่าหงุดหงิดใจ ของฝ่ายสันทนาการสักหน่อย มี 5 ข้อ

1. มีแต่กลองไม่มีไม้

บอกตรง ๆ เลยครับว่าเป็นอะไรที่เสียจริตมาก ๆ เวลานำสันทนาการแล้วมีกลองแต่ไม่มีไม้เนี่ย … ฝ่ายสันฯ มักจะเป็นลูกที่ถูกลืมอยู่เรื่อย เวลามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ครับ (ผมเคยส่งไฟล์รายละเอียดของสันทนาการให้ชยุตม์ ในนั้นมีรายละเอียดหมดว่าต้องการอุปกรณ์อะไรบ้าง…พอถึงวันจริงผมถามว่า แล้วกลองละฮะ? ชยุตม์ตอบกลับมาว่า ผมลืมอ่านไฟล์ของพี่ก้อนน่ะฮะ “- -)

ที่เซ็งกว่านั้นก็คือ เวลาจะนำสันทนาการ ผมจะเช็คว่า มีกลองรึเปล่า? มีกลองไหม? ซึ่งในหลาย ๆ หนน้อง ๆ ที่เป็นสต๊าฟก็จะบอกว่า ‘มีเพ่’ แต่พอวันจริงไปถึง …ไม่มีไม้…. (…)

ถ้าไม่มีไม้ บางคนก็ใช้มือตีเอาอ่ะนะครับ แต่ผิวบอบบางอย่างผม บอกตรง ๆ ว่ารับไม่ได้(…) ก็ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เอาขวดน้ำเปล่า ๆ มาตีบ้าง (ซึ่งน้ำหนักมันจะไม่ได้) หรือหาเศษกิ่งไม้มาตีบ้าง (ซึ่งไม่ดีเท่าไหร่ เพราะส่วนที่ขรุขระมันจะขูดกับผิวหน้ากลองเป็นรอย)

ล่าสุด ทนไม่ไหวแล้วครับ ซื้อไม้กลองเสร็จ ซื้อเชือกฟางมาผูกกับตัวกลองเลย ให้มันรู้ไปสิว่าต่อไปจะมีแต่กลองไม่มีไม้อีก!

2. เครื่องเสียงเหลวแหลก

การนำสันทนาการ ปัจจัยหนี่งที่สำคัญคือเรื่องเสียงครับ ถ้าเครื่องเสียงเบามาก (ไมค์ไม่ดัง โทรโข่งถ่านหมด) แล้วต้องมาเจอกับน้อง ๆ ค่ายจำนวนเยอะ ๆ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว การนำสันทนาการจะเป็นเรื่องที่ทำร้ายคอและเส้นเสียงได้อย่างร้ายกาจ เวลาเสียงไม่ดังพอมันต้องแหกปาก หรือตะโกนเอาน่ะครับ บางทีนำสันฯ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เล่นเอาเส้นเสียงอักเสบไปหลายวัน ในทางกลับกัน ถ้าเครื่องขยายเสียงคุณภาพดีมาก กระซิบนิดเดียว เสียงดังก้องแบบเซอร์ราวน์ อันนี้จ่ะช่วยถนอมเสียงได้มากเลย

บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไมค์เสียงเบาครับ แต่เกิดจากไมค์ติด ๆ ดับ ๆ อันนี้ก็น่ารำคาญพอกัน เพราะเวลาพูด เสียงจะขาด ๆ หาย ๆ ทำให้เวลาพูดอะไรต้องพูดซ้ำ ซึ่งบางทีก็เกิดจากถ่านใกล้หมดบ้าง, ตัวไมค์ประกอบไม่แน่นบ้าง ไม่รู้สาเหตุบ้าง แต่ถ้าเจอเคสอะไรแบบนี้ จะหมดอารมณ์นำสันฯ เอาได้ง่าย ๆ

3. โดนให้นำสันฯ แบบฉับพลัน

คนภายนอกที่ไม่ได้นำสันทนาการ มักมีความเชื่อผิด ๆ ครับว่า คนที่นำสันฯ เป็น จะนำสันฯ เมื่อไหร่ก็ได้ บอกปุ๊บ ได้ปั๊บ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดมาก ๆ บางคนอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ ในค่าย เวลามีปัญหาอะไร สันฯ ก็ลงมาชดเชยเวลาตลอดนี่นา ไม่เห็นต้องบอกล่วงหน้าอะไรเท่าไหร่เลย ถูกต้องครับ แต่นั่นเพราะฝ่ายสันทนาการรู้อยู่แล้ว ว่าในค่ายมันจะมีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ เพราะงั้นก็จะวางเกมสำรองไว้ล่วงหน้า โดยที่เรามีข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนน้อง ๆ ค่าย อายุของน้อง ๆ สถานที่ที่จะนำสันฯ ได้ ฯลฯ

แต่ก็เคยเจอแบบฉุกละหุกนะครับ เล่นเอาเข็ดไปเลย ตอนนั้นทำบลูคิวบ์ครับ ก่อนเริ่มงานก็ถามไถ่ผู้เกี่ยวข้องเสร็จสรรพว่า ต้องนำกิจกรรมอะไรรึเปล่า ก็ได้รับการยืนยันว่า มีหลาย ๆ คนช่วยกัน ไม่ต้องเป็นห่วง ผมก็สบายใจ นึกว่ามีคนรับผิดชอบแล้ว กะว่าจะไปชิล ๆ เอางานไปนั่งทำด้วย ขนาดตอนเดินทางขาไป ยังชวนคนอื่นคุยเรื่องสัพเพเหระ แต่พอไปถึง ก็มีคนเดินมาบอกว่า ‘พี่ก้อนต้องนำสันฯ แล้วละครับ’ เล่นเอาสติแตก แทบจะบีบคอคนบอกเดี๋ยวนั้น (ฮา)

ผมไหว้ละครับ ถ้าจะให้นำสันฯ ยังไง ช่วยบอกล่วงหน้าหน่อยก็ดี นี่ถ้ารู้ล่วงหน้า ขณะที่นั่งรถไป ผมคงเตรียมเกมไปแล้วละครับ (แล้วก็คงนำสันฯ ได้ดีกว่านี้) บอกปุ๊บเอาปั๊บเลยเนี่ย ฆ่ากันเลยดีกว่า (ฮา)

4. นำสันฯ แบบไม่รู้เวลา

ปกติเวลาในค่าย ก็พอจะทราบว่า บางทีต้องนำสันทนาการเพื่อถ่วงเวลานะครับ แต่อยากจะบอกว่า ช่วยแจ้งมาหน่อยเหอะ ว่าต้องนำสันฯ นานแค่ไหน เพราะจริง ๆ แล้ว มันมีเกมหลายแบบ ทั้งแบบที่เล่น 5 นาทีก็เสร็จ กับแบบที่ ใช้เวลาเล่นนาน ไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงก็มี

ถ้าอยู่ดี ๆ มาให้ถ่วงเวลา โดยไม่บอกว่าต้องถ่วงเวลานานแค่ไหน ปกติผมไม่กล้าเอาเกมที่ใช้เวลานานมาเล่นหรอกครับ เพราะเกมพวกนี้ ถ้าเล่นไปได้นิดเดียวแล้วโดนตัดจบ มันจะเสียอารมณ์มาก ๆ (บางทีอธิบายยังไม่เสร็จด้วยซ้ำ ก็หมดเวลาแล้ว) เพราะฉะนั้นก็จะเลือกมาแต่เกมที่เล่นสั้น ๆ ง่าย ๆ แป๊บเดียวจบ

แต่ถ้าเวลามันยืดไปเรื่อย ๆ เล่นเกมแรกเสร็จแล้ว เกมสองเสร็จก็แล้ว แล้วต้องมายื้อเวลาต่อเนี่ย มันอืดแล้วละครับ เกมที่เล่นเสร็จภายใน 5 นาที มันเร็วก็จริง แต่พอเล่นติดต่อกันกลาย ๆ เกมมันจะอืด+ น่าเบื่อมาก ๆ ซึ่งถ้าผมรู้มาก่อนว่ามีเวลามากกว่า 15 นาทีขึ้นไป ก็จะได้เลือกใช้เกมให้เหมาะกับเวลา ไม่งั้นเล่นแล้วแป้ก เล่นแล้วแป้ก จะมาโทษว่าสันฯ ห่วยไม่ได้นะฮะ (ฮา)

5. ใช่สิ….ชั้นมันทำให้เลท

สุดท้ายก็เป็นความซวยซ้ำซวยซากของฝ่ายสันทนาการครับ จริง ๆ เรื่องนี้เคยบ่นในบล็อกไปแล้ว (บ่นอีกก็ได้) ก็คือว่า เวลาฝ่ายสันฯ ต้องไปถ่วงเวลา ก็จะไม่ทราบว่าต้องถ่วงนานแค่ไหน ก็จะถ่วง ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีฅนบอกว่า กิจกรรมต่อไปพร้อมแล้วนะ ปล่อยได้เลย

ปัญหาก็คือว่า มันดันไม่มีใครมาบอกสิครับ แล้วก็มักจะคิดว่าฝ่ายสันฯ จะรู้ได้เอง (บ้าไปแล้ว) บางทีถ่วงเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง (จนหมดมุขแล้ว) แล้วก็มีฝ่ายกิจกรรมเดินมาโวยวายว่า ‘พี่ก้อนทำไมไม่ปล่อยซะที มันเลทมากแล้วนะ’ (อ้าว)

เพราะงั้น ทุกครั้งที่ต้องให้ฝ่ายสันฯ ถ่วงเวลา ช่วยบอกล่วงหน้าด้วยเถอะครับ ว่าให้ถ่วงเวลานานแค่ไหน หรือถ้ายังไม่ชัวร์ ก็บอกไปก่อนว่า ถ่วงอย่างน้อย 10 นาที แล้วจะคอนเฟิร์มทีหลังอีกที หรืออะไรแบบนี้ก็ได้ ซึ่งถ้าผมไม่ได้เป็นคนนำสันฯ เอง เวลาไปช่วยประสานงาน ก็จะบอกกับกร (ฝ่ายสันฯ) เสมอว่าให้ช่วยถ่วงเวลาหน่อยนะ กี่นาที ๆ หรือ ถ้ายังไม่รู้ ก็จะรีบหาข้อมูลให้เร็วที่สุดแล้วมาบอกว่าปล่อยได้ตอนกี่โมง ๆ

ถ้ามีฝ่ายประสานงานที่มีคุณภาพ ก็จะช่วยให้ฝ่ายสันทนาการทำงานง่ายขึ้นอีกเยอะละครับ

จริง ๆ แล้วฝ่ายสันฯ ถ้าไม่มีค่ายก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยครับ (ฮา) จริง ๆ แล้วฝ่ายอื่นน่าจะหนัก แล้วก็มีเรื่องบ่นเยอะมากกว่าผมเลย (เช่นฝ่าย HR) ถ้ามีเรื่องน่าหงุดหงิดใจอะไร ก็เอามาแชร์กันบ้างนะครับ จะได้เห็นใจคนทำงานฝ่ายอื่น ๆ บ้าง ^_^

อ่าห์

จริง ๆ แล้วจะอัพนานแล้วครับ ดองมาประมาณชาติเศษแล้ว

ต้องขอโทษติ๊ดตี่จริง ๆ ครับ พอดีช่วงนี้ยุ่ง ๆ เลยลืมไปเลย

สำหรับเอนทรีนี้ เป็นของติ๊ดตี่นะครับ ซึ่งเป็นประธานอำนวยการของ INNO4 กับ ICTFC6 เมื่อช่วงปิดเทอมใหญ่ที่ผ่านมา

(นานประมาณชาติเศษ)

สำหรับเอนทรีต่อไป น่าจะเป็นของโจ้ ณ บลูคิวบ์ละครับ (ถ้าตามจิกได้สำเร็จนะฮะ)

******************************

หนูเข้ามาในคิวบิกครั้งแรกตอนอยู่ม. 2 ค่ะ อาจจะต่างกับคนอื่นๆตรงที่ว่าตอนนั้นหนูเข้ามาในฐานะน้องค่าย ในค่ายไอซีทีครั้งที่ 2 จำได้ว่าค่ายคราวนั้นสร้างความประทับให้หนูมากๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่หนูรู้สึกว่าแตกต่างจากค่ายอื่นที่เคยไปเข้ามา และโดยเฉพาะพี่เลี้ยงค่ะ ที่ทุ่มเทเพื่อน้องๆได้ทุกอย่างจริงๆ  ทำให้หนูได้ตัดสินใจที่กลับมาค่ายนี้ใหม่ในครั้งต่อไปคือไอซีที 3 แต่พอครั้งที่ 4 หนูก็โตเกินกว่าที่จะมาเป็นน้องค่ายได้แล้ว และตอนนั้นเองที่หนูได้โอกาสเข้ามาทำงานเป็นพี่เลี้ยงในค่ายไอซีทีครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานในคิวบิกทั้งหมดของหนูค่ะ


หนูเริ่มต้นการทำงานจากการเป็นพี่เลี้ยงและก็เป็นพี่เลี้ยงต่อไปอีกสองค่ายคือ mega#1 แล้วก็ CCFC#1 และได้มาทำงานเป็นฝ่ายวิชาการตอนค่ายไอซีทีครั้งที่ 5 เดิมที่หนูตั้งใจจะทำงานฝ่ายที่เกี่ยวกับการดูแลนักเรียน เพราะคิดว่างานสายนี้น่าจะเหมาะกับตัวหนูมากที่สุดค่ะ แต่วันหนึ่งพี่นัทก็โทรมาขอให้หนูเป็นประธานค่ายไอซีทีครั้งที่ 6 ให้หน่อย ตอนแรกหนูก็ยังไม่ตอบรับค่ะ เพราะตอนนั้นหนูต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย  แล้วก็คิดว่าตัวเองคงเป็นถึงประธานค่ายไม่ได้หรอก แต่สุดท้ายหนูก็ตอบรับค่ะ โดยมีข้อแม้ว่าจะเป็นประธานกันสามคนคือติ๊ดตี่ ไบร้ท์ มุก (แบบแบ่งงานกันทำ)


พอเริ่มเตรียมงานอะไรๆก็ตามมาค่ะ เพราะจะต้องมีชื่อประธานค่ายแค่เพียงคนเดียว  เพราะฉะนั้น ไบร้ท์ก็เลยกลายเป็นประธานค่ายไป ส่วนหนูก็จะช่วยในฝ่ายอำนวยการของค่ายค่ะแล้วมุกก็หันไปทำด้านวิชาการ การไปเตรียมงานของหนูก็ค่อนข้างลำบากเลยล่ะค่ะ เพราะบ้านหนูอยู่ห่างจากม.เกษตรมาก ต้องต่อรถ 4-5 ต่อกว่าจะถึง ตอนแรกๆก็นั่งแท็กซี่ไปค่ะ หลังๆเริ่มไม่ไหวล่ะ ยอมตื่นเช้าหน่อยมารอรถเมล์กัน  และบางทีก็ต้องนัดคุยกันแค่ครึ่งทางค่ะ (ส่วนใหญ่ก็จะเป็นที่สยาม ร้านดันกิ้งโดนัท และชอบเข้าไปนั่งกันโดยไม่สั่งอะไรจนเกือบโดนเตะออกมาหลายรอบ) แต่หนูว่ามันก็เป็นอะไรที่สนุกดีค่ะ


การเตรียมงานแรกๆก็ถือว่ายากพอสมควรเลยค่ะ เพราะพี่นัทเปิดโอกาสให้พวกหนูได้คิดเองว่าจะค่ายออกมาในแบบไหน และด้วยการที่ว่าเป็นประธานด้วยกันทั้งสองคนกว่าจะเถียงกัน ทะเลาะกันออกมาได้เป็นแผนงานก็ใช้เวลานานเลยทีเดียวค่ะ หนูว่าแม้บางทีอาจจะทะเลาะกันเยอะไปบ้าง  แต่ก็ทำให้เราลืมหรือตกหล่นอะไรได้ยากค่ะ เพราะจะมีอีกคนคอยแย้งอยู่ และสุดท้ายก็ได้แผนงานต่างๆออกมาค่ะ (เรื่องที่จะสอน กำหนดการเวลาต่างๆที่จะทำอะไรเวลาไหนบ้าง) แต่หนูก็ต้องหยุดไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเตรียมงานไปในช่วงเดือนมกราถึงกุมภาค่ะ เพราะว่าจะต้องเตรียมตัวอ่านหนังสืออย่างจริงจังเพื่อที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัย พอสอบเอเนตเสร็จปุ๊ป หนูจำได้ว่าเย็นวันนั้นก็โดนโทรตามทวงงานต่อทันทีเลยค่ะ 555


การทำงานของหนูเริ่มจริงจังก็เมื่อหลังสอบเสร็จนี่ล่ะค่ะ ทุกคนได้นัดมาประชุมกันหลังจากนั้นไม่นาน  การประชุมคราวนั้นทำให้หนูต้องกลายเป็นประธานอำนวยการของทั้งสองค่ายเลยค่ะ เพราะว่าค่ายไอซีทีและก็อินโนจัดพร้อมกัน และจะได้ใช้ฝ่ายอำนวยการกลางด้วยกันค่ะ เพราะหาคนมาทำแยกค่ายสองค่ายไม่ไหว แต่ถึงยังไงแม้จะฝ่ายที่ใช้คนร่วมกันแล้วก็ตาม ก็ยังหาคนมาทำฝ่ายนี้ยากอยู่ดี

ที่หนูต้องทำหลักๆในช่วงนี้คือการหาคนมาทำงาน และเริ่มติดต่อจองสถานที่ซึ่งคราวนี้พออินโนจัดพร้อมกับไอซีทีทำให้ต้องจองที่พักเพิ่มเป็นสองเท่า และต้องหาที่กินข้าวกลางวันกับเย็นให้กับทางอินโนด้วยค่ะ ด้วยข้อสรุปว่าให้กินข้าวที่ลานอบก. แต่ก็ต้องไปหาโต๊ะเก้าอี้ที่สุดท้ายต้องเกณฑ์แรงงานในค่ายไปช่วยกันขนลงมาจากชั้นสามของตึกมัลติกว่าจะเสร็จก็ทำเอาหลายคนเหนื่อยตั้งแต่ยังไม่เริ่มงานเลยค่ะ และอีกงานคือติดต่อสั่งอาหารและของว่าง รวมถึงจัดทำทะเบียนน้องให้เสร็จ

ซึ่งที่ถือว่าหนักหน่อยคือการหาคนมาทำงานค่ะ จำได้ว่าพี่เลี้ยงกว่าจะได้ครบก็วันสุดท้ายก่อนเริ่มค่ายพอดี แล้วก็มีเรื่องจำนวนน้องเข้าค่ายด้วย ที่แบบว่าใกล้จะถึงค่ายแล้วยังได้ไม่ครบ ก็ช่วยกันลุ้นแล้วก็ประชาสัมพันธ์กันสุดชีวิตกันเลยค่ะ  สุดท้ายเราก็ได้มาเกือบเต็มค่าย ^^


แล้วช่วงเวลาค่ายก็มาถึงค่ะจำได้ว่าวันแรกของค่ายเป็นอะไรที่วุ่นวายสุดๆมาก เพราะมีน้องบางคนโผล่มาแต่ไม่มีชื่อในมะเบียน น้องบางคนมาแล้วเพศไม่ตรงกับที่แจ้งไว้ ซึ่งน้องๆเหล่านี้ก็ทำเอาทะเบียนวุ่นวายหมดเลยค่ะ ห้องพักก็ต้องจัดใหม่  ทำให้ห้องพักที่ออกมาบางห้องก็มีน้องถึง 4 สีและพี่เลี้ยงมานอนด้วยกันค่ะไม่ได้นอนกับน้อง ก็มีความจำเป็นค่ะที่ต้องทำแบบนี้ เพราะถ้าจัดใหม่แบบน้องสีเดียวกันอยู่ด้วยกันและมีพี่เลี้ยงด้วย ห้องที่จัดมาจะเลื่อนเกือบหมด และกว่าจะจัดใหม่เสร็จ จนถึงกลางคืนน้องอาจจะเพิ่งได้หมายเลขห้อง  และที่วุ่นอีกอย่างคือกระเป๋าน้องค่ะ ที่เกิดปัญหาเล็กน้อยทำให้กระเป๋าบางใบไปผิดห้อง ซึ่งก็ต้องวิ่งตามหากันอยู่พักนึงค่ะ ในที่สุดน้องก็ได้กระเป๋าครบ พวกหนูก็จบงานวันแรกไปแบบที่ว่า เหนื่อยมาก !


ต่อวันที่สองสามก็เป็นวันที่งานไม่ค่อยหนักมากค่ะ เพราะอะไรๆเริ่มจะลงตัวแล้ว อาจมีบางช่วงที่วุ่นวายบ้างเวลาที่ทีมานในส่วนนี้บางคนไม่อยู่ออกไปธุระด้านนอกก็อาจจะต้องวิ่งไปวิ่งมากันสองค่าย แล้วก็มีวันที่ไฟดับในค่ายอินโนจนทำให้น้องต้องออกมาทำกิจกรรมสันทนาการไปครึ่งวัน และอีกวันที่หนักคือวันที่สี่ค่ะเพราะวันนี้มีทาง MK มาเลี้ยงอาหารเย็นทั้งสองค่ายค่ะ วันนั้นฝกตกหนักมาก จนในที่สุดไฟก็ดับอีกแล้วค่ะ เป็นอะไรที่คาดไม่ถึงสุดๆ และแทบจะไม่ได้เตรียมการอะไรไว้เลย  แต่สุดท้ายก็เอาเทียนที่เตรียมไว้ใช้ในกิจกรรมอำลามาจุด และทางเจ้าหน้าที่สำนักคอมกับทางพนักงาน MK ได้เอาไฟหน้ารถมาส่องให้แสงแบบไม่กลัวแบตหมด(ต้องขอบคุณมากๆจริงจัง ^^) ทำให้การเลี้ยง MK ผ่านไปได้ แม้จะทุลักทุเลไปหน่อยก็ตาม และที่วุ่นๆอีกอย่างคืองานเลี้ยงปาร์ตี้ตอนกลางคืนค่ะ ซึ่งจะต้องมีถังน้ำตั้งไว้ให้น้องด้วย แต่น้ำก็ดันหมดพอดี และด้วยความที่ไฟดับ ทำให้เซเว่นที่ตึก KITS ที่ปกติก็ปิดคอนสี่ทุ่มกลายมาปิดเร็วขึ้น ทำให้หนู พี่ป่านใหญ่ ปั๊ม ต้องเดินไปซื้อน้ำมาจากเซเว่นที่บาร์ใหม่ ซึ่งมันมันก็หนักมาก แต่ขากลับก็เจอทั้งหมาไล่ เจองูกลางถนน กว่าจะกลับมาถึงก็แทบตายเลยคะ 5555


แล้วก็มาถึงวันสุดท้ายของค่ายแล้วค่ะ ค่ายก็จบลงไปด้วยดี แม้ว่าจะวุ่นวายอยู่หน่อยก็ตาม หนูก็แอบรู้สึกค่ะว่าการเป็นประธานอำนวยการครั้งนี้ของหนูไม่ค่อยดีเท่าไรนัก และเหมือนเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลย ถ้าไม่ได้พี่ๆที่ทำงานอยู่ในส่วนนี้มานานมาช่วยคอยทำอะไรต่างๆให้ คงออกมาได้ไม่ดีเท่านี้ (ขอบคุณมากๆค่ะ) หนูว่าการได้มาทำงานแบบนี้เป็นอะไรที่ทำให้เราได้เรียนรู้มากเลยค่ะ  รวมถึงได้เห็นข้อผิดพลาดของตัวเองในหลายๆเรื่องด้วย หนูร็สึกดีใจมากๆค่ะที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของคิวบิก ถ้าตอนนั้นหนูตัดสินในไม่มาค่ายไอซีที 2 กับเพื่อน ตอนนี้หนูก็คงยังไม่รู้จักคิวบิก ไม่ได้รับประสบการณ์ชีวิตอันมีค่าแน่นอนค่ะ


เมื่อวันสองวันมานี้เพิ่งมีโครงการใหม่ล่าสุดของคิวบิกครีเอทีฟเปิดตัวมาครับ นั่นคือ Cubic Photo Camp Extreme #1 (CPHCX1) หรือค่ายถ่ายรูปค่ายใหม่ของคิวบิกฯ ที่สนุกแบบเอ็กซ์ตรีม ซึ่งรายละเอียดก็คงสามารถดูได้ในเว็บของโครงการที่ผมลิงค์ไว้ให้แล้วนะครับ

เว็บ CPHCX1 ถือว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาเว็บไซต์ของคิวบิกครีเอทีฟพอดูครับ เพราะมีการใช้แนวคิด เทคนิกวิธีการใหม่ๆ ผสานลงไปมากกว่าเว็บโครงการอื่นๆ พอตัวเลยทีเดียว

#1 – การใช้สี

อย่างแรกที่หลายๆ คนคงสังเกตได้ นั่นคือความฉูดฉาดของเว็บที่ออกจะมากกว่าปกติของคิวบิกฯ สักหน่อย เพราะอย่างที่หลายๆ คนมักจะคุ้นกับภาพแบรนด์ของคิวบิกที่เน้นเรียบง่าย หรูหรา ไม่ค่อยฉูดฉาดเล่นสีตัดกันไปตัดกันมาขนาดนี้ แต่ครั้งนี้เหตุผลหลักๆ เป็นเพราะต้องสะท้อนภาพแบรนด์ Extreme ออกมามากกว่าครับ เลยออกมาเป็นภาพใหม่ที่ไม่คุ้นตาพอดู ซึ่งจริงๆ ถ้าพูดตรงๆ กว่าจะออกแบบให้ได้ชุดสีที่กำลังดี (ชุดสีที่ใช้คือฟ้า ส้ม เขียว ม่วง) ก็ใช้เวลาอยู่นานพอดูครับ แต่ก็ถือว่าออกมาดีกว่าที่คิดเหมือนกัน

#2 – ลดข้อความ เพิ่มภาพ

อย่างที่สองคือการพยายามลดข้อความ แต่เพิ่มรูปครับ ในอดีตเว็บของโครงการต่างๆ ค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลเป็นตัวหนังสือที่ละเอียดๆ แต่ในความเป็นจริงทางด้านการออกแบบกราฟฟิกแล้ว จะเป็นคนทางวัฒนธรรมตะวันตกมากกว่าที่คุ้นและพึงพอใจกับการรับสารเป็นตัวอักษร ในขณะที่ทางเอเชียมักจะนิยมรูป แผนภาพ สัญลักษณ์มากกว่า แต่เนื่องจากว่าที่ผ่านมาโครงการหลายๆ อย่างของคิวบิกฯ อาจจะยากสักหน่อยในการสื่อสารออกมาเป็นภาพ เลยจำเป็นต้องเป็นตัวอักษร แต่ในครั้งนี้ถือว่าเป็นเป้าหมายในการออกแบบแต่แรกเลยที่อยากจะเน้นที่รูป เลยจะสังเกตได้ว่าข้อความถือได้ว่าน้อยลงไปมากเมื่อเทียบกับเว็บโครงการอื่นๆ ก่อนหน้านี้ และในทางกลับกันก็พยายามสื่อสารออกมาเป็นภาพ เช่น Standard Improvement ก็เอาภาพสองภาพที่ยังไม่ได้คิดก่อนถ่าย กับภาพที่คิดก่อนถ่ายแล้วมาเปรียบเทียบให้เห็นจะๆ เป็นต้น

#3 – Usability

เทคนิกต่อมาที่ผมอยากพูดถึงเป็นเทคนิกที่จริงๆ มีในเว็บคิวบิกฯ มาได้ประมาณเกือบ 2 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นการเพิ่มความง่ายในการใช้งาน (usability) ในสภาพความเป็นจริง โดยเฉพาะกับกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งถือได้ว่าเป็นเป้าหมายสำคัญกลุ่มหนึ่งของเรา นั่นคือการขยายตัวเลขหรือข้อความที่สำคัญให้สะดวกต่อการจด

เพราะในความเป็นจริงเมื่อเราเห็นหมายเลขโทรศัพท์ หรือเลขที่บัญชีบนหน้าเว็บไซต์ มันง่ายกว่ามากที่เราจะจดออกมาเลย หรือกดมือถือตรงๆ เลย มากกว่าที่จะพิมพ์ออกมา แต่เราจะพบว่าหลายๆ ครั้งจะไม่สะดวกเอาเสียเลยถ้าตัวเลขเหล่านั้นเขียนอัดๆ อยู่ในกองข้อความ กว่าจะก้มจะเงยอ่านทีละตัวก็นานแล้วต้องมาเพ่งหาอีก แนวทางการแก้ปัญหานี้คือการเปิดช่องทางให้แสดงผลตัวเลขเหล่านี้แบบตัวโตๆ มองชัดๆ เมื่อเราต้องการ และปิดทิ้งไปได้เมื่อเราไม่ได้ต้องการนั่นเอง

ซึ่งฟีเจอร์นี้จริงๆ แล้วมีตั้งแต่เว็บไซต์ของ Cubic Creative Summer Supreme 2008 แล้ว โดยที่ตัวเลขเหล่านี้จะถูกเขียนไว้เป็นตัวอักษรสีฟ้า และเมาส์จะเปลี่ยนเป็นรูปมือเมื่อลากผ่านไป สุดท้ายเมื่อเราคลิกก็จะมีตัวเลขนั้นแสดงผลขึ้นมาเป็นตัวใหญ่ให้ดูง่ายๆ ก่อนที่จะหายไปเมื่อเราลากเมาส์หนีออกไป (แบบเก่า) หรือกดที่ไหนก็ตาม (แบบใหม่)


แบบเก่า


แบบใหม่

และวิธีการนี้เป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ ที่ทำให้เกิดเทคนิกสุดท้ายที่เริ่มใช้ในเว็บ CPHCX1 เป็นครั้งแรก คือการนำข้อมูลบางอย่างที่ไม่ใช่ทุกคนต้องอ่าน หรือต้องอ่านบางขณะให้เข้าถึงได้ในลักษณะเดียวกับหมายเลขโทรศัพท์ คือคลิกแล้วโผล่มาอย่างรวดเร็ว และปิดไปเพื่อกลับสู่เนื้อหาหลักได้อย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างสำคัญคือขั้นตอนวิธีการสมัคร ที่ปัจจุบันเรารับสมัครผ่าน 2 ช่องทาง นั่นคือทางออนไลน์ และทางแฟกซ์ ซึ่งทั้งสองวิธีการจริงๆ แล้วก็ถือว่ายังค่อนข้างซับซ้อนอยู่ (แม้ว่าเราจะพยายามลดแค่ไหนแล้วก็ตาม) เพราะในกระบวนการย่อยแต่ละอย่างจะมีรายละเอียดต่างๆ เช่นใบสมัครอาจจะดาวน์โหลด หรือรับผ่านแฟกซ์ก็ได้ การที่จะอธิบายขั้นตอนทั้งหมดนั้นจึงไม่สามารถทำได้โดยง่ายด้วยตัวหนังสือไม่เยอะจนเกินไป รวมถึงสามารถใช้รูปเพื่อแสดงผลได้เพื่อความชัดเจน โดยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องการค้นหาจากเสิร์ชเอ็นจิน เพราะเป็นข้อมูลเสริมที่ไม่สำคัญทางการค้นหาอยู่แล้ว

ในเว็บแบบใหม่นี้ เราจึงเลือกที่จะแสดงผลในหน้าหลักของวิธีการสมัครเฉพาะภาพรวมเท่านั้น เช่น ในขั้นตอนแรกของการสมัครผ่านแฟกซ์ เราก็บอกแค่ว่า “ดาวน์โหลดและพิมพ์ใบสมัคร หรือรับใบสมัครผ่านระบบแฟกซ์อัตโนมัติ” ซึ่งเป็นข้อมูลในภาพรวมที่มากพอสำหรับผู้อ่านที่จะตัดสินใจได้ว่า เราจะเลือกวิธีไหนดีระหว่างดาวน์โหลดใบสมัคร หรือรับผ่านแฟกซ์ หรืออาจจะเปลี่ยนใจไปสมัครออนไลน์เลย โดยที่ยังไม่จำเป็นต้องจมเข้าไปในข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ ขั้นตอนการกดระบบอัตโนมัติ ฯลฯ และเมื่อผู้ใช้ตัดสินใจได้แล้ว ก็แค่คลิกในสิ่งที่เขาเลือก รายละเอียดของขั้นตอนนั้นๆ ก็จึงค่อยปรากฏขึ้นมา


ตอนแรกบอกแค่ว่า “รับใบสมัครผ่านแฟกซ์อัตโนมัติ”


คลิกแล้วถึงมีข้อมูลแสดงขึ้นมา ทำเสร็จก็ปิดไป

ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า เว็บที่อธิบายวิธีการสมัครของค่าย CPHCX1 ถือได้ว่าชัดเจนและเข้าใจง่ายพร้อมๆ กับที่ข้อมูลยังครบถ้วนกว่าหน้าวิธีการสมัครของค่ายในช่วงภาคฤดูร้อนที่ผ่านมามากมายนัก

#4 – Metadata

คำว่า metadata หมายถึงข้อมูลเสริมที่แทรกไว้กับเอกสารหลักเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง เช่นถ้านึกถึงไฟล์เอกสารเวิร์ด ก็อาจจะมีข้อมูลผู้แก้ไขครั้งล่าสุดเก็บไว้อยู่ เป็นต้น สำหรับเว็บเองในยุคหลังๆ ก็มีการให้ความสำคัญกับ metadata เหล่านี้มากขึ้น เช่นการระบุคีย์เวิร์ดสำหรับเสิร์ชเอ็นจิน เป็นต้น

แต่ metadata หนึ่งที่สำคัญในช่วงหลังๆ และหน้าเว็บคิวบิกฯ ต่างๆ ตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้เป็นต้นมา (ได้แก่เว็บครบรอบ 5 ปี, เว็บ Cubic Race 3 และเว็บ CPHCX1 เป็นเว็บล่าสุด) คือข้อมูลย่อที่ใช้แปะตามเว็บเครือข่ายสังคม (social network) ต่างๆ ซึ่งถ้าใครลองเอา URL ของเว็บค่าย CPHCX1 (http://cubiccreative.org/photocampextreme) ไปแปะลงบน Facebook ตรงๆ ก็จะได้ข้อมูลที่แสดงผลได้รวดรัดสวยงามแบบนี้

หรือแม้แต่ถ้าเอาเว็บ RACE3 (http://cubiccreative.org/race3) ไปแปะ ก็จะกลายเป็นวีดีโอที่คลิกดูได้เลยด้วยซ้ำครับ ทั้งหมดนี้คือการกำหนด metadata ไว้ให้ตรงตามมาตรฐานเพื่อให้เว็บอื่นๆ นำข้อมูลไปใช้ได้ทันทีครับ

#5 – Navigation Optimization

เรื่องสุดท้าย ถ้าใครบังเอิญได้เข้าเว็บ CPHCX1 ก่อนหน้าเช้าวันนี้ (9 สิงหาคม) จะสังเกตได้ว่าหน้าแรกของเว็บเปลี่ยนไปอย่างมาก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

เมื่อโครงการนี้เริ่มเปิดตัวในวันที่ 7 สิงหาคม ทางคิวบิกครีเอทีฟก็ได้โฆษณาเว็บนี้ผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งอีเมล์ให้กับผู้ที่ลงชื่อไว้ รวมถึงโฆษณาบน Google และ Facebook

ต่อมาเมื่อผ่านไป 1 วัน เราพบว่า Bounce Rate (อัตราที่ผู้ใช้เข้าเว็บมาแล้วไม่คลิกอะไรต่อแล้วออกไปเลย) นั้นสูงถึง 80% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ระบุถึงคุณภาพของเว็บหน้าแรก ที่ไม่สามารถดึงดูดให้ผู้ใช้คลิกต่อไปยังส่วนอื่นๆ ของค่ายได้ หลังจากที่ทีมงานได้มาช่วยกันวิเคราะห์ถึงปัญหานี้ก็สรุปได้ว่าหน้าแรกเป็นอะไรที่เน้นข้อความมาก และไม่ดูดึงดูดเท่าหน้ากิจกรรมค่าย (ซึ่งเป็นหน้าที่สอง) นอกจากนี้แล้วในหน้าแรกยังไม่มีลิงค์ที่เห็นได้ชัดที่จะให้คลิกต่อได้มากเท่าที่ควร จากทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงทำให้เกิดดีไซน์ใหม่อย่างที่เห็น นั่นคือการพยายามดึงรายละเอียดของกิจกรรม รวมถึงมิวสิกวีดีโอค่ายเก่าซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อมูลที่มีความน่าสนใจในตัวมาอยู่ในหน้าแรก และสามารถคลิกดูผ่านๆ ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องขึ้นหน้าใหม่ เพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกดีที่จะคลิกมากกว่าการขึ้นหน้าใหม่ที่ต้องเสียเวลาโหลดเพิ่มเติมอีก นั่นเอง

#6 – ถึงเวลาของการ…กำจัด IE6

เป็นที่รู้กันในวงการเหล่านักพัฒนาเว็บไซต์ว่า Internet Explorer 6 นั้นถือว่าเป็นเบราว์เซอร์เก่าที่มีปัญหาในการรองรับมาตรฐานเว็บใหม่ๆ หลายๆ ตัวมากมาย แต่เนื่องจากว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่จำนวนมากก็ยังใช้ IE6 ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลที่ไม่ได้อัปเกรด หรือยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้บางเว็บที่เข้าได้เฉพาะ IE6 เท่านั้น (เช่นหน้าการทำงานบางอย่างในองค์กร) จึงทำให้ IE6 ยังเหลือรอดอยู่เยอะพอสมควรทีเดียว ตามข้อมูลในรอบเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมา มีผู้ใช้จำนวนประมาณ 40% จากทั้งหมดที่เข้าเว็บคิวบิกครีเอทีฟด้วย IE6 ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่มากโขอยู่ทีเดียว

เว็บคิวบิกครีเอทีฟเองพยายามรองรับทุกเบราว์เซอร์มาตลอด จนช่วงหลังๆ ตั้งแต่ประมาณปลายปี 51 ที่ผ่านมาได้เปลี่ยนให้ IE6 แค่สามารถใช้งานและดูข้อมูลต่างๆ ได้ครบถ้วน แต่อาจจะแสดงผลไม่เหมือนกับของจริงเสียทีเดียว จนตอนนี้เองเราได้ดำเนินการอีกขั้นหนึ่ง นั่นคือการส่งข้อความเตือนถึงผู้ใช้

ตั้งแต่ประมาณ 1 เดือนที่แล้ว ถ้าใครเข้าหน้าแรกของคิวบิกฯ จะพบข้อความเล็กๆ ด้านบนเพื่อเตือนให้อัปเกรด IE แต่ปัญหาที่สำคัญคือ เราจะบอกให้ผู้ใช้ทราบถึงประโยชน์ของการใช้ IE6 ในมุมผู้ใช้ได้อย่างไร? ล่าสุดในเว็บ CPHCX1 หากใครเข้าด้วย IE6 จะมีข้อความขึ้นตัวโตๆ ตอนแรกชัดๆ เพื่อเตือน และแสดงภาพเปรียบเทียบเว็บ CPHCX1 ที่เข้าด้วย IE6 และเบราวเซอร์อื่นๆ ให้เห็นกันจะๆ พร้อมกับเพิ่มเมนูอัปเกรด IE ที่ด้านบนให้เห็นกันชัดๆ อีกด้วย

จริงๆ แล้วมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างอื่นอีก เช่น HTTP Request Optimization ให้เว็บโหลดเร็วขึ้นที่เริ่มมาให้ความสำคัญมากขึ้นในช่วงหลังๆ ทั้งหมดนี้ก็คือภาพคร่าวๆ ของการพัฒนาของเว็บคิวบิกครีเอทีฟในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเว็บ CPHCX1 นี้ครับ ซึ่งแม้ว่าทุกวันนี้พวกเราเองจะกล้าพูดกันเต็มปากเต็มคำมากๆ ว่าเว็บไซต์ของพวกเราถือได้ว่าอยู่สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยอยู่มาก แต่จริงๆ แล้วตอนนี้แม้แต่ผมเองก็ยังเห็นข้อเสียและจุดที่เราจะปรับปรุงแก้ไขต่อไปได้อีกมากทีเดียวครับ

ซึ่งก็น่าตื่นเต้นไม่น้อยเลยนะครับ ว่าจะมีอะไรที่ดีขึ้นได้อีกในเว็บไซต์ของเรา อย่างไรก็ตามถ้าใครมีไอเดียหรือข้อเสนอแนะใดๆ พวกเราก็ยินดีครับ

จริง ๆ แล้ว เซ็ต ICT INNO ยังมีเรียงความของติ๊ดตี่อยู่ครับ … เพียงแต่ว่าส่งมาอีกเมล์นึงแล้วผมเพิ่งหาเจอ (วะอะอะอะ)

ติดเป็นอาทิตย์หน้าแล้วกันนะครับ อาทิตย์นี้เป็นคิวของน้องบิ๊กก่อน (เพราะเพิ่งผ่าน Thanks Party ไป เหตุการณ์ยังสด ๆ ร้อน ๆ อยู่)

ขอให้สนุกกับการอ่านครับ

ก้อน

***

ผมชื่อบิ๊กครับชื่อจริง นายบุญญวัฒน์ อัศวโนดม ครับ เป็นหัวหน้าฝ่าย Human Resourcesหรือในชื่อไทยว่าทรัพยากรบุคคลครับ ผมพึ่งรับตำแหน่งนี้ได้ไม่นานครับ ในทีมของHRนั้นมี สมาชิกนะขณะนี้มี 7 คนครับมี ติ้ดตี่ แน่ว พี่แพรว ข้าวตู พี่บี น้องแพรว(เห็ด)ซึ่งเป็นสมาชิกที่ยังไม่เป็นทางการครับ

ความรู้สึกที่ได้รับตำแหน่งในฝ่ายนี้ ตอนแรกผมตกใจมากครับแบบ อยู่ดีๆพี่นัทก็บอกว่าบิ๊กมึงเป็นหัวหน้าฝ่ายHRแทนที่กานต์นะผมก็ตกใจอยู่พักหนึ่งและยังคิดว่านั้น คงเป็นการพูดเล่นของพี่นัท(ที่ทำอยู่เป็นประจำ)

จนพี่นัท นัดประชุมฝ่าย ตอนนั้นคำถามมากมายก็ยังถามตัวเองอยู่ว่า เห้ย กูเนี่ยนะหัวหน้าฝ่าย ทำไม เพราะไรว่ะ จะทำได้หรอว่ะเนี่ย แต่พอไปถึงและได้เห็นทีมHR ที่ถูกจัดขึ้นมาใหม่ก็ทำให้ผมรู้สึกโล่งใจว่า ได้ทีมสุดยอดขนาดนี้ก็สบายใจครับ ^^

เนื้อหาในการประชุมครั้งแรกทีมของเราได้ถูกกำหนดโจทย์มาว่าอยากให้ทุกคนที่เป็นสมาชิกคิวบิกได้มีการติดต่อสื่อสารกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากมาครับ เพราะสมาชิกของคิวบิกไม่ได้อยู่ในที่ๆที่เดียวกัน ซึ่งทำให้การประชาสัมพันธ์นั้นเป็นไปได้ยากเอาเรื่องครับ ที่เราคิดได้ในตอนนั้นมีหลายช่องทางทั้ง โทรศัพท์ อีเมล จดหมาย นกพิราบ(อันสุดท้ายคิดเล่นๆครับ)

และอีกโปรเจคหนึ่งที่พี่นัทให้ผมมาคือการหาสถานที่จัด Spirit Dayและ THX09 ครับซึ่งเมื่อได้งานผมกก็วิ่งหาเจ้าพ่อโรงแรมทันทีคือพี่ป่านซึ่งเพียงครึ่งวันก็ได้ลิสโรงแรมมามากมายเลยครับ ตอนแรกถ้าผมจำไม่ผิดนะครับจำนวนที่ได้มามีประมาณ 12โรงแรม แล้วผมกับพี่ป่านก็ช่วยกันตัด อันที่แพง อันที่ไม่ดีทิ้งไป จนลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่ประมาณ 3 โรงแรมครับ สุดท้ายก็เลยสรุปได้โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค เย้ๆ

ปัญหาของการทำงานที่ผมได้เจอคือ เรื่องทะเบียนและขอบเขตของการเก็บข้อมูลครับ ที่เป็นปัญหาใหญ่มากในช่วงแรก ว่าเราจะเก็บข้อมูล แค่ไหนออย่างไรอะไรบ้างครับ และในส่วนของกิจกรรมรอบเดือนก็เป็นเรื่องที่สรุปว่ามีอะไรในนั้นได้อย่างรวดเร็วแต่จนบัดนี้ก็ไม่สามารถหาชื่อที่เหมาะสมได้ซะที ซึ่งเราก็ยังเรียกกันว่ารอบเดือนข้าวตูอยู่ (ใครที่ได้อ่านบทความนี้แล้วและมีไอเดียเรื่องชื่อติดต่อกลับบิ๊ก 089 454 4001นะครับ)

ในส่วนของการเริ่มต้อนทำงานนั้น งานแรกของผมในฐานะหัวหน้าฝ่ายHR ที่ผ่านมาคือ THX09 และSpirit Day ที่ผ่านมาครับ ปัญหาที่เจอภายในงานThx09นั้น ส่วนใหญ่ผ่านไปด้วยดีครับ แต่ที่ตัวผมเอง ลุ้นที่สุดก็คงไม่พ้นการแสดงชุดสุดท้ายของน้องปอมครับ ซึ่งเล่นเอาผมใจหายใจคว่ำพอสมควร เมื่อตอนเช้าก่อนเริ่มกิจกรรมSpirit Day นั้นปอมบอกว่า พี่บิ๊กไม่มีลูกโป่ง  ผมก็แบบ เอ๊อะ!! ไม่นะ แต่สุดท้ายน้องปอมก็แก้ปัญหาได้ครับ

ในส่วนของการเตรียมงานในด้านอื่นๆนั้นผมต้องขอขอบคุณพี่ป่าน ซึ่งช่วยประสานและติดต่อทางโรงแรมให้

ขอบคุณพิธีกรทุกท่านที่มาช่วยได้แก่ โอม ข้าวตู เป้อ พราว  ขอบคุณ น้องเตยและน้องพร ที่ช่วยเรื่องเสื้อผ้าพิธีกร

ขอบคุณปอมที่ช่วยเรื่องการแสดง

ขอบคุณน้องซันนี่ที่ช่วยเรื่องมัลติมีเดีย ขอบคุณน้องตั้มเรื่องของของชำร่วย ที่สวยงามถูกใจผมมากๆครับ

และขอบคุณพี่นัท สำหรับคำแนะนำทุกอย่างครับ ทุกอย่างภายในวันนั้นวุ่นวายมากในตอนแรกแต่สุดท้ายก็จบอย่างสวยงามครับ ฮ่าๆ

ขอบคุณครับ

Why I work at Cubic Creative

In: Cubic Research Group  By: Chayanin

28 Jun 2009

เมื่อประมาณเกือบสองสัปดาห์ก่อน N. Gregory Mankiw เขียนเอนทรีสั้นๆ ในบล็อกของเขา ตั้งหัวเรื่องว่า Why I write textbooks (เหตุผลที่ผมเขียนหนังสือเรียน)

*สำหรับคนจำนวนมากที่อาจจะไม่เคยได้ยินชื่อของเขามาก่อน แมนคิวเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ฮาร์วาร์ด และที่สำคัญ เป็นผู้เขียนหนังสือเรียน Principles of Economics ซึ่งเป็นหนังสือเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ขายดีมากเล่มหนึ่ง (เป็นหนังสือเรียนเศรษฐศาสตร์ภาษาอังกฤษเล่มแรกที่ผมเริ่มอ่านตอนม.ปลาย)

ในเอนทรีนี้ มีประโยคสั้นๆ ประโยคเดียว เขียนว่า

Because there are people like Trevor Burnham.

เพราะมีคนอย่างเทรเวอร์ เบอร์นัม

หน้าที่แมนคิวโยงไปหานั้น เป็นหน้า customer review ของเว็บไซต์แอมะซอนครับ คนที่ชื่อเทรเวอร์ เบอร์นัมมาเขียนรีวิวหนังสือเรียนที่แมนคิวเขียน โดยขึ้นต้นว่า

This was the textbook (in an earlier edition) that introduced me to economics back in high school. I decided to take the AP exam in the subject, even though my school offered no such course. Between this text and a test prep book, I was able to ace the exams; but more importantly, I was immersed in a subject so fascinating that I’m now studying it as a PhD student.

หนังสือเรียนเล่มนี้ (ในฉบับก่อนๆ) ทำให้ผมได้รู้จักกับเศรษฐศาสตร์เมื่อสมัยผมอยู่ม.ปลาย ผมตัดสินใจสอบ AP ในวิชานี้ทั้งที่โรงเรียนผมไม่เปิดสอน ด้วยหนังสือเรียนเล่มนี้กับหนังสือเตรียมสอบ ผมสามารถทำข้อสอบได้ดีมาก แต่ที่สำคัญกว่านั้น ผมหมกมุ่นในวิชาอันน่าหลงใหลจนผมกำลังศึกษาวิชานี้ในระดับปริญญาเอก

*AP หรือ Advance Placement ในระบบการศึกษาของสหรัฐ เป็นการเรียนวิชาระดับมหาวิทยาลัยในการเรียนม.ปลาย โดยมีการจัดสอบกลาง และสามารถนำคะแนนไปขอเครดิตในมหาวิทยาลัยได้

สิ่งที่แมนคิวและเบอร์นัมเขียนนี้ ทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่พี่ณัชเคยเขียนถึงใน Cubic Diary ตอนที่กำลังจะเริ่มทำนิทรรศการวิทยาศาสตร์ครั้งแรก

เวลาเหล่านั้น เราจะให้ความรู้เขาได้สักเท่าไหร่เชียว?

ทำไม เราไม่ทำให้พวกเขา “ตื่นเต้น” กับวิทยาศาสตร์ จนทำให้เกิดความ “สนใจ” และใช้เวลาที่มีอีกมากมายทั้งชีวิต เพื่อหาความรู้ตามความสนใจของตนเอง

เทรเวอร์ เบอร์นัม เป็นบุคคลที่สะท้อนแนวคิดนี้ออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะหนังสือเรียน Principles of Economics ของแมนคิวนั้น เรียกได้ว่าเป็นหนังสือที่ค่อนข้างจะเบื้องต้นหรือ introductory ละเอียดไม่พอสำหรับนักศึกษาเมเจอร์เศรษฐศาสตร์ปีหนึ่งด้วยซ้ำ (อย่างน้อยเพื่อนผมส่วนใหญ่ก็คิดแบบนั้น) แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นความสนใจที่ดึงคนคนหนึ่ง ไปเรียนต่อถึงระดับปริญญาเอก

ผมไม่รู้ว่า แต่ละคนที่เลือกเรียนในแต่ละสาขานั้น มีแรงบันดาลใจหรือแรงกระตุ้นอะไรบ้าง ที่ทำให้เขาเลือกเรียนทางนั้น แต่ผมเชื่อว่า มีหลายๆ คนที่เข้าเรียนและเรียนไปจนจบ โดยไม่ได้พบแรงบันดาลใจนี้เลยก็ได้

คำบ่นเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทย เรื่องสอนกันเรียนกันแต่เนื้อหามากมาย ก็เป็นสิ่งที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง คนก็พูดกันมากมาย เรื่อง เน้นเรียนอย่างสนุกสนาน เรียนไม่เน้นท่องจำ เรียนเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ทำให้รู้สึกว่า เป็นการศึกษาสมัยใหม่ แต่แนวโน้มที่ผมเห็นก็ยังเป็นเนื้อหาที่ลดอายุลงไปเรื่อยๆ (ผมมั่นใจว่าผมไม่เคยเห็นสมการ F=ma ตอนป.ห้า) และผู้ปกครองจำนวนมากที่อยากให้ลูกได้เรียนเนื้อหาเยอะๆ แน่นๆ

คนหลายๆ คนโชคดีมีโอกาสได้พบแรงกระตุ้น แต่หลายๆ คนอาจพ้นไปจากระบบการศึกษาโดยไม่เจอะเจออะไรเหล่านี้เลย เป็นไปได้ไหม ที่ระบบการศึกษาจะช่วยให้เราค้นพบสิ่งเหล่านี้ได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ผมก็อยากจะกระทุ้งอีกสักรอบว่า บางที ในการศึกษาระยะเริ่มต้น (อย่างประถมศึกษา อาจรวมถึงมัธยมศึกษา) เนื้อหาที่เราพยายามจะสอน อาจจะไม่มีค่าเท่าการสอนให้เรียนรู้เป็น และสร้างความกระหายที่จะเรียนรู้ก็ได้

และถ้าจะให้บอกอย่างเท่ๆ เหมือนแมนคิวว่า ทำไมถึงได้อยู่คิวบิกครีเอทีฟ ผมก็คงจะบอกว่า เพราะมีคนที่ยังต้องการ “ความอยากที่จะเรียนรู้” อยู่ครับ


Welcome!

ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก

นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา

คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)

ทวีทล่าสุดจาก Kupo

ทวีทล่าสุดจากสมาชิกคิวบิกฯ

more...
  • เด็กอมาตยกุล ม.1: สวัสดีค่ะ:Dหนูเป็นอีกคนที่อยู่อมาต [...]
  • เด็กอมาตคนหนึ่ง..: สวัสดีค่ะ..หนูเป็นเด็กอมาตคนหนึ่ง เ [...]
  • Pitt: ผมมีกรณีศึกษาของครอบครับเด็กอมาตฯ [...]
  • คุณแม่อมาต: เป็นคุณแม่อมาตฯมา 9 ปี มีความสุขกับโ [...]
  • mars: ลูกชายและลูกสาวเรียนอมาตยกุลทั้งค [...]