creativeideasdrivetheworld.
In: Old Blogs By: admin
31 Dec 2005
ทำไมนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ นักธุรกิจเก่งๆ ถึงเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงนะ?
ทำไมขุนแผนกับพระพันวษามีภรรยาหลายคนได้ แต่นางวันทองถูกประหารเพราะว่ามีสามีหลายคนนะ?
ทำไมในค่ายโอลิมปิกถึงมีผู้ชายมากกว่าผู้หญิงนะ?
ทำไม ทำไม ทำไม?
โลกนี้ถึงไม่เป็นธรรมหรือไงนะ?
ผู้ชายเก่งกว่าหรือไงนะ?
คิดแล้วหญิงอย่างเราก็คับแค้นใจ ดั่งไฟสุมที่กลางอก
ทำไม? นั่นสิ ทำไม?
แล้วก็มานั่งพิจารณาตัวเอง
เนื่องจากเป็นคนที่คลั่งไคล้Physicsมาก สมัยม.4 จะนั่งมองธรรมชาติแล้วพร่ำเพ้อตลอด พยายามนั่งคิดทฤษฎีนู่นนี่มากมาย ไม่เคยหยุด
แต่แล้วก็เปลี่ยนไป…
เมื่อมีความรัก
ไม่ใช่เพราะผู้ชายเก่งกว่า
แต่เพราะผู้หญิงมีอารมณ์อ่อนไหว คิดเล็กคิดน้อย อย่างนี้หรือเปล่านะ?
ที่ทำให้ไปคิดเรื่องอื่นจนเสียเวลาคิดเรื่องงานน่ะ
In: Old Blogs By: Eig
30 Dec 2005ปัญหาที่ว่าก็คือ ผมจินตนาการสงสัยถึงการเคลื่อนที่ของ ปากกาที่ตั้งอยู่และเกิดถูกไสลด์ ทำให้ปลายปากกาเคลื่อนออกไปทิศใดทิศหนึ่ง โดยถ้าเรามองจากด้านบน หัวปากกายังคงอยู่ที่ตำแหน่งเดิม (ถ้าสงสัยนึกภาพไม่ออก ก็ลองดูรูปกราฟนะครับ ตัวปากกาคือเส้นสีเขียว)
คือจะเห็นได้ว่า ถ้าเราถ่ายรูปปากกาแชะๆไว้แต่ละช็อต แล้วเอาทุกช็อตมาซ้อนกัน เราก็จะเห็นเส้นโค้งด้วยแหล่ะ (ซึ่งก็คือเส้นสีส้มนั้นเอง) ผมก็เกิดตะหงิดๆว่า ไอ้เส้นๆนี้มันเป็นยังไง
มันเขียนเป็นสมการได้ว่ายังไงกันนะ !!!
y = sin3( cos-1( x1/3 ) )
ฮูวเร่! ผมได้มันมาหลังจากคิดอยู่ 2 วัน หลังจากคิดสมการผิดๆไป 2 สมการ และได้รับความช่วยเหลือจากโพในการแก้สมการเกี่ยวกับลิมิตและแคลคูลัส
ผมชอบมันมากๆเลยครับ เพราะมันสั้นและสวยงาม ไม่เหมือนกับสมการ 2 สมการแรกอัน ยุ่ง+ยาก+ยาว ที่คิดเอาไว้ ซึ่งมันผิดอีกต่างหาก
และต้องบอกว่า ผมรู้สึกถึงขั้นดีใจมากๆ ที่ทำได้ มันเป็นอะไรที่น่าดีใจมากนะครับกับการที่ เราเกิดนึกสงสัยอะไรขึ้นมา แล้วเราก็ได้คำตอบออกมาด้วยวิธีคิดของตัวเราเอง
เทียบกับการแก้โจทย์เลขในห้องเรียนที่ถูกยัดโจทย์มาให้ทำในเรื่องที่เพิ่งเรียน ความรู้สึกก็เหมือนฟ้ากับเหวเลยมั้งครับ
ที่จริง จุดหนึ่งที่ทำให้ผมดีใจ ก็คงเพราะว่ามันเป็นโจทย์ที่ผมใช้ความพยายามอยู่มากเหมือนกัน
ลองนึกถึงถ้าผมสงสัยแล้วคิดได้เลย ก็คงไม่ดีใจเท่าไหร่
แต่ผมถึงกับเสียเวลาคิดสมการผิดๆไปถึง 2 สมการ และยังต้องให้โพช่วยเหลือในกระบวนการบางส่วนอีกด้วย พอได้คำตอบออกมาก็เลยดีใจมากหน่อย
งานอะไรเราทุ่มเทมาก ให้เวลากับมันมาก เราก็จะเห็นมันมีค่ามาก รู้สึกมันเป็นส่วนหนึ่งของเรามาก และเมื่องานสำเร็จ เราก็จะดีใจมาก
ฉะนั้นจึงทำให้การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ครั้งนี้ พิเศษกว่าครั้งก่อนๆมา เพราะครั้งก่อนๆนั้น มันเหมือนกับบังเอิญสังเกตแล้วปิ๊ง!…. ได้คำตอบ
ในชีวิตผม การค้นพบเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ของผมที่ยังอยู่ในความทรงจำ นั้นมีเหลืออยู่อีก 2 ครั้งเท่านั้น (ที่จริงก็ไม่รู้ว่ามีมากกว่านี้หรือเปล่า แหะๆ)
ครั้งแรกตอนอยู่ประมาณ ป.5-ป.6 ครับ(หรือราวๆนั้น) เป็นชั่วโมงอิสระพัฒนาตน ผมขึ้นไปพูดหน้าระดับเกี่ยวกับสูตรการคูณเลข 2 ตัวที่ลงท้ายด้วยเลข 5
เรื่องก็มีอยู่ว่า ตอนนั้นผมเพิ่งทราบสูตรการยกกำลัง 2 ของเลขที่ลงท้ายด้วยเลข 5 ( ตัวอย่างเช่น 35*35 ให้เอา (3+1)*3 มาต่อหน้าเลข 25 ฉะนั้นคำตอบก็คือ 1225 หรือ 115*115 ก็เป็น 12*11 ต่อหน้า 25 เป็น 13225 )
เวลาบ่ายๆของวันหนึ่ง ผมนอนเบื่ออยู่บนเตียง นอนอยู่ข้างๆเครื่องคิดเลข
ความสงสัยก็ผุดมาว่า ถ้านำตัวเลขที่ลงท้ายด้วยเลข 5 แต่ไม่ได้นำมาคูณกันเอง(นำมายกกำลัง 2) หากแต่เอามาคูณเลขที่ลงท้ายด้วย 5 ตัวอื่น จะได้ผลออกมาเป็นอย่างไร จะมีสูตรสำเร็จบ้างไหม…
ผมนั้นกดเครื่องคิดเลขอยู่ซัก 15 นาทีถึงครึ่งชั่วโมงก็เริ่ม เอ่ะใจว่า มันมีความสัมพันธ์อยู่ จึงไปทดเลขในกระดาษไปๆมาๆ ก็ได้สูตรมา ผมรู้สึกดีใจมากเหมือนกัน
ผมยังจำได้ชัดเจนถึงวันที่ ผมอธิบายเรื่องนี้หน้าระดับชั้นในอาคารอุบล แต่จนถึงวันนี้ผมยังไม่แน่ใจว่า คนเข้าใจที่ผมพูดหรือเปล่า (
สูตรที่ผมว่า เอาเข้าจริงๆมันอาจไม่ได้ทำให้เร็วขึ้นเท่าไหร่เลย 555 ถ้าไม่คล่อง) หรือว่าเพราะผมพูดน่าเบื่อไม่ทราบ…
ครั้งต่อมา ตอนนั้นเรียนพิเศษเลขเพื่อเตรียมสอบ สสวท. คอมพิวเตอร์ เรียนกับพี่นัทครับ ก็เกิดคิด วิธีลัดหาว่าเลขติดแฟกทอเรียลเลขหนึ่งจะมี จำนวน x เป็นตัวประกอบกี่ตัว ขึ้นมาได้ (ตัวอย่าง 6! = 6*5*4*3*2*1 = 2^4 * 3^2 ถ้าถามว่า 6! มี 2 เป็นตัวประกอบกี่ตัว ก็คือ 4 ตัว)
เราก็เรียกกันวิธีคิดของผมนี้ในกลุ่มเล็กๆที่เรียนพิเศษว่า eig’s method
ก็ถือเป็นความภูมิใจเล็กๆครับ
แต่ต่อมาผมพบว่า เรื่องที่ผมคิดได้นี้ มีอยู่แล้วในเรื่องบทเรียนของสถาบันเรียนพิเศษ (ซะงั้น!)
ล่าสุดก็คือ สมการปากกาแสนสวยงามของผมนี้แหล่ะครับ
y = sin3( cos-1( x1/3 ) )
ที่จริงแล้ว… ทั้ง 3 เรื่องนี้ ที่เป็นเรื่องซึ่งผมถือเสียว่าผมค้นพบด้วยตัวเองนี้ เป็นไปได้สูงมากทีเดียวที่จะมีการค้นพบมาก่อนนานแล้วและเป็นเรื่องที่ธรรมดามากๆ
ผมอาจมองมุมกลับมาว่า เราจะเสียเวลากับสิ่งที่มีอยู่แล้วเพื่ออะไร เราไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ได้ค้นพบอะไรเลย
คือ อาจจะเสียเวลา แต่ผมว่าสนุกดี
ผมเชื่อว่า มันไม่น่าลังเลครับ ที่จะทำในสิ่งที่เราสนุก ถ้าประโยชน์ที่ได้คุ้มกับเวลาที่เสีย
ก็บอกแบบนี้ก็เพราะว่า ผมคิดว่ามันน่าลังเลเหมือนกัน ถ้าจะทำอะไรก็ตามที่ได้ประโยชน์คุ้มกับเวลาที่เสียไป
แต่เราไม่สนุก…
ผมชอบนึกเสมอๆ ถึงคนๆหนึ่ง ที่ตั้งใจเรียนเอาเป็นเอาตาย ทุกๆวันอดทนขยันเพื่อจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะคะแนนสูงลิบ ไม่ทำอะไรอย่างอื่นนอกจากอ่านหนังสือ จะมีบ้างที่แบ่งเวลาไปอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ หรืออ่านตำราเล่นหุ้น
และก่อนวันสอบ เขาถูกรถชนตาย…
คงเป็นชีวิตที่ไม่สนุกเอาซะเลย ที่อดทนทำทุกๆอย่างเพื่อประโยชน์ในอนาคตเพียงอย่างเดียว
(เรื่องข้างบนเป็นเรื่องสมมตินะครับ)
กลับเรื่องเดิม
ผมคิดว่าการคิดวิธีการอะไรก็ตามที่เราไม่เคยรู้มาก่อนด้วยตัวเองนั้น ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากกว่าการเราทำความเข้าใจวิธีการของคนอื่นหลายเท่าตัว
กระบวนการคิดสมการครั้งล่าสุดนี้ ผมเริ่มต้นด้วยการสังเกตและจินตนาการการเคลื่อนที่ของปากกา แปลงมันเข้ามาในรูปของปัญหาทางคณิตศาสตร์ ทดลองใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์หลายๆด้านที่เคยเรียนมามาหาคำตอบ ผมคิดสมการออกมาแล้วตรวจหาจุดบอดว่าผิดหรือไม่ มันผิดไป 2 ครั้ง ผมคิดต่อไป และได้สิ่งที่ถูกต้อง(รึเปล่า?)ออกมา
เทียบกับการดูสูตร ดูที่มา ทำความเข้าใจ แล้วร้องอ๋อ (บางคนดูสูตรแล้วจำ แล้วจบ) ตามแบบฉบับการเรียนในห้องเรียนนั้น “กระบวนการคิด”ที่ผมได้ฝึกนั้น ผมคิดว่าแตกต่างกันมาก
ผมอยากให้การศึกษาของไทยเรา ฝึกคนให้ตั้งคำถามในชีวิต และหาคำตอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นกว่านี้
นี้มันไม่ใช่เรื่องที่อยู่แค่ในห้องเรียนหรือวิชาชีพ แต่มันเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของคน
การเชื่ออะไรซักอย่างด้วยความไร้สาเหตุ…
การกู้เงินบริษัทสินเชื่อเกินตัว…
การใช้บัตรเครดิตทบหนี้บัตรเครดิตเดิมจนหนี้ล้น…
การเรียนแบบจำแล้วสะสมความไม่เข้าใจไป ทุกปีๆ…
ฯลฯ
เรื่องแบบนี้คงไม่เกิดกับคนไทยครับ เพียงแค่เราไม่ขี้เกียจที่จะฝึก “คิด” สักนิด
In: Old Blogs By: admin
30 Dec 2005เพิ่งได้มีโอกาสเข้ามาโพสท์เป็นครั้งแรกครับ ดีใจเหมือนกันที่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นในมุมมองของวิทยาศาสตร์ การศึกษา การเมือง ฯลฯ หรือเรื่องกึ่ง ๆ สาระบ้าง
วันก่อนได้มีโอกาสพูดคุยกับฅนใกล้ตัวเกี่ยวกับนิยาย แล้วก็ภาพยนตร์ที่ได้ไปดูมา พอได้มานั่งไล่เรียงผลงานระดับ Hot Hit แล้วก็รู้สึกว่าจุดร่วมของผลงานหลาย ๆ ชิ้นนั้นก็คือ การทลายกรอบดั้งเดิมครับ
ผมเชื่อว่า ผลงานสร้างสรรค์ใด ๆ ก็ตาม มักจะมีกรอบ หรือมีขนบบางอย่างซึ่งตีล้อมรอบสิ่งนั้น ๆ อยู่ เป็นกรอบที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งเรามองไม่เห็น ใครก็ตาม ที่มองออกถึงกรอบอันนี้ ไม่โดนจำกัดความคิด และทลายกรอบอันนั้นได้ ก็จะสร้างสรรค์ผลงานที่ขึ้นชื่อได้ว่า “เปลี่ยนยุคสมัย”
ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ อย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่เรารู้จักกันดีก็ได้ครับ วรรณกรรมสำหรับเด็กเรื่องนี้ผมว่ามีการทลายขนบอยู่อย่างน้อยสองข้อ
อย่างแรกเลยก็คือการจับเอาเรื่องราวของพ่อมดแม่มด หรือเรื่องของเวทมนตร์ ซึ่งฅนธรรมดาอย่างเรา ๆ จะโดน “กรอบ” ตีว่ามันเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อน เป็นศาสตร์มืดอันเร้นลับ แต่ J.K. พลิกความคิด จับมารวมกับโรงเรียน เป็นหลักสูตรการเรียนการสอนของเด็ก ๆ คือพลิกมุมมองไปอีกด้านนึงเลย สังเกตได้ว่าเรื่องนี้จะมีจินตนาการ หรือความคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ออกมาเยอะมาก แค่หลุดจากกรอบอันเดิม เราก็จะได้มุมมองอะไรใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย
อย่างที่สอง ใครที่อ่านเล่มหนึ่งคงจำได้กับฉากไคลแมกซ์ที่เฉลยว่าใครเป็นผู้ร้ายตัวจริง และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดนี้เป็นส่วนสำคัญอันนึงที่ส่งผลงานชิ้นนี้ไปสู่ระดับโลก สำหรับฅนที่อ่านวรรณกรรมเด็ก ผมเชื่อว่าคงจะถูกกรอบครอบงำโดยไม่รู้ตัวว่า นิยายสำหรับเด็ก ต้องตรงไปตรงมา เนื้อเรื่องคาดเดาได้ ไม่มีพลิกแพลง แต่พอผู้แต่ง หักมุมตอนจบก็เล่นเอาฅนอ่านตกเก้าอี้ไปตาม ๆ กัน ซึ่งผมจะไม่ประหลาดใจเลยถ้าการเฉลยฅนร้ายที่ผิดคาดจากที่เราเดามันอยู่ในนิยายชุดสืบสวนสอบสวน แต่การที่คุณ J.K. เอาขนบนี้มาใส่ในวรรณกรรมเด็ก นับเป็นอะไรที่ “แหกคอก” น่าดู
ยังมีตัวอย่างการทลายกรอบอีกหลาย ๆ อย่างที่น่าสนใจ เช่นในแวดวงโฆษณาสองสามปีก่อน เชื่อว่าหลาย ๆ ฅนคงจำได้กับโฆษณาของ orange ที่จับคู่ภาพขั้วตรงข้าม แล้วมี อักษรชี้ประกอบบรรยาย ดูก็รู้ว่าไม่ได้ใช้เทคนิคล้ำสมัยหรือซับซ้อนใด ๆ แต่การหลุดพ้นจากความคิดดั้งเดิมว่าการโฆษณาต้องเป็นเรื่องราว มาเป็นการเล่าเรื่องด้วยภาพและมีประโยคบรรยายประกอบ ก็ทำให้โฆษณาชิ้นนี้เป็นต้นแบบที่มีโฆษณาหลาย ๆ ชิ้นถัดมาเลียนแบบอีกเยอะเลย
เคยเป็นไหมครับที่เวลาเราอ่านผลงาน นิยาย ชื่อดังยุคเก่า ๆ แล้วจะสงสัยว่า มันสนุกตรงไหนหว่า? หรือว่ามันเจ๋งตรงไหนหว่า? เพราะสิ่งที่เจอเราก็เคยผ่านตามาแล้วทั้งนั้น หรือว่าสิ่งที่อ่านเจอไม่ได้แปลกใหม่อะไรเลย นั่นก็เป็นเพราะว่าเราไม่ได้อ่านผลงานที่อยู่ในยุคเดียวกัน ก็เลยไม่ทราบว่าผลงานชิ้นนั้นมัน “ทลายขนบ” ประเพณีดั้งเดิมอย่างไร ซึ่งถ้ามีโอกาสได้รับรู้ว่าผลงานอันนั้นมันสร้างความแตกต่างได้อย่างไร ก็คงชื่นชมผลงานชิ้นนั้นได้ไม่ยาก
แม้กระทั่งในวงการอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันครับ ผลงานที่ทลายขนบดั้งเดิมลงได้ มักจะได้รับการยกย่องให้สูงค่าเสมอ ผมเคยได้มีโอกาสอ่านหนังสือชื่อว่า ผู้ชายหลายมิติ ผ่าน ๆ เป็นชีวประวัติของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล จอห์น แนช (หรือที่พวกเรารู้จักกันดีจากเรื่อง the beautiful mind) ถ้าอ่านเฉพาะตัวทฤษฎีขอ
งเขาแล้วอาจจะรู้สึกเฉย ๆ แต่พอดีในหนังสือเล่มนั้น มีบทนึงที่บรรยายแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ในยุคนั้น ก็เลยทำให้เราทราบว่า ไอเดียของฅน ๆ นี้มันล้ำสมัยอย่างไร
นั่นก็คือในสมัยนั้นกำลังฮิตเกี่ยวกับการค้นหา ทฤษฎีเกมอันครับ ในเชิงที่ว่า มีฅนมานั่งแข่งขันกันสองฅน แล้วทำอย่างไรจึงจะทำให้ฝ่ายเราชนะได้อย่าง 100% มีสมการอะไรที่คำนวณความเป็นไปได้ หรือมีวิธีอะไรที่จะทำนำทางสู่ชัยชนะแล้วยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายตรงข้าม แต่ผลงานของแนช มี concept ที่แตกต่างกันออกไป นั่นก็คือกล่าวถึงลักษณะของ win-win situation หรือการที่ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน (ยุคนี้เชื่อว่าทุกฅนคงคุ้นเคยกับคำนี้ดี) ซึ่งผมทึ่งมากเลยนะ ในขณะที่ทุกฅนคร่ำเคร่งกับการหาวิธีเอาชนะอีกฝ่าย ซึ่งเป็นไอเดียพื้นฐานของการเล่นเกมเลย ที่จะต้องมีผู้แพ้ ผู้ชนะ แต่ฅน ๆ นี้กลับคิดไปถึงการที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายชนะ ร่วมกัน เรียกได้ว่าเป็น การทลายความคิดดั้งเดิมแบบถอนรากถอนโคนเลย
ไอเดียประเภททลายกรอบแบบนี้ยังพบเห็นได้อีกหลายวงการ ทั้งศิลปะ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม มนุษยศาสตร์ ว่าง ๆ ก็ลองมานั่งนึกดูก็ได้ฮะ ว่ารอบตัวเรามีอะไรเป็นผลพวงของการทลายขนบเดิม ๆ บ้าง (อย่างหนังเรื่องโหมโรงก็ใช่)
แต่การทลายกรอบดั้งเดิมก็ไม่ใช่ง่าย ๆ นะครับ เพราะว่าคุณต้อง “คิดต่าง” เป็น
ชีวิตนี้เคยมีความคิดอะไรที่แตกต่างจากฅนอื่นบ้างหรือยังเอ่ย?
In: Old Blogs By: Zerothman
27 Dec 2005พอดีได้เห็นบล็อกของพอ ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อวันที่ 26 เป็นวันครบรอบเหตุการณ์สึนามิ…
ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่า วันนี้ของปีที่แล้ว (วันจันทร์ที่ 27 ธันวาคม 2547) ผมมามหา’ลัยด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อน… มีประเด็นการสนทนาเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะมีใครมีญาติอยู่แถวนั้น ตกลงเหตุการณ์อะไรเป็นยังไง ข้อมูลหลั่งไหลสับสนจนไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด
ในระหว่างการพูดคุยนั้น ก็มีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า ตอนนี้เลือดกำลังขาดมาก ไปบริจาคเลือดกันมั้ย?
ผมรับอาสาไปด้วยอย่างไม่ลังเล เช่นเดียวกับคนอื่นๆ (ถึงแม้ว่าจะกลัวเข็มก็เถอะ)
ในบ่ายวันนั้นผมจำได้ว่าผมกับเพื่อนอีกสองคนโดดเรียนวิชาพละเพื่อไปไปโรงพยาบาล แต่น่าเสียดาย (หรือน่าโล่งใจก็ไม่รู้) ที่วันนั้นปรากฏว่าที่โรงพยาบาลได้รับเลือดจนเต็มจำนวนที่รับได้แล้ว
ณ เวลานั้น นอกเหนือจากความโล่งใจที่ไม่ต้องโดนเข็มเจาะและความเสียดายที่ไม่ได้ปล่อยพลังเลือดไปกู้ภัยแล้ว ผมยังรู้สึกภูมิใจอยู่ลึกๆ ว่าเราได้อยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยความเอื้ออาทรและห่วงใยกันมากแค่ไหน ถ้าเราเปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับเหตุการณ์พายุแคทรินาที่นิวออร์ลีนส์ ผมคิดว่าเราน่าจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนของสภาพสังคม ทั้งความรวดเร็วในการให้ความช่วยเหลือ ทั้งจากรัฐบาล และพลเรือนทั้งประเทศ
ความภูมิใจนั้นทำให้ผมยิ้มได้เบาๆ โดยไม่รู้ตัว
และในวันนี้ เมื่อผมได้มองย้อนกลับไปเมื่อ 1 ปีที่แล้ว ความภูมิใจเล็กๆ นั้น ก็กลับมาอีกครั้ง
คุณรู้สึกเหมือนผมไหม?
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)