Archive for the ‘Old Blogs

ผมว่าโลกวิทยาการกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่น่าตื่นเต้น

ในเวลานี้ เราสามารถทำให้คนตาบอด กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง โดยการวางตัวกระตุ้นลงที่เรตินาหรือจอรับภาพในดวงตา แล้วตัวกระตุ้นจะกระตุ้นเซลล์ประสาทตา(ซึ่งฝ่อไปแล้ว)ที่เชื่อมกับสมองส่วนที่รับรู้การมองเห็นให้กลับมาใช้ได้อีกครั้ง และทำให้คนตาบอดสามารถมองเห็นแสงและเดินไปไหนได้เองโดยไม่ชนของรอบข้าง

เราสร้างแขนเทียมสุดฉลาด หรือชื่อเรียกเท่ๆว่า Bionic Arm ที่สามารถเคลื่อนไหวได้หลากหลายเกือบเทียบเท่าแขนปกติ โดยแขนไบโอนิกนี้จะเชื่อมต่อเส้นประสาทสำหรับสั่งการเกี่ยวกับการทำงานต่างๆในแขนของคนแขนขาด เข้ากับตัวรับสัญญาณที่จะไปสั่งการมอเตอร์ในแขนไบโอนิกอีกที ซึ่งก็หมายความว่า เราสามารถสั่งการเครื่องจักรเครื่องนี้ทำอะไรต่างๆได้ด้วยความคิด

หรือจะสั่งให้ลูกศรเมาส์ในคอมพิวเตอร์เลื่อนขึ้นลงซ้ายขวา หรือคลิ้กเข้าที่ต่างๆก็ได้ ขอเพียงแค่’คิด’ ไม่ใช่แค่ ‘คลิ้ก’

แถมเท่าที่อ่านมาผ่านๆ รู้สึกเรากำลังพยายามจะสร้าง ‘หน่วยความทรงจำ’ ที่ทำให้ปัญหาเรื่องอัลไซเมอร์หมดไป กันอยู่ด้วย

ผมก็เดาไม่ถูกเหมือนกันว่า เรากำลังจะทำอะไรได้อีกบ้าง ที่จริงที่ผมเขียนไปว่า ‘ในเวลานี้’ ในตอนแรกนั้น อย่างเรื่องสั่งเมาส์ด้วยความคิด เราก็ทำกันได้มานานหลายปีแล้ว

จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีที่เข้าเชื่อมต่อทำงานกับสมองของเรานั้น กำลังเก่งขึ้นทุกทีๆ

น่าตื่นเต้นใช่ไหมครับ อย่างน้อยก็ผมคนนึงหล่ะ ที่ตื่นเต้นเอามากๆ

ข้อมูลอ้างอิง
ข่าวบางส่วนดูได้จาก Recommended ที่ผมคัดๆข่าวมาไว้ หรือจะดูข่าวที่คัดไว้ได้ทั้งหมดที่ http://www.google.com/reader/shared/17403955055309534822คลิป VDO เลื่อนเมาส์ด้วยความคิดไปดูได้จาก http://www.nature.com/nature/journal/v442/n7099/suppinfo/nature04970.html

determinable หรือ random

In: Old Blogs  By: Chayut

13 Feb 2006

เคยคิดมั้ยว่าโลกเรา determinable หรือ random

ความหมายของเราในที่นี้ก็คือ determinable หมายถึงจักรวาลที่จากสถานะทุกอย่างในปัจจุบัน สามารถบอกถึงสิ่งที่จะเกิดในอนาคตได้ทุกอย่าง (บอกได้ไม่ใช่คนบอกได้เพราะสมองคนไม่น่าจะเก่งพอ แต่หมายถึงอนาคตถูกกำหนดไว้ตายตัวจากสิ่งที่เกิดในปัจจุบัน และปัจจุบันก็ถูกกำหนดอย่างตายตัวด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต)

ส่วน random หมายถึงไม่มีทางใดเลยที่จะบอกอนาคตได้จากปัจจุบันได้อย่างแน่นอน เพราะมี factor พื้นฐานที่ random อยู่ – ไม่ใช่ random เพราะความ complicate จนอธิบายไม่ได้ (ด้วยสมองมนุษย์) แต่ random ด้วยพื้นฐานของมันเอง นั่นคือไม่ใช่ random แบบ function random ในคอมพิวเตอร์ด้วย (เพราะนั่นไม่ใช่ random ที่แท้จริง)

ถ้าว่าในทางศาสนา detemiable ก็เหมือนกันโชคชะตาฟ้าลิขิตที่ถูกกำหนดมาและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ (ฟ้าลิขิตก็คือกฎฟิสิกส์สั่งให้เป็นไปตามนั้น จากตัวแปรต่างๆ ในอดีตถ้าจะมองกลับมาทางวิทย์) ส่วน random ก็เหมือน free will ที่ขึ้นอยู่กับเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา แต่อันนี้จะมองเจาะจงกับมนุษย์มากเกินไปเพราะถ้าพูดแบบนี้ก็แปลว่าสิ่งอื่นที่ไม่มีชีวิตไม่มี randomness แต่ละศาสนาที่มีบนโลกก็สอนต่างๆกันไปในเรื่องนี้ แต่ถ้าเป็นความเชื่อส่วนตัว ผมเชื่อว่ามีทั้งโชคชะตาที่กำหนดกรอบคร่าวๆ และ free will ที่เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรด้วยตัวเองได้ ปัญหาก็คือว่าเราไม่สามารถรู้ได้ว่า free will นั้น “free” จริง (รู้ได้ไงว่าไม่ได้มีอะไรอย่างอื่นดลใจให้คิด)

มองในทางฟิสิกส์ กฎฟิสิกส์ในปัจจุบันจริงๆ แล้วยังก้าวหน้าไปน้อยมากเมื่อมองให้ลึกถึงสิ่งที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับธรรมชาติ จริงๆ แล้วมันไม่ได้บอกอะไรเท่าไรด้วยซ้ำเกี่ยวกับว่าสิ่งต่างๆ มี random factor มั้ยหรือ determinable อย่างแน่นอน เพราะกฎและทฤษฎีต่างๆที่เรามีอยู่ ก็ใช้อธิบายได้โดยมี limitation ของมันอยู่ และเราก็ไม่มีวันรู้ว่ามีกฎไหนเป็น absoloute truth หรือไม่ (คือมีกฎไหนที่เป็นกฎของธรรมชาติจริงๆ หรือไม่) เพราะการทดลองก็มี limitation เราสร้างกฎเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อพยายามเข้าใจและอธิบายและทำนายให้ได้ อย่างไรก็ตามนักฟิสิกส์แต่ละคนก็จะมีความเชื่อในเรื่อง determinable หรือ random เป็นของตัวเอง เช่น Einstien เชื่อว่า “God doesn’t play dice”

ถ้าเราผูกเวลาเข้ากับเรื่อง determinable กับ random ผมคิดว่า random เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นจริงมากกว่า เพราะลองคิดถึงว่าทุกสิ่งทุกอย่าง determinable จริง ทุกอย่าง ณ ทุกเวลาก็ถูกกำหนดไว้แล้วจากเงื่อนไขเริ่มต้นที่เวลาเท่ากับ 0 (ถ้ามีเหตุการณ์เวลาเท่ากับ 0) ดังนั้นทุกอย่างก็เหมือนกับเกิดขึ้นแล้ว แล้วเวลาจะมีความหมายอะไร เหตุการณ์ทุกอย่างก็จะเหมือนเกิดขึ้นพร้อมกัน นั่นคือ collapse มารวมกันที่ ณ จุดๆ เดียวของเวลา

ในทางกลับกัน randomness สามารถผูกเข้ากันกับเวลาได้ดีกว่า เมื่อเวลาผ่านไปขณะหนึ่งๆ ก็มีสิ่ง random เกิดขึ้นมาปริมาณหนึ่งๆ ที่เป็นตัวสร้างอนาคตที่ determine จากอดีตไม่ได้ทุกอย่าง (อาจจะบอกอย่างคร่าวๆ ได้แต่บอกเป๊ะๆ ไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่ random จะได้ผลอย่างไร) สิ่งที่เกิดอย่าง random ทำให้เวลามีความหมายเพราะทำให้มีสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นได้ ซึ่งมันยังไม่เกิดขึ้นมาเพราะไม่มีอะไรบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น (แม้แต่ตัวจักรวาลเองก็ไม่รู้ เพราะ random ที่แท้จริงย่อมรู้ผลก่อนไม่ได้)

ปัญหาที่ random จะมีก็คือจักรวาลนี้สร้างอะไรที่ random ในรากฐาน (fundamental) ของมันได้อย่างไร? กลไกขอการ random เป็นอย่างไร? กลไกของการ random นี้ต้องเป็นกลไกที่ไม่สามารถ determinable เพราะถ้าเราบอกกลไกของการ random ที่ determinable ได้ ก็จะทำให้เรา determine สิ่งที่ random จะสร้างได้ซึ่งทำให้มันไม่เ

ว่างงาน

In: Old Blogs  By: Masatha

11 Feb 2006

สัปดาห์ที่แล้วไปค่ายมาครับ (จะค่ายอะไรก็ช่างเถอะ) เป็นค่าย 2 วัน 1 คืน

สิ่งที่อยากพูดถึงก็คือ ค่ายนี้ผมไม่ได้มีความรับผิดชอบใด ๆ เลยครับ (ไม่มีหน้าที่ที่ต้องประจำ ไม่มีกิจกรรมที่ต้องออกไปนำ ไม่มีงานที่ได้รับมอบหมายจำเพาะแต่อย่างใด)

ก่อนไปก็รู้สึกว่า เออ ค่ายนี้มันคงจะว่างน่าดูเลยนิ (ก็ไม่มีอะไรให้เรารับผิดชอบเลยนี่นา) แต่ไปค่ายทั้งที จะไปนั่ง ๆ นอน ๆ ก็กระไรอยู่ (อย่างนั้นนอนอยู่บ้านดีกว่า) ก็เลยเดินไปเดินมา ดูว่าตรงไหนยุ่ง ๆ ก็ไปช่วยงาน

ผิดคาดนิดหน่อย

ตรงที่ว่า หนึ่งวันเต็ม ๆ ที่อยู่ที่ค่าย แทบไม่ได้นั่งพักเลย ช่วยฝ่ายนู้นเสร็จ ก็ไปช่วยฝ่ายนี้ พอฝ่ายนี้เรียบร้อย ก็ไปช่วยฝ่ายที่ต้องเตรียมงานถัดไป กลายเป็นว่า พอเราไม่มีงานรับผิดชอบ กลับมีอะไรให้ทำมากกว่าตอนที่มีงานรับผิดชอบซะอีก

อาจจะเป็นเพราะว่า ถ้าเราได้รับมอบหมายงานอะไรมา งานตรงส่วนอื่นเราก็จะเว้น ๆ ไปเพราะถือว่าเรามีงานที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่พอตั้งใจที่จะช่วยฅนเค้าไปทั่ว มันก็เลยมีอะไรมาให้ทำตลอดเวลา (ค่ายค่ายนึง มันมีงานจุกจิกจิปาถะเต็มไปหมดเลยนะเนี่ย)

เอาเข้าจริงแล้ว ก็เลยรู้ว่า เวลามีกิจกรรมอะไรแล้ว เราจะมีงานทำหรือไม่ ไม่ได้สำคัญตรงที่ว่า เค้า(เบื้องบน) แจกงานมาให้เราทำรึเปล่า แต่อยู่ที่ว่า เราตั้งใจจะหาอะไรทำมากแค่ไหน แปลง่าย ๆ ก็คือว่า ถ้าเราเป็นผู้รับคำสั่งอย่างเดียว (passive) ก็จะทำแต่งานที่ได้รับมอบหมาย ในทางกลับกัน ถ้าเรากระตือรือล้นที่จะหางานทำ (active) ถึงไม่มีงานที่ได้รับมอบหมายโดยตรง แต่ก็จะมีงานที่เราเข้าไปช่วยได้ตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้น เราไม่ถูกฝ่ายที่เราสังกัดมาเป็นกรอบด้วย (แปลว่าจะช่วยงานอะไรก็ไม่มีใครว่า ไม่มีใครคิดว่าไปก้าวก่ายงานฅนอื่น)

ก็อยากฝากไปถึงน้อง ๆ ว่า ใครที่ยังลังเล ว่าจะไปค่ายดีรึเปล่า โดยเฉพาะม. 6 ที่ต้องเตรียมตัวสอบกัน อาจจะรู้สึกว่าไม่ได้ช่วยเตรียมงานอะไรเลย ไปค่ายแล้วตรูจะมีอะไรให้ทำเหรอฟระ? ผมเชียร์ให้ไปนะครับ

ผมเชื่อว่า ถ้าเราทุ่มเทให้สักนิดล่ะก็ ถึงจะไม่มีความสามารถพิเศษอันใด หรือไม่ได้อยู่เตรียมงานมาก่อน

แต่ก็จะทำอะไรได้มากกว่าที่คุณคิด…

ช่วงนี้ไม่รู้ว่าน้อง ๆ เตรียมค่ายกันเป็นยังไงบ้าง วันก่อนเจออิ๊ก เจ้าตัวก็บอกว่าไว้มีประชุมใหญ่เมื่อไหร่จะเรียกไป

แล้วมันเมื่อไหร่ล่ะเนี่ย?
มีไอเดียกิจกรรมใหม่ ๆ มาเสนอขายเหมือนกัน แต่ยังไม่ค่อยลงตัว ไว้ลองคุยกับน้อง ๆ อีกทีว่าเวิร์คไม่เวิร์ค ยังไงอาจจะเก็บไว้เป็นข้อมูลสำหรับกิจกรรมถัด ๆ ไปก็ได้

สิ่งที่อยากจะพูดวันนี้ก็คือว่า ปกติแล้ว เวลาทำกิจกรรมใด ๆ ก็ตามโดยเฉพาะการทำกิจกรรมฐาน เข้าซุ้มต่าง ๆ มักจะตบท้ายด้วยการสรุปสิ่งที่ได้จากกิจกรรมนั้นเสมอ ๆ คล้าย ๆ กับเป็นการสรุปความคิดว่า กิจกรรมนี้อยากจะสอนอะไร หรือว่าเราได้อะไรจากกิจกรรมครั้งนี้

ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยได้เห็นในค่ายของเรานะ

แม้กระทั่งผมเอง เวลานำสันทนาการ ก็ไม่เคยมานั่งสรุปว่า เราได้อะไรจากเกมที่เล่นไปบ้าง แต่นั่นก็เพราะว่าลักษณะของสันทนาการ เราเน้นเรื่องความบันเทิงและพัฒนาความสัมพันธ์ของฅนในค่ายอยู่แล้ว (จะมานั่งสรุปให้ฟังก็ยังงง ๆ อยู่)

แต่กิจกรรมบางอย่างที่ ผมคิดว่าหลังจบกิจกรรม นอกจากการประกาศรางวัลผู้ชนะแล้ว เราน่าจะออกมาพูดสักหน่อยนะ ว่ากิจกรรมนี้ต้องการสอนอะไร ทำไปทำไม หรือต้องการให้ผู้เข้าร่วมได้อะไรจากมัน

โอเค บางอย่างอาจจะลำบากที่จะสรุปให้ได้เนื้อได้หนัง อย่างพวกเกมส์วัดดวง ยามเย็น หรือแสดงละคร ใคร ๆ ก็รู้อยู่แล้วว่าฝึกความสามัคคี การทำงานเป็นหมู่คณะ แต่กิจกรรมบางอย่าง เช่น สร้างสรรค์เงินล้าน ปราการแสงไฟ หรือโครงงานด้านวิศวกรรมต่าง ๆ ถ้าฅนนำกิจกรรมออกมาพูดว่ากิจกรรมทั้งหมดนี้ อยากให้น้องได้เรียนรู้อะไร อาจจะช่วยให้กระตุ้นน้อง ๆ ได้ไอเดียตรงตามวัตถุประสงค์มากกว่าให้น้อง ๆ ไปคิดเอาเอง

แน่นอนว่ากิจกรรมเหล่านี้ฝึกกระบวนการคิด พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งแต่ละฅนอาจจะได้ไม่เท่ากัน หรือเราอาจจะรู้สึกว่านี่เป็นทักษะที่แต่ละฅนจะได้เอง ให้เรามานั่งบอกอาจจะไม่ค่อยเหมาะ

แต่ผมคิดว่า น้อง ๆ ค่ายยังไม่โตเพียงพอที่จะมานั่งนึกได้เองว่า กิจกรรมนี้เราพัฒนาความคิดตรงไหนนะ หรือเราควรมีระบบความคิดอย่างไรถึงจะดีนะ เท่าที่ผมเข้าไปสัมผัสมา ส่วนใหญ่จะอาศัยเล่นเอามัน เอาสนุก หรือไม่ก็ใช้สัญชาติญาณล้วน ๆ ในการทำกิจกรรม ประมาณว่า พอทำกิจกรรมที่คล้ายคลึงกันรอบที่สอง รอบที่สาม อาจจะจับทริคอะไรได้นิดหน่อย แต่กระบวนการความคิดจะไม่ได้เป็นระบบนัก

สิ่งที่ผมอยากให้เพิ่มก็คือ หลังจบกิจกรรมพวกนี้แล้ว เราน่าจะมีเฉลย มีมาพูดว่ากระบวนการความคิดที่ดี ที่จะใช้แก้ไขแต่ละโจทย์ที่เราตั้งขึ้นมาเป็นยังไง อย่างกิจกรรมกลางคืน ที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ เราอาจจะพูดได้ว่ากลุ่มที่ชนะเลิศมีความคิดสร้างสรรค์ดีอย่างไร ทำไมถึงชนะ ไอเดียของเค้าแปลกแหวกแนวอย่างไร ทำไมกรรมการถึงเทคะแนนให้ หรือลักษณะการพรีเซนท์มันมีข้อเด่นข้อด้อยอย่างไร

ในกรณีที่เป็นโครงงานวิศวะ ก็อาจจะมานั่งวิเคราะห์ให้ฟังได้ว่า มันมีปัจจัยอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับคะแนน แล้วแต่ละกลุ่มคำนึงถึงปัจจัยแต่ละอย่างครอบคลุมมากน้อยแค่ไหน กลุ่มที่แพ้แพ้เพราะอะไร โจทย์ที่ให้มาคิดตรงไปตรงมาไม่ได้ ต้องคิดถอยกลับไปอย่างไรถึงจะเป็นวิธีที่ลัดที่สุด ฯลฯ

ผมเชื่อว่า ถ้าเราสามารถสรุปความคิด และออกมาพูดให้น้อง ๆ เห็นภาพได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย โอเคว่าน้อง ๆ อาจจะยังเล็กไป ฟังอะไรที่เป็นวิชาการมาก ๆ เป็นหลักการมาก ๆ อาจจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่อย่างน้อยถ้าเราชี้ให้
เห็นว่า กิจกรรมนี้ กลุ่มนี้ชนะเพราะอะไร แล้วกลุ่มเราแพ้เพราะอะไร อย่างน้อยเวลาน้อง ๆ ทำกิจกรรมต่อ ๆ ไป ก็จะมีบทเรียนจากประสบการณ์ตรงแล้วล่ะ ว่าต้องระมัดระวังอะไรบ้าง หรือเพิ่มอะไรลงไปอีกบ้าง ผมคิดว่าแค่รู้ว่าใครชนะไม่ชนะ โดยไม่มีใครมาชี้ให้เห็นว่าเพราะอะไร อาจจะทำให้น้อง ๆ มองภาพรวมของกิจกรรมไม่ชัดนัก

ลองดูแล้วกันว่ากิจกรรมอะไรในค่าย Fun Camp ครั้งที่ 3 ที่เราพอจะสรุปกระบวนการความคิดให้น้องเห็นได้บ้าง อาจจะไม่ต้องทำทุกกิจกรรมก็ได้ แต่อย่างน้อยถ้าเริ่มต้นได้สักอันสองอัน อาจจะเป็นนิมิตหมายอันดีสำหรับครั้งต่อ ๆ ไป

อาจจะช่วยให้น้อง ๆ ได้ฉุกคิดถึงอะไรบางอย่าง ซึ่งผมคิดว่าอาจจะช่วยให้สมบูรณ์ขึ้น นอกเหนือไปจากการฝึกทักษะที่แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวว่าได้อะไรกลับไปก็ได้นะครับ….

(^(^(^(^ Stary Tale ) ) ** * * * >>

In: Old Blogs  By: admin

5 Jan 2006
สวัสดีครับ
(เป็นคำทักทายที่เป็นอมตะจริงๆ 55+)
หลังจากที่ผมได้ไปเที่ยวปีใหม่มา ณ เกาะสิมิลันมา ก็ได้รู้เลยว่า สึนามินั้นหนา ทำลายอะไรไปมากมายใต้ท้องทะเล ปะการังมากมายโดยพัดทำลาย หลงเหลือใว้เพียงเศษปะการังที่ไร้ชีวิต….
ผมไปทริปดำน้ำ ลอยเรืออยู่กลางทะเล 4-5 วัน โดยไม่เข้าฝั่ง ถึงจะทรมานไปนิดสำหรับการดำน้ำวันละ 4 Dive ต่อวัน แต่ผมก็ได้เห็นอะไรมากมายเลย ที่คนอื่นอาจจะไม่มีโอกาศเห็นทั้งชีวิตนี้ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นครับ ฮุ ฮุ ^0^ พูดไปทำให้อิจฮาเปล่าๆครับ อิ้ อิ้ อิ้ อิ้
(^(^(^(^ Stary Tale ) ) ** * * * >>
ในเวลาค่ำคืน ท่ามกลางท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล……
ผมได้มีโอกาศขึ้นไปบนด่านฟ้าเรือคนเดียว ทอดตัวลงนอนบนพื้นอันเย็นเฉียบ จ้องมองขึ้นไปเหนือกลุ่มเมฆหมอก
และสิ่งนี้หละครับคือสิ่งที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้….
มองผ่านก้อนเมฆมากมายที่ในตอนเช้าเราสามารถมาทิ้งเวลาไปกับจินตนาการณ์ ของรูปทรงต่างๆมากมายของมัน
ดวงดาวมากมายบนทางช้างเผือกที่พยายามเปล่งประกายแข่งขันกับแสงจันทร์ กระต่ายน้อยที่อยู่เคียงข้างกลุ่มดาวมากมายที่ไม่เคยรู้ชื่อ
ทุกๆกลุ่มดาวที่ถูกขนานนามเป็นชื่อกลุ่มดาวต่างๆมากมาย ล้วนมาจากความคิดของมนุษย์ทั้งสิ้น และทำไม…. เราก็เป็นมนุษย์มีความคิดที่จะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาก็ได้ เพียงแต่ชื่อนั้นถูกจารึกเป็นตัวหนังสือตีพิมพ์ไปมากมาย แล้วทำไมเราจึงจะจารึกเรื่องราวต่างๆบนท้องฟ้าในความทรงจำของเราไม่ได้ กลับมัวเอาแต่นั่งเปิดแผนที่ดาวแล้วค้นหาความคิดของผู้อื่น
บางคนกำหนดต่อตัวเองให้ดาวเป็นความหวัง
บางคนกำหนดให้แสงดวงน้อยๆนั้นเป็นสวรรค์
บางคนอธิฐานต่อดวงดาวนั้นทุกคืน
บางคนอยากฝากดวงดาวส่งต่อความคิดถึง ถึงคนที่เขาห่วงใย
บางคนให้ดาวสร้างความฝันในยามค่ำคืน
หรือบางที บางคนอาจไม่เคยมองเลยซะด้วยซ้ำไป
คุณเพียงแต่จะยืนมองดาวและคิดจินตนาการณ์ไปเยอะแยะ
เพื่ออะไรหละครับ ลองถามตัวคุณเองดู………………………..
ลองหาความหมายของสิ่งนั้นด้วยตัวคุณเอง

Welcome!

ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก

นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา

คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)

ทวีทล่าสุดจาก Kupo

ทวีทล่าสุดจากสมาชิกคิวบิกฯ

more...