Archive for the ‘Cubic Diary

Cubic Diary #7 – “Grand Opening”

In: Cubic Diary  By: Zerothman

17 Apr 2011

(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 6 ก่อน)

ในตอนนั้น เราตัดสินใจที่จะรับน้องๆ ชาวค่ายในระดับชั้นเดียวกับค่ายเยาวชนสมองแก้ว นั่นคือ ป.5 ถึง ม.2

จริงๆ เราก็มีเหตุผลประกอบเล็กน้อยนะครับ หลักๆ คือ เป็นอายุช่วงชั้นที่ห่างในระดับที่พี่ๆ ม.ปลายคุมได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่เด็กเกินกว่าที่พี่ๆ จะรับไม่ไหว

และที่สำคัญที่สุด เราคิดว่า 4 ช่วงชั้น เป็นระยะห่างที่สูงที่สุดที่จะทำกิจกรรมร่วมกันแล้วมีความสุขที่สุดแล้ว

คิดง่ายๆ ถ้าเราอยู่ ม.2 แค่มีเพื่อนร่วมทีม ป.5 ก็คงอยากจะตายแล้วใช่ไหมครับ?

และนี่คือเหตุผลครับ

ตอนนั้น ผมได้ใช้สกิลการใช้ Excel จากที่ฝึกฝนมาในช่วง ม.4 ตอนทำรับจองรูปค่าย ม.4 (สมัยนั้นยังถ่ายกล้องฟิล์มครับ) และทำบัญชีเงินจากการเป็นเหรัญญิกกีฬาสีตอน ม.5 ในการทำงบประมาณของค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1

จากการคำนวณต่างๆ อย่างอลังการ (หรือเปล่า?) เราก็พบว่าน้องๆ ชาวค่ายต้องจ่ายเงินคนละ 1,800 บาท สำหรับค่ายระยะเวลา 5 วัน 4 คืน

ไม่อยากจะบอกว่า กว่าจะมาเป็น 1,800 บาทนี้ได้ มันเริ่มต้นจาก 3,500 บาท!

แล้วอ.สุมาลีก็บอกว่า น่าจะพยายามทำให้ตัวเลขนี้ลดน้อยลงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้กว้างที่สุด สำหรับคนที่อยากจะมาเข้าร่วมค่ายในครั้งนี้

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ และตอนนั้น ผมก็ได้เสนอแนวคิดเพิ่มเติมอีกอย่างหนึ่ง

นั่นคือผมอยากจัดโควต้าให้กับลูกหลานพี่คนงานมาเข้าค่ายนี้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงน้องๆ ของทีมงานค่าย โดยอาจจะทำให้มันลับๆ หน่อยหรืออะไรก็ว่าไป

ในครั้งนั้น อ.สุมาลีไม่อนุญาต ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้เกิดความเท่าเทียม

ก็เป็นเหตุผลที่น่าสนใจนะครับ ซึ่งก็เป็นอะไรที่ผมมองข้ามไปในเวลานั้น

ในตอนนั้น ผมโคตรประทับใจในแนวคิดนี้ครับ และบอกกับตัวเองในทันทีว่า จะยึดหลักของ “ความเท่าเทียม” มาเป็นหลักสำคัญในการทำงาน ทั้งในส่วนของน้องๆ ชาวค่าย ผู้เข้าร่วม ผู้ปกครอง หรือแม้แต่ทีมงานด้วยกันเองก็ตาม แม้ในโลกที่ไม่มีอะไรที่ยุติธรรมก็ตามแต่

ยากนะครับ…

ต่อมาในส่วนของการประชาสัมพันธ์ ในยุคเริ่มแรก เรามีอยู่ไม่กี่อย่างครับ อันได้แก่โปสเตอร์แปะตามบอร์ดระดับชั้น โบร์ชัวร์แนบพร้อมกับจดหมายถึงผู้ปกครอง เสียงตามสายแบบธรรมดา แล้วก็บูธรับสมัคร

ในตอนนั้น ผมจำไม่ได้ครับว่า อยู่ๆ ใครเสนอขึ้นมา (หรือตัวผมเองก็ไม่ทราบ?) ว่าเราน่าจะจัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ค่ายนี้ไปในตัว เพราะกลุ่มเป้าหมายของนิทรรศการ ก็ตรงกับของค่ายอยู่แล้ว

และแล้ว แผนการ “นิทรรศการวิทยาศาสตร์สาธิตเกษตร ครั้งที่ 2” จึงได้เริ่มต้นขึ้น ด้วยหลักการนิทรรศการที่ไม่มีบอร์ดเหมือนเดิม ภายใต้แนวคิด “ธาตุแห่งชีวิต” โดยวางแผนไว้ว่าจะจัดในวันที่ 13 มกราคม 2547

ตอนนั้นผมเป็นคนคิดแนวคิดหลักนี้เองครับ ตอนนี้เวลามองย้อนกลับไปดูก็รู้สึก lame เฉิ่มดีนะครับ ตอนนั้นเราได้แบ่งนิทรรศการออกเป็น 4 ส่วน อันได้แก่ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยแต่ละส่วนจะมีการทดลองหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโซนนั้นๆ

ในส่วนของดิน จะมีการปั้นดินญี่ปุ่น ที่ตอนนั้นได้การสนับสนุนจากพี่ศิษย์เก่า เป็นแบบที่ปั้น ทิ้งไว้สักคืนแล้วมันจะแข็ง อะไรทำนองนี้

น้ำ แน่นอนครับ ขายไอติมหมุนๆ (อีกแล้ว) แล้วก็มีขายของเล่นพวกที่ทำฟองสบู่ แล้วก็เล่นนู้นเล่นนี้ครับ

ลม มีการสอนการพับจรวด มีการแข่งขันเครื่องร่อนกระดาษ (ตอนนั้นอาร์มทำถ้วยรางวัล อึ้งมากๆ ครับ สวยสุดยิด เนี้ยบสุดๆ จนไม่อยากเชื่อว่านักเรียนทำ) แล้วก็ขายชุดทำกังหันลม (ผมเอาต้นแบบมาจากกังหันลมที่ผมซื้อตอนไปแข่งที่ศรีลังกากับคนเดินเร่ขายที่ชายหาด ชอบมากครับ ซื้อมา 5 รูปี)

และไฟ มีการทดลองเกี่ยวกับเทียนไข แล้วก็สารเคมีต่างๆ ที่เกี่ยวกับความร้อน มีทำสบู่

และแน่นอนว่า มีกิจกรรมบนเวทีด้วยครับ โดยตอนนั้นผู้ที่ได้รับเกียรติเป็นพิธีกร คืออิ๊ก และโม (ไม่ใช่โมของปั้มนะครับ) ไม่อยากจะบอกว่า ตอนนั้นเองครับที่ทำให้เราค้นพบว่า อิ๊กไม่ได้เกิดมาเพื่อโม้บนเวที (แต่ก็ไม่ได้แปลว่าอิ๊กไม่มีหัวจัยย์นะครับ)

แน่นอนครับว่า ด้วยประสบการณ์จากการจัดครั้งแรก สำหรับครั้งที่สองนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่วุ่นวายเกินกว่าที่คิดนัก ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น จะเว้นก็แต่ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่พบได้ทั่วไป แต่ผลที่ออกมา ก็เป็นที่น่ายินดีครับ

อย่างน้อย ผมว่ามันมหัศจรรย์แล้ว สำหรับคนประมาณยี่สิบคน ในการทำงานประมาณหนึ่งเดือน

และการรับสมัครในวันแรกสำหรับค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ก็เริ่มต้นในเย็นวันนั้นเอง

การรับสมัคร เราจะรับสมัครผ่านซุ้มรับสมัคร บริเวณลานเงิน (หน้าศาลพระภูมิ) ในตอนเย็นเวลา 16.00 – 17.00 ทุกวัน (แน่นอนครับว่า หนุ่มๆ ต้องโดดคาบ 8 แต่ผมชอบนะครับ)

และเช่นเดียวกับการประชุม ในตอนนั้นผมจำได้ว่า ไม่มีวันไหน ยกเว้นวันที่สองที่มีบูธวันแรกหลังจากนิทรรศการฯ ที่เปิดซุ้มเลท (ในวันแรกมีปัญหาเรื่องโต๊ะ ไม่มีโต๊ะจะจัดซุ้ม)

ซึ่งซุ้มตอนนั้นของเราก็เรียบง่ายมากครับ มีแค่โบร์ชัวร์แจก พร้อมกับการให้ข้อมูลและรับสมัคร

ในครั้งนั้นเผื่อใครไม่ทราบ เรามีข้อกำหนดที่ประหลาดทีเดียวครับ

ในจำนวนชาวค่ายที่เราจะรับสูงสุด 60 คน เรากำหนดไว้ว่า จะต้องไม่มีเพศใดเพศหนึ่งเกิน 40 คน ไม่มีระดับชั้นใดระดับชั้นหนึ่งเกิน 20 คน

เหตุผลมีอยู่เพราะว่า เราไม่อยากให้ค่ายมีสมาชิกที่มีความ “เหมือน” กันจนเกินไปทางด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อให้บรรยากาศของค่ายมีความ “พอดี”

นอกจากการรับสมัครที่ซุ้มแล้ว เรายังมีการส่งใบสมัครไปที่ทางพหุภาษา ให้อ.ศันศนีย์ (ไม่แน่ใจการสะกด) เป็นคนช่วยประชาสัมพันธ์ และรับสมัครด้วย

ผลคือ ในครั้งนั้นเราได้มีสมาชิกจากโครงการพหุฯ มาเข้าร่วมกับพวกเราเป็นครั้งแรกครับ

และเผื่อใครไม่ทราบ… ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ยังคงเป็นค่ายในซีรีส์ KUSFC ค่ายแรก และค่ายเดียว ที่มีสมาชิกที่ไม่ได้เป็นนักเรียนโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ

ในค่ายครั้งนั้น เรามีสมาชิก 1 คน เป็นนักเรียนจากโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ กำแพงแสน (ซึ่งในทางเทคนิกแล้ว ถือว่าไม่เกี่ยวใดๆ กับโรงเรียนเรา)

จริงๆ ในตอนแรกผมได้เคยเกริ่นกับอ.สุมาลีว่า เราน่าจะให้นักเรียนสาธิตเกษตรฯ กำแพงแสนมาเข้าร่วมด้วย แต่ได้รับการปฏิเสธ เนื่องจากว่าในเชิงของการบริหารงานแล้ว ไม่ถือว่าเป็นโรงเรียนเดียวกัน หรือเกี่ยวข้องกันโดนสิ้นเชิง

แต่อยู่ๆ หลังจากที่เรามีการประชาสัมพันธ์บนหน้าเว็บไซต์ม.เกษตร (http://www.ku.ac.th) ก็มีผู้ปกครองที่ทำงานอยู่ในม.เกษตร แล้วลูกอยู่กำแพงแสน ติดต่อผมเข้ามา

ผมขออนุญาตอ.สุมาลี เป็นกรณีพิเศษ และท่านอ.สุมาลีก็ให้ (ตอนนั้นจำไม่ได้ว่า เต็มใจให้แค่ไหน หรือใช้เหตุผลอะไรอ้างเหมือนกัน)

และจากเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งปวง ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 จึงมียอดผู้สมัครทั้งสิ้น 39 คน (จากที่ตั้งเป้าไว้ 60 คน) ตอนนั้นก็ยอมรับนะครับว่าทรุดพอดู แอบห่วงเรื่องงบประมาณ แต่ก็ไม่รู้สึกว่าหนักหนาอะไร เพราะ 39 คนก็คงจัดได้อยู่สบายๆ

และเมื่อจำนวนคนลดลง ก็แน่นอนครับว่า เราคงต้องปรับเปลี่ยนแผนการอะไรหลายๆ อย่างพอดูทีเดียว

 

ส่วนแถม 1:

ภาพนี้ถ่ายจากงานนิทรรศการวิทยาศาสตร์สาธิตเกษตร ครั้งที่ 2 เมื่อวันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2547 โดยในภาพเป็นอิ๊ก (ซ้าย) และโม (ขวา) เป็นพิธีกรกิจกรรมบนเวที กำลังสัมภาษณ์ผม (กลาง) เกี่ยวกับเรื่องของค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1

หลังจากที่โมได้เข้าศึกษาต่อที่คณะบัญชีฯ จุฬาฯ เมื่อปี 48 โมก็แทบไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมใดๆ ของคิวบิกครีเอทีฟอีกเลย ถึงกระนั้นในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ด้วยประสบการณ์จากการเป็นนายกสโมสรอินเตอร์แรคท์ของโม ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้คิวบิกครีเอทีฟในยุคเริ่มแรกผ่านพ้นมาได้เช่นเดียวกัน

 

ส่วนแถม 2:

มีหลายอย่างนะครับที่ตอนนั้นอ.สุมาลีให้ทำ/ไม่ให้ทำ

และหลายๆ อย่างก็เปลี่ยนไปมาก ซึ่งผมคงจะกล่าวถึงเมื่อถึงเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้น

แต่หนึ่งเรื่องราวในค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ซึ่งผมเคยคุยกับอ.สุมาลีนานแสนนานในช่วงเตรียมค่าย คือไอเดียเกี่ยวกับการมีเค้กวันเกิดให้กับชาวค่ายและทีมงานที่เกิดในช่วงค่าย

ไอเดียนี้ผมเอามาจากค่ายสมองแก้วดื้อๆ แล้วเอามาเสนออ.สุมาลี แต่โดนปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการสนับสนุนภาพของวัตถุนิยม (อ.สุมาลีบอกว่า ไม่ชอบเรื่องการให้ของขวัญ) จนเป็นเหตุให้ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ไม่มีการฉลองวันเกิดใดๆ

อย่างไรก็ตาม การฉลองวันเกิดก็มีขึ้นครั้งแรก 2 เดือนหลังจากนั้น ในค่ายเยาวชนไทย ก้าวไกลไปกับไอซีที ครั้งที่ 1 โดยเป็นการวางแผนโดยป่าน และก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันในทุกๆ ค่าย

 

ส่วนแถม 3:

รายชื่อผู้ที่เข้าค่าย KUSFC1 และปัจจุบันเป็นสมาชิก/อดีตสมาชิกของ KUSAC และ/หรือคิวบิกครีเอทีฟ ได้แก่

สีแดง: ยู้ จุ๊บแจง ไอด์
สีเหลือง: โจ้ ข้าวฟ่าง ชาร์ป
สีเขียว: พิม
สีฟ้า: ฝ้าย
สีส้ม: (ไม่มี)

 

ส่วนแถม 4:

น้องนาย (กลาง) สมาชิกเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้เป็นนักเรียนโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ

 

Cubic Diary #6 – “Boundaries”

In: Cubic Diary  By: Zerothman

13 Apr 2011

(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 5 ก่อน)

เวลาการดำเนินงานก็ผ่านมาเรื่อยๆ ครับ

จากสิงหาคม เป็นกันยายน ตุลาคม พฤศจิกายน มาเรื่อยๆ…

เราจะมีการประชุมในทุกๆ สัปดาห์ ในวันจันทร์ ที่แล็ปชีวะ

ผมคิดว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่า การที่ให้สมาชิกทุกคนในทีมได้เห็นความคืบหน้าในทุกๆ ด้านไปพร้อมๆ กัน

การประชุม หลักๆ จึงเป็นเหมือนกับการให้ทุกคนได้เห็นภาพที่เราเดินไปข้างหน้าไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุด

ผมคิดว่าเป็นความรู้สึกที่ดีนะครับ (แต่ตอนนั้นก็อาจจะมีคนไม่เห็นด้วยกับผมก็ได้)

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเป็นคนที่ออกจะเข้มเรื่องการประชุมทีเดียวครับ

ในทุกๆ วันจันทร์ ผมจะมีเรียนชีวะตอนคาบ 4 ที่ห้องชีวะ ผมจะใช้เวลานี้ในการคิดเตรียมวาระการประชุม

เมื่อเรียนเสร็จ ผมจะรีบไปทานข้าวให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาประมาณ 12.15

หลังจากนั้น จะใช้เวลาประมาณสิบนาที ในการเดินไปเดินมาในแต่ละระดับ เพื่อเตือนทุกคนที่เดินผ่านเจอว่าให้ไปประชุมด้วยนะ

12.25 คือเวลาที่ผมใช้ในการนัดประชุมทุกครั้ง และ 12.30 คือเวลาที่ทุกคนต้องมาครบ

และทุกคน ต้องมาครบจริงๆ ครับ และส่วนมากก็จะมาครบภายใน 12.30 กัน โดยเฉพาะพวกม.6 จะรักษาเวลากันดีสุดๆ เพราะผมจะย้ำกับกลุ่มนี้เสมอว่า เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้องๆ

เคยมีครั้งหนึ่ง อยู่ๆ อิ๊กกับแก้วก็ไม่มาประชุม โดยที่ผมไม่ทราบก่อน ผมเดินลงไปตามหา พบแก้วกับอิ๊กกำลังนั่งทำงานภาษาอังกฤษอยู่ ตอนนั้นผมฉุนขาด ระเบิดอารมณ์กลางห้อง ม.4/1 ใส่อิ๊กกับแก้ว ทั้งห้องหันมามอง รวมถึงอ.สุวรรณาที่นั่งทำหน้างงๆ อยู่หลังห้องด้วย

น่ากลัวทีเดียวใช่ไหมครับ?

ตอนนั้นผมให้เหตุผลกับอิ๊กกับแก้วว่า ถึงงานจะต้องส่งตอนบ่าย แต่อิ๊กกับแก้วก็รู้ก่อนหน้าเป็นวันๆ แล้วว่างานต้องส่ง และตอนกลางวันมีประชุม แปลว่าอิ๊กกับแก้วก็ควรจะต้องวางแผนก่อนแล้วว่ากลางวันไม่ว่าง ต้องเอาเวลาอื่นไปใช้ทำงานภาษาอังกฤษ

ผมไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าตอนนั้นอิ๊กกับแก้วจะเข้าใจหรือเปล่า หรืออาจจะต่อต้านเพราะผมประจานความผิดนี้ต่อหน้าทุกคน (นอกกลุ่มอีกต่างหาก) มากกว่า (ซึ่งก็ยอมรับว่าในสมัยนั้นยังไม่ตระหนักถึงข้อนี้เท่าไหร่)

และเคยมีอีกครั้งหนึ่งครับ ที่เป็นบ้าอะไรไม่รู้ อยู่ๆ ทุกคนก็มาสายกันสุดๆ โดยไม่ได้นัดหมาย

ผมรอจนถึงประมาณ 12.40 จนทนไม่ไหว ก็ระเบิดขึ้นมากลางห้องชีวะ บอกว่านัดประชุมอีกทีพรุ่งนี้ (วันอังคาร) เวลาเดิม (12.25) ถ้าใครไม่มาก็ไม่ต้องทำแล้วค่าย แล้วก็เดินออกไปเลย

วันรุ่งขึ้น ผมขึ้นมาห้องชีวะตอนประมาณ 12.20 พบว่าทุกคนอยู่ในห้องเรียบร้อยแล้ว ยอดเยี่ยมจริงๆ ครับ…

ยุคนั้นคงเรียกได้ว่า เป็นยุคที่คิวบิก (แม้ว่าจะยังไม่ได้เป็นคิวบิก) มีระเบียบวินัยและรักษาเวลากันมากที่สุดแล้ว

จริงๆ ก็ยังเป็นปริศนานะครับว่า ความโหดของผู้นำ ระดับไหนถึงจะพอ?

ผมรู้สึกได้นะครับว่าช่วงนั้น เรทติ้งของผมก็ไม่ได้ป๊อปปูลาร์นักในบางกลุ่ม

แต่พอเวลาผ่านไป กับคนที่รับไม่ได้ก็จะค่อยๆ หายไป เหลือแต่คนที่เข้าใจ หรือยังอยู่ด้วยเหตุผลบางอย่าง

ธีรัชเคยสารภาพกับผมครับว่า ก่อนหน้าช่วงจัดค่ายฟันแคมป์ ธีรัชเป็นหนึ่งในคนที่แทบจะจุดธูปสาบแช่งผมอยู่ทุกๆ วัน เพราะความบ้าดีเดือดของผม

ตอบยากนะครับ ว่าผมควรจะรู้สึกดีหรือแย่ดีที่ธีรัชเค้ามาบอกแบบนี้กับผมตรงๆ ฮา…

แต่อย่างไรก็ตาม ภาพของการประชุมทุกสัปดาห์ที่ไม่มีใครมาเลท มันทำให้การดำเนินงานต่างๆ เป็นไปได้อย่างราบรื่น และทุกคนรู้สึกว่าเป็น “ทีม” เดียวกันอย่างแท้จริง ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ผมชอบที่สุด

และคิดว่าเป็นกุญแจสำคัญ ที่ทำให้ทีมงานในยุคแรกๆ รู้สึกผูกพันกันมากทีเดียว

หลังจากการเตรียมการต่างๆ มากมาย และแล้วก็ใกล้ถึงเวลาที่เราจะต้องเปิดตัว ประชาสัมพันธ์ และรับสมัครน้องๆ เสียทีครับ

 

ส่วนแถม #1

ห้องประชุมวิชาการวิจัยที่สาธิตเกษตร เป็นห้องที่คิวบิกใช้ประชุมเยอะมากในยุค 2-3 ปีแรก และทุกครั้งที่เก้าอี้พัง โรงเรียนจะโทษเรา ตอนนั้นโคตรเซ็งครับ แต่ก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเราก็ใช้ห้องกันบ้าระห่ำจริงๆ ครับ ฮา…

 

ส่วนแถม #2

ในยุคสองสามปีแรกของคิวบิกครีเอทีฟ เป็นยุคที่การประชุมจะมีขึ้นแทบทุกสัปดาห์ และตรงต่อเวลามากๆ อย่างไรก็ตามดีกรีความตรงต่อเวลาก็น้อยลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

ยังเป็นปริศนาครับ สำหรับเหตุผล

แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่สรุปได้ทันทีนะครับ ว่าการไม่ตรงต่อเวลานี้ มีผลดีผลเสียอย่างไร? (อาจจะดีก็ได้?) และถ้าสังเกต จะมีแค่ปีแรกเท่านั้นที่นัดเร็วถึง 12.25 นอกเหนือจากนั้นมักจะเป็น 12.35 แทน แต่ในยุคแรกๆ การประชุมมักจะเลิกภายในประมาณ 12.45 ~ 12.50

Cubic Diary #5 – "Synergy"

In: Cubic Diary  By: Zerothman

3 Jul 2009

(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 4 ก่อน)

วันหนึ่ง ในขณะที่ผมกำลังนั่งรอคุณพ่อที่ห้องทำงานในสำนักบริการคอมพิวเตอร์ มก. อย่างไร้จุดหมาย
สายตาของผมเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ หนังสือที่ถูกเย็บขึ้นอย่างเรียบง่าย หน้าปกเป็นกระดาษแข็งสีเขียว เขียนไว้ว่า “รายงาน โครงการค่ายเยาวชนสมองแก้ว รุ่นที่ 16”

ผมหยิบรายงานฉบับนั้นขึ้นมาอ่านผ่านๆ เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นรายละเอียดการทำงานของค่ายที่ผมเข้ามานับครั้งไม่ถ้วน

ผมรีบกวาดตามองรายละเอียดต่างๆ การแบ่งฝ่าย หน้าที่การทำงานต่างๆ การจัดงบประมาณ การจัดตารางเวลา และกำหนดการการเตรียมการต่างๆ

ผมได้เห็นว่าเบื้องหลังฉากหน้าของค่ายที่ผมรู้จัก เต็มไปด้วยงานเบื้องหลังมากมาย มากกว่าที่ผมเคยจินตนาการไว้ ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร ธุรการ ติดต่อประสานงาน อาหาร สถานที่พัก อุปกรณ์ประกอบกิจกรรม แสง เสียง ฯลฯ

สิ่งที่ผมเคยคิดว่าจะง่ายดาย เริ่มเกินขอบเขตความรู้ความสามารถของผมเสียแล้ว ผมต้องการตัวช่วยอย่างไม่ต้องสงสัย ในเวลานั้น จึงทำให้ผมได้พบกับผู้ร่วมทีมใหม่ๆ ทั้งที่ผมชวนเอง และคนอื่นชวนมาให้

คนแรกเลย นั่นคือ “ฟี่” (หรือ “ท็อฟฟี่” แต่ใครๆ ก็เรียกแค่ “ฟี่”) ฟี่เป็นอดีตนายกของอินเตอร์แรคท์ (ปกติอินเตอร์แรคท์นายกจะเป็น ม.5 ตอนนั้นผมกับฟี่อยู่ ม.6) ผมชวนฟี่มาเนื่องจากต้องการความสามารถในการดำเนินเรื่องตามขั้นตอนต่างๆ งานเอกสารต่างๆ เพราะจากที่เคยได้สัมผัสอินเตอร์แรคท์มา (แปปนึง) คิดว่าอินเตอร์แรคท์เป็นอะไรที่มีขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ ตามรูปแบบขั้นตอนที่เป็นสากล (งานเอกสารอะไรต่างๆ) ใช้ได้เลยทีเดียว เลยมั่นใจได้ว่า ฟี่จะต้องสามารถมาช่วยดำเนินการส่วนนี้ได้อย่างแน่นอน

และผลก็เป็นตามคาดครับ ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย ติดต่อขอนู้นขอนี่จากโรงเรียน เชิญอาจารย์เป็นที่ปรึกษา หรือประชุม ทุกอย่างรวดเร็วฉับไวและถูกต้องอย่างไม่น่าเชื่อ

ฟี่จึงมาช่วยค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ในตำแหน่งประธานฝ่ายอำนวยการ ที่ตอนนั้นผมพยายามจะทำให้มีดีกรีเท่ากับผม ซึ่งเป็นประธานฝ่ายกิจกรรม แต่สุดท้ายก็ดูเหมือนผมก็ใหญ่กว่าอยู่ดี (และอ.สุมาลีเองก็แนะนำว่า ยังไงก็ต้องมีคนที่เป็นเบอร์หนึ่งอยู่เสมอเพื่อให้เกิดความชัดเจน)

ในตอนนั้น ผมได้แบ่งการดำเนินการต่างๆ เป็นสองส่วนสำคัญ โดยเอาแนวคิดนี้มาจากค่ายสมองแก้ว นั่นคือในส่วนของกิจกรรม และอำนวยการ

ฝ่ายกิจกรรม จะประกอบด้วย 3 ฝ่ายย่อย อันได้แก่ฝ่ายกิจกรรม ดูแลการจัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมหลักเช้า บ่าย เย็น กิจกรรมยามเช้า และกิจกรรมยามเย็น ฝ่ายอุปกรณ์ แสง เสียง และบันทึกภาพ ทำหน้าที่จัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ดูแลงานแสง/เสียงประกอบกิจกรรม และบันทึกภาพกิจกรรม และสุดท้ายคือฝ่ายวิจัยและประเมินผล

ในสมัยนั้น ยังไม่มีงานสันทนาการอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากผมในตอนนั้นถือได้ว่าเป็นคนที่มีอคติต่อการสันทนาการอย่างยิ่งยวดครับ โดยมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ (ไปเข้าค่ายนู้นนี่ของอินท์แล้วไม่ชอบ โดยส่วนตัวนะครับ อย่าให้พี่ก้อนรู้นะ) เพราะฉะนั้นในสมัยนั้น ผมไม่ปฏิเสธเลยครับว่า ผมตั้งเป้าว่าให้ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 เป็นค่ายที่ไม่มีสันทนาการโดยสิ้นเชิง

ในส่วนของฝ่ายอำนวยการ ประกอบด้วยฝ่ายเลขานุการ ธุรการ และงานทะเบียน (ชื่อยาวเชียว) ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานต่างๆ งานเอกสาร และดูแลทะเบียนชาวค่าย ฝ่ายสวัสดิการ และสถานที่ ดูแลสถานที่พักและสถานที่ดำเนินกิจกรรมเป็นหลัก (จริงๆ ไม่น่ามีคำว่าสวัสดิการเลย) ฝ่ายอาหาร ตรงตามชื่ออยู่แล้ว ฝ่ายดูแลนักเรียนและรักษาความปลอดภัย คอยดูแลชาวค่ายในระหว่างการเข้าค่าย การปล่อยไปทำกิจกรรม หรือพักช่วงต่างๆ รวมน้องก่อนการทำกิจกรรมต่างๆ ฝ่ายการเงิน ฝ่ายพยาบาล และฝ่ายประชาสัมพันธ์

และคนๆ หนึ่งที่ได้ถูกชักชวนเข้ามาโดยสมาชิกคนอื่น ซึ่งผมได้รู้จักเป็นครั้งแรก และเป็นบุคคลที่ถือว่าเปลี่ยนมุมมองของผม และของคิวบิกครีเอทีฟที่มีต่องานเบื้องหลังไปอย่างสิ้นเชิงมาจวบทุกวันนี้ นั่นคือ “ป่าน”
ในครั้งนั้น ผมได้ให้ “ภัคพล” ยอดนักเปียโนของเรา ทำงานฝ่ายอาหาร

ตอนนั้น อ.สุมาลีเป็นคนบอกผม (และทำให้ผมคิดตามไปอย่างนั้น) ว่าใครๆ ก็ทำฝ่ายอาหารได้ ไม่เห็นมีอะไรเลย แค่จัดเมนู จัดเงิน ส่งไปให้เค้า จบ ไม่มีอะไรอีกแล้ว

ตอนนั้นผมก็คิดแบบนั้นจริงๆ ครับ…

เมื่อผมมอบหมายงานนี้ให้กับภัคพลไปสักพัก ภัคพลได้ติดต่อผม แล้วบอกว่า ขอให้เอาเพื่อนเค้าที่ถนัดเรื่องนี้มาช่วยได้ไหม

คนๆ นั้นคือป่านครับ

ป่านเป็นคนที่ชีวิตนี้คลุกคลีและเชี่ยวชาญกับเรื่องของอาหารมาตลอดอยู่แล้ว ดังนั้นงานอย่างการจัดเมนูอาหารต่างๆ กลายเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับป่าน

และครั้งนั้นเองครับ ที่ทำให้ผมได้รู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร ดูขี้แค่ไหน ก็สามารถทำให้สมบูรณ์แบบ แต่ต่อยอดได้อีกมากมาย

อย่างงานอาหาร ที่อาจจะดูเหมือนงานที่ทำได้แล้วก็มีแค่ 2 ระดับ คือผ่าน กับไม่ผ่าน แต่กลับมีรายละเอียดอีกมากมายที่ทำให้การที่เรียกว่า “ผ่าน” มีอีกสักสิบระดับได้

ไม่ว่าจะเป็นการจัดให้อาหารเข้ารสชาติกัน เหมาะสมกัน เหมาะกับกิจกรรมในแต่ละวัน สะดวกในการจัดตามช่วงเวลา ไปจนถึงสถานที่รับประทาน การจัดแถว การจัดระบบมารับประทาน เวลา บลาๆ ทุกอย่างคือรายละเอียดที่ผมเคยมองข้ามไป

เป็นรายละเอียดที่อาจจะมองข้ามไปได้ด้วยซ้ำ แต่เมื่อเรามาใส่ใจ ผลที่ได้กลับทวีคูณ

ในส่วนของพี่เลี้ยง ตอนนั้นไม่ได้มีการคัดเลือกอะไรกันยุ่งยากนะครับ เนื่องจากว่าเรามีสมาชิกทีมงานส่วนหนึ่งอยู่ ม.4 อยู่แล้ว ตอนนั้นผมได้มอบหมายให้น็อตไปหาพี่เลี้ยงมาให้ได้ 12 คน เป็นชาย 6 หญิง 6 เพราะฉะนั้นตอนนั้นพี่เลี้ยงชุดแรกของค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ เกิดจากการดึงตัวมาหมดเลย

และเหตุผลที่เราได้เลือก ม.4 เป็นพี่เลี้ยง เพราะเราต้องการเว้นระยะห่างจากน้องๆ ค่าย (แก่สุด ม.2) และเป็นระดับชั้นที่เราคิดว่าทีมงานที่เหลือจะควบคุมได้อีกทีหนึ่งด้วย ตอนนั้นเรามีนโยบายที่ชัดมากครับว่าจะไม่ให้ ม.3 เข้ามาเกี่ยวข้องใดๆ เนื่องจากมีอายุที่ใกล้เคียงกับน้องค่ายเกินไป

จากการจัดค่ายนี้เอง ที่เป็นเหตุผลบุคคลอีกมากมายที่ดูว่าจะไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของโลก “วิชาการ” เท่าไหร่ กลับมาเป็นสมาชิกของกลุ่มนี้อย่างมากมาย

ผมได้รู้จักคน และรู้จักมุมมองอื่นๆ ที่ผมเคยมองข้ามไป

ทำให้กลุ่มวิชาการนี้ กลายเป็นกลุ่มของคนที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง แต่มีเป้าหมายเดียวกัน

น่าสนใจใช่ไหมล่ะครับ?

(แถมรายชื่อสมาชิกทีมงานค่าย KUSFC1)

ส่วนแถม #1

ไม่ปฏิเสธครับว่า ในการทำงานต่างๆ ของผมในยุคแรก เกิดจากแรงอคติหลายๆ อย่างที่มีต่อสโมสรอินเตอร์แรคท์

แต่สุดท้าย ความเป็นคิวบิกในปัจจุบัน ก็คงปฏิเสธไม่ได้ครับว่า ได้รับอิทธิพลมาจากรูปแบบการทำงาน ความเชื่อ หรือแนวคิดบางอย่างของอินท์เตอร์แรคท์ ที่ถูกนำมาปรับเปลี่ยนและหลอมรวมกับแนวคิดที่แข็งกร้าวของผม
มันลงตัวทีเดียวครับ

ส่วนแถม #2

ระบบการแบ่งฝ่ายภายในค่ายของคิวบิกครีเอทีฟ มีประวัติศาสตร์การปรับเปลี่ยนมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนต่างๆ ส่วนมากเป็นการปรับรายละเอียดและชื่อของฝ่ายเป็นหลัก
สำหรับรูปแบบการจัดฝ่าย เราสามารถแบ่งออกมาเป็น 2 ยุคหลักๆ

    แบบ role-based เป็นการแบ่งตามรูปแบบการทำงานเป็นหลัก ในยุคนี้จะแบ่งฝ่ายตามงาน อย่างสถานที่ อาหาร หรือกิจกรรม และมีการประสานงานแบบ top-down หรือมีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน แผนผังของสายงานจะเป็นแบบแผนภาพต้นไม้ รูปแบบนี้ใช้ในค่ายในช่วงปี 2547 – 2550 

  1. แบบ purpose-based เป็นการแบ่งตามรูปแบบของเป้าหมายเป็นหลักแทน โดยแต่ละฝ่ายจะมีขอบเขตเป้าหมายที่จะต้องพยายามทำให้ได้ โดยพยายามไม่กำหนดวิธีการที่จะทำ และเปลี่ยนการประสานงานเป็นแบบ peer-to-peer หรือให้แต่ละฝ่ายที่น่าจะมีความเกี่ยวของสามารถประสานงานกันได้โดยไม่ต้องอ้อมผ่านสายบังคับบัญชา ทำให้แผนภาพสายงานกลายเป็นรูปแบบกราฟที่ไร้รูปแบบแทน รูปแบบนี้ถูกทดลองใช้ในครั้งแรกใน ICTFC4 ในปี 2550 และถูกใช้เป็นหลักเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนแถม #3

ภัคพล อีกหนึ่งตัวละครลับที่อยากพูดถึง

ภัคพลเป็นเซียนเปียโน ที่ก้าวเข้ามาในวงจรผ่านการเป็นผู้ได้เข้าค่ายสอวน. วิชาเคมี

ผมอยากจะบอกครับว่า ภัคพลเป็นคนที่เป็นแรงบัลดาลใจทางดนตรีให้กับผม และคนที่สอนผมเล่นเปียโนในค่าย KUSFC2 ก็คือภัคพลนี่เอง

และถ้าไม่มีภัคพล เพลง Pass the Love Forward คงไม่ได้กลายมาเป็นเพลงชาติของคิวบิกขนาดนี้ก็ได้ครับ (เพราะไม่มีคนเล่นให้ซึ้ง ฮา…)

Cubic Diary #4 – "Why Science?"

In: Cubic Diary  By: Zerothman

26 Jun 2009

(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 3 ก่อน)

ในเวลานั้น ผมก็เป็นคนหนึ่งที่จัดได้ว่าตัวเองมีทักษะและความสามารถทางวิทยาศาสตร์ และเป็นคนที่เชื่อในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ผมเป็นเหมือนคนอื่นๆ อีกมากมายในโลกยุคปัจจุบัน ที่เชื่อว่าวิทยาศาสตร์คือรากฐานความรุ่งเรืองของอารยธรรมมนุษย์

เราจะเห็นได้ว่า ค่านิยมในปัจจุบัน ต่างหันไปให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ และมุ่งเน้นการพัฒนาเยาวชนไปในทางนั้น โดยคาดหวังว่า จะนำพาความเจริญมาสู่ประเทศ

มันเพียงพอหรือ?

งานนิทรรศการวิทยาศาสตร์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป หากดูเพียงผิวเผิน มันคือการรวมตัวของเหล่าผู้มีใจรักในวิทยาศาสตร์ มาจัดกิจกรรมอะไรบางอย่าง

แต่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ กลับไม่ใช่ส่วนผสมที่สำคัญที่สุดในงานนี้

เมื่อผมได้มองเห็นถึงความจริงข้อนี้ ทำให้ผมเกิดคำถามขึ้นในใจทันที

ว่าทำไม…เราถึงเลือกวิทยาศาสตร์?

ทำไมผมถึงอยากจัดค่ายวิทยาศาสตร์? ทำไมผมถึงไม่อยากจัดค่ายสังคม ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ หรือแม้แต่พลศึกษาบ้าง?

บางที วิทยาศาสตร์อาจจะไม่ใช่คำตอบที่แท้จริงที่ประเทศชาติ หรือแม้แต่มนุษยชาติต้องการ อะไรกันแน่ คือหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความก้าวหน้าของอารยธรรมมนุษย์

ในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของพวกเรา ทุกๆ ครั้งจะมีบางคน สร้างสรรค์บางอย่าง ที่ทำให้โลกของเรา “ดีขึ้น” มันไม่ใช่แค่วิทยาศาสตร์ ที่ทำให้สิ่งที่น่ามหัศจรรย์เหล่านั้นเกิดขึ้นได้ แต่มันการคือรวมนำเอาความรู้และภูมิปัญญาทั้งหมดที่เราสั่งสมจากกาลเวลา มาหลอมรวมด้วยหัวใจสำคัญ

มันคือ “ความคิดสร้างสรรค์” ต่างหากไม่ใช่หรือ…?

นั่นคือคำสุดท้ายที่อยู่ในภวังค์ของผม ก่อนที่จะจมลงสู่นิทราในคืนนั้น

วันรุ่งขึ้น ผมรีบไปหาอ.สุมาลี และหลายๆ คนที่เป็นแกนนำของกลุ่มในช่วงนั้นถึงแนวคิดของผม จากเป้าหมาย “ค่ายวิทยาศาสตร์” ของเรา จึงแปรเปลี่ยนเป็น “ค่ายความคิดสร้างสรรค์” กิจกรรมทางวิทยาศาสตร์เดิมบางส่วน ถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากพื้นฐานความคิดใหม่ๆ เหล่านี้ และจากแนวคิดพื้นฐานใหม่ ค่ายแห่งความฝันนี้ จึงได้รับชื่ออย่างเป็นทางการ โดยได้รับความกรุณาจากท่านอาจารย์ผลทานเป็นผู้ตั้งชื่อนี้ นั่นคือ “ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์”

ดังนั้น ถึงแม้ว่าแนวคิดของการจัดค่าย และการดำเนินการต่างๆ จะเริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม แต่เราอาจพูดได้ว่า แท้จริงแล้ว จุดเริ่มต้นของค่ายแห่งนี้ เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ในเดือนสิงหาคม 2546 กิจกรรมต่างๆ ที่เดิมเคยมุ่งเน้นไปยังการพัฒนาและส่งเสริมกระบวนการความคิดทางวิทยาศาสตร์ ถูกปรับเปลี่ยนเป็นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการบูรณาการความรู้แทน

และเป็นครั้งแรก ที่ทำให้กระบวนการพัฒนากิจกรรม ตามรูปแบบของคิวบิกครีเอทีฟ เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม โดยการมองการสร้างกิจกรรม คือการสร้าง “โจทย์” ให้กับผู้เข้าร่วม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมพยายามใช้ทรัพยากรต่างๆ ที่เราจัดให้ เช่นความรู้ บุคคลในทีม อุปกรณ์ และเวลา นำไปสู่การแก้ไขปัญหาตามโจทย์นั้นๆ ให้สำเร็จลุล่วงอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าในยุคนั้น การพัฒนากิจกรรมส่วนใหญ่จะเกิดจากการคิดรูปแบบของกิจกรรม ก่อนที่จะลงไปดูรายละเอียดภายในและปรับเปลี่ยนปรับปรุงให้เกิดโจทย์และรายละเอียดข้อกำหนดต่างๆ ในกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพ (top-down มากกว่า bottom-up) แต่แนวคิดในการพัฒนาเหล่านี้ก็ยังถูกใช้เป็นข้อกำหนดในการให้กิจกรรมใดๆ “ผ่าน” เสมอ

และเพื่อให้การสร้างสรรค์กิจกรรมใดๆ มีไปในทิศทางเดียวกันที่เราต้องการ ปณิธานในการพัฒนากิจกรรมของค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ทั้ง 10 ข้อจึงได้ถูกกำหนดขึ้น (โดยหลังจากนั้น มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วน ก่อนที่จะกลายเป็นปณิธานในการพัฒนากิจกรรมของคิวบิกครีเอทีฟ)

โดยจะสังเกตได้ว่า ตั้งแต่สมัยนั้น ผมจะพยายามใช้คำว่า “พัฒนา” กิจกรรมมาโดยตลอด เนื่องจากในสมัยนั้นเองผมเป็นคนที่โตมาในกระบวนการพัฒนาซอฟท์แวร์เป็นหลัก และเหตุผลที่ซอฟท์แวร์ส่วนใหญ่เรานิยมใช้คำว่าพัฒนา เป็นเพราะว่าซอฟท์แวร์จะมีการสร้างขึ้น และถูกทำให้ดีขึ้นโดยการปรับเสริมเติมแต่งไปเรื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา จนจะมีเวอร์ชั่นย่อยๆ บางส่วนที่จะถูกนำไปใช้จริง

จึงเช่นเดียวกับกิจกรรมต่างๆ ที่จะมีแนวคิด กระบวนการ ข้อกำหนดต่างๆ ที่เรากำหนดขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา หลังจากที่เราได้คิดพิจารณาถึงข้อกำหนดต่างๆ ได้ทดสอบ ทดลอง จนกระทั่งจะมี “เวอร์ชั่น” สุดท้ายที่เราจะนำไปใช้จริง รวมถึงหลังจากนั้น ก็อาจจะมีเวอร์ชั่นใหม่ๆ ที่นำไปเสริมเติมแต่งกลายเป็นกิจกรรมใหม่ๆ ในอนาคตอีกด้วย

และนี่เอง คือจุดเริ่มต้น ของกิจกรรมนับร้อยที่เรากล้าพูดได้ว่า มันคือ “สไตล์คิวบิกครีเอทีฟ”

จุดเริ่มต้น ที่เริ่มจากกิจกรรมของ “ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1”

อย่างไรก็ตาม พร้อมๆ กับการพัฒนาและสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ ผมพบกับความจริงถัดมา ของการจัดค่าย ที่ผมอาจไม่เคยได้คิดไว้ก่อนในวินาทีที่ผมคิดจะจัดมัน…

Cubic Diary #3 – "Spectrum"

In: Cubic Diary  By: Zerothman

19 Jun 2009
(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 2 ก่อน)
ผมคงไม่ปฏิเสธครับว่า… ในตอนนั้นผมเซ็งโรงเรียนมากๆ
สำหรับผม ผมมักจะเคยเห็นโรงเรียนอื่นๆ มีอาจารย์ หรือโรงเรียนให้การสนับสนุนนักเรียนในการทำกิจกรรมหลายๆ อย่างนอกโรงเรียนมากมาย ทั้งการแข่งขันต่างๆ ถ้าเป็นโรงเรียนอื่นๆ หลายๆ โรงเรียนจะเห็นว่าโรงเรียนและครูลงทุนมาก ผิดกับโรงเรียนเราที่แทบไม่แยแส…
ผมอดน้อยใจไม่ได้ครับในช่วงนั้น เวลาไปแข่งอะไร แล้วเห็นครูโรงเรียนอื่นๆ มาช่วยดูแลนักเรียนของตัวเองกันเต็มไปหมด
จริงๆ ก็พอเข้าใจนะครับว่า แค่กิจกรรมบ้ากิจกรรมบอในโรงเรียนของเราก็เต็มไปหมดแล้ว แต่สมัยนั้นผมก็ยังเซ็งอยู่ดี
จุดเด่นอย่างหนึ่งที่สุดของโรงเรียนสาธิตเกษตร และเป็นจุดเด่นที่ผมภูมิใจที่สุด นั่นคือ “ความหลากหลาย”
ถ้าเราสังเกตให้ดี จะพบว่าโรงเรียนของเรามุ่งเน้นให้นักเรียนได้พบกับกิจกรรม และสังคมต่างๆ อย่างหลากหลายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการคละห้อง คละแผน แบ่งวิชาเรียนตามแผนตามห้อง หรือแม้แต่การให้นักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษเข้ามาเรียนในชั้นเรียนปกติ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่หาจากที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ
สิ่งเหล่านี้ ทำให้นักเรียนของเรา พร้อมที่จะพบกับสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หลากหลาย และเกื้อกูล
และพยายามช่วยเหลือกลุ่มคนที่อาจจะจัดได้ว่าเป็น “ระดับล่าง” ของสเปคตรัมทั้งหมด เพื่อให้อยู่ใน “ระดับกลาง”
แล้วสำหรับคนที่อยู่ปลายสเปคตรัมล่ะ?
ถ้าเปรียบเทียบกับโรงเรียนอื่น เราจะเห็นได้ว่า โรงเรียนต่างๆ ให้ความสำคัญกับนักเรียนพิเศษเหล่านี้มากๆ ไม่ว่าจะพยายามจัดห้องให้พวกนี้อยู่ด้วยกัน เพื่อจะได้พัฒนาขึ้นไปอีก การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมความสามารถและทักษะของนักเรียนกลุ่มนี้ ในขณะที่แทบจะบอกได้ว่า “ทิ้ง” นักเรียนในส่วนที่เหลือไปซะ เนื่องจากยากเกินไปที่จะทำอะไร
โรงเรียนเรายอดเยี่ยมมากครับ ที่ไม่ลืมส่วนนั้นไป
แต่ผมก็ยังอยากเห็นผู้ที่มีความสามารถได้รับการพัฒนาและส่งเสริมจากโรงเรียนเฉพาะด้านและเชิงลึกมากกว่านี้
ผมบ่นเรื่องนี้กับอ.สุมาลีในวันหนึ่ง ประมาณปลายเดือนกรกฎาคม 2546
อ.สุมาลี ได้นัดหมาย ให้ผมได้มีโอกาสคุยกับ อ.ดารณี และผมก็ได้นำเสนอถึงจุดอ่อนนี้ของโรงเรียน
พร้อมกันนั้น ผมได้เสนอที่อยากจะจัด “ค่ายวิทยาศาสตร์”
จุดประสงค์ไม่มากครับ ก็เพื่อที่จะพัฒนาทักษะและความสามารถทางวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียน
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ อยากที่จะจัดอะไรเพื่อพัฒนานักเรียนที่มีคุณลักษณะเด่นเฉพาะด้านมากๆ บ้าง
ด้วยความที่ผมเองเป็นคนที่ได้คลุกคลีกับ “ค่ายเยาวชนสมองแก้ว” มาตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากคุณพ่อของผมเองก็เป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา และผมก็ได้มีโอกาสเข้าค่ายทั้ง 5 รุ่นที่อยู่ในช่วงอายุที่ผมจะเข้าได้ และเคยไปช่วยทำงานหลังจากนั้น
สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็นเสมอในทุกๆ ปี คือการที่โควต้า 220 คนในแต่ละปี เต็มทันทีในไม่กี่วันหลังจากที่เปิดรับสมัคร และมีคนมากมายที่อยากเข้าค่ายนี้ (และอยากให้ลูกเข้าค่ายนี้) แต่ไม่สามารถเข้าได้
ผมเคยถามคุณพ่อครับว่า ทำไมถึงไม่จัดมากกว่านี้ คุณพ่อบอกว่า 220 คนเป็นตัวเลขเต็มที่ที่สถานที่จะรับได้ และถ้าจะจัดมากกว่า 1 รอบต่อปี ก็ไม่มีแรงทำกัน
ผมเลยแอบคิดครับว่า ถ้าผมสามารถทำให้ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอีกสัก 40~60 คนต่อปี… ก็คงจะดีไม่น้อย
จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมอยากจัดค่าย
แน่นอนครับว่า เมื่อผมจะจัดค่าย ผมก็ต้องหาบรรดาสมาชิกร่วมปฏิบัติการล่าฝันนี้
ผมได้ชักชวนทีมโอลิมปิกต่างๆ ที่รู้จัก น้องๆ ที่สอนคอมโอฯ และบรรดาเพื่อนๆ
คนหนึ่งที่ผมได้ชวนคือ “รุจา” รุ่นเดียวกับผม
ทันทีที่ผมชวน รุจาก็เสนอว่า อยากจัดนิทรรศการมากกว่า
ถ้าใคร (รุ่นๆ ผม บวกลบสักปีสองปี) คงจะจำได้ว่า ตอนเด็กๆ จะเคยมีนิทรรศการวิทยาศาสตร์ที่อาจารย์วิทยฯ ม.ปลายจัดที่ห้องแลป จะมีการทดลอง หรืออะไรแปลกๆ มาแสดงเต็มไปหมด
ผมไม่ทราบว่าทำไมหลังจากนั้นมันหายไป แต่นี่คือสิ่งที่รุจายกตัวอย่างถึง และอยากให้มันมีขึ้นอีกครั้ง
ผมเห็นด้วยในทันที
ณ เวลานั้น ผมจึงขอพักเรื่องของค่าย และได้เบนเข็มความสนใจทั้งหมด สู่การจัด “นิทรรศการ” แทน
และเวลานั้นเองที่สมาชิกของเราเริ่มขยับขยายเล็กน้อย เริ่มมีการชักชวนผู้คนเพื่อนฝูงต่างๆ มาอีกเล็กน้อย “ธีรัช” เองก็เป็นผู้ที่ถูกปิงถูกกานต์ชักชวนมาในเวลานั้น
ในครั้งนั้น แม้ว่าหัวข้อหลักจะเป็น “วิทยาศาสตร์” เช่นเดียวกับค่ายที่คิดไว้ แต่วัตถุประสงค์กลับผิดกันโดยสิ้นเชิง
โดยทั่วไป คนอาจจะมองว่า “นิทรรศการ” จุดมุ่งหมายคือการให้ความรู้
แต่ตอนนั้น สิ่งที่ผมมองคือ ด้วยระยะเวลาอันสั้นที่น้องคนหนึ่งจะเข้ามาเยี่ยมชมงานของเรา บางคนอาจจะ 5 นาที 10 นาที หรืออย่างมากก็ครึ่งชั่วโมง
เวลาเหล่านั้น เราจะให้ความรู้เขาได้สักเท่าไหร่เชียว?
ทำไม เราไม่ทำให้พวกเขา “ตื่นเต้น” กับวิทยาศาสตร์ จนทำให้เกิดความ “สนใจ” และใช้เวลาที่มีอีกมากมายทั้งชีวิต เพื่อหาความรู้ตามความสนใจของตนเอง
คอนเซปต์ “นิทรรศการที่ไม่มีบอร์ด” จึงเกิดขึ้น
พวกเราช่วยกันสรรหาสารพัดกิจกรรมและการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถนำมาแสดงโชว์ได้แบบสดๆ และดูตื่นตาตื่นใจ แม้ว่าจะไม่มีความรู้อะไรมาก อย่างเอาโซเดียมโยนลงน้ำ หรือทำน้ำพุอะไรสักอย่าง
น้องที่เขาเข้ามาดูงานของเรา เค้าคงไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมโซเดียมมันระเบิด หรือทำไมน้ำมันพุขึ้นมาได้ สารอะไรทำปฏิกิริยากับสารอะไรเพราะอะไร
แต่ความตื่นตาตื่นใจเหล่านั้น จะทำให้เขาหลงไหลในวิทยาศาสตร์ จนเกิดเป็นความฝันที่เขาอยากจะหาคำตอบเหล่านั้นด้วยตนเอง
จนเมื่อการวางแผน แบ่งงาน และเตรียมการต่างๆ แล้วเสร็จ นิทรรศการวิทยาศาสตร์สาธิตเกษตร ครั้งที่ 1 ก็ได้จัดขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคม 2546 ณ บริเวณลานทอง
งานในวันนั้น ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น และสมบูรณ์กว่าที่ผมจินตนาการไว้
ผมคงไม่สามารถลืมเย็นวันนั้นได้เลย ที่ผมยืนมองลานทองในความมืด ที่ทุกอย่างถูกเก็บไปอย่างเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้าน
ผมภูมิใจ ที่ผมทำงานนี้ได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม… งานนี้ได้สร้างคำถามข้อสำคัญให้ผมในคืนนั้น
คำถาม…ที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง…

(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 2 ก่อน)

ผมคงไม่ปฏิเสธครับว่า… ในตอนนั้นผมเซ็งโรงเรียนมากๆ

สำหรับผม ผมมักจะเคยเห็นโรงเรียนอื่นๆ มีอาจารย์ หรือโรงเรียนให้การสนับสนุนนักเรียนในการทำกิจกรรมหลายๆ อย่างนอกโรงเรียนมากมาย ทั้งการแข่งขันต่างๆ ถ้าเป็นโรงเรียนอื่นๆ หลายๆ โรงเรียนจะเห็นว่าโรงเรียนและครูลงทุนมาก ผิดกับโรงเรียนเราที่แทบไม่แยแส…

ผมอดน้อยใจไม่ได้ครับในช่วงนั้น เวลาไปแข่งอะไร แล้วเห็นครูโรงเรียนอื่นๆ มาช่วยดูแลนักเรียนของตัวเองกันเต็มไปหมด

จริงๆ ก็พอเข้าใจนะครับว่า แค่กิจกรรมบ้ากิจกรรมบอในโรงเรียนของเราก็เต็มไปหมดแล้ว แต่สมัยนั้นผมก็ยังเซ็งอยู่ดี

จุดเด่นอย่างหนึ่งที่สุดของโรงเรียนสาธิตเกษตร และเป็นจุดเด่นที่ผมภูมิใจที่สุด นั่นคือ “ความหลากหลาย”

ถ้าเราสังเกตให้ดี จะพบว่าโรงเรียนของเรามุ่งเน้นให้นักเรียนได้พบกับกิจกรรม และสังคมต่างๆ อย่างหลากหลายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการคละห้อง คละแผน แบ่งวิชาเรียนตามแผนตามห้อง หรือแม้แต่การให้นักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษเข้ามาเรียนในชั้นเรียนปกติ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่หาจากที่ไหนไม่ได้ง่ายๆ

สิ่งเหล่านี้ ทำให้นักเรียนของเรา พร้อมที่จะพบกับสังคมที่เต็มไปด้วยผู้คนที่หลากหลาย และเกื้อกูล

และพยายามช่วยเหลือกลุ่มคนที่อาจจะจัดได้ว่าเป็น “ระดับล่าง” ของสเปคตรัมทั้งหมด เพื่อให้อยู่ใน “ระดับกลาง”

แล้วสำหรับคนที่อยู่ปลายสเปคตรัมล่ะ?

ถ้าเปรียบเทียบกับโรงเรียนอื่น เราจะเห็นได้ว่า โรงเรียนต่างๆ ให้ความสำคัญกับนักเรียนพิเศษเหล่านี้มากๆ ไม่ว่าจะพยายามจัดห้องให้พวกนี้อยู่ด้วยกัน เพื่อจะได้พัฒนาขึ้นไปอีก การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมความสามารถและทักษะของนักเรียนกลุ่มนี้ ในขณะที่แทบจะบอกได้ว่า “ทิ้ง” นักเรียนในส่วนที่เหลือไปซะ เนื่องจากยากเกินไปที่จะทำอะไร

โรงเรียนเรายอดเยี่ยมมากครับ ที่ไม่ลืมส่วนนั้นไป

แต่ผมก็ยังอยากเห็นผู้ที่มีความสามารถได้รับการพัฒนาและส่งเสริมจากโรงเรียนเฉพาะด้านและเชิงลึกมากกว่านี้

ผมบ่นเรื่องนี้กับอ.สุมาลีในวันหนึ่ง ประมาณปลายเดือนกรกฎาคม 2546

อ.สุมาลี ได้นัดหมาย ให้ผมได้มีโอกาสคุยกับ อ.ดารณี และผมก็ได้นำเสนอถึงจุดอ่อนนี้ของโรงเรียน

พร้อมกันนั้น ผมได้เสนอที่อยากจะจัด “ค่ายวิทยาศาสตร์”

จุดประสงค์ไม่มากครับ ก็เพื่อที่จะพัฒนาทักษะและความสามารถทางวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียน

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ อยากที่จะจัดอะไรเพื่อพัฒนานักเรียนที่มีคุณลักษณะเด่นเฉพาะด้านมากๆ บ้าง

ด้วยความที่ผมเองเป็นคนที่ได้คลุกคลีกับ “ค่ายเยาวชนสมองแก้ว” มาตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากคุณพ่อของผมเองก็เป็นผู้ริเริ่มโครงการนี้ขึ้นมา และผมก็ได้มีโอกาสเข้าค่ายทั้ง 5 รุ่นที่อยู่ในช่วงอายุที่ผมจะเข้าได้ และเคยไปช่วยทำงานหลังจากนั้น

สิ่งหนึ่งที่ผมได้เห็นเสมอในทุกๆ ปี คือการที่โควต้า 220 คนในแต่ละปี เต็มทันทีในไม่กี่วันหลังจากที่เปิดรับสมัคร และมีคนมากมายที่อยากเข้าค่ายนี้ (และอยากให้ลูกเข้าค่ายนี้) แต่ไม่สามารถเข้าได้

ผมเคยถามคุณพ่อครับว่า ทำไมถึงไม่จัดมากกว่านี้ คุณพ่อบอกว่า 220 คนเป็นตัวเลขเต็มที่ที่สถานที่จะรับได้ และถ้าจะจัดมากกว่า 1 รอบต่อปี ก็ไม่มีแรงทำกัน

ผมเลยแอบคิดครับว่า ถ้าผมสามารถทำให้ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอีกสัก 40~60 คนต่อปี… ก็คงจะดีไม่น้อย

จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมอยากจัดค่าย

แน่นอนครับว่า เมื่อผมจะจัดค่าย ผมก็ต้องหาบรรดาสมาชิกร่วมปฏิบัติการล่าฝันนี้

ผมได้ชักชวนทีมโอลิมปิกต่างๆ ที่รู้จัก น้องๆ ที่สอนคอมโอฯ และบรรดาเพื่อนๆ

คนหนึ่งที่ผมได้ชวนคือ “รุจา” รุ่นเดียวกับผม

ทันทีที่ผมชวน รุจาก็เสนอว่า อยากจัดนิทรรศการมากกว่า

ถ้าใคร (รุ่นๆ ผม บวกลบสักปีสองปี) คงจะจำได้ว่า ตอนเด็กๆ จะเคยมีนิทรรศการวิทยาศาสตร์ที่อาจารย์วิทยฯ ม.ปลายจัดที่ห้องแลป จะมีการทดลอง หรืออะไรแปลกๆ มาแสดงเต็มไปหมด

ผมไม่ทราบว่าทำไมหลังจากนั้นมันหายไป แต่นี่คือสิ่งที่รุจายกตัวอย่างถึง และอยากให้มันมีขึ้นอีกครั้ง

ผมเห็นด้วยในทันที

ณ เวลานั้น ผมจึงขอพักเรื่องของค่าย และได้เบนเข็มความสนใจทั้งหมด สู่การจัด “นิทรรศการ” แทน

และเวลานั้นเองที่สมาชิกของเราเริ่มขยับขยายเล็กน้อย เริ่มมีการชักชวนผู้คนเพื่อนฝูงต่างๆ มาอีกเล็กน้อย “ธีรัช” เองก็เป็นผู้ที่ถูกปิงถูกกานต์ชักชวนมาในเวลานั้น

ในครั้งนั้น แม้ว่าหัวข้อหลักจะเป็น “วิทยาศาสตร์” เช่นเดียวกับค่ายที่คิดไว้ แต่วัตถุประสงค์กลับผิดกันโดยสิ้นเชิง

โดยทั่วไป คนอาจจะมองว่า “นิทรรศการ” จุดมุ่งหมายคือการให้ความรู้

แต่ตอนนั้น สิ่งที่ผมมองคือ ด้วยระยะเวลาอันสั้นที่น้องคนหนึ่งจะเข้ามาเยี่ยมชมงานของเรา บางคนอาจจะ 5 นาที 10 นาที หรืออย่างมากก็ครึ่งชั่วโมง

เวลาเหล่านั้น เราจะให้ความรู้เขาได้สักเท่าไหร่เชียว?

ทำไม เราไม่ทำให้พวกเขา “ตื่นเต้น” กับวิทยาศาสตร์ จนทำให้เกิดความ “สนใจ” และใช้เวลาที่มีอีกมากมายทั้งชีวิต เพื่อหาความรู้ตามความสนใจของตนเอง

คอนเซปต์ “นิทรรศการที่ไม่มีบอร์ด” จึงเกิดขึ้น

ไอติมหมุนๆ แทบจะเป็นธรรมเนียมของคิวบิกในยุคเริ่มแรก ที่ไม่ว่าจะจัดงานอะไร ก็ต้องขายไอติม เป็นอะไรที่ขายดีที่สุด และทำสนุกที่สุดเสมอ

ไอติมหมุนๆ แทบจะเป็นธรรมเนียมของคิวบิกในยุคเริ่มแรก ที่ไม่ว่าจะจัดงานอะไร ก็ต้องขายไอติม เป็นอะไรที่ขายดีที่สุด และทำสนุกที่สุดเสมอ

พวกเราช่วยกันสรรหาสารพัดกิจกรรมและการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ที่สามารถนำมาแสดงโชว์ได้แบบสดๆ และดูตื่นตาตื่นใจ แม้ว่าจะไม่มีความรู้อะไรมาก อย่างเอาโซเดียมโยนลงน้ำ หรือทำน้ำพุอะไรสักอย่าง

น้องที่เขาเข้ามาดูงานของเรา เค้าคงไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมโซเดียมมันระเบิด หรือทำไมน้ำมันพุขึ้นมาได้ สารอะไรทำปฏิกิริยากับสารอะไรเพราะอะไร

แต่ความตื่นตาตื่นใจเหล่านั้น จะทำให้เขาหลงไหลในวิทยาศาสตร์ จนเกิดเป็นความฝันที่เขาอยากจะหาคำตอบเหล่านั้นด้วยตนเอง

จนเมื่อการวางแผน แบ่งงาน และเตรียมการต่างๆ แล้วเสร็จ นิทรรศการวิทยาศาสตร์สาธิตเกษตร ครั้งที่ 1 ก็ได้จัดขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคม 2546 ณ บริเวณลานทอง

งานในวันนั้น ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น และสมบูรณ์กว่าที่ผมจินตนาการไว้

ผมคงไม่สามารถลืมเย็นวันนั้นได้เลย ที่ผมยืนมองลานทองในความมืด ที่ทุกอย่างถูกเก็บไปอย่างเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะเดินทางกลับบ้าน

ผมภูมิใจ ที่ผมทำงานนี้ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม… งานนี้ได้สร้างคำถามข้อสำคัญให้ผมในคืนนั้น

คำถาม…ที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง…


Welcome!

ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก

นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา

คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)

ทวีทล่าสุดจาก Kupo

ทวีทล่าสุดจากสมาชิกคิวบิกฯ

more...