creativeideasdrivetheworld.
In: Cubic Blog|English By: Zerothman
31 May 2010I just watch a couple of TED conferences video recently. It’s “Schools Kill Creativity” from TED 2006 and “Bring on the Learning Revolution” from TED 2010 by Sir Ken Robinson. (Thank @eig for sharing it in Cubic Research Group) I have to admit that I’ve never been heard of his name before. But I like almost every his point of view on education. Many of them are just like what I thought earlier, while others was surprising me.
About a year ago, I had a speaking session at ICTEd 2009 which I named it “Cloud Learning : A learning in digital age”. I suggest that our current education system was built in an industrial age, the age of mass production. It aims on creating workforces as a resources for corporates. Of course, it’s a mass production. Every single student will have the same curriculum to form their knowledge, ideas and perspective to match the industry’s specification. One may be molded to be an engineer, a doctor, an accountant or a driver depends on how occupation markets direct them to. And because we love Prada, Ferrari and Apple. Employers would more prefer a personnel who produced from Berkeley, MIT or Oxford. As we can see, almost none of education system perspective sees one person as a person.
In my session I was also noting that in Thailand, the education system was built in monarchy age and was first limited to aristocrats. So the education system also serve as a social class symbol.
In conclusion, I think current education system based on mass production industrial concept. Person is material, study field is part type, curriculum is specification, grading is quality-control and degree is brand.
But what’s the problem in current education system? There’re 2 important changes in our world that make our education system outdated. It is the development in information technology and the rise of creative economy.
Information technology grants us the ability to send and receive information across the world at a speed of light. The more rapidly information exchange make mankind’s wisdom to be even more rapidly developed. An education that built on content-based concept couldn’t change itself to newer knowledge fast enough, resulting in outdated knowledge in classrooms that we spent a thousands of dollars to attend.
And information technology allow anyone to be a content publisher, unlike yesterday curriculum that created from a number of noble professors and someone-who-actually-knows. There’re a lot of information floating around us nowadays that simply false. But we were taught to know what they said, so we’re lack of ability to evaluate the reliability of information we get. So now so many people know so many things that completely not correct.
The rise of creative economy force corporates to be creative. And to be creative, they need someone like-no-other in their organization. Unfortunately, old education system aim to create workforces that comply with specification in mass production perspective. So everyone was produced to be identical and lacks of creativity.
Refer to what @eig said, so many people concern about education crisis nowadays. But no one actually suggest a way out. In my opinion, the Education 2.0 must complies to the following concerns:
Despite these specifications, we still have one big question left. Do we really need an Education 2.0?
Of course, as long as there’s no new better version of Windows, there’s no reasons to upgrade. We just somehow didn’t like what we have now, sometimes we even don’t know what’s the problem in our current system. But even we have no idea what’s the better system is, it doesn’t mean we shouldn’t start now.
One thing I came up is, we should have some statistical research to find relations between education successfulness of a person against other factors. This should give us some clue where the problem is. However, what is education successfulness still yet to be defined.
Now we, Cubic Creative, are currently aggressively looking into this issue. We even already developed some of the models what we hope it could be implemented in real-world situations. However, this is a very, very long way to go. But like I said earlier, it doesn’t mean we shouldn’t start now.
What’s your idea on Education 2.0? Please share with us. Together we can create a new revolutionary education system that, somehow, better than before.
“These technologies, combined with the extraordinary talents of teachers, provide an opportunity to revolutionize education. And I urge you to get involved in it because it’s vital, not for just to ourselves, but to the future of our children.”
—Sir Ken Robinson (1950-present)
In: Cubic Blog By: Paul_012
30 May 2010ช่วงนี้ผมและเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันก็กำลังมีเรื่องต้องวางแผนและเตรียมตัวเกี่ยวกับงานรับปริญญาอยู่พอควร ซึ่งก็มีรายละเอียดให้วุ่นวายหลายอย่างทั้งเรื่องลางาน การเดินทาง ตัดชุดครุย ฯลฯ แต่ลำพังการเตรียมตัวที่จำเป็นเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นปัญหายุ่งยากเท่ากับภาคเสริมที่เพิ่มเข้ามา ทั้งการนัดเพื่อน หาคนถ่ายรูป แต่งหน้าทำผม ฯลฯ ที่ดูเหมือนว่าด้วยค่านิยมของสังคมในปัจจุบัน ก็เกือบ ๆ จะกลายเป็นภาคบังคับไปอีกส่วนแล้ว
ผมเองปกติก็ว่าไม่ชอบทำอะไรตามกระแสเท่าไร แต่ก็ยังหวั่น ๆ อยู่เลยครับว่าถ้าไม่มีช่างภาพส่วนตัวเหมือนเพื่อน ๆ แทบทุกคนที่เจอตอนรับปริญญากันเมื่อสองปีก่อนนี่จะแปลกประหลาดขวางโลกไปหรือเปล่า ไม่รู้มัธยฐานของสังคมเค้าต้องเตรียมอะไรกันแค่ไหน
Case in point: บทความชุด Commencement Guideline ของคุณ puyisme ที่เว็บไซต์คณะกรรมการบัณฑิตจุฬาฯ (กบจ.) เอามาลงไว้
คิดว่าถ้าเรียกการเตรียมตัวระดับนี้ว่าเป็นมาตรฐานชั้นหนึ่งของสังคมวัตถุนิยมในปัจจุบันก็คงไม่ผิดนัก (ขออภัยหาก offend – ไม่มีเจตนาเจาะจงว่าใคร แต่อยากกล่าวถึงค่านิยมของสังคมในภาพรวมเฉย ๆ) ซึ่งก็ไม่ได้คิดจะทำตามหมดนั่นอยู่แล้วล่ะ แต่อ่าน ๆ ไปแล้วก็ติดใจตะหงิด ๆ อยู่บางอย่าง
อย่างตรงการเชิญแขกผู้มาร่วมแสดงความยินดีนี่มัน… ยังไงนะ? ในความรู้สึกของผม ปกติแล้วงานที่จะมีการเชิญให้เข้าร่วมนั้นน่าจะต้องมีการเลี้ยงตอบรับ หรือให้แขกมีอภิสิทธิ์ได้เข้าร่วมในพิธีสำคัญบางอย่าง แต่ตรงนี้อย่าว่าแต่แขกเหรื่อมากมายที่ไหนเลย พ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่มีสิทธิ์เข้าหอประชุมเลยด้วยซ้ำ (ซึ่งผมก็สงสัยอยู่ว่าแล้วตกลงงานรับปริญญานี่จัดให้ใครนะ ไม่ใช่ว่าที่ทั่วไปมักถือกันว่าพ่อแม่เป็นคนส่งเสียให้เล่าเรียนมา ก็ควรจะได้มีส่วนร่วมในงานพิธีนี้หรอกเหรอ)
หรืออย่างการมีผู้ดูแลที่แทบจะต้องคอยรับใช้ทุกอย่าง ซึ่งพาให้ผมนึกไปถึงคอลัมน์ Miss Manners ของ Judith Martin ที่เคยกล่าวถึงแนวโน้มของงานแต่งงานอเมริกันที่นับวันจะพลิกผันเป็นงานเติม ego ของเจ้าสาวที่มักเห็นเพื่อนเจ้าสาวเป็นทาสรับใช้และเห็นแขกเป็นบ่าวบริพาร (Miss Manners ยังกล่าวอีกว่ามักมีญาติสนิทเพียงไม่กี่คนที่จะอยากมีส่วนร่วมในงานรับปริญญาของบัณฑิตจบใหม่)
ความจริงเกือบทุกแง่ของการรับปริญญาตามแบบสมัยนิยมที่ว่านี้ ก็ดูจะคล้อยตามค่านิยมงานแต่งงานที่เห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ทั้งการเตรียมการเยอะแยะที่ว่า แล้วไหนจะการจัดฉากถ่ายรูปให้ดูดีเป็นพิเศษ ฯลฯ
ก็คงสอดคล้องกับความที่ว่าในสังคมไทย การรับปริญญาดูจะเป็นก้าวการเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการแต่งงาน
เพราะกระดาษแผ่นเดียวนี้มันเป็นทั้งใบอนุญาตให้มีตัวตนอยู่ในโลกการทำงาน เป็นความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของวงศ์ตระกูล และสำหรับบางคนมันอาจเป็นใบเบิกทางที่เปิดให้ก้าวข้ามกำแพงแห่งชนชั้นได้ในที่สุด
หมายเหตุ: บทความนี้คัดลอกจากต้นฉบับที่บล็อกส่วนตัวของผม ซึ่งเป็นที่โฆษณาครั้งแรก
In: Cubic Blog By: Zerothman
28 May 2010ในช่วงเวลาที่กำลังร้อนแรงนี้ อดทำให้ผมนึกถึงบทความ “Don’t Blame Dan Rivers” ของคุณสมเถาไปเสียไม่ได้
ก่อนหน้านี้ เราหลายๆ คนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวที่คนไทยหลายๆ คนอาจไม่ค่อยพอใจนักของผู้สื่อข่าว CNN นามว่า Dan Rivers จนถึงกับมีการออกจดหมายเปิดผนึกไปยัง CNN จากฝ่ายต่างๆ เป็นเรื่องราวใหญ่โตนั้น
คุณสมเถาได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจในบล็อกดังกล่าว (เป็นภาษาอังกฤษ และค่อนข้างยาวมาก ถ้าใครมีเวลาและกำลังพอจะอ่านจบผมแนะนำมากๆ ครับ) ที่พอจะสรุปประเด็นหลักๆ ได้ว่า การที่คนๆ หนึ่ง ที่มีความคิด วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม ข้อจำกัดในการรับรู้บางอย่าง จะมองเห็นสถานการณ์ในเมืองไทยในทิศทางที่แตกต่าง ย่อมเป็นไปได้
คุณสมเถาไม่ได้เข้าข้าง CNN หรือฝ่ายไหน (เช่นเดียวกับที่ผมก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหนเป็นพิเศษในกรณีนี้) แต่ได้สะท้อนให้เห็นว่า การที่เราจะสรุปความจริงจากข้อมูลเพียงด้านเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้ และเราก็โทษใครไม่ได้หากคนๆ นั้นไม่สามารถมองเห็นบ้างสิ่งที่เราอาจจะคิดว่าชัดแจ้ง ยังมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอีกมากที่จะนำไปสู่ความเข้าใจอะไรบางอย่างของคนๆ หนึ่ง
ผมคิดว่าในเวลานี้ อาจมีคนที่ไม่เข้าใจเราในหลายๆ เรื่อง แต่นั่นไม่ใช่ความผิดพวกเขา
ผมมักจะสอนน้องๆ ที่ทำงานกับผมเสมอว่า เมื่อใดก็ตามที่งานของเรามีปัญหา อย่าเริ่มจากการคิดที่จะเปลี่ยนแปลงใคร เราต้องเริ่มที่ตัวเราเสมอ ว่าเราจะต้องปรับอะไร จะต้องแก้อะไร เพื่อที่ให้ปัญหานี้ผ่านพ้นไปได้ ไม่ใช่มัวแต่ไปฟาดฟันว่าปัญหานี้มาจากใคร และอยากให้คนอื่นปรับตัวอย่างไร โดยที่ไม่คิดก่อนว่า จริงๆ แล้วเราทำอะไรได้บ้างเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น
การพยายามผลักดันปัญหาไปอยู่ที่คนอื่น รังแต่จะทำให้เกิดความแบ่งแยก ชิงชัง และอคติที่ไร้เหตุผล ทั้งหมดนี้จะพาเราให้ยิ่งไกลจากทางออกของปัญหา ความเคียดแค้นชิงชังไม่เคยรักษาบาดแผลใดๆ หากแต่จะทำให้บาดแผลนั้นเจ็บลึกยิ่งขึ้น
ในกรณีนี้ก็เช่นกัน เราอย่าคาดหวังว่าใครจะต้องคิดจะต้องเข้าใจอะไรเหมือนอย่างที่เราคิด เราควรเริ่มจากคำถามที่ว่า “แล้วเราได้พยายามทำอะไรเพื่อให้คนอื่นเข้าใจเราหรือยัง?”
“One cannot see all sides of a cube from only one point of view.”
—Chayanin Wipusanawan (1989 – present)
นั่นสินะ…เราได้พยายามหรือยัง?
“But this bad reporting is not their fault. It is our fault for not providing the facts in bite-sized pieces, in the right language, at the right time.”
—S. P. Somtow (1952 – present)
ขอให้สันติมีแก่พวกเราทุกคนครับ
In: Cubic Blog By: Zerothman
21 May 2010ในทุกวันนี้ที่เราเรียกว่าเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ ทุกเรื่องทุกราวสามารถส่งผ่านจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกโลกหนึ่งได้ในเสี้ยววินาที มีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา
กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว ที่เราจะได้รับรู้เรื่องราวที่ถูกส่งต่อมาเสมอ ไม่ว่าจะจากการเล่าในกลุ่มเพื่อน แชทกันในเอ็ม โพสท์บนเฟซบุ๊ก หรือดูข่าวในทีวี จนอาจจะเรียกได้ว่า ทุกวันนี้ 99% ของข้อมูลทั้งหมดที่เรารับรู้ ของพื้นฐานความคิดความอ่านของเรา ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงสิ่งที่เราได้รับต่อมา ไม่ใช่สิ่งที่เราได้เห็นได้รู้ด้วยตัวเอง
จนน่ามหัศจรรย์ที่ว่า…เราใช้ความคิดของเราทั้ง 99% นี้ในการสร้างความรู้สึกนึกคิดและการตัดสินต่างๆ ในใจเรา ความรู้สึกเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับตัวละครในภาพยนตร์ ความรู้สึกรักหรือเกลียดนักร้องเกาหลี ไปจนถึงการตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายถูกฝ่ายผิดในเรื่องการเมือง
ในช่วงสองถึงสามวันมานี้ คนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าพลเมืองเน็ตฯ คงจะได้รับรู้เป็นอย่างดีถึงอำนาจของข่าวลือต่างๆ ที่เราเชื่อเป็นตุเป็นตะ บางข่าวคราวอาจออกมาจากผู้สื่อข่าวที่คนทั่วไปมีความเชื่อว่าน่าเชื่อถือพอ ออกข่าวออกทีวีเป็นตุเป็นตะ แต่จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่เรื่องจริง (เช่นข่าวการจับอริสมันต์ได้ที่สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต)
แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรับรู้ทุกอย่างด้วยตนเอง ร่วมกับแนวโน้มของโลกที่มุ่งหน้าไปยังเสรีภาพในการถ่ายทอดข้อมูลมากยิ่งขึ้น ข้อมูลต่างๆ ยิ่งถูกสร้างได้ง่าย ทั้งข้อมูลจริง และข้อมูลเท็จ และแนวโน้มของโลกนี้ คงไม่ใช่อะไรหรือใครที่จะไปขวางกั้นได้
ดังนั้นผมคิดว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องพัฒนาไปพร้อมๆ กับก้าวนี้ของโลก คือการที่เราเอง ในฐานะของผู้บริโภคข้อมูล จะคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ทุกอย่างที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น ได้กลิ่น ได้รส หรือแม้แต่ได้สัมผัส อาจไม่ใช่เรื่องจริง
และหลายๆ อย่างที่เราเชื่อ อาจใช้ไม่ได้กับทุกกรณีเสมอไป สิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันไม่มีทางที่ใครจะคิดทำอะไรแบบนี้ได้ โลกจะสวยงามหรือเลวร้ายได้ขนาดนั้นเลยหรือ? ทุกอย่างเป็นได้เสมอในโลกที่แสนกว้างใหญ่และหลากหลายนี้
อย่าปล่อยให้เรื่องที่อาจไม่ใช่เรื่องจริงนี้ มากำหนดความคิด ความชอบ ความรัก หรือความชิงชังในใจเราจนเกินพอดี
รับรู้อย่างมีสติ เคลื่อนไหวอย่างเยือกเย็นและมั่นคง น่าจะดีกว่าครับ

(จาก The New Yorker โดย Peter Steiner)
In: Cubic Blog By: Zerothman
17 May 2010จริงๆ แล้วบล็อกนี้อาจจะขัดกับความเป็นคิวบิกครีเอทีฟไปเสียสักหน่อย ที่ผ่านมาคิวบิกครีเอทีฟมีจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเมือง ไม่ใช่แค่เราจะเป็นกลางทางการเมือง แต่เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลยถ้าเป็นไปได้ (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เห็นด้วยที่สมาชิกของเราจะมีความคิดเห็นทางการเมือง) เหตุผลง่ายๆ คงเพราะเรื่องของการเมืองเป็นเรื่องที่อ่อนไหว และเป็นปัจจัยที่เราคิดว่าการทำงานของเราจะง่ายกว่า ถ้าเราตัดองค์ประกอบนี้ออกไป
อย่างไรก็ตาม จุดยืนนี้ไม่ได้ขวางให้ผมมาเขียนบล็อกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่สถานการณ์กำลังถึงจุดที่ทุกคนคาดหวังให้เป็นขีดสุด ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ติดตามดูข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตลอด และจากสิ่งที่ผมรับรู้มาทั้งหมด ผมกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุด อยู่ที่ความเข้าใจของ “คนไทย” กับคำว่า “การเมือง” ซึ่งมีรากของปัญหาที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ “การศึกษา”
ตั้งแต่เราเป็นเด็กมา สิ่งที่เราถูกพร่ำสอนมาตลอด นั่นคือความรู้สึกที่ให้เรารักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เราถูกสอนให้เชื่อว่าประชาธิปไตยคือสิ่งที่ดีงาม ในขณะที่คอมมิวนิสต์หรือเผด็จการคือสิ่งที่ชั่วร้าย เราถูกสอนให้เห็นสีขาวและดำ แต่เราไม่เคยรับรู้ถึง “สีเทา” หรือแม้แต่เหตุและผลที่ทำให้ปัจจุบันพวกเราต้องมีการเลือกตั้ง สิ่งที่เรารับรู้คือ เมื่อเราอายุ 18 ปีแล้ว เราจะมีสิทธิ์ในการ “เลือกคนดีเข้าสภา” เพื่อมาปกครองบ้านเมือง
แต่นั่น…คือการเมืองจริงๆ หรือ?
หากอ้างอิงจาก Wikipedia แล้ว (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) ผมคิดว่าคำว่าการเมืองมีนิยามที่ลึกซึ้งกว่าสิ่งที่เราได้เคยร่ำเคยเรียนมานานมาก แม้จะดูเป็นวลีที่แฝงไว้ด้วยความชั่วร้าย แต่นั่นคือความจริงของสังคมมนุษย์ นั่นคือ “การจัดสรรผลประโยชน์”
เราอยู่ร่วมกันในสังคม การที่ทั้งสังคมจะอยู่กันได้อย่างสงบ จะต้องมีข้อตกลงร่วมกัน แต่แน่นอนว่าในทุกๆ ข้อกำหนดที่เกิดขึ้นจะต้องเกิดผลที่จะทำให้บางคนเสียประโยชน์ หรือบางคนได้ประโยชน์ การเมืองจึงเป็นกระบวนการที่มีวัตถุประสงค์สำคัญคือการทำให้ทุกคนพึงพอใจกับผลประโยชน์ของตนเอง แน่นอนว่าในการจัดสรรผลประโยชน์เหล่านี้ก็มีวิธีการมากมายหลายวิธีที่ใช้กันในแต่ละประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยใช้ “การปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”
แล้วประชาธิปไตยนี้คืออะไร? แนวความคิดพื้นฐานของประชาธิปไตยคือการที่ให้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมในการจัดสรรผลประโยชน์นี้ โดยมีแนวคิดง่ายๆ ว่าอะไรที่คนจำนวนมากกว่าพึงพอใจ แปลว่าสิ่งนั้นควรจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่แน่นอนว่าการที่คน 70 ล้านคนจะเข้ามาถกเถียงกันเพื่อจัดสรรผลประโยชน์กันคงเป็นไปไม่ได้ เราจึงเลือกที่จะใช้วิธีการให้แต่ละคนส่งตัวแทนของตัวเองเข้าไปถกเถียงกันในสภาแทน และกลายเป็นรูปแบบที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
แต่สิ่งหนึ่งที่เราเองก็อาจสังเกตได้ชัดว่า คนทั่วไปมักจะมองประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการเลือกสรรหาคนที่เข้าไปปกครองเรา เลือกคนดี เลือกคนเก่ง ทั้งๆ ที่สิ่งที่อาจจะอยู่ลึกกว่านั้น คือการเลือกคนเข้าไปรักษาผลประโยชน์ของเรามากกว่า
หรือแม้แต่ความเท่าเทียมที่เราอาจจะได้ยินบ่อยๆ ในช่วงนี้ ที่บางคนอาจจะสับสนระหว่างการที่ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกันในแบบประชาธิปไตย หรือทุกคนควรจะได้ผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน ซึ่งในประเด็นหลังกลับกลายเป็นแนวคิดพื้นฐานของสังคมนิยม ที่เราเคยถูกเสี้ยมสอนกันหนักหนาว่าเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย
ผมไม่ได้จะตัดสินว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยนี้เหมาะสมหรือไม่ หรือสิ่งที่ประเทศไทยปรับใช้อยู่นี่ควรจะปรับอย่างไร นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมจะพูดถึงได้ใน Cubic Blog นี้ แต่สิ่งที่ผมตั้งใจจะสะท้อนคือผลของการศึกษาที่ตื้นเขินของประเทศไทยที่ส่งผลกระทบต่อความคิดของคนที่มีต่อการเมืองทั้งหมด กลายเป็นภาพที่ตื้นเขิน ไม่ลึกซึ้งถึงวัตถุประสงค์ หรือเหตุผลที่แท้จริงของระบบต่างๆ
และด้วยเหตุนี้เอง ยิ่งนำไปสู่ความแตกต่างทางความคิดของคนที่ได้รับเพียงการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ตื้นเขิน กับกลุ่มคนที่ถูกสอนให้มองโลกอย่างเป็นเหตุเป็นผลและครอบคลุม จนนำไปสู่ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลยที่จะขัดแย้งกัน เพราะพื้นฐานความคิดที่ต่างกันขนาดนี้ (เช่นกัน ผมจะไม่ตัดสินว่าความคิดของใครเหมาะสมกว่าใคร)
จะดีกว่าไหมถ้าการศึกษาแม้ในระดับพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงจะทำให้ทุกคนเข้าใจได้ว่า การปกครองแต่ละแบบนั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไร มีความเป็น “สีเทา” อย่างไร ทำไมประเทศต่างๆ ถึงเลือกใช้ระบอบการปกครองที่แตกต่างกันไป และในความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตของประเทศไทยเกิดอะไรขึ้นจริงๆ บ้าง ด้วยเหตุผลอะไร เกิดข้อดีข้อเสียอย่างไร และได้วิเคราะห์กันอย่างตรงไปตรงมาโดยปราศจากความรู้สึกที่ไปตัดสินว่าอะไรดีหรืออะไรชั่ว
อย่างน้อย ผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กว่าที่เรามาจำว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นตอน พ.ศ. อะไร หรือสามารถท่องชื่อหรือพระนามของนายกรัฐมนตรีหรือกษัตริย์ไทยในอดีตได้ครบทุกคนหรือทุกพระองค์
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)