creativeideasdrivetheworld.
In: Cubic Blog By: Zerothman
17 Sep 2010ที่ผ่านมาเวลาทำงานในคิวบิกฯ ผมเองออกจะเป็นคนที่ตามอารมณ์เสียมาก ผมจะเป็นพวกไม่ค่อยชอบวางแผน และทำอะไรไปตามที่สัญชาติญาณมันอยากจะทำ ซึ่งตรงนี้เองก็เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่ถึงกระนั้น เลยทำให้การทำงานของผมมีคติอย่างหนึ่งว่า “จะเล่นว่าวก็ต้องรอให้ลมพัดก่อน”
ตั้งแต่ไหนแต่ไร ผมจะคิดเสมอว่าพยายามทำอะไรเท่าที่เรามื เว้นแต่สิ่งนั้นเป็นเป้าหมายของเราจริงๆ ที่เราต้องการฝ่าไปให้ถึง เพราะงั้นหลายๆ อย่างถึงแม้ว่าสภาพจะยังไม่พร้อม หลายๆ ครั้งผมก็เลือกที่จะตัดมันทิ้งไปก่อน หรือช่างมัน (อย่างทุกวันนี้ระบบภายในคิวบิกฯ หลายๆ อย่างก็ยังถูก “ช่างมัน” อยู่) ผมเองก็มีเหตุผลง่ายๆ ว่า ก็ถ้ามันยังไม่ใช่จังหวะ เราจะไปฝืนทำไม? เพราะถ้าฝืน ก็ยิ่งเหนื่อย และหลายๆ ครั้งก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เหมือนเล่นว่าวตอนไม่มีลม
เรื่องนี้เป็นประเด็นที่น้องๆ ชอบถามผมตั้งแต่สมัยยังเป็นชมรมวิชาการฯ อยู่นะครับ เพราะปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นทุกๆ ปีคือ “แย่แล้วค่ะพี่นัท ปีนี้ไม่มีสมาชิกที่ทำ XXX ได้เลย แบบนี้จะทำยังไงดี?” ซึ่งคำตอบที่ผมมักจะตอบดื้อๆ ก็คือ “ก็ไม่ต้องทำสิจ๊ะ”
บางทีเราไปให้ความสำคัญกับตามไล่ตามมาตรฐานบางอย่างของคนอื่นมากเกินไป ทั้งๆ ที่ผมคิดว่า การที่เราทำอะไรที่เราพร้อม และด้วยความตั้งใจของเราจริงๆ มันมีพลังกว่าเยอะ และหลายๆ ครั้งมันก็มีคุณค่ามากกว่าเสียด้วยซ้ำ หากให้เปรียบเทียบ ก็คงหมายถึงเด็กคนหนึ่งที่ไปตามฝัน กับอีกคนที่ไปตามกระแส คนที่ไปตามฝันอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับเท่าคนที่ไปตามกระแส แต่สิ่งที่เขาทำมันจะมีพลังมากกว่ากันเยอะ ผมว่าหลายๆ ครั้งผมเห็นศักยภาพเด่นๆ ตั้งหลายอย่างของน้องๆ หลายๆ รุ่น จนบางทีก็แอบแปลกใจที่พวกเขาไม่ลองเอาจุดเด่นเหล่านั้นออกมาทำอะไรดู (แต่ก็อาจจะเป็นปัญหาในระดับภาพรวมของประเทศหรือเปล่านะ?)
เรื่องของระบบ HR ในคิวบิกฯ เองก็เป็นเรื่องหนึ่งที่พยายามจะชักให้ขึ้นลมบนกันมาตลอด แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ ซึ่งผมเองก็พยายามจะให้ความร่วมมือตลอด (ซึ่งก็ได้ในระดับที่ฝ่าย HR พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง คละเคล้ากันไป) แต่หลายๆ ครั้งก็รู้สึกจริงๆ ว่า มันช่างเป็นอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เพราะยังไงคนก็ยังคงกระจัดกระจาย ไม่มีหลักแหล่งให้รวมอย่างชัดเจน และเอาเข้าจริงๆ จำนวนคนก็มากเกินกว่าที่เราจะพยายามทำให้เป็นกลุ่มเป็นก้อนได้ ผมเลยตัดสินใจที่จะไปเลือกทำอะไรที่ผมทำได้ก่อน และคิดว่าสำคัญกว่า นั่นก็คือจัดกิจกรรม จัดโครงการไปเรื่อยๆ ซึ่งทุกวันนี้เองก็พอจะพิสูจน์ได้ว่า ถึงจะไม่มีระบบ HR ที่แข็งแกร่งอะไร แต่คิวบิกฯ ก็ยังทำงานหลายๆ อย่างได้ดีมาตลอด
ขอย้ำก่อนว่า ผมเองก็เชื่อนะครับว่า ถ้าคิวบิกฯ มีระบบ HR แล้ว งานหลายๆ อย่างก็คงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพียงแต่จังหวะต่างๆ มันยังไม่ลงตัว จนผมคิดว่า ฝืนวิ่งไปยังไง ว่าวก็คงไม่ลอยขึ้นไปอยู่ดี เลยยังไม่คิดจะทำก็เท่านั้นเอง เพราะงั้นทุกวันนี้งาน HR ของคิวบิกเองก็ดำเนินไปแบบงูๆ ปลาๆ ซึ่งผมก็ไม่คิดว่าเลวร้ายอะไร กิจกรรมต่างๆ ก็ยังดำเนินไปได้อย่างไม่ทุลักทุเลจนเกินไปนัก
แต่ตัวอย่างหนึ่งของคิวบิกฯ ที่บังเอิญ “ลมมันมา” และเราก็วิ่งว่าวจนมันลอยไปติดลมบนเรียบร้อย อย่างหนึ่งคงไม่พ้นงานฝ่ายมัลติมีเดียครับ
ถ้าให้พูดตามตรง ตั้งแต่สมัยผมทำ KUSFC1 ในปี 47 เรื่องนี้คือเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในสายตาผมเลยนะครับ
ในสมัยนั้น เราก็ยังจัดกิจกรรมโดยใช้สไลด์ Power Point ธรรมดาๆ เปิดเพลงปิดเพลงโดยไม่เฟดเสียง หรือแม้แต่การถ่ายรูป ก็ใช้กล้องธรรมดาๆ โดยพี่กานต์และต้องรับหน้าที่ในการถ่าย (ซึ่งพี่กานต์เป็นฝ่ายการเงิน และต้องเป็นทีมงานสีในตอนนั้น)
ความละเมียดในการทำงานทางด้านมัลติมีเดีย เพิ่งค่อยๆ มาเพิ่มในยุคสองสามปีต่อมา เมื่อธีรัชผู้มีความสามารถทางด้านนี้เริ่มเข้ามาบุกเบิกเกี่ยวกับการทำงานเสียงอย่าง “ละเมียด” ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมระดับเสียง เปิดปิดเพลง ส่วนเรื่องการถ่ายรูป ก็คงเป็นเพราะหลังจากนั้นต้องเองก็เริ่มเล่นกล้อง DSLR และก็เริ่มถ่ายรูปที่มีคุณภาพมากขึ้น ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างนี้ ก็เลยทำให้ “มาตรฐาน” ของฝ่ายมัลติมีเดียสูงขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งถามผมแล้ว แน่นอนว่ามัน “ดีกว่า” ที่เรามีมาตรฐานที่ดีเหล่านี้ แต่ให้นึกย้อนไป ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าน้องค่าย KUSFC1 จะสนุกน้อยกว่า หรือได้เรียนรู้น้อยกว่าค่ายที่มีมัลติมีเดียดีๆ สักแค่ไหน แต่ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบที่ลมบังเอิญพัดมา และเราก็วิ่งว่าวไว้ได้ทัน จนเป็นว่าวติดลมบนประทับบารมีเราไว้ ก็เท่านั้น
จนบางทีผมก็รู้สึกตลกเวลาที่เห็นใครมาเห็นว่าวที่ติดลมบนของเราแล้ว พยายามจะวิ่งให้ว่าวลอยขึ้นไป ทั้งๆ ที่ไม่มีลม แน่นอนว่ายังไงมันก็ตกแหมะลงมา และยิ่งตลกไปใหญ่ถ้า ณ เวลานั้น เขายังไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรจะทำ ณ เวลานั้นเสียด้วยซ้ำ
พูดถึง ณ เวลานี้เอง ผมก็เริ่มรู้สึกได้ถึงลมอีกสองลูกที่กำลังพัดโชยมาในคิวบิกครีเอทีฟ
หนึ่งในนั้น คือลมแห่งเสียงดนตรีครับ ผมคิดว่าตอนนี้คิวบิกครีเอทีฟกำลังอยู่ในจังหวะประหลาด ที่เรามีสมาชิกที่มีทักษะทางดนตรีมากมายอยู่พร้อมๆ กันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ไม่แน่…ถ้าลมนี้แรงพอ และคิวบิกฯ สามารถวิ่งว่าวตัวนี้ไปจนติดลมบนได้ คิวบิกครีเอทีฟก็คงมีว่าวดีๆ มาประดับบารมีไว้อีกอัน
ส่วนลมอีกลูก ขออุ๊บอิ๊บไว้ก่อน เผื่อเฟล
แต่ไม่ว่ายังไง ว่าวเหล่านี้คงเป็นมาตรฐานที่ยากพิลึก…หากใครจะตามทัน
สุดท้ายนี้ ขอฝากคลิปนี้ไว้ด้วยครับ จาก Cubic Thanks Party 2010 ที่ผ่านมา
In: Cubic Blog By: Zerothman
7 Sep 2010เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หากใครไปงาน Cubic Thanks Party 2010 อาจจะได้ชมคลิปเสี่ยวๆ จากฝีมือของ Cubic MMG ของวง Phenomena กันไปแล้ว อันที่จริงถ้าไม่นับว่ามีสมาชิกในวงที่เป็นสมาชิกคิวบิกครีเอทีฟนี้อยู่ ก็คงพูดได้ว่าคิวบิกฯ หรือแม้แต่ตัวผมเองก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับวงนี้เอาเสียเลย จนมานึกๆ ดูแล้ว ผมคิดว่าเป็นเรื่องผิดสังเกตทีเดียวที่ชื่อของ Phenomena ผ่านเข้ามาในโสตประสาทผมมากขนาดนี้

สมาชิกวง Phenomena (จากซ้าย) มิล, ยอด, มาร์ค, แทน
ในบรรดาสมาชิกวงทั้ง 4 คน ก็มีสมาชิกที่ผมพอจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัวอยู่ 2 คนได้แก่แทนกับมิล แทนเองเป็นหนึ่งในทีมงานฝ่ายกิจกรรมของ CCFC2 เลยทำให้รู้จักมักจี่กับผมอยู่พอสมควร ในขณะที่มิลเองผมก็แค่รู้จักผ่านๆ จากการที่มิลมาตีกลองให้กับคอนเสิร์ตในคืนสุดท้ายของ CCFC2 แต่ถึงผมเองจะไม่ได้มีโอกาสได้คุยกับมิลมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจและสัมผัสได้จากตัวของมิลเองคือความรักในดนตรี ในคืนนั้นตอนนี้ผมกำลังจัดการเกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทาง (ที่จริงๆ แล้วก็น้อยนิดเสียมากๆ) ให้กับบรรดานักดนตรีรับเชิญในคอนเสิร์ต ผมยื่นซองให้กับมิล แต่มิลก็ปฎิเสธพร้อมกับบอกว่า “ไม่เป็นไรครับพี่ ผมชอบเล่นดนตรี”
หลังจากที่ผมพยายามคะยั้นคะยอที่จะให้ซอง และต้องหงุดหงิดเล็กน้อยกับความไม่สำเร็จในตอนนั้น แต่ผมก็รู้สึกประทับใจกับทัศนคตินี้ของมิล อาจฟังดูเวอร์ แต่ผมสัมผัสได้ถึงความรักของมิลที่มีกับดนตรีได้มากกว่าตอนที่มิลอยู่บนเวทีเสียอีก
จนหลังจากนั้นมาสักพัก พอผมได้ยินข่าวคราวผ่านๆ จากน้องแทนว่ามิลชวนแทนไปร่วมในวงที่จะประกวด Hot Wave Music Awards ครั้งที่ 15 ความคิดแว้บแรกที่ผ่านเข้ามาในหัวของผมคือ ผมและคิวบิกฯ จะสนับสนุนมิลและวงนี้ได้อย่างไรบ้าง? แต่น่าเสียดายครับ ดูเหมือนว่าทั้งผมและคิวบิกฯ เองดูจะไม่มีความพร้อมอะไรเสียเลยที่จะช่วยเหลืออะไรวงนี้ได้ ก็เลยได้แต่ดูอยู่ห่างๆ จนกระทั้งกอล์ฟเองมาขอยืมกล้อง HD ของคิวบิกฯ ไปใช้ถ่ายวง Phenomena ตามงานต่างๆ ผมก็คิดว่านั่นคงเป็นที่สุดที่คิวบิกฯ และผมเองจะสนับสนุนได้ผ่านกอล์ฟไป
หลังจากนั้นถ้าให้พูดตามตรง ผมก็แทบไม่ได้รู้ข่าวคราวอะไรอีกเลยของ Phenomena ทางเดียวที่ผมพอจะทราบข่าวได้บ้าง (และดูเหมือนเป็นทั้งหมดของช่วงเวลานั้น) คือทวิตเตอร์ของ @mamuang จนกระทั้งมีข่าวว่าวงนี้ได้ติดรอบ 30 ทีมสุดท้าย ผมเองก็ไม่มีโอกาสจะได้ไปดูเพราะตอนนั้นยังอยู่ต่างประเทศ แต่ก็รู้สึกได้ทันทีว่าผู้คนรอบๆ ตัวบนทวิตเตอร์และเฟสบุ๊กก็เริ่มพูดถึง Phenomena มากขึ้น
จนกระทั้งเมื่อ Phenomena ได้เข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายเนี่ยแหละครับ เรื่องนี้ก็กลายเป็นกระแสหลักของชาวสาธิตเกษตรและคิวบิกที่อยู่สาธิตเกษตรอย่างสุดๆ ถึงจะไม่อยากรู้ แต่ก็จะต้องมีอะไรสักอย่างเกี่ยวกับ Phenomena โผล่ขึ้นมาบนไทม์ไลน์เป็นระยะๆ (เยอะสุดคงไม่พ้น @mamuang, @pongpitipert และ @equinoxxz) ถึงจะไม่ได้มากมาย แต่ก็เยอะจนผมเองหลายๆ ครั้งต้องแอบคิดในใจว่า “อะไรมันจะขนาดนั้น!”
ผมคิดว่านี่เป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจนะครับ การที่คนเราจะมีอารมณ์ร่วมกับอะไรสักอย่าง ถ้าให้ลองนึกๆ ย้อนดู ก็คงรู้สึกเหมือนตอนช่วงบอลโลก บางทีก็ดูแปลกที่ความสำเร็จหรือล้มเหลวของคนอื่นที่จริงๆ แล้วก็อาจไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเราเลย จะมาส่งผลกระทบกับจิตใจเราได้ขนาดนี้ แต่ก็เพราะด้วยความรู้สึกที่เราได้เห็น ได้สัมผัสกับสิ่งที่คนอื่น “สู้” ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มันก็ทำให้เรารู้สึก “ร่วม” กับความสำเร็จนั้น ทั้งๆ ที่เราอาจจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็ได้
แน่นอน…สิ่งเหล่านี้จะเกิดได้ หากต้นทางได้เริ่มต้น “สู้” ให้คนอื่นๆ ได้เห็นมาก่อน
และจากที่ผมกล่าวไปตอนต้น ถึงผมเองจะไม่ได้มีโอกาสได้เห็นด้วยตาตัวเอง แต่ด้วยปรากฎการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวผม คงไม่ยากที่จะผมจะตั้งสมมุติฐานว่า มิลและเพื่อนๆ วง Phenomena เองคงได้ “สู้” มาไม่น้อย
เรื่องนี้คงเป็นบทเรียนง่ายๆ ว่าหากเราอยากให้ใครร่วม “สู้” กับเราแล้ว สิ่งที่ง่ายที่สุดที่เราจะทำได้ คงเป็นการเริ่ม “สู้” ให้พวกเขาเห็นก่อน
ขอเพียงเริ่ม “สู้” แล้ว… Phenomena Phenomenon คงเกิดได้กับทุกคน
สุดท้าย เผื่อใครไม่เห็นภาพ นี่คือวง Phenomena ครับ
In: Cubic Blog By: Zerothman
26 Jun 2010ในเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองกำลังคลายความวุ่นวายลงไป หนึ่งคำที่ผมคิดว่าเราๆ คงจะได้ยินกันบ่อยมากช่วงนี้คือคำว่า “ปรองดอง” คำๆ นี้เหมือนจะเป็นคำในอุดมคติที่ทุกคนอยากให้เกิด แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แล้วอะไรกันแน่คือความ “ปรองดอง” และเราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
ถ้าคิดในมุมกลับง่ายๆ ผมคิดว่าคำว่าปรองดอง หมายถึงการไม่ขัดแย้งกัน การที่ทุกๆ ฝ่ายต่างพอใจในสิ่งที่ตนเองได้รับ และเข้าใจว่าคนอื่นๆ ก็ได้รับในสิ่งที่ควรได้รับเช่นเดียวกัน
เมื่อนานมาแล้ว @Paul_012 เคยได้เขียนบล็อก “ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์” โดยมีเนื้อหาสรุปคร่าวๆ ว่าสังคมที่อยู่ด้วยกันได้ ต้องมีการจัดการความแตกต่างที่ดีพอ และดูเหมือนเป็นเรื่องประชดจิตใจกันนิดๆ ที่สามสิ่งที่เราพยายามใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยให้เป็นหนึ่ง กลับเป็นสาเหตุต้นๆ ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และก่อนจบ @Paul_012 ยังกล่าวอ้างถึงบล็อกอีกอันของตนเอง “Communication” ว่า…
เมื่อไรนะ เราถึงจะหันมา “พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น” ได้เสียที
ผมคิดว่าสโลแกนติดหูของ Orange นี้ตั้งแต่เปิดตัว ดูเป็นคำสั้นๆ เรียบง่าย แต่กินใจพอดู และดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่าจะเห็นด้วยตรงกันได้ไม่ยากว่า การสื่อสารก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญจริงๆ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจกันและกัน
การ “เข้าใจ” นี้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในกระบวนการปรองดอง เพราะความเข้าใจจะทำให้เกิดการ “ยอมรับ” เราจะยอมรับผู้อื่นได้ ต้องเกิดจากการที่เราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำอะไรแบบนั้น ทำไมเขาถึงได้รับอะไรแบบนั้น เราจะรู้สึกขัดแย้ง ขัดใจ เมื่อเราเห็นใครทำอะไรในสิ่งที่เราไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำได้ หรือทำไมเขาถึงได้รับในสิ่งที่จริงๆ แล้วเขาไม่ควรได้รับอย่างนั้น ความไม่เข้าใจนี้จะนำไปสู่ความไม่พอใจ ความโกรธ หรือความเกลียด ซึ่งทั้งหมดทั้งหมดนี้คือความขัดแย้ง
ปัญหาคือ เราจะเข้าใจคนอื่นได้อย่างไร?
จริงอยู่ที่การสื่อสารก็สำคัญ แต่สิ่งที่ลึกลงไปกว่านั้น คือการที่เราจะเข้าใจผู้อื่นให้ได้
ผู้คนแต่ละคน ที่มีฐานของข้อมูล ฐานความเชื่อ ย่อมนำไปสู่ความแตกต่างในขีดความสามารถในการเข้าใจเรื่องต่างๆ กลุ่มคนที่มีฐานของข้อมูล และฐานความเชื่อที่แตกต่างกัน ย่อมสามารถเข้าใจเรื่องของอีกฝ่ายได้ยากขึ้น (ผมกะว่าจะเขียนบล็อกเรื่องความสัมพันธ์ต่อข้อมูล ความเชื่อ และความรู้ แต่ยังไม่มีโอกาสสักที ขอติดไว้ก่อนแล้วกัน) ซึ่งจากฐานของข้อมูลและความเชื่อที่แตกต่างกันนี้ ผมขอเรียกว่าเป็น Rational Domain ของแต่ละคน หรือพูดง่ายๆ คือ กรอบความเข้าใจของแต่ละคน ที่ย่อมสามารถเข้าใจเรื่องต่างๆ ได้แตกต่างกัน
และจริงๆ แล้วหากมองให้ชัด ทุกวันนี้การที่เราไม่เข้าใจคนอื่น และนำไปสู่ความหงุดหงิดใจนั้น เพราะเราไปคาดหวังว่า เขาคนนั้นจะต้องอยู่ใน Rational Domain เดียวกับเรา การที่เขาไม่ได้ทำในสิ่งที่เราคาดหวังว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เขาทำได้ จึงพาลให้เราไม่พอใจคนๆ นั้น
ผมขอลองยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า สมมุติมีชายหญิงคู่หนึ่งเป็นแฟนกัน ฝ่ายชายเกิดทำอะไรสักอย่างที่ฝ่ายหญิงไม่พอใจ แล้วฝ่ายหญิงก็งอน ส่วนฝ่ายชายก็ไม่รู้ว่าฝ่ายหญิงงอนเรื่องอะไร ก็เลยคิดว่าสิ่งที่ฝ่ายหญิงทำนั้นผิด ก็เลยไม่ง้อ พอไม่ง้อฝ่ายหญิงก็ยิ่งโกรธ ยิ่งคับแค้น ยิ่งงอน ฝ่ายชายก็ยิ่งเซ็ง ความขัดแย้งก็โตขึ้นเรื่อยๆ
จากตัวอย่างนี้เราจะเห็นได้ว่า ความไม่พอใจเกิดจากความไม่เข้าใจ ฝ่ายหญิงไม่เข้าใจฝ่ายชายว่าทำไมถึงทำอะไรแบบนี้ เลยพาลโกรธ ทั้งๆ ที่หากมองให้ลึกแล้ว คนเป็นคู่รักกัน (ถ้าไม่ได้มีปัญหาอื่น) ฝ่ายชายย่อมทำอะไรที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับความสัมพันธ์นี้แล้วเสมอ เพียงแต่ในการตัดสินใจนั้น ด้วย Rational Domain ของตัวเอง จึงอาจทำให้ตัดสินว่าสิ่งที่ทำนี้ไม่ใช่ปัญหา ในขณะที่ Rational Domain ของฝ่ายหญิงตัดสินอีกอย่าง ว่าสิ่งที่ฝ่ายชายทำนั้นผิด ไม่ใช่สิ่งที่คนรักเขาทำกัน จึงไม่เข้าใจว่าทำไมถ้าเป็นคนรักกันเขาถึงทำแบบนี้ ก็สุดท้ายก็จบลงที่การโกรธ ไม่พอใจ และแสดงออกมาในรูปแบบของการงอน
เมื่อฝ่ายหญิงงอน ด้วย Rational Domain ของฝ่ายชายที่ไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด ก็จะไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องง้อ ความไม่เข้าใจว่าทำไมฝ่ายหญิงต้องงอนนี้ก็นำไปสู่ความไม่พอใจและขัดแย้งตามมา และต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด
ดังนั้นจากความขัดแย้งที่แสนวุ่นวายนั้น จริงๆ มีหลักการง่ายๆ อยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือเราต้องระลึกเสมอว่า อย่าใช้ Rational Domain ของเราเพื่อพยายามเข้าใจหรือตัดสินคนอื่นๆ เพราะทุกคนมี Rational Domain ที่แตกต่างกัน จากตัวอย่างปัญหาข้างต้น ปัญหาจะจบลงง่ายๆ เมื่อฝ่ายหญิงยอมที่จะเลิกงอน หรือฝ่ายชายยอมที่จะเริ่มง้อ ซึ่งทั้งสองกรณีนี้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมทลายกรอบ Rational Domain ของตนเองออกมา และยอมรับในสิ่งที่คนอื่นทำ แม้ว่าจะไม่สามารถหาเหตุผลหรือทำความเข้าใจได้ใน Rational Domain ของตนเองก็ตาม
ผมคิดว่าความซับซ้อนที่แสนวุ่นวายนี้ กลับมีแนวคิดที่แสนเรียบง่ายนี้อยู่ คงดีไม่น้อยหากทุกคน พร้อมที่จะทลายกรอบ Rational Domain ของตนเอง และเปิดใจที่จะยอมรับในสิ่งที่เราไม่มีทางเข้าใจได้มากขึ้น เพราะทุกอย่างที่ทุกคนทำมันมีเหตุผลอยู่ และหลายๆ ครั้งมันแค่ไม่ได้อยู่ใน Rational Domain ของเราเท่านั้นเอง
พูดง่าย…แต่สุดท้าย กลไกการป้องกันตนเอง (Defense Mechanism) ก็ยังเป็นรากฐานที่สำคัญของจิตวิญญาณมนุษย์อยู่ดี และคงไม่ง่ายนักที่เราทุกคนจะหยุดยั้งสัญชาตญาณนี้ได้
In: Cubic Blog By: Zerothman
9 Jun 2010อาจจะหลงกระแสไปสักหน่อย แต่เรื่องนี้ ผมคิดว่าอีกไม่นานก็คงมีประเด็นให้ถกเถียงกันอีก
ช่วงความร้อนแรงทางการเมืองที่ผ่านมา อีกหนึ่งประเด็นที่หลายๆ คนในสังคมพูดถึง นั่นคือเรื่องของความเป็นกลางของสื่อ
โดยส่วนตัวผมเอง ในฐานะที่มีประสบการณ์ในการทำงานสื่อมาบ้าง (เป็นนักเขียนใน Blognone) ก็พอจะเข้าใจอยู่ลึกๆ ว่า แม้ว่าสื่อจะพยายามทำตัวให้เป็นกลางแค่ไหน สื่อก็ไม่มีวันเป็นกลางได้
เหตุผลง่ายๆ เพราะทุกเนื้อหา ทุกข้อความ เมื่อมันถูก “ส่งต่อ” ไม่ว่าด้วยการเขียน การเล่า ถ่ายภาพ หรือวีดีโอ ล้วนแล้วแต่ต้องถูกบิดเบือนทั้งสิ้น แม้ว่าผู้ถ่ายทอดจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
ประการแรก นั่นคือเรื่องของภาษา ภาษาเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และผูกพันกับจิตใจของมนุษย์อย่างมากกว่าที่ใครหลายคนคิดไว้ ในภาษาเดียวกัน คนที่แตกต่างกันย่อมไม่สามารถรับรู้สิ่งที่ต้องการถ่ายทอดนี้ได้เหมือนกันซะทีเดียว หลายๆ ครั้งอารมณ์อาจถูกบรรจุไปกับภาษาโดยที่เราไม่รู้ตัว หรือคนรับตีความอารมณ์เหล่านี้ผิดแผกไปก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน ซึ่งอารมณ์นี้เองเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าใครมีความคิดอย่างไร และตัดสินว่าอะไรดีไม่ดีอย่างไร บางคนอาจรู้สึกถูกตัดสินด้วยอารมณ์ที่แทรกอยู่ในภาษา จนนำไปสู่ความรู้สึกที่ว่า “ข่าวนี้ไม่เป็นกลาง” เช่นข่าวนักเรียนเครียดจนเผาห้องสมุดพร้อมยอมรับว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ ในจุดนี้บางคนอาจจะรู้สึกถึงอารมณ์ที่อยู่ในคำว่า “พฤติกรรมเลียนแบบ” ว่าตั้งใจจะโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ แต่อันที่จริงแล้วข่าวนี้อาจจะถูกถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมาอย่างที่ผู้นำเสนอไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ เพราะเด็กคนดังกล่าวก็ให้สัมภาษณ์เช่นนั้นจริงๆ เป็นต้น
ประการที่สอง การนำเสนอนั้นถูกตัดทอนเสมอ ด้วยเนื้อหา พื้นที่ และเวลาที่จำกัดของทั้งผู้นำเสนอและผู้รับข้อมูลข่าวสาร เกือบทุกครั้งที่ข้อมูลจะถูกตัดทอน และย่นย่อเพื่อให้พอเหมาะกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรเหล่านี้ แต่ปัญหาก็คือ ข้อมูลเพียงเล็กน้อยเหล่านี้ ไม่สามารถสะท้อนถึงความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ ในขณะที่ผู้รับข้อมูลเอง ก็จะมีกลไกอัตโนมัติในการสร้างข้อมูลส่วนที่หายไปในสมอง โดยอิงจากข้อมูลส่วนที่มีอยู่ ผมยกตัวอย่างเช่น @abandonphuwan อาจจะกำลังทำงานอยู่ แต่มีจังหวะหนึ่งเพียงแค่ไม่กี่นาทีที่แว้บไปเปิดดูเว็บเล่น แล้วคุณแม่ก็บังเอิญเดินเข้ามาดูพอดี ในจังหวะนี้เองคุณแม่เมื่อได้รับข้อมูลว่า ณ ปัจจุบันคุณลูกกำลังเปิดเว็บไร้สาระอยู่ ก็จะ “สร้าง” ข้อมูลส่วนที่หายไปโดยอิงจากส่วนที่มีอยู่โดยอัตโนมัติว่า ตั้งแต่ลูกมาใช้คอมฯ ก็เล่นเว็บไร้สาระตลอดเลย แม้ว่าจริงๆ แล้วระหว่างนั้นเขาอาจจะทำงานมาตลอดจริงๆ ก็ได้
ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า แม้สื่อจะพยายามเป็นกลางแค่ไหน แต่สื่อจะไม่มีวันเป็นกลาง
เราทุกคนคงเคยชินกับข้อกล่าวหาหลายๆ ครั้งที่ระบุว่า “สื่อต้องมีจรรยาบรรณ”
จรรยาบรรณ เป็นข้อกำหนดที่มักควบคู่กับวิชาชีพที่มี “พลังพิเศษ” บางอย่างที่อยู่เหนือการควบคุมของกฎเกณฑ์ในสังคม เช่นจรรยาบรรณแพทย์ที่อาจจะไม่สามารถโฆษณายายี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งให้กับผู้ป่วยได้เป็นพิเศษ แต่ในความเป็นจริงแพทย์นั้นก็มี “พลัง” ที่จะทำเช่นนั้นได้ โดยไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ที่จะห้ามได้อย่างชัดเจน
หากพูดง่ายๆ คงต้องอ้างคำพูดเท่ห์ๆ ของสไปเดอร์แมนว่า
“With great power comes great responsibility.”
แน่นอนว่าสื่อมีพลังพิเศษบางอย่าง ที่จะโน้มน้าวผู้ฟังให้คิดคล้อยตามไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก จึงเป็นเรื่องที่อาจจะเหมาะสมอยู่แล้วที่วิชาชีพสื่อจะต้องมีจรรยาบรรณเป็นข้อห้ามทางจิตใจควบคุมไว้อีกต่อหนึ่ง
แต่คำถามที่สำคัญ ณ เวลานี้คือ “ใครคือสื่อ?”
ในโลกของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทุกคนกลายเป็นสื่อจำเป็นโดยที่ไม่รู้ตัว เมื่อความคิดของเราถูกถ่ายทอดออกไปบนเครือข่ายสังคม ความคิดของเราย่อมมีผลต่อความคิดของผู้อื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แน่นอนว่า เกือบทุกคนที่ทำหน้าที่สื่อจำเป็นนี้ คงน้อยคนนักที่จะคิดว่าเราต้องมี “จรรยาบรรณ”
บางคนอาจโยนความรับผิดชอบนี้ให้กับผู้รับสื่อ ว่าจะต้องเลือกรับข่าวสารที่เหมาะสมให้ได้ แต่ในอดีตที่ผ่านมา เราคงเห็นแล้วว่า สิ่งนี้ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะแต่ละคนก็มีความเชื่อและความคาดหวังที่แตกต่างกัน ที่ทำให้การรับรู้ข้อมูลต่างๆ นั้นแตกต่างไปด้วย แม้ว่าผู้รับสื่อจะพยายามรับสื่ออย่างฉลาดแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่มีวันที่จะรับความจริงได้ทั้งหมด
หากดูในภาพรวมแล้ว คงไม่ใช่หน้าที่ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะแก้ปัญหาวงจรอุบาทว์แห่งข้อมูลข่าวสารนี้ได้
การผลักความรับผิดชอบให้สื่อ หรือให้ผู้รับสื่อ ก็คงไม่ใช่ทางออกเช่นกัน
แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?
ผมก็ไม่มีคำตอบครับ
In: Cubic Blog|English By: Zerothman
31 May 2010I just watch a couple of TED conferences video recently. It’s “Schools Kill Creativity” from TED 2006 and “Bring on the Learning Revolution” from TED 2010 by Sir Ken Robinson. (Thank @eig for sharing it in Cubic Research Group) I have to admit that I’ve never been heard of his name before. But I like almost every his point of view on education. Many of them are just like what I thought earlier, while others was surprising me.
About a year ago, I had a speaking session at ICTEd 2009 which I named it “Cloud Learning : A learning in digital age”. I suggest that our current education system was built in an industrial age, the age of mass production. It aims on creating workforces as a resources for corporates. Of course, it’s a mass production. Every single student will have the same curriculum to form their knowledge, ideas and perspective to match the industry’s specification. One may be molded to be an engineer, a doctor, an accountant or a driver depends on how occupation markets direct them to. And because we love Prada, Ferrari and Apple. Employers would more prefer a personnel who produced from Berkeley, MIT or Oxford. As we can see, almost none of education system perspective sees one person as a person.
In my session I was also noting that in Thailand, the education system was built in monarchy age and was first limited to aristocrats. So the education system also serve as a social class symbol.
In conclusion, I think current education system based on mass production industrial concept. Person is material, study field is part type, curriculum is specification, grading is quality-control and degree is brand.
But what’s the problem in current education system? There’re 2 important changes in our world that make our education system outdated. It is the development in information technology and the rise of creative economy.
Information technology grants us the ability to send and receive information across the world at a speed of light. The more rapidly information exchange make mankind’s wisdom to be even more rapidly developed. An education that built on content-based concept couldn’t change itself to newer knowledge fast enough, resulting in outdated knowledge in classrooms that we spent a thousands of dollars to attend.
And information technology allow anyone to be a content publisher, unlike yesterday curriculum that created from a number of noble professors and someone-who-actually-knows. There’re a lot of information floating around us nowadays that simply false. But we were taught to know what they said, so we’re lack of ability to evaluate the reliability of information we get. So now so many people know so many things that completely not correct.
The rise of creative economy force corporates to be creative. And to be creative, they need someone like-no-other in their organization. Unfortunately, old education system aim to create workforces that comply with specification in mass production perspective. So everyone was produced to be identical and lacks of creativity.
Refer to what @eig said, so many people concern about education crisis nowadays. But no one actually suggest a way out. In my opinion, the Education 2.0 must complies to the following concerns:
Despite these specifications, we still have one big question left. Do we really need an Education 2.0?
Of course, as long as there’s no new better version of Windows, there’s no reasons to upgrade. We just somehow didn’t like what we have now, sometimes we even don’t know what’s the problem in our current system. But even we have no idea what’s the better system is, it doesn’t mean we shouldn’t start now.
One thing I came up is, we should have some statistical research to find relations between education successfulness of a person against other factors. This should give us some clue where the problem is. However, what is education successfulness still yet to be defined.
Now we, Cubic Creative, are currently aggressively looking into this issue. We even already developed some of the models what we hope it could be implemented in real-world situations. However, this is a very, very long way to go. But like I said earlier, it doesn’t mean we shouldn’t start now.
What’s your idea on Education 2.0? Please share with us. Together we can create a new revolutionary education system that, somehow, better than before.
“These technologies, combined with the extraordinary talents of teachers, provide an opportunity to revolutionize education. And I urge you to get involved in it because it’s vital, not for just to ourselves, but to the future of our children.”
—Sir Ken Robinson (1950-present)
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)