<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Cubic Blog &#187; Cubic Blog</title>
	<atom:link href="http://cubiccreative.org/blog/category/blog/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://cubiccreative.org/blog</link>
	<description>Creative ideas drive the world.</description>
	<lastBuildDate>Fri, 02 Mar 2012 18:52:56 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
		<item>
		<title>สัมภาษณ์ Staff Program</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2012/staff-program-interview/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2012/staff-program-interview/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Mar 2012 18:52:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Masatha</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=570</guid>
		<description><![CDATA[เพิ่งผ่านพ้นการสัมภาษณ์ของ Cubic Creative Staff Program ช่วงฤดูร้อนไปนี้เองนะครับ ผมได้มีโอกาสไปเป็นผู้สัมภาษณ์เช่นเดียวกัน คิวบิกเราเริ่มรับสมัครสัมภาษณ์ทีมงานมาหลายปีแล้วครับ จากแต่ก่อนที่ชวน ๆ กันเข้ามาทำงาน ก็เริ่มมีการสัมภาษณ์อย่างเป็นกิจลักษณะมากขึ้น ข้อดีนอกจากจะทำให้เราได้สมาชิกเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว การสัมภาษณ์ยังช่วยให้เรารู้จักลักษณะนิสัยและความถนัดของคนที่มาสมัคร ทำให้เราจัดคนได้ตรงกับงานมากยิ่งขึ้นนะครับ ในปีแรกๆ ที่ผมทำ ตอนนั้นผมไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะสัมภาษณ์ครับ แต่มีหน้าที่นั่งอยู่กับน้องๆ ระหว่างรอสัมภาษณ์ หากิจกรรมให้ทำ ทำให้น้องๆ มีอะไรทำเพราะเรารู้สึกว่าเสียดายเวลาถ้าให้น้องนั่งรอเฉยๆ การทำกิจกรรมนอกจากจะทำให้คนที่มาสัมภาษณ์ได้รู้จักกัน (เผื่อมีโอกาสได้ร่วมงานในอนาคต) ยังทำให้เราได้เห็นลักษณะนิสัยนอกเหนือจากที่จะได้เห็นในระหว่างสัมภาษณ์ด้วย หลังจากนั้นก็ได้เลเวลอัพมานั่งที่โต๊ะสัมภาษณ์นะครับ สมัยก่อนเราจะแบ่งออกเป็นโต๊ะๆ แต่ละโต๊ะก็จะเน้นการประเมินต่างกัน เช่น ความสามารถบ้าง ประสบการณ์บ้าง ทัศนคติบ้าง ซึ่งผู้สมัครจะต้องผ่านทุกโต๊ะสัมภาษณ์ และเราจะได้สัมภาษณ์น้องทุกคน สิ่งที่ผมจำได้แม่นก็คือ การเป็นผู้สัมภาษณ์ก็ไม่ค่อยง่ายเท่าไหร่ครับ เพราะเวลาเราถามคำถาม นอกจากจะต้องฟังคำตอบแล้ว ยังต้องคอยจดโน้ต แล้วก็คิดคำถามต่อไปด้วย (กรณีที่ถ้าจะถามลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น) เพราะงั้น ถ้าเห็นผู้สัมภาษณ์ก้มหน้า ไม่ค่อยได้สบตา หรือทำท่าเหมือนไม่ตั้งใจฟัง อย่าเพิ่งน้อยใจนะครับ มันต้องทำหลายอย่างพร้อมๆ กันจริงๆ ในปีถัดๆ มาส่วนของการสัมภาษณ์มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบนิดหน่อยครับ คือในใบสมัครจะให้กรอกข้อมูลส่วนตัวและให้เลือกฝ่ายที่ผู้สมัครสนใจจะทำ 3 ฝ่าย แล้วเวลาสัมภาษณ์ก็จะแบ่งเป็นโต๊ะๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เพิ่งผ่านพ้นการสัมภาษณ์ของ Cubic Creative Staff Program ช่วงฤดูร้อนไปนี้เองนะครับ ผมได้มีโอกาสไปเป็นผู้สัมภาษณ์เช่นเดียวกัน</p>
<p>คิวบิกเราเริ่มรับสมัครสัมภาษณ์ทีมงานมาหลายปีแล้วครับ จากแต่ก่อนที่ชวน ๆ กันเข้ามาทำงาน ก็เริ่มมีการสัมภาษณ์อย่างเป็นกิจลักษณะมากขึ้น ข้อดีนอกจากจะทำให้เราได้สมาชิกเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว การสัมภาษณ์ยังช่วยให้เรารู้จักลักษณะนิสัยและความถนัดของคนที่มาสมัคร ทำให้เราจัดคนได้ตรงกับงานมากยิ่งขึ้นนะครับ</p>
<p>ในปีแรกๆ ที่ผมทำ ตอนนั้นผมไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะสัมภาษณ์ครับ แต่มีหน้าที่นั่งอยู่กับน้องๆ ระหว่างรอสัมภาษณ์ หากิจกรรมให้ทำ ทำให้น้องๆ มีอะไรทำเพราะเรารู้สึกว่าเสียดายเวลาถ้าให้น้องนั่งรอเฉยๆ การทำกิจกรรมนอกจากจะทำให้คนที่มาสัมภาษณ์ได้รู้จักกัน (เผื่อมีโอกาสได้ร่วมงานในอนาคต) ยังทำให้เราได้เห็นลักษณะนิสัยนอกเหนือจากที่จะได้เห็นในระหว่างสัมภาษณ์ด้วย</p>
<p>หลังจากนั้นก็ได้เลเวลอัพมานั่งที่โต๊ะสัมภาษณ์นะครับ สมัยก่อนเราจะแบ่งออกเป็นโต๊ะๆ แต่ละโต๊ะก็จะเน้นการประเมินต่างกัน เช่น ความสามารถบ้าง ประสบการณ์บ้าง ทัศนคติบ้าง ซึ่งผู้สมัครจะต้องผ่านทุกโต๊ะสัมภาษณ์ และเราจะได้สัมภาษณ์น้องทุกคน สิ่งที่ผมจำได้แม่นก็คือ การเป็นผู้สัมภาษณ์ก็ไม่ค่อยง่ายเท่าไหร่ครับ เพราะเวลาเราถามคำถาม นอกจากจะต้องฟังคำตอบแล้ว ยังต้องคอยจดโน้ต แล้วก็คิดคำถามต่อไปด้วย (กรณีที่ถ้าจะถามลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น) เพราะงั้น ถ้าเห็นผู้สัมภาษณ์ก้มหน้า ไม่ค่อยได้สบตา หรือทำท่าเหมือนไม่ตั้งใจฟัง อย่าเพิ่งน้อยใจนะครับ มันต้องทำหลายอย่างพร้อมๆ กันจริงๆ</p>
<p>ในปีถัดๆ มาส่วนของการสัมภาษณ์มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบนิดหน่อยครับ คือในใบสมัครจะให้กรอกข้อมูลส่วนตัวและให้เลือกฝ่ายที่ผู้สมัครสนใจจะทำ 3 ฝ่าย แล้วเวลาสัมภาษณ์ก็จะแบ่งเป็นโต๊ะๆ ตามฝ่ายเลยครับ น้องที่มาสัมภาษณ์ ก็สัมภาษณ์เฉพาะฝ่ายที่ตัวเองเลือก (เช่นพี่เลี้ยง สวัสดิการ กิจกรรม สันทนาการ) ส่วนผู้สัมภาษณ์เองก็เจาะเฉพาะคนที่สนใจไป ไม่จำเป็นต้องลงไปสัมภาษณ์ครบทุกคน ซึ่งก็ช่วยประหยัดเวลาและทำให้เราวางกรอบเฉพาะคนที่มีลักษณะที่ใช่</p>
<p>ส่วนผมนั่งอยู่โต๊ะสันทนาการครับ ซึ่งของเราก็จะมีสามส่วนใหญ่ๆ อย่างแรกคือถามเรื่องประสบการณ์การทำงาน ซึ่งแน่นอนว่า คนที่เคยทำงานแนวๆ นี้ มาก่อนก็มีความได้เปรียบอยู่บ้าง แต่ไม่เสมอไป เพราะถึงเป็นคนที่ไม่มีประสบการณ์ แต่มีทัศนคติที่ใช่ เราก็เลือก (และผลลัพธ์ก็ออกมาดีจริง ๆ) อย่างที่สองก็คือเราต้องตรวจทานให้แน่ใจครับ ว่าคนที่มาสมัคร เข้าใจคำว่าสันทนาการตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในการทำงานของคิวบิกจริงๆ เพราะเท่าที่สัมภาษณ์มา ถ้าเป็นคนที่ติดภาพสันทนาการของมหาวิทยาลัย มักจะคิดว่าสันทนาการคือการที่มีคนออกมาหลายสิบคน แล้วเต้นกันทั้งวี่ทั้งวัน (ซึ่งก็ไม่ได้เข้าใจผิดน่ะนะครับ เพราะมหาวิทยาลัยมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ) แต่แค่ที่คิวบิกทำ มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอย่างน้อยก็ต้องให้ทราบตรงกันว่า ของคิวบิกฝ่ายสันฯ มีอย่างมากแค่ 4-5 คน ไม่ได้มีแต่เต้น ต้องคิดกิจกรรมอื่นด้วย และต้องคอยสนับสนุนฝ่ายอื่นๆ ตามแต่ที่จะใช้งานนั่นเอง สุดท้าย ทักษะการนำสันทนาการเห็นอะไรที่วัดกันไม่ได้จากการสัมภาษณ์ครับ เพราะงั้นเราก็จะมีให้ลองแซมเปิลเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเวลาให้ลองนำจริงๆ เราจะเห็นเลยครับว่า บุคลิกของใครเป็นอย่างไร</p>
<p>นอกเหนือไปจากการสัมภาษณ์แล้ว สิ่งที่ผมภูมิใจมากก็คือ ตั้งแต่ปีแรกที่เรามีสัมภาษณ์ เราก็พูดคุยกันครับว่า แค่การสัมภาษณ์ 5-10 นาทีมันวัดอะไรไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรามีมาโดยตลอด คือการให้ผู้สมัครได้ลองทำกิจกรรมจริงเป็นกลุ่ม พอให้ทำกิจกรรมแล้ว เราจะเห็นได้ชัดเลยครับว่า แต่ละคนเวลาทำงานจริงเป็นอย่างไร มีความสามารถในการแก้ปัญหาไหม ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นอย่างไร มีความเป็นผู้นำแค่ไหน ผมบอกได้เลยว่า หลายคนที่คะแนนสัมภาษณ์ไม่ดี สามารถฉายแววได้ก็ตอนให้ลองทำงานจริงนี่แหละครับ</p>
<p>สุดท้ายก็เป็นการประเมินกันเองจากผู้มาสมัครครับ ให้แต่ละคนเล่าให้ฟังว่า เพื่อนๆ ในกลุ่มเดียวกันเป็นอย่างไรบ้าง เพราะความเห็นของคนที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันอาจจะแตกต่างจากผู้ประเมินอย่างเราๆ ก็ได้ ที่สำคัญก็คือ คนที่ผ่านสัมภาษณ์คือคนที่จะต้องทำงานร่วมกันในอนาคตน่ะนะครับ เพราะงั้นก็เป็นการดีที่อย่างน้อยจะได้ทราบว่า แต่ละคนมีความคิดเห็นระหว่างกันเป็นอย่างไร หลังจากสัมภาษณ์ ทำกิจกรรม และสะท้อนกันเองแล้ว ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของผู้สัมภาษณ์อย่างเราๆ แล้วละครับ ที่จะมาพูดคุย ลงรายละเอียดกันเป็นรายบุคคลเลยว่า คนที่มาสมัครนี้ มีความเหมาะสมที่จะร่วมงานกับเรามากน้อยแค่ไหน แล้วถ้ามาเป็นทีมงาน เราควรจะจัดตำแหน่งให้อยู่ตรงไหนดี</p>
<p>เท่าที่ทำมา ผมคิดว่าเราก็ประเมินกันค่อนข้างละเอียดนะครับ แม้ว่าวันเดียวอาจจะไม่สามารถล้วงลูกคู่วามเป็นตัวตนทั้งหมดของอีกฝ่ายได้ก็ตาม แต่ผมเองก็เคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าตัวเองมาสมัครเป็นทีมงานขอคิวบิกครีเอทีฟ จะได้รับการประเมินแบบไหนกันน้า เอาไว้สตาฟคนไหน ถ้าสนใจก็ลองถามก็ได้ครับว่า สมัยเรามาสมัคร พี่ๆที่เขาสัมภาษณ์ประเมินเราไว้ว่าอย่างไร</p>
<p>อาจจะได้คำตอบที่เราคาดไม่ถึงเลยก็เป็นได้ ;p</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2012/staff-program-interview/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คิวบิก + เมจิก</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2011/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2011/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Mar 2011 15:26:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[attitute]]></category>
		<category><![CDATA[cubic]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<category><![CDATA[magic]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=505</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อสักราวๆ สองสามปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก และก็ได้มีโอกาสได้ไปเที่ยว Tokyo Disney Resort ซึ่งถือได้ว่าเป็นสวนสนุกในกลุ่ม Disney ที่แรกที่ผมมีโอกาสได้ไป ในครั้งนั้นเองผมมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าต้องการจะไปเที่ยวสวนสนุกล้วนๆ แผนการเที่ยวของผมจึงมีแต่การแวะสวนสนุกต่างๆ เกือบทั้งหมดที่อยู่ครึ่งตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น (เอาโตเกียวเป็นตัวแบ่ง) สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้จากการเที่ยวสวนสนุกแบบมาราธอนในครั้งนั้น คือ Tokyo Disney Resort เป็นสถานที่เดียวที่สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผมได้อย่างแปลกประหลาดตั้งแต่ย่างก้าวเข้าไปในตอนเช้าจนขาออกในตอนค่ำได้อย่างที่สวนสนุกอื่นๆ อย่าง Universal Studio Osaka หรือ Fuji-Q Highland ไม่มีทางทำได้ แม้ว่าจะมีเครื่องเล่นที่เร้าใจหรือทันสมัยกว่าแค่ไหนก็ตาม และเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์อีก ที่ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยว Walt Disney World Resort ที่ฟลอริดาเมื่อปีที่แล้ว และบรรยากาศความสุขที่ผมได้รับจาก Tokyo Disney Resort ช่างละม้ายคล้ายกัน และยังแตกต่างกับสวนสนุกอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียงที่ผมมีโอกาสได้ไป ผมคิดว่าหลายๆ คนที่เคยไปสถานที่เหล่านี้ น่าจะพอนึกบรรยากาศความรู้สึกนี้ออก และความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันในนามว่า Disney Magic ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะคนคุมเครื่องเล่นทุกคนที่ยิ้มและ over-acting แสดงออกอย่างเวอร์ๆ อยู่ตลอด หรือจะเป็นเพราะการตกแต่งสถานที่อย่างละเมียดละไม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อสักราวๆ สองสามปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก และก็ได้มีโอกาสได้ไปเที่ยว Tokyo Disney Resort ซึ่งถือได้ว่าเป็นสวนสนุกในกลุ่ม Disney ที่แรกที่ผมมีโอกาสได้ไป</p>
<p>ในครั้งนั้นเองผมมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าต้องการจะไปเที่ยวสวนสนุกล้วนๆ แผนการเที่ยวของผมจึงมีแต่การแวะสวนสนุกต่างๆ เกือบทั้งหมดที่อยู่ครึ่งตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น (เอาโตเกียวเป็นตัวแบ่ง) สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้จากการเที่ยวสวนสนุกแบบมาราธอนในครั้งนั้น คือ Tokyo Disney Resort เป็นสถานที่เดียวที่สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผมได้อย่างแปลกประหลาดตั้งแต่ย่างก้าวเข้าไปในตอนเช้าจนขาออกในตอนค่ำได้อย่างที่สวนสนุกอื่นๆ อย่าง Universal Studio Osaka หรือ Fuji-Q Highland ไม่มีทางทำได้ แม้ว่าจะมีเครื่องเล่นที่เร้าใจหรือทันสมัยกว่าแค่ไหนก็ตาม</p>
<p>และเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์อีก ที่ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยว Walt Disney World Resort ที่ฟลอริดาเมื่อปีที่แล้ว และบรรยากาศความสุขที่ผมได้รับจาก Tokyo Disney Resort ช่างละม้ายคล้ายกัน และยังแตกต่างกับสวนสนุกอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียงที่ผมมีโอกาสได้ไป</p>
<p>ผมคิดว่าหลายๆ คนที่เคยไปสถานที่เหล่านี้ น่าจะพอนึกบรรยากาศความรู้สึกนี้ออก และความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันในนามว่า Disney Magic</p>
<p>ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะคนคุมเครื่องเล่นทุกคนที่ยิ้มและ <del datetime="2011-03-21T15:06:00+00:00">over-acting</del> แสดงออกอย่างเวอร์ๆ อยู่ตลอด หรือจะเป็นเพราะการตกแต่งสถานที่อย่างละเมียดละไม การบรรจงหากิจกรรมหรือการแสดงไปยังหลายๆ จุด ขบวนพาเหรดที่แสนสนุกสนานและดอกไม้ไฟสุดอลังการ หรือเพราะการที่พนักงานกวาดพื้นเดินเข้ามาถามผมว่าหาอะไรอยู่อย่างยิ้มแย้ม แค่เพราะผมกำลังยืนกางแผนที่อยู่กลางถนน</p>
<p>ผมรู้แค่เพียงว่ามันมีเวทย์มนต์บางอย่างที่สะกดใจทุกคนที่ผ่านเข้าไป ณ ที่แห่งนั้นได้อย่างที่ไม่มีสวนสนุกไหนทำได้</p>
<p>&#8230;</p>
<p>ผมเพิ่งกลับจากการทำงานค่าย MICT Digital Youth Camp 2011 (ชมภาพ/วีดีโอได้ที่หน้า <a href="http://www.facebook.com/cubiccreative">Facebook ของคิวบิกครีเอทีฟ</a>) ซึ่งเป็นกิจกรรมของกระทรวงไอซีทีฯ โดยทีมงานของคิวบิกครีเอทีฟได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานค่ายเป็นหลัก ผมได้ยินมาว่า มีคนจากกระทรวงคนหนึ่งที่มาสังเกตการณ์ บอกว่าเขาไม่เคยให้เอกชนที่ไหนจัดกิจกรรมให้กับน้องๆ แล้วทำให้น้องๆ มีความสดใส มีรอยยิ้ม มีความกระตือรือร้น และสามารถสร้างผลงานดีๆ ได้ในระยะเวลาอันสั้นขนาดนี้มาก่อน</p>
<p>ผมเองก็ไม่ทราบ ว่าเป็นเพราะพี่เลี้ยงที่ทุ่มเททุกลมหายใจให้กับน้องๆ ค่าย หรือจะเป็นเพราะทีมกิจกรรมที่ละเมียดละไมคิดกิจกรรมและการเรียนการสอนอย่างตั้งใจ ทีมสันทนาการที่เล่นกับน้องๆ ตลอดเวลา น้ำหวานและขนมของว่างแสนอร่อยที่มีให้เลือกเยอะแยะ ทีมงานที่ประกอบด้วยคนจากหลากหลายสถาบัน องค์กร สาขาวิชา สาขาอาชีพ ไปจนความคิดและความเชื่อ หรือแค่เพราะคอนเสิร์ตสุดมันในคืนสุดท้ายของค่าย</p>
<p>ผมรู้แค่ว่ามันมีเวทย์มนตร์บางอย่างที่สะกดใจทุกชีวิตที่มีโอกาสผ่านเข้ามาในค่ายของคิวบิกครีเอทีฟ อย่างที่ไม่มีใครที่ไหนจะทำได้อย่างนี้</p>
<p>&#8230;</p>
<p>ปีที่แล้ว ผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า <a href="http://cubiccreative.org/blog/2010/%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%81-%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81/">คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่คำว่าคิวบิก คล้องจองกับคำว่ามิวสิก</a> ตอนนี้ผมเองก็คงต้องบอกว่า&#8230;</p>
<p><strong>หรือมันอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ? ที่ “คิวบิก” กับ “เมจิก” มันคล้องจองกัน</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2011/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>That Rock</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2011/that-rock/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2011/that-rock/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Mar 2011 16:35:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[attitude]]></category>
		<category><![CDATA[camp]]></category>
		<category><![CDATA[work]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=500</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้เองผมได้มีโอกาสกลับมาทำงานค่ายอีกครั้ง ในรอบนี้เป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสได้จัดกิจกรรมให้กับน้องถึง 200 คน ซึ่งในการทำค่ายระดับนี้ ก็แน่นอนว่าต้องมีทีมงานเป็นจำนวนมากกว่าเดิมกว่าที่เคยทำมาเยอะพอสมควร อย่างน้อยแค่พี่เลี้ยงเองก็ 40 คนเข้าไปแล้ว ก็นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่อยู่เหมือนกัน แต่อย่างหนึ่งที่คงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับผมเท่าไหร่ และก็เริ่มเกิดขึ้นในบรรยากาศการทำงานของผมในช่วงวันสองวันที่ผ่านมานี้แล้ว คือบรรยากาศที่คนทำงานเริ่มมีการบ่นถึงความหงุดหงิดรำคาญใจที่มีต่อการทำงานหรือการกระทำต่างๆ ของผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ที่คงจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่มีอยู่ทั่วไปบนโลกใบนี้ ผมเองถึงจะไม่กล้าพูดมากว่ามีประสบการณ์อย่างโชกโชน แต่ตลอดการทำงานในช่วงระยะเวลาเกือบ 8 ปี ณ ที่แห่งนี้ ก็คงต้องผ่านอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ มาไม่น้อย ด้วยความที่เป็นคนที่ค่อนข้างจุกจิกในรายละเอียดต่างๆ ในการทำงาน การกระทำต่างๆ ของบุคคลรอบตัวจึงจะดูขวางหูขวางตาไปเสียหมดเมื่อมันไม่เป็นอย่างใจ ในเริ่มแรกเองผมก็หงุดหงิดและเกรี้ยวกราดกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ใครที่อยู่กับผมมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกก็น่าจะนึกภาพออก แต่สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คือความหงุดหงิดใจเหล่านั้นเป็นพิษร้ายที่นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แล้ว ยังบั่นทอนจิตใจทั้งของเราเอง ผู้ร่วมงาน จนลามไปถึงการบั่นทอนตัวชิ้นงานที่เราต้องรับผิดชอบไปเสียด้วยซ้ำ การที่เราหงุดหงิดใจ มันไม่ได้แก้ปัญหานั้นๆ ให้หายไปได้เลย เพราะเจ้าตัวที่ก่อความรำคาญใจให้เรา ก็คงไม่มีวันรู้ว่าเราหงุดหงิดใจกับการกระทำของเขา และต่อให้เขารู้ ก็ใช่ว่าเขาจะสามารถแก้ไขมันให้ตรงใจเราได้ แม้ว่าเขาจะพยายามก็ตาม ใจเขาใจเรา ใครจะไปถูกใจใครได้เสียหมด? ถึงทำอย่างหนึ่งถูกใจใคร ก็คงไปขวางหูขวางตาใครอีกคนอยู่ดี สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ และควรจะกระทำหากมันใช่เรื่องใช่หน้าที่ของเรา คือการบอกคนๆ นั้นอย่างตรงไปตรงมา ผมไม่เชื่อว่าในโลกนี้ จะมีใครที่ตั้งใจที่จะทำตัวให้คนอื่นหงุดหงิดรำคาญใจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้เองผมได้มีโอกาสกลับมาทำงานค่ายอีกครั้ง ในรอบนี้เป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสได้จัดกิจกรรมให้กับน้องถึง 200 คน ซึ่งในการทำค่ายระดับนี้ ก็แน่นอนว่าต้องมีทีมงานเป็นจำนวนมากกว่าเดิมกว่าที่เคยทำมาเยอะพอสมควร อย่างน้อยแค่พี่เลี้ยงเองก็ 40 คนเข้าไปแล้ว ก็นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่อยู่เหมือนกัน</p>
<p>แต่อย่างหนึ่งที่คงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับผมเท่าไหร่ และก็เริ่มเกิดขึ้นในบรรยากาศการทำงานของผมในช่วงวันสองวันที่ผ่านมานี้แล้ว คือบรรยากาศที่คนทำงานเริ่มมีการบ่นถึงความหงุดหงิดรำคาญใจที่มีต่อการทำงานหรือการกระทำต่างๆ ของผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ที่คงจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่มีอยู่ทั่วไปบนโลกใบนี้</p>
<p>ผมเองถึงจะไม่กล้าพูดมากว่ามีประสบการณ์อย่างโชกโชน แต่ตลอดการทำงานในช่วงระยะเวลาเกือบ 8 ปี ณ ที่แห่งนี้ ก็คงต้องผ่านอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ มาไม่น้อย ด้วยความที่เป็นคนที่ค่อนข้างจุกจิกในรายละเอียดต่างๆ ในการทำงาน การกระทำต่างๆ ของบุคคลรอบตัวจึงจะดูขวางหูขวางตาไปเสียหมดเมื่อมันไม่เป็นอย่างใจ ในเริ่มแรกเองผมก็หงุดหงิดและเกรี้ยวกราดกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ใครที่อยู่กับผมมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกก็น่าจะนึกภาพออก</p>
<p>แต่สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คือความหงุดหงิดใจเหล่านั้นเป็นพิษร้ายที่นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แล้ว ยังบั่นทอนจิตใจทั้งของเราเอง ผู้ร่วมงาน จนลามไปถึงการบั่นทอนตัวชิ้นงานที่เราต้องรับผิดชอบไปเสียด้วยซ้ำ การที่เราหงุดหงิดใจ มันไม่ได้แก้ปัญหานั้นๆ ให้หายไปได้เลย เพราะเจ้าตัวที่ก่อความรำคาญใจให้เรา ก็คงไม่มีวันรู้ว่าเราหงุดหงิดใจกับการกระทำของเขา และต่อให้เขารู้ ก็ใช่ว่าเขาจะสามารถแก้ไขมันให้ตรงใจเราได้ แม้ว่าเขาจะพยายามก็ตาม <a href="http://masathathongpan.wordpress.com/2010/09/15/%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2/">ใจเขาใจเรา</a> ใครจะไปถูกใจใครได้เสียหมด? ถึงทำอย่างหนึ่งถูกใจใคร ก็คงไปขวางหูขวางตาใครอีกคนอยู่ดี</p>
<p>สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ และควรจะกระทำหากมันใช่เรื่องใช่หน้าที่ของเรา คือการบอกคนๆ นั้นอย่างตรงไปตรงมา ผมไม่เชื่อว่าในโลกนี้ จะมีใครที่ตั้งใจที่จะทำตัวให้คนอื่นหงุดหงิดรำคาญใจ หรือตั้งใจที่จะทำงานให้มันแย่อยู่แล้ว การที่เขาได้รู้ว่าเราคิดอย่างไร อย่างน้อยเป็นข้อมูลให้เขาเองได้พิจารณาว่า เขาควรจะปรับจะแก้การทำงานหรือการกระทำของเขาอย่างไร เพราะหากเป็นผมเอง ก็คงคาดหวังให้คนอื่นทำเช่นนั้น</p>
<p>แต่แน่นอนว่า ทุกคนก็อาจไม่สามารถทำตามดั่งใจเราได้ อาจด้วยเหตุเพราะเขาทำไม่ได้จริงๆ หรือเพราะเขาไม่ได้เห็นด้วยกับเหตุและผลของเรา การยึดในหลักที่ว่าไม่มีใครอยากทำตัวแย่ และพยายามมองหาจุดดีๆ ในตัวเขาให้เจอ ก็ทำให้เราสบายใจขึ้นได้มากโข ผมพบว่า ทุกครั้งที่เรามองคนแย่ๆ อย่างตั้งใจและปราศจากอคติ เราจะเห็นสิ่งที่ดีงามในตัวเขาเสมอ และหากเราอยู่ในจุดที่สามารถปรับสามารถแก้อะไรได้ เราก็จะเรียนรู้ได้ชัดเจนขึ้นว่า คนๆ นี้เหมาะหรือไม่เหมาะกับอะไร และเขาควรที่จะอยู่ในจุดไหนของงานในอนาคต</p>
<p>ผมพบว่า การปรับจิตใจของเรานั้น มันง่ายดายกว่าการไปเปลี่ยนคนอื่นเสียมาก และสุดท้ายคนที่จะเป็นสุขก็คือเรา เพราะความทุกข์นั้นมันอยู่ในใจเราเอง ไม่ได้ไปกระเด็นกระดอนให้เจ้าตัวได้เดือดร้อนแต่ประการใด</p>
<p><strong>จะกำ<a href="http://www.youtube.com/watch?v=d9D2y-CF1Xo">ก้อนหินก้อนนั้น</a>ไว้ทำไมกัน?</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2011/that-rock/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Shortcut</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/shortcut/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/shortcut/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Nov 2010 08:35:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[education]]></category>
		<category><![CDATA[examination]]></category>
		<category><![CDATA[thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=493</guid>
		<description><![CDATA[พอดีช่วงนี้ผมได้มีโอกาสทำงานโครงการของกระทรวงไอซีที ที่เป็นการออกตระเวนจัดกิจกรรมให้กับน้องๆ ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ จริงๆ แล้วงานในลักษณะนี้ผมก็เคยได้ทำอยู่เรื่อยๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ที่มีโครงการ Cubic Robocode Camp On-tour ก็ทำให้ได้มีโอกาสเห็นสภาพของนักเรียนในพื้นที่อื่นๆ นอกรั้วเขียวม่วงอย่างที่ผมเคยได้รับมามากขึ้น และยิ่งทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจกับสภาพของการศึกษาไทยมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากปัญหาในการเข้าถึงเทคโนโลยี และการใช้ภาษาอังกฤษที่ผมคิดว่ามันค่อนข้างจะเห็นอยู่อย่างชัดเจนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมว่าน่ากลัวคือความสามารถในการคิด และมุมมองที่มีต่อการเรียนรู้ของตนเอง ผมไม่แน่ใจมากนักว่าสภาพในชั้นเรียนจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร แต่ดูเหมือนนักเรียนส่วนใหญ่จะค่อนข้างมองการเรียนรู้ต่างๆ เป็นเส้นตรง การเรียนรู้คือการรับข้อมูลเข้ามาบันทึกไว้ในสมองของตนเอง ดังนั้นนักเรียนส่วนใหญ่จึงมักจะสับสน และค่อนข้างว้าวุ่นเมื่อเรามีกิจกรรมต่างๆ ให้น้องได้ลองคิด ลองทำ ลองแก้ปัญหาด้วยตัวเอง น้องส่วนใหญ่จะคาดหวังให้เราบอกน้องอย่างชัดเจนว่าเขาต้องทำอะไรเป็นขั้นตอนอย่างไร มากกว่าที่จะลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ลักษณะนี้ก็คงก็คล้ายๆ กับภาพการเรียนในห้องเรียนทั่วไป ที่มีใบงานหรือการทดลองอะไรที่เป็นขั้นเป็นตอนให้นักเรียนได้ทำตาม และมีผลอะไรก็เขียนใส่ใบงานไป ซึ่งจริงๆ แล้วก็พูดยากว่านักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากกระบวนการดังกล่าวนี้ อีกเหตุการณ์ที่ผมทำให้ผมรู้สึกวิตกมาก คือเมื่อเราให้น้องได้ลองทำกิจกรรมหนึ่งที่น้องจะต้องพยายามลองผิดลองถูกเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องมาให้ได้ และน้องเลือกที่จะ &#8220;ลอก&#8221; คำตอบจากเพื่อนคนอื่นๆ มาตอบ ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนภาพบางอย่างที่น่ากลัว แม้ว่ากิจกรรมนี้เราจะให้น้องลองทำเพื่อให้น้องได้คิด แต่ในมุมของน้อง &#8220;คำตอบ&#8221; และ &#8220;การวัดผล&#8221; ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พวกเขาจึงเลือกที่จะมองข้ามกระบวนการเรียนรู้ของตัวเอง และลัดสู่คำตอบที่ถูกต้อง หากมามองย้อนดูที่รูปแบบการศึกษาในปัจจุบันก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก ที่นักเรียนกำลังเรียนเพื่อ &#8220;สอบให้ได้&#8221; มากกว่าเพื่อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พอดีช่วงนี้ผมได้มีโอกาสทำงานโครงการของกระทรวงไอซีที ที่เป็นการออกตระเวนจัดกิจกรรมให้กับน้องๆ ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ จริงๆ แล้วงานในลักษณะนี้ผมก็เคยได้ทำอยู่เรื่อยๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ที่มีโครงการ Cubic Robocode Camp On-tour ก็ทำให้ได้มีโอกาสเห็นสภาพของนักเรียนในพื้นที่อื่นๆ นอกรั้วเขียวม่วงอย่างที่ผมเคยได้รับมามากขึ้น และยิ่งทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจกับสภาพของการศึกษาไทยมากยิ่งขึ้น</p>
<p>นอกเหนือจากปัญหาในการเข้าถึงเทคโนโลยี และการใช้ภาษาอังกฤษที่ผมคิดว่ามันค่อนข้างจะเห็นอยู่อย่างชัดเจนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมว่าน่ากลัวคือความสามารถในการคิด และมุมมองที่มีต่อการเรียนรู้ของตนเอง</p>
<p>ผมไม่แน่ใจมากนักว่าสภาพในชั้นเรียนจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร แต่ดูเหมือนนักเรียนส่วนใหญ่จะค่อนข้างมองการเรียนรู้ต่างๆ เป็นเส้นตรง การเรียนรู้คือการรับข้อมูลเข้ามาบันทึกไว้ในสมองของตนเอง ดังนั้นนักเรียนส่วนใหญ่จึงมักจะสับสน และค่อนข้างว้าวุ่นเมื่อเรามีกิจกรรมต่างๆ ให้น้องได้ลองคิด ลองทำ ลองแก้ปัญหาด้วยตัวเอง น้องส่วนใหญ่จะคาดหวังให้เราบอกน้องอย่างชัดเจนว่าเขาต้องทำอะไรเป็นขั้นตอนอย่างไร มากกว่าที่จะลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ลักษณะนี้ก็คงก็คล้ายๆ กับภาพการเรียนในห้องเรียนทั่วไป ที่มีใบงานหรือการทดลองอะไรที่เป็นขั้นเป็นตอนให้นักเรียนได้ทำตาม และมีผลอะไรก็เขียนใส่ใบงานไป ซึ่งจริงๆ แล้วก็พูดยากว่านักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากกระบวนการดังกล่าวนี้</p>
<p>อีกเหตุการณ์ที่ผมทำให้ผมรู้สึกวิตกมาก คือเมื่อเราให้น้องได้ลองทำกิจกรรมหนึ่งที่น้องจะต้องพยายามลองผิดลองถูกเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องมาให้ได้ และน้องเลือกที่จะ &#8220;ลอก&#8221; คำตอบจากเพื่อนคนอื่นๆ มาตอบ</p>
<p>ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนภาพบางอย่างที่น่ากลัว</p>
<p>แม้ว่ากิจกรรมนี้เราจะให้น้องลองทำเพื่อให้น้องได้คิด แต่ในมุมของน้อง &#8220;คำตอบ&#8221; และ &#8220;การวัดผล&#8221; ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พวกเขาจึงเลือกที่จะมองข้ามกระบวนการเรียนรู้ของตัวเอง และลัดสู่คำตอบที่ถูกต้อง หากมามองย้อนดูที่รูปแบบการศึกษาในปัจจุบันก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก ที่นักเรียนกำลังเรียนเพื่อ &#8220;สอบให้ได้&#8221; มากกว่าเพื่อ &#8220;การเรียนรู้&#8221; ของตัวเอง</p>
<p>ที่น่ากลัวไปกว่านั้น แม้ว่าเราจะไปจัดกิจกรรมกันอย่างเป็นกันเอง และความสำเร็จในการหาคำตอบของน้องจะไม่ได้มีผลต่อเกรด หรือมีผลประโยชน์อะไรต่อตัวพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะลัดสู่คำตอบ ราวกับว่ากระบวนการนี้ถูกฝังอยู่เป็นระบบอัตโนมัติในหัวของพวกเขา</p>
<p>ถ้าให้พูดตามตรง&#8230;ผมว่าตอนนี้ผมรู้สึกมืดแปดด้านจริงๆ ครับ ว่าควรจะทำอะไรกับปัญหานี้ดี?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/shortcut/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Dynamic Cubic</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/dynamic-cubic/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/dynamic-cubic/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 30 Oct 2010 15:44:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[camp]]></category>
		<category><![CDATA[cubic]]></category>
		<category><![CDATA[dynamic]]></category>
		<category><![CDATA[evaluation]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=488</guid>
		<description><![CDATA[วันก่อนผมได้มีโอกาสไปค่าย KUSAC Welcome Camp #4 ที่โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ และได้มีโอกาสพูดคุยกับมิกกี้ซึ่งเป็นประธานชมรมในเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของการจัดการความผิดพลาด ซึ่งผมเองค่อนข้างมีความคิดที่ต่างกับมิกกี้ในเรื่องดังกล่าว เพราะผมเองจะมีความเชื่อว่าไม่ว่าจะทำงานอะไร แม้ว่าเราจะพยายามแค่ไหน จะเกิดข้อผิดพลาดได้เสมอ (ซึ่งแนวคิดตรงนี้ผมคิดว่าเป็นปรัชญาในการทำงานที่คงไม่ได้มีความสำคัญอะไรที่จะต้องถกเถียงให้มากมาย เป็นเพียงปรัชญาที่แล้วแต่ละคนจะมีจุดยืนที่แตกต่างกัน และประเด็นของเอ็นทรีนี้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องว่าควรจะยอมรับได้กับข้อผิดพลาดหรือไม่แต่ประการใด) การพูดคุยดังกล่าว ได้สร้างคำถามในใจผมขึ้นสองสามข้อ และทำให้ผมสังเกตถึงวัฒนธรรมการทำงานบางอย่างของคิวบิกครีเอทีฟขึ้นมา ย้อนไปสักปีสองปี เคยมีการพูดคุยกันเล่นๆ ในกลุ่ม Cubic Research Group ว่าเราน่าจะมีการรวบรวมแนวคิดวัฒนธรรมการทำงานของคิวบิกฯ แล้วทำแบบโตโยต้า ซึ่งตอนนั้นก็ตั้งชื่อกันเล่นๆ ว่า Cubic Way ซึ่งล้อจาก Toyota Way ในครั้งนั้นก็มีการถกเถียงกันหลายๆ เรื่องว่าอะไรบ้างที่เป็นเอกลักษณ์ของคิวบิกครีเอทีฟ และผมก็พอจะจำและสรุปได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้ การผสานความสนุกเข้ากับการเรียนรู้ อันนี้คือวิสัยทัศน์ของคิวบิกครีเอทีฟอยู่แล้ว ทำงานแบบรวบยอด พยายามทำทุกอย่างในองค์กรเองเพื่อการประสานงานที่ใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการนำบุคคลในองค์กรอื่นที่ไม่มีวัฒนธรรมคิวบิกเข้าในการทำงาน จะเห็นได้ว่าในค่ายทุกฝ่ายจะต้องทำงานด้วยคนของคิวบิกครีเอทีฟทั้งหมด (ซึ่งการต้องทำทุกอย่าง in-house หมดก็มีข้อเสียที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเช่นเดียวกัน) เรื่องกินเรื่องใหญ่ วัฒนธรรมนี้น่าจะมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่สมัย อ.สุมาลี ที่ท่านเองจะพูดเสมอว่า &#8220;ครูไม่รู้แหละ แต่ใครมาทำงานกับครูต้องได้กินทุกอย่างเริ่ดที่สุด&#8221; เลยเป็นที่มาว่าทุกครั้งเราจะต้องเลี้ยงอาหารหรูๆ จะต้องมีขนมให้ทีมงานแบบไม่อั้นให้น้ำหนักขึ้นกันไปตามๆ กัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันก่อนผมได้มีโอกาสไปค่าย <a href="http://kusac.net/" target="_blank">KUSAC Welcome Camp #4</a> ที่โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ และได้มีโอกาสพูดคุยกับมิกกี้ซึ่งเป็นประธานชมรมในเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของการจัดการความผิดพลาด ซึ่งผมเองค่อนข้างมีความคิดที่ต่างกับมิกกี้ในเรื่องดังกล่าว เพราะผมเองจะมีความเชื่อว่าไม่ว่าจะทำงานอะไร แม้ว่าเราจะพยายามแค่ไหน จะเกิดข้อผิดพลาดได้เสมอ (ซึ่งแนวคิดตรงนี้ผมคิดว่าเป็นปรัชญาในการทำงานที่คงไม่ได้มีความสำคัญอะไรที่จะต้องถกเถียงให้มากมาย เป็นเพียงปรัชญาที่แล้วแต่ละคนจะมีจุดยืนที่แตกต่างกัน และประเด็นของเอ็นทรีนี้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องว่าควรจะยอมรับได้กับข้อผิดพลาดหรือไม่แต่ประการใด)</p>
<p>การพูดคุยดังกล่าว ได้สร้างคำถามในใจผมขึ้นสองสามข้อ และทำให้ผมสังเกตถึงวัฒนธรรมการทำงานบางอย่างของคิวบิกครีเอทีฟขึ้นมา</p>
<p>ย้อนไปสักปีสองปี เคยมีการพูดคุยกันเล่นๆ ในกลุ่ม Cubic Research Group ว่าเราน่าจะมีการรวบรวมแนวคิดวัฒนธรรมการทำงานของคิวบิกฯ แล้วทำแบบโตโยต้า ซึ่งตอนนั้นก็ตั้งชื่อกันเล่นๆ ว่า Cubic Way ซึ่งล้อจาก Toyota Way</p>
<p>ในครั้งนั้นก็มีการถกเถียงกันหลายๆ เรื่องว่าอะไรบ้างที่เป็นเอกลักษณ์ของคิวบิกครีเอทีฟ และผมก็พอจะจำและสรุปได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้</p>
<ol>
<li>การผสานความสนุกเข้ากับการเรียนรู้ อันนี้คือวิสัยทัศน์ของคิวบิกครีเอทีฟอยู่แล้ว</li>
<li>ทำงานแบบรวบยอด พยายามทำทุกอย่างในองค์กรเองเพื่อการประสานงานที่ใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการนำบุคคลในองค์กรอื่นที่ไม่มีวัฒนธรรมคิวบิกเข้าในการทำงาน จะเห็นได้ว่าในค่ายทุกฝ่ายจะต้องทำงานด้วยคนของคิวบิกครีเอทีฟทั้งหมด (ซึ่งการต้องทำทุกอย่าง in-house หมดก็มีข้อเสียที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเช่นเดียวกัน)</li>
<li>เรื่องกินเรื่องใหญ่ วัฒนธรรมนี้น่าจะมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่สมัย อ.สุมาลี ที่ท่านเองจะพูดเสมอว่า &#8220;ครูไม่รู้แหละ แต่ใครมาทำงานกับครูต้องได้กินทุกอย่างเริ่ดที่สุด&#8221; เลยเป็นที่มาว่าทุกครั้งเราจะต้องเลี้ยงอาหารหรูๆ จะต้องมีขนมให้ทีมงานแบบไม่อั้นให้น้ำหนักขึ้นกันไปตามๆ กัน</li>
<li>เป็นองค์กรที่การทำงานสัมพันธ์กับอารมณ์มากๆ ซึ่งจริงๆ ออกจะเป็นข้อเสียในการทำงานอย่างจริงจัง แต่ทำให้เกิดสภาพการทำงานที่อบอุ่นและเป็นกันเองมากขึ้น ตัวอย่างที่อาจจะพอเห็นได้เช่นพิธีล้อมวงร้องเพลง Pass the Love Forward เป็นต้น</li>
</ol>
<p>นอกนั้นก็ยังมีเรื่องปลีกย่อยอีกมากมายที่อาจจะเล็กน้อยเกินไปที่จะมาพูดตรงนี้ อย่างไรก็ตาม ผมไม่เคยนึกถึงเรื่องหนึ่งที่การสนทนากับมิกกี้ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมา นั่นคือการจัดการกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น</p>
<p>ผมมาสังเกตและพบว่า การทำงานของคิวบิกครีเอทีฟมีความยืดหยุ่นสูงมาก (อยากใช้คำว่า dynamic แต่ไม่แน่ใจคำแปลภาษาไทยที่เหมาะสม) ภาพที่ผมเห็นคุ้นจนชินตาทุกๆ ครั้ง คือไม่ว่าเราจะไปทำงานหรือจัดกิจกรรมที่ไหน หลังจากการจัดในวันแรกไปแล้ว จะมีการพูดคุยถกเถียงเพื่อ <em>&#8220;เปลี่ยน&#8221;</em> การทำงานในวันที่สองเสมอ (หลายๆ ครั้งแค่เพียงชั่วโมงแรก ก็คุยเพื่อ<em>เปลี่ยน</em>ชั่วโมงที่สองแล้วก็มี) และไม่ว่าเราจะวางแผนไปอย่างปึ๊กแค่ไหนแล้วก็ตาม เมื่อเราได้ลงสนามจริงเพื่อทำงาน เราจะพบว่ามันมีปัจจัยมากมายที่เราไม่ได้คาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นน้องค่าย สถานที่ หรือแม้แต่ดินฟ้าอากาศที่ทำให้เราต้อง<em>เปลี่ยน</em> แม้ว่าหลายๆ ครั้งเราจะพยายามคิดเผื่อไว้แล้วก็ตาม</p>
<p>ผมคิดว่าจุดนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง จากประสบการณ์ของผมเอง หลายๆ ครั้งที่ผมทำงานในองค์กร หรือร่วมกับองค์กรอื่นๆ ผมพบว่าด้วยระบบและวัฒนธรรมการทำงานไม่ได้เอื้อให้เกิดการปรับเปลี่ยนแผนการทำงานได้อย่างรวดเร็วเหมือนที่คิวบิกครีเอทีฟมี ซึ่งในจุดนี้ผมคิดว่าก็เป็นประเด็นที่มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป ประการแรกคือคิวบิกครีเอทีฟมักทำอะไรที่สดใหม่ จึงน้อยมากที่เราจะทำอะไรที่ซ้ำแผนแบบเดิม สิ่งที่ตามมาคือเราจึงมักจะขาดแบบแผนการทำงานที่อยู่ตัวแล้ว การทำงานต่างๆ ของเราจึงมีแนวโน้มสูงกว่าที่จะเกิดปัญหา และทำให้เราต้องปรับแก้ไปตามสถานการณ์ แต่ข้อดีก็คือทำให้ผลงานของเรา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังๆ ที่ผ่านการปรับแก้แล้ว) มีความ <em>&#8220;เข้ากันได้&#8221;</em> กับกลุ่มเป้าหมายของเรามากขึ้น จริงๆ แล้วนี่อาจจะเป็นคำตอบของข้อมูลเชิงสถิติที่วีกิจค้นพบตั้งแต่ค่าย Cubic Thinking Camp #1 ว่าน้องค่ายจะรู้สึกสนุกมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงวันหลังๆ เพราะเรามีการปรับการทำงานให้ <em>&#8220;เข้ากันได้&#8221;</em> น้องแล้วก็เป็นได้</p>
<p>แม้ว่าสิ่งนี้จะเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกได้จากคิวบิกครีเอทีฟ แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้คือสูตรสำเร็จหรือวัฒนธรรมการทำงานที่ดีที่สุดนะครับ เพียงแต่ผมคิดว่ามัน <em>&#8220;เหมาะ&#8221;</em> กับคิวบิกครีเอทีฟที่สุดในตอนนี้จริงๆ</p>
<p><strong>ความแรงของคิวบิกฯ มันอยู่ตรงนี้แหละ!</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/dynamic-cubic/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Costly Hobby</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/costly-hobby/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/costly-hobby/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Sep 2010 17:24:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=478</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าพูดถึงคิวบิกครีเอทีฟ อย่างนึงที่คนคงนึกถึงทันทีก็คงไม่พ้นค่าย เพราะตั้งแต่จุดเริ่มต้นของคิวบิกครีเอทีฟ เราก็จัดค่ายกันมาเป็นหลักตลอด จนแม้ทุกวันนี้ คงไม่แปลกใจอะไรนัก ที่หลายๆ คนจะมองเห็นคิวบิกครีเอทีฟเป็นองค์กรที่จัดค่ายเพียงอย่างเดียว (ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่นะครับ) และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ รวมเข้ากับราคาของค่ายที่ค่อนข้างสูงกว่าโครงการอื่นๆ จึงทำให้หลายๆ คนคิดว่ากิจกรรมประเภทค่ายนี้เป็นแหล่งรายได้หลักของคิวบิกครีเอทีฟ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันกลับจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยครับ ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา โครงการค่ายถือว่าเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าทางการเงินที่สุดมาแต่ไหนแต่ไร ถึงแม้ว่าค่ายๆ หนึ่งจะมียอดกระแสเงินสดพัดผ่านไปอย่างมหาศาล (เช่น CCFC2 มียอดเงินสะพัดทั้งหมดประมาณ 5 แสนบาท) แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินกิจกรรมค่ายก็สูงเช่นเดียวกัน โดยทั่วไปแล้ว ยอดกำไร-ขาดทุนสุทธิของโครงการค่ายมักจะปริ่มๆ ไม่บวกก็ลบนิดๆ หน่อยๆ มาตลอด ซึ่งหากคิดเผื่อค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ไม่ถูกนับเข้าบัญชีของโครงการ ก็เรียกได้ว่าคิวบิกครีเอทีฟแทบไม่เคยได้กำไรจากค่ายเลย ค่าใช้จ่ายของค่ายโดยทั่วไปกว่า 50% &#8211; 70% มักจะต้องเสียให้กับค่าอาหารและสถานที่เป็นหลัก โดยมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมจริงๆ เพียง 5% &#8211; 30% เท่านั้น (ส่วนอื่นๆ เป็นค่าบริหารจัดการต่างๆ หรือการประชาสัมพันธ์) ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ส่วนใหญ่ถ้าใครไม่เคยได้ทำงานในลักษณะนี้ จะไม่ค่อยเข้าใจจริงๆ ว่ามีต้นทุนเหล่านี้อยู่ และทำให้คิดว่าค่ายแพงเกินความเป็นจริง ผมขอลองยกตัวอย่างง่ายๆ นึกถึงค่าย CCFC2 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าพูดถึงคิวบิกครีเอทีฟ อย่างนึงที่คนคงนึกถึงทันทีก็คงไม่พ้นค่าย เพราะตั้งแต่จุดเริ่มต้นของคิวบิกครีเอทีฟ เราก็จัดค่ายกันมาเป็นหลักตลอด จนแม้ทุกวันนี้ คงไม่แปลกใจอะไรนัก ที่หลายๆ คนจะมองเห็นคิวบิกครีเอทีฟเป็นองค์กรที่จัดค่ายเพียงอย่างเดียว (ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่นะครับ)</p>
<p>และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ รวมเข้ากับราคาของค่ายที่ค่อนข้างสูงกว่าโครงการอื่นๆ จึงทำให้หลายๆ คนคิดว่ากิจกรรมประเภทค่ายนี้เป็นแหล่งรายได้หลักของคิวบิกครีเอทีฟ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันกลับจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยครับ</p>
<p>ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา โครงการค่ายถือว่าเป็นโครงการที่<strong>ไม่คุ้มค่าทางการเงิน</strong>ที่สุดมาแต่ไหนแต่ไร ถึงแม้ว่าค่ายๆ หนึ่งจะมียอดกระแสเงินสดพัดผ่านไปอย่างมหาศาล (เช่น CCFC2 มียอดเงินสะพัดทั้งหมดประมาณ 5 แสนบาท) แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินกิจกรรมค่ายก็สูงเช่นเดียวกัน โดยทั่วไปแล้ว ยอดกำไร-ขาดทุนสุทธิของโครงการค่ายมักจะปริ่มๆ ไม่บวกก็ลบนิดๆ หน่อยๆ มาตลอด ซึ่งหากคิดเผื่อค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ไม่ถูกนับเข้าบัญชีของโครงการ ก็เรียกได้ว่าคิวบิกครีเอทีฟแทบไม่เคยได้กำไรจากค่ายเลย</p>
<p>ค่าใช้จ่ายของค่ายโดยทั่วไปกว่า 50% &#8211; 70% มักจะต้องเสียให้กับค่าอาหารและสถานที่เป็นหลัก โดยมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมจริงๆ เพียง 5% &#8211; 30% เท่านั้น (ส่วนอื่นๆ เป็นค่าบริหารจัดการต่างๆ หรือการประชาสัมพันธ์) ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ส่วนใหญ่ถ้าใครไม่เคยได้ทำงานในลักษณะนี้ จะไม่ค่อยเข้าใจจริงๆ ว่ามีต้นทุนเหล่านี้อยู่ และทำให้คิดว่าค่ายแพงเกินความเป็นจริง</p>
<p>ผมขอลองยกตัวอย่างง่ายๆ นึกถึงค่าย <a href="http://cubiccreative.org/creativefuncamp2">CCFC2</a> จัดที่ KU HOME มีค่าที่พักพร้อมอาหารเช้าต่อคนต่อคืนอยู่ที่ 400 บาท ค่าอาหารกลางวัน อาหารเย็น และอาหารว่างรวมประมาณ 220 บาทต่อวัน หากคิดที่ 5 คืน จะมียอดรวมเป็น (400+220)×5 = 3,100 บาท และหากต้องคิดเผื่อถึงทีมงานค่ายที่มีประมาณ 50% ของจำนวนผู้เข้าร่วม ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับอาหารและสถานที่ต่อผู้เข้าร่วมกิจกรรมหนึ่งคนก็จะกลายเป็น 3,100+50% = 4,650 บาท ซึ่งหากเทียบกับค่าเข้าค่าย 4,900 บาทแล้ว เท่ากับว่าผู้เข้าร่วมค่ายจ่ายเงินแค่เพียง 250 บาทเพื่อซื้อกิจกรรมคุณภาพสูงที่สนุกโคตรๆ รวมกว่า 55 ชั่วโมง คิดเป็นชั่วโมงละ 4.50 บาท ถูกเป็นบ้า!</p>
<p>คำถามต่อมาจึงเป็นว่า รายได้หลักของคิวบิกครีเอทีฟมาจากไหน? ก็มักจะเป็นโครงการที่หน่วยงานอื่นๆ เอ้าท์ซอร์สเข้ามา หรือโครงการที่เราจัดเป็นคอร์สช่วงเปิดเทอมที่ไม่ต้องมีค่าอาหารหรือสถานที่มากมาย</p>
<p>แต่คำถามที่น่าแปลกใจที่สุดคงเป็นว่า ทั้งๆ ที่ไม่มีความคุ้มค่าอะไรเสียเลย <strong>จะจัดทำไม?</strong></p>
<p>เหตุผลนั้นไม่ยาก เพราะค่ายคือโครงการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้มากที่สุด ทั้งกับผู้เข้าร่วมค่าย และส่วนที่สำคัญยิ่งกว่า คือ<strong>ผู้ทำค่าย</strong></p>
<p>ในทุกๆ ค่าย จะได้มีเยาวชนที่มีโอกาสเข้ามาทำงาน 20 &#8211; 50 คน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ได้รับการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ไม่มีวันหาได้จากที่ไหน ทั้งการแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น การทำงานอย่างเป็นระบบ</p>
<p>ด้วยเหตุผลง่ายๆ นี้ คิวบิกครีเอทีฟจึงเลือกที่จะจัดค่ายในทุกๆ โอกาสที่เราทำได้ แม้ว่าจะมีความไม่คุ้มค่าทางการเงินอยู่เลยก็ตาม (พูดง่ายๆ ว่ายิ่งจัดค่าย ยิ่งทำให้ทีมที่ทำงานเปิดเทอมต้องทำงานเยอะขึ้นเพื่อปั่นเงินมาชดเชยตรงนี้)</p>
<p><strong>ช่างเป็นงานอดิเรกราคาแพงจริงๆ</strong></p>
<p>ปล. ขอฝาก <a href="http://cubiccreative.org/megacamp2">Cubic Mega Camp #2</a> ไว้ในอ้อมใจด้วยนะครับ <img src='http://cubiccreative.org/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>แก้ไขเพิ่มเติม (23/09/10) : เอิร์ธมาทักผมว่า ข้อมูลในนี้ขาดไปหน่อย นั่นคือส่วนที่ว่าถ้าเหลือเงินแค่คนละ 250 บาท แล้วเงินที่ใช้จ่ายในค่ายส่วนอื่นๆ นั้นหายไปไหน? คำตอบคือในหลายๆ โครงการเราโชคดีได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นๆ (อย่างเช่น MK ได้ช่วยเหลือเราใน CCFC2) ซึ่งส่วนนี้ก็ได้แบกรับค่าใช้จ่ายไปได้อีกพอสมควรครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/costly-hobby/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>When the wind blows.</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/when-the-wind-blows/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/when-the-wind-blows/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 16 Sep 2010 18:02:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=471</guid>
		<description><![CDATA[ที่ผ่านมาเวลาทำงานในคิวบิกฯ ผมเองออกจะเป็นคนที่ตามอารมณ์เสียมาก ผมจะเป็นพวกไม่ค่อยชอบวางแผน และทำอะไรไปตามที่สัญชาติญาณมันอยากจะทำ ซึ่งตรงนี้เองก็เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่ถึงกระนั้น เลยทำให้การทำงานของผมมีคติอย่างหนึ่งว่า &#8220;จะเล่นว่าวก็ต้องรอให้ลมพัดก่อน&#8221; ตั้งแต่ไหนแต่ไร ผมจะคิดเสมอว่าพยายามทำอะไรเท่าที่เรามื เว้นแต่สิ่งนั้นเป็นเป้าหมายของเราจริงๆ ที่เราต้องการฝ่าไปให้ถึง เพราะงั้นหลายๆ อย่างถึงแม้ว่าสภาพจะยังไม่พร้อม หลายๆ ครั้งผมก็เลือกที่จะตัดมันทิ้งไปก่อน หรือช่างมัน (อย่างทุกวันนี้ระบบภายในคิวบิกฯ หลายๆ อย่างก็ยังถูก &#8220;ช่างมัน&#8221; อยู่) ผมเองก็มีเหตุผลง่ายๆ ว่า ก็ถ้ามันยังไม่ใช่จังหวะ เราจะไปฝืนทำไม? เพราะถ้าฝืน ก็ยิ่งเหนื่อย และหลายๆ ครั้งก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เหมือนเล่นว่าวตอนไม่มีลม เรื่องนี้เป็นประเด็นที่น้องๆ ชอบถามผมตั้งแต่สมัยยังเป็นชมรมวิชาการฯ อยู่นะครับ เพราะปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นทุกๆ ปีคือ &#8220;แย่แล้วค่ะพี่นัท ปีนี้ไม่มีสมาชิกที่ทำ XXX ได้เลย แบบนี้จะทำยังไงดี?&#8221; ซึ่งคำตอบที่ผมมักจะตอบดื้อๆ ก็คือ &#8220;ก็ไม่ต้องทำสิจ๊ะ&#8221; บางทีเราไปให้ความสำคัญกับตามไล่ตามมาตรฐานบางอย่างของคนอื่นมากเกินไป ทั้งๆ ที่ผมคิดว่า การที่เราทำอะไรที่เราพร้อม และด้วยความตั้งใจของเราจริงๆ มันมีพลังกว่าเยอะ และหลายๆ ครั้งมันก็มีคุณค่ามากกว่าเสียด้วยซ้ำ หากให้เปรียบเทียบ ก็คงหมายถึงเด็กคนหนึ่งที่ไปตามฝัน กับอีกคนที่ไปตามกระแส [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ที่ผ่านมาเวลาทำงานในคิวบิกฯ ผมเองออกจะเป็นคนที่ตามอารมณ์เสียมาก ผมจะเป็นพวกไม่ค่อยชอบวางแผน และทำอะไรไปตามที่สัญชาติญาณมันอยากจะทำ ซึ่งตรงนี้เองก็เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่ถึงกระนั้น เลยทำให้การทำงานของผมมีคติอย่างหนึ่งว่า &#8220;จะเล่นว่าวก็ต้องรอให้ลมพัดก่อน&#8221;</p>
<p>ตั้งแต่ไหนแต่ไร ผมจะคิดเสมอว่าพยายามทำอะไรเท่าที่เรามื เว้นแต่สิ่งนั้นเป็นเป้าหมายของเราจริงๆ ที่เราต้องการฝ่าไปให้ถึง เพราะงั้นหลายๆ อย่างถึงแม้ว่าสภาพจะยังไม่พร้อม หลายๆ ครั้งผมก็เลือกที่จะตัดมันทิ้งไปก่อน หรือช่างมัน (อย่างทุกวันนี้ระบบภายในคิวบิกฯ หลายๆ อย่างก็ยังถูก &#8220;ช่างมัน&#8221; อยู่) ผมเองก็มีเหตุผลง่ายๆ ว่า ก็ถ้ามันยังไม่ใช่จังหวะ เราจะไปฝืนทำไม? เพราะถ้าฝืน ก็ยิ่งเหนื่อย และหลายๆ ครั้งก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เหมือนเล่นว่าวตอนไม่มีลม</p>
<p>เรื่องนี้เป็นประเด็นที่น้องๆ ชอบถามผมตั้งแต่สมัยยังเป็นชมรมวิชาการฯ อยู่นะครับ เพราะปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นทุกๆ ปีคือ &#8220;แย่แล้วค่ะพี่นัท ปีนี้ไม่มีสมาชิกที่ทำ XXX ได้เลย แบบนี้จะทำยังไงดี?&#8221; ซึ่งคำตอบที่ผมมักจะตอบดื้อๆ ก็คือ &#8220;ก็ไม่ต้องทำสิจ๊ะ&#8221;</p>
<p>บางทีเราไปให้ความสำคัญกับตามไล่ตามมาตรฐานบางอย่างของคนอื่นมากเกินไป ทั้งๆ ที่ผมคิดว่า การที่เราทำอะไรที่เราพร้อม และด้วยความตั้งใจของเราจริงๆ มันมีพลังกว่าเยอะ และหลายๆ ครั้งมันก็มีคุณค่ามากกว่าเสียด้วยซ้ำ หากให้เปรียบเทียบ ก็คงหมายถึงเด็กคนหนึ่งที่ไปตามฝัน กับอีกคนที่ไปตามกระแส คนที่ไปตามฝันอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับเท่าคนที่ไปตามกระแส แต่สิ่งที่เขาทำมันจะมีพลังมากกว่ากันเยอะ ผมว่าหลายๆ ครั้งผมเห็นศักยภาพเด่นๆ ตั้งหลายอย่างของน้องๆ หลายๆ รุ่น จนบางทีก็แอบแปลกใจที่พวกเขาไม่ลองเอาจุดเด่นเหล่านั้นออกมาทำอะไรดู (แต่ก็อาจจะเป็นปัญหาในระดับภาพรวมของประเทศหรือเปล่านะ?)</p>
<p>เรื่องของระบบ HR ในคิวบิกฯ เองก็เป็นเรื่องหนึ่งที่พยายามจะชักให้ขึ้นลมบนกันมาตลอด แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ ซึ่งผมเองก็พยายามจะให้ความร่วมมือตลอด (ซึ่งก็ได้ในระดับที่ฝ่าย HR พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง คละเคล้ากันไป) แต่หลายๆ ครั้งก็รู้สึกจริงๆ ว่า มันช่างเป็นอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เพราะยังไงคนก็ยังคงกระจัดกระจาย ไม่มีหลักแหล่งให้รวมอย่างชัดเจน และเอาเข้าจริงๆ จำนวนคนก็มากเกินกว่าที่เราจะพยายามทำให้เป็นกลุ่มเป็นก้อนได้ ผมเลยตัดสินใจที่จะไปเลือกทำอะไรที่ผมทำได้ก่อน และคิดว่าสำคัญกว่า นั่นก็คือจัดกิจกรรม จัดโครงการไปเรื่อยๆ ซึ่งทุกวันนี้เองก็พอจะพิสูจน์ได้ว่า ถึงจะไม่มีระบบ HR ที่แข็งแกร่งอะไร แต่คิวบิกฯ ก็ยังทำงานหลายๆ อย่างได้ดีมาตลอด</p>
<p>ขอย้ำก่อนว่า ผมเองก็เชื่อนะครับว่า ถ้าคิวบิกฯ มีระบบ HR แล้ว งานหลายๆ อย่างก็คงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพียงแต่จังหวะต่างๆ มันยังไม่ลงตัว จนผมคิดว่า ฝืนวิ่งไปยังไง ว่าวก็คงไม่ลอยขึ้นไปอยู่ดี เลยยังไม่คิดจะทำก็เท่านั้นเอง เพราะงั้นทุกวันนี้งาน HR ของคิวบิกเองก็ดำเนินไปแบบงูๆ ปลาๆ ซึ่งผมก็ไม่คิดว่าเลวร้ายอะไร กิจกรรมต่างๆ ก็ยังดำเนินไปได้อย่างไม่ทุลักทุเลจนเกินไปนัก</p>
<p>แต่ตัวอย่างหนึ่งของคิวบิกฯ ที่บังเอิญ &#8220;ลมมันมา&#8221; และเราก็วิ่งว่าวจนมันลอยไปติดลมบนเรียบร้อย อย่างหนึ่งคงไม่พ้นงานฝ่ายมัลติมีเดียครับ</p>
<p>ถ้าให้พูดตามตรง ตั้งแต่สมัยผมทำ KUSFC1 ในปี 47 เรื่องนี้คือเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในสายตาผมเลยนะครับ</p>
<p>ในสมัยนั้น เราก็ยังจัดกิจกรรมโดยใช้สไลด์ Power Point ธรรมดาๆ เปิดเพลงปิดเพลงโดยไม่เฟดเสียง หรือแม้แต่การถ่ายรูป ก็ใช้กล้องธรรมดาๆ โดยพี่กานต์และต้องรับหน้าที่ในการถ่าย (ซึ่งพี่กานต์เป็นฝ่ายการเงิน และต้องเป็นทีมงานสีในตอนนั้น)</p>
<p>ความละเมียดในการทำงานทางด้านมัลติมีเดีย เพิ่งค่อยๆ มาเพิ่มในยุคสองสามปีต่อมา เมื่อธีรัชผู้มีความสามารถทางด้านนี้เริ่มเข้ามาบุกเบิกเกี่ยวกับการทำงานเสียงอย่าง &#8220;ละเมียด&#8221;​ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมระดับเสียง เปิดปิดเพลง ส่วนเรื่องการถ่ายรูป ก็คงเป็นเพราะหลังจากนั้นต้องเองก็เริ่มเล่นกล้อง DSLR และก็เริ่มถ่ายรูปที่มีคุณภาพมากขึ้น ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างนี้ ก็เลยทำให้ &#8220;มาตรฐาน&#8221; ของฝ่ายมัลติมีเดียสูงขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>ซึ่งถามผมแล้ว แน่นอนว่ามัน &#8220;ดีกว่า&#8221; ที่เรามีมาตรฐานที่ดีเหล่านี้ แต่ให้นึกย้อนไป ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าน้องค่าย KUSFC1 จะสนุกน้อยกว่า หรือได้เรียนรู้น้อยกว่าค่ายที่มีมัลติมีเดียดีๆ สักแค่ไหน แต่ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบที่ลมบังเอิญพัดมา และเราก็วิ่งว่าวไว้ได้ทัน จนเป็นว่าวติดลมบนประทับบารมีเราไว้ ก็เท่านั้น</p>
<p>จนบางทีผมก็รู้สึกตลกเวลาที่เห็นใครมาเห็นว่าวที่ติดลมบนของเราแล้ว พยายามจะวิ่งให้ว่าวลอยขึ้นไป ทั้งๆ ที่ไม่มีลม แน่นอนว่ายังไงมันก็ตกแหมะลงมา และยิ่งตลกไปใหญ่ถ้า ณ เวลานั้น เขายังไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรจะทำ ณ เวลานั้นเสียด้วยซ้ำ</p>
<p>พูดถึง ณ เวลานี้เอง ผมก็เริ่มรู้สึกได้ถึงลมอีกสองลูกที่กำลังพัดโชยมาในคิวบิกครีเอทีฟ</p>
<p>หนึ่งในนั้น คือลมแห่งเสียงดนตรีครับ ผมคิดว่าตอนนี้คิวบิกครีเอทีฟกำลังอยู่ในจังหวะประหลาด ที่เรามีสมาชิกที่มีทักษะทางดนตรีมากมายอยู่พร้อมๆ กันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน</p>
<p>ไม่แน่&#8230;ถ้าลมนี้แรงพอ และคิวบิกฯ สามารถวิ่งว่าวตัวนี้ไปจนติดลมบนได้ คิวบิกครีเอทีฟก็คงมีว่าวดีๆ มาประดับบารมีไว้อีกอัน</p>
<p>ส่วนลมอีกลูก ขออุ๊บอิ๊บไว้ก่อน เผื่อเฟล</p>
<p><strong>แต่ไม่ว่ายังไง ว่าวเหล่านี้คงเป็นมาตรฐานที่ยากพิลึก&#8230;หากใครจะตามทัน</strong></p>
<p>สุดท้ายนี้ ขอฝากคลิปนี้ไว้ด้วยครับ จาก Cubic Thanks Party 2010 ที่ผ่านมา</p>
<p><object width="400" height="224" ><param name="allowfullscreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="movie" value="http://www.facebook.com/v/159999667344697" /><embed src="http://www.facebook.com/v/159999667344697" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="400" height="224"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/when-the-wind-blows/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Phenomena Phenomenon</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/phenomena-phenomenon/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/phenomena-phenomenon/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Sep 2010 18:55:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[concert]]></category>
		<category><![CDATA[music]]></category>
		<category><![CDATA[Phenomena]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=463</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หากใครไปงาน Cubic Thanks Party 2010 อาจจะได้ชมคลิปเสี่ยวๆ จากฝีมือของ Cubic MMG ของวง Phenomena กันไปแล้ว อันที่จริงถ้าไม่นับว่ามีสมาชิกในวงที่เป็นสมาชิกคิวบิกครีเอทีฟนี้อยู่ ก็คงพูดได้ว่าคิวบิกฯ หรือแม้แต่ตัวผมเองก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับวงนี้เอาเสียเลย จนมานึกๆ ดูแล้ว ผมคิดว่าเป็นเรื่องผิดสังเกตทีเดียวที่ชื่อของ Phenomena ผ่านเข้ามาในโสตประสาทผมมากขนาดนี้ ในบรรดาสมาชิกวงทั้ง 4 คน ก็มีสมาชิกที่ผมพอจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัวอยู่ 2 คนได้แก่แทนกับมิล แทนเองเป็นหนึ่งในทีมงานฝ่ายกิจกรรมของ CCFC2 เลยทำให้รู้จักมักจี่กับผมอยู่พอสมควร ในขณะที่มิลเองผมก็แค่รู้จักผ่านๆ จากการที่มิลมาตีกลองให้กับคอนเสิร์ตในคืนสุดท้ายของ CCFC2 แต่ถึงผมเองจะไม่ได้มีโอกาสได้คุยกับมิลมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจและสัมผัสได้จากตัวของมิลเองคือความรักในดนตรี ในคืนนั้นตอนนี้ผมกำลังจัดการเกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทาง (ที่จริงๆ แล้วก็น้อยนิดเสียมากๆ) ให้กับบรรดานักดนตรีรับเชิญในคอนเสิร์ต ผมยื่นซองให้กับมิล แต่มิลก็ปฎิเสธพร้อมกับบอกว่า &#8220;ไม่เป็นไรครับพี่ ผมชอบเล่นดนตรี&#8221; หลังจากที่ผมพยายามคะยั้นคะยอที่จะให้ซอง และต้องหงุดหงิดเล็กน้อยกับความไม่สำเร็จในตอนนั้น แต่ผมก็รู้สึกประทับใจกับทัศนคตินี้ของมิล อาจฟังดูเวอร์ แต่ผมสัมผัสได้ถึงความรักของมิลที่มีกับดนตรีได้มากกว่าตอนที่มิลอยู่บนเวทีเสียอีก จนหลังจากนั้นมาสักพัก พอผมได้ยินข่าวคราวผ่านๆ จากน้องแทนว่ามิลชวนแทนไปร่วมในวงที่จะประกวด Hot Wave Music [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หากใครไปงาน <a href="http://www.facebook.com/album.php?aid=204788&amp;id=68056387148">Cubic Thanks Party 2010</a> อาจจะได้ชม<a href="http://www.facebook.com/video/video.php?v=433486044062">คลิปเสี่ยวๆ</a> จากฝีมือของ Cubic MMG ของวง <a href="http://www.facebook.com/phenomenaband">Phenomena</a> กันไปแล้ว อันที่จริงถ้าไม่นับว่ามีสมาชิกในวงที่เป็นสมาชิกคิวบิกครีเอทีฟนี้อยู่ ก็คงพูดได้ว่าคิวบิกฯ หรือแม้แต่ตัวผมเองก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับวงนี้เอาเสียเลย จนมานึกๆ ดูแล้ว ผมคิดว่าเป็นเรื่องผิดสังเกตทีเดียวที่ชื่อของ Phenomena ผ่านเข้ามาในโสตประสาทผมมากขนาดนี้</p>
<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 379px"><img class=" " src="http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs289.snc4/40768_103773746350913_100773603317594_31160_6645367_n.jpg" alt="" width="369" height="246" /><p class="wp-caption-text">สมาชิกวง Phenomena (จากซ้าย) มิล, ยอด, มาร์ค, แทน</p></div>
<p>ในบรรดาสมาชิกวงทั้ง 4 คน ก็มีสมาชิกที่ผมพอจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัวอยู่ 2 คนได้แก่แทนกับมิล แทนเองเป็นหนึ่งในทีมงานฝ่ายกิจกรรมของ CCFC2 เลยทำให้รู้จักมักจี่กับผมอยู่พอสมควร ในขณะที่มิลเองผมก็แค่รู้จักผ่านๆ จากการที่มิลมาตีกลองให้กับคอนเสิร์ตในคืนสุดท้ายของ CCFC2 แต่ถึงผมเองจะไม่ได้มีโอกาสได้คุยกับมิลมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจและสัมผัสได้จากตัวของมิลเองคือความรักในดนตรี ในคืนนั้นตอนนี้ผมกำลังจัดการเกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทาง (ที่จริงๆ แล้วก็น้อยนิดเสียมากๆ) ให้กับบรรดานักดนตรีรับเชิญในคอนเสิร์ต ผมยื่นซองให้กับมิล แต่มิลก็ปฎิเสธพร้อมกับบอกว่า &#8220;ไม่เป็นไรครับพี่ ผมชอบเล่นดนตรี&#8221;</p>
<p>หลังจากที่ผมพยายามคะยั้นคะยอที่จะให้ซอง และต้องหงุดหงิดเล็กน้อยกับความไม่สำเร็จในตอนนั้น แต่ผมก็รู้สึกประทับใจกับทัศนคตินี้ของมิล อาจฟังดูเวอร์ แต่ผมสัมผัสได้ถึงความรักของมิลที่มีกับดนตรีได้มากกว่าตอนที่มิลอยู่บนเวทีเสียอีก</p>
<p>จนหลังจากนั้นมาสักพัก พอผมได้ยินข่าวคราวผ่านๆ จากน้องแทนว่ามิลชวนแทนไปร่วมในวงที่จะประกวด Hot Wave Music Awards ครั้งที่ 15 ความคิดแว้บแรกที่ผ่านเข้ามาในหัวของผมคือ ผมและคิวบิกฯ จะสนับสนุนมิลและวงนี้ได้อย่างไรบ้าง? แต่น่าเสียดายครับ ดูเหมือนว่าทั้งผมและคิวบิกฯ เองดูจะไม่มีความพร้อมอะไรเสียเลยที่จะช่วยเหลืออะไรวงนี้ได้ ก็เลยได้แต่ดูอยู่ห่างๆ จนกระทั้งกอล์ฟเองมาขอยืมกล้อง HD ของคิวบิกฯ ไปใช้ถ่ายวง Phenomena ตามงานต่างๆ ผมก็คิดว่านั่นคงเป็นที่สุดที่คิวบิกฯ และผมเองจะสนับสนุนได้ผ่านกอล์ฟไป</p>
<p>หลังจากนั้นถ้าให้พูดตามตรง ผมก็แทบไม่ได้รู้ข่าวคราวอะไรอีกเลยของ Phenomena ทางเดียวที่ผมพอจะทราบข่าวได้บ้าง (และดูเหมือนเป็นทั้งหมดของช่วงเวลานั้น) คือทวิตเตอร์ของ @<a href="http://twitter.com/mamuang">mamuang</a> จนกระทั้งมีข่าวว่าวงนี้ได้ติดรอบ 30 ทีมสุดท้าย ผมเองก็ไม่มีโอกาสจะได้ไปดูเพราะตอนนั้นยังอยู่ต่างประเทศ แต่ก็รู้สึกได้ทันทีว่าผู้คนรอบๆ ตัวบนทวิตเตอร์และเฟสบุ๊กก็เริ่มพูดถึง Phenomena มากขึ้น</p>
<p>จนกระทั้งเมื่อ Phenomena ได้เข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายเนี่ยแหละครับ เรื่องนี้ก็กลายเป็นกระแสหลักของชาวสาธิตเกษตรและคิวบิกที่อยู่สาธิตเกษตรอย่างสุดๆ ถึงจะไม่อยากรู้ แต่ก็จะต้องมีอะไรสักอย่างเกี่ยวกับ Phenomena โผล่ขึ้นมาบนไทม์ไลน์เป็นระยะๆ (เยอะสุดคงไม่พ้น @<a href="http://twitter.com/mamuang">mamuang</a>, @<a href="http://twitter.com/pongpitipert">pongpitipert</a> และ @<a href="http://twitter.com/equinoxxz">equinoxxz</a>) ถึงจะไม่ได้มากมาย แต่ก็เยอะจนผมเองหลายๆ ครั้งต้องแอบคิดในใจว่า &#8220;อะไรมันจะขนาดนั้น!&#8221;</p>
<p>ผมคิดว่านี่เป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจนะครับ การที่คนเราจะมีอารมณ์ร่วมกับอะไรสักอย่าง ถ้าให้ลองนึกๆ ย้อนดู ก็คงรู้สึกเหมือนตอนช่วงบอลโลก บางทีก็ดูแปลกที่ความสำเร็จหรือล้มเหลวของคนอื่นที่จริงๆ แล้วก็อาจไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเราเลย จะมาส่งผลกระทบกับจิตใจเราได้ขนาดนี้ แต่ก็เพราะด้วยความรู้สึกที่เราได้เห็น ได้สัมผัสกับสิ่งที่คนอื่น &#8220;สู้&#8221; ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มันก็ทำให้เรารู้สึก &#8220;ร่วม&#8221; กับความสำเร็จนั้น ทั้งๆ ที่เราอาจจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็ได้</p>
<p>แน่นอน&#8230;สิ่งเหล่านี้จะเกิดได้ หากต้นทางได้เริ่มต้น &#8220;สู้&#8221; ให้คนอื่นๆ ได้เห็นมาก่อน</p>
<p>และจากที่ผมกล่าวไปตอนต้น ถึงผมเองจะไม่ได้มีโอกาสได้เห็นด้วยตาตัวเอง แต่ด้วยปรากฎการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวผม คงไม่ยากที่จะผมจะตั้งสมมุติฐานว่า มิลและเพื่อนๆ วง Phenomena เองคงได้ &#8220;สู้&#8221; มาไม่น้อย</p>
<p>เรื่องนี้คงเป็นบทเรียนง่ายๆ ว่าหากเราอยากให้ใครร่วม &#8220;สู้&#8221; กับเราแล้ว สิ่งที่ง่ายที่สุดที่เราจะทำได้ คงเป็นการเริ่ม &#8220;สู้&#8221; ให้พวกเขาเห็นก่อน</p>
<p><strong>ขอเพียงเริ่ม &#8220;สู้&#8221; แล้ว&#8230; Phenomena Phenomenon คงเกิดได้กับทุกคน</strong></p>
<p>สุดท้าย เผื่อใครไม่เห็นภาพ นี่คือวง Phenomena ครับ</p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="500" height="306" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/zWpO-1Tb-PE?fs=1&amp;hl=en_US&amp;rel=0&amp;color1=0x3a3a3a&amp;color2=0x999999" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="500" height="306" src="http://www.youtube.com/v/zWpO-1Tb-PE?fs=1&amp;hl=en_US&amp;rel=0&amp;color1=0x3a3a3a&amp;color2=0x999999" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/phenomena-phenomenon/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปรองดอง</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/rational_domain/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/rational_domain/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 16:42:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[communication]]></category>
		<category><![CDATA[politics]]></category>
		<category><![CDATA[ration]]></category>
		<category><![CDATA[Rational Domain]]></category>
		<category><![CDATA[unity]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=450</guid>
		<description><![CDATA[ในเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองกำลังคลายความวุ่นวายลงไป หนึ่งคำที่ผมคิดว่าเราๆ คงจะได้ยินกันบ่อยมากช่วงนี้คือคำว่า &#8220;ปรองดอง&#8221; คำๆ นี้เหมือนจะเป็นคำในอุดมคติที่ทุกคนอยากให้เกิด แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แล้วอะไรกันแน่คือความ &#8220;ปรองดอง&#8221; และเราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าคิดในมุมกลับง่ายๆ ผมคิดว่าคำว่าปรองดอง หมายถึงการไม่ขัดแย้งกัน การที่ทุกๆ ฝ่ายต่างพอใจในสิ่งที่ตนเองได้รับ และเข้าใจว่าคนอื่นๆ ก็ได้รับในสิ่งที่ควรได้รับเช่นเดียวกัน เมื่อนานมาแล้ว @Paul_012 เคยได้เขียนบล็อก &#8220;ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์&#8221; โดยมีเนื้อหาสรุปคร่าวๆ ว่าสังคมที่อยู่ด้วยกันได้ ต้องมีการจัดการความแตกต่างที่ดีพอ และดูเหมือนเป็นเรื่องประชดจิตใจกันนิดๆ ที่สามสิ่งที่เราพยายามใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยให้เป็นหนึ่ง กลับเป็นสาเหตุต้นๆ ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และก่อนจบ @Paul_012 ยังกล่าวอ้างถึงบล็อกอีกอันของตนเอง &#8220;Communication&#8221; ว่า&#8230; เมื่อไรนะ เราถึงจะหันมา &#8220;พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น&#8221; ได้เสียที ผมคิดว่าสโลแกนติดหูของ Orange นี้ตั้งแต่เปิดตัว ดูเป็นคำสั้นๆ เรียบง่าย แต่กินใจพอดู และดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่าจะเห็นด้วยตรงกันได้ไม่ยากว่า การสื่อสารก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญจริงๆ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจกันและกัน การ &#8220;เข้าใจ&#8221; นี้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในกระบวนการปรองดอง เพราะความเข้าใจจะทำให้เกิดการ &#8220;ยอมรับ&#8221; เราจะยอมรับผู้อื่นได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองกำลังคลายความวุ่นวายลงไป หนึ่งคำที่ผมคิดว่าเราๆ คงจะได้ยินกันบ่อยมากช่วงนี้คือคำว่า &#8220;ปรองดอง&#8221; คำๆ นี้เหมือนจะเป็นคำในอุดมคติที่ทุกคนอยากให้เกิด แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แล้วอะไรกันแน่คือความ &#8220;ปรองดอง&#8221; และเราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร</p>
<p>ถ้าคิดในมุมกลับง่ายๆ ผมคิดว่าคำว่าปรองดอง หมายถึงการไม่ขัดแย้งกัน การที่ทุกๆ ฝ่ายต่างพอใจในสิ่งที่ตนเองได้รับ และเข้าใจว่าคนอื่นๆ ก็ได้รับในสิ่งที่ควรได้รับเช่นเดียวกัน</p>
<p>เมื่อนานมาแล้ว @<a href="http://twitter.com/paul_012">Paul_012</a> เคยได้เขียนบล็อก &#8220;<a href="http://paul012.blogspot.com/2008/06/blog-post_26.html">ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์</a>&#8221; โดยมีเนื้อหาสรุปคร่าวๆ ว่าสังคมที่อยู่ด้วยกันได้ ต้องมีการจัดการความแตกต่างที่ดีพอ และดูเหมือนเป็นเรื่องประชดจิตใจกันนิดๆ ที่สามสิ่งที่เราพยายามใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยให้เป็นหนึ่ง กลับเป็นสาเหตุต้นๆ ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และก่อนจบ @Paul_012 ยังกล่าวอ้างถึงบล็อกอีกอันของตนเอง &#8220;<a href="http://paul012.blogspot.com/2006/12/communication.html">Communication</a>&#8221; ว่า&#8230;</p>
<blockquote><p>เมื่อไรนะ เราถึงจะหันมา &#8220;พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น&#8221; ได้เสียที</p></blockquote>
<p>ผมคิดว่าสโลแกนติดหูของ Orange นี้ตั้งแต่เปิดตัว ดูเป็นคำสั้นๆ เรียบง่าย แต่กินใจพอดู และดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่าจะเห็นด้วยตรงกันได้ไม่ยากว่า การสื่อสารก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญจริงๆ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจกันและกัน</p>
<p>การ &#8220;เข้าใจ&#8221; นี้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในกระบวนการปรองดอง เพราะความเข้าใจจะทำให้เกิดการ &#8220;ยอมรับ&#8221; เราจะยอมรับผู้อื่นได้ ต้องเกิดจากการที่เราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำอะไรแบบนั้น ทำไมเขาถึงได้รับอะไรแบบนั้น เราจะรู้สึกขัดแย้ง ขัดใจ เมื่อเราเห็นใครทำอะไรในสิ่งที่เราไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำได้ หรือทำไมเขาถึงได้รับในสิ่งที่จริงๆ แล้วเขาไม่ควรได้รับอย่างนั้น ความไม่เข้าใจนี้จะนำไปสู่ความไม่พอใจ ความโกรธ หรือความเกลียด ซึ่งทั้งหมดทั้งหมดนี้คือความขัดแย้ง</p>
<p>ปัญหาคือ เราจะเข้าใจคนอื่นได้อย่างไร?</p>
<p>จริงอยู่ที่การสื่อสารก็สำคัญ แต่สิ่งที่ลึกลงไปกว่านั้น คือการที่เราจะเข้าใจผู้อื่นให้ได้</p>
<p>ผู้คนแต่ละคน ที่มีฐานของข้อมูล ฐานความเชื่อ ย่อมนำไปสู่ความแตกต่างในขีดความสามารถในการเข้าใจเรื่องต่างๆ กลุ่มคนที่มีฐานของข้อมูล และฐานความเชื่อที่แตกต่างกัน ย่อมสามารถเข้าใจเรื่องของอีกฝ่ายได้ยากขึ้น (ผมกะว่าจะเขียนบล็อกเรื่องความสัมพันธ์ต่อข้อมูล ความเชื่อ และความรู้ แต่ยังไม่มีโอกาสสักที ขอติดไว้ก่อนแล้วกัน) ซึ่งจากฐานของข้อมูลและความเชื่อที่แตกต่างกันนี้ ผมขอเรียกว่าเป็น Rational Domain ของแต่ละคน หรือพูดง่ายๆ คือ กรอบความเข้าใจของแต่ละคน ที่ย่อมสามารถเข้าใจเรื่องต่างๆ ได้แตกต่างกัน</p>
<p>และจริงๆ แล้วหากมองให้ชัด ทุกวันนี้การที่เราไม่เข้าใจคนอื่น และนำไปสู่ความหงุดหงิดใจนั้น เพราะเราไปคาดหวังว่า เขาคนนั้นจะต้องอยู่ใน Rational Domain เดียวกับเรา การที่เขาไม่ได้ทำในสิ่งที่เราคาดหวังว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เขาทำได้ จึงพาลให้เราไม่พอใจคนๆ นั้น</p>
<p>ผมขอลองยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า สมมุติมีชายหญิงคู่หนึ่งเป็นแฟนกัน ฝ่ายชายเกิดทำอะไรสักอย่างที่ฝ่ายหญิงไม่พอใจ แล้วฝ่ายหญิงก็งอน ส่วนฝ่ายชายก็ไม่รู้ว่าฝ่ายหญิงงอนเรื่องอะไร ก็เลยคิดว่าสิ่งที่ฝ่ายหญิงทำนั้นผิด ก็เลยไม่ง้อ พอไม่ง้อฝ่ายหญิงก็ยิ่งโกรธ ยิ่งคับแค้น ยิ่งงอน ฝ่ายชายก็ยิ่งเซ็ง ความขัดแย้งก็โตขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>จากตัวอย่างนี้เราจะเห็นได้ว่า ความไม่พอใจเกิดจากความไม่เข้าใจ ฝ่ายหญิงไม่เข้าใจฝ่ายชายว่าทำไมถึงทำอะไรแบบนี้ เลยพาลโกรธ ทั้งๆ ที่หากมองให้ลึกแล้ว คนเป็นคู่รักกัน (ถ้าไม่ได้มีปัญหาอื่น) ฝ่ายชายย่อมทำอะไรที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับความสัมพันธ์นี้แล้วเสมอ เพียงแต่ในการตัดสินใจนั้น ด้วย Rational Domain ของตัวเอง จึงอาจทำให้ตัดสินว่าสิ่งที่ทำนี้ไม่ใช่ปัญหา ในขณะที่ Rational Domain ของฝ่ายหญิงตัดสินอีกอย่าง ว่าสิ่งที่ฝ่ายชายทำนั้นผิด ไม่ใช่สิ่งที่คนรักเขาทำกัน จึงไม่เข้าใจว่าทำไมถ้าเป็นคนรักกันเขาถึงทำแบบนี้ ก็สุดท้ายก็จบลงที่การโกรธ ไม่พอใจ และแสดงออกมาในรูปแบบของการงอน</p>
<p>เมื่อฝ่ายหญิงงอน ด้วย Rational Domain ของฝ่ายชายที่ไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด ก็จะไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องง้อ ความไม่เข้าใจว่าทำไมฝ่ายหญิงต้องงอนนี้ก็นำไปสู่ความไม่พอใจและขัดแย้งตามมา และต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด</p>
<p>ดังนั้นจากความขัดแย้งที่แสนวุ่นวายนั้น จริงๆ มีหลักการง่ายๆ อยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือเราต้องระลึกเสมอว่า อย่าใช้ Rational Domain ของเราเพื่อพยายามเข้าใจหรือตัดสินคนอื่นๆ เพราะทุกคนมี Rational Domain ที่แตกต่างกัน จากตัวอย่างปัญหาข้างต้น ปัญหาจะจบลงง่ายๆ เมื่อฝ่ายหญิงยอมที่จะเลิกงอน หรือฝ่ายชายยอมที่จะเริ่มง้อ ซึ่งทั้งสองกรณีนี้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมทลายกรอบ Rational Domain ของตนเองออกมา และยอมรับในสิ่งที่คนอื่นทำ แม้ว่าจะไม่สามารถหาเหตุผลหรือทำความเข้าใจได้ใน Rational Domain ของตนเองก็ตาม</p>
<p>ผมคิดว่าความซับซ้อนที่แสนวุ่นวายนี้ กลับมีแนวคิดที่แสนเรียบง่ายนี้อยู่ คงดีไม่น้อยหากทุกคน พร้อมที่จะทลายกรอบ Rational Domain ของตนเอง และเปิดใจที่จะยอมรับในสิ่งที่เราไม่มีทางเข้าใจได้มากขึ้น เพราะทุกอย่างที่ทุกคนทำมันมีเหตุผลอยู่ และหลายๆ ครั้งมันแค่ไม่ได้อยู่ใน Rational Domain ของเราเท่านั้นเอง</p>
<p>พูดง่าย&#8230;แต่สุดท้าย <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%99">กลไกการป้องกันตนเอง</a> (<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Defence_mechanism">Defense Mechanism</a>) ก็ยังเป็นรากฐานที่สำคัญของจิตวิญญาณมนุษย์อยู่ดี และคงไม่ง่ายนักที่เราทุกคนจะหยุดยั้ง<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Instinct">สัญชาตญาณ</a>นี้ได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/rational_domain/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หน้าที่สื่อ&#8230;หรือหน้าที่ใคร?</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/media_neutrality/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/media_neutrality/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 Jun 2010 18:16:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[ethics]]></category>
		<category><![CDATA[media neutrality]]></category>
		<category><![CDATA[news]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=443</guid>
		<description><![CDATA[อาจจะหลงกระแสไปสักหน่อย แต่เรื่องนี้ ผมคิดว่าอีกไม่นานก็คงมีประเด็นให้ถกเถียงกันอีก ช่วงความร้อนแรงทางการเมืองที่ผ่านมา อีกหนึ่งประเด็นที่หลายๆ คนในสังคมพูดถึง นั่นคือเรื่องของความเป็นกลางของสื่อ โดยส่วนตัวผมเอง ในฐานะที่มีประสบการณ์ในการทำงานสื่อมาบ้าง (เป็นนักเขียนใน Blognone) ก็พอจะเข้าใจอยู่ลึกๆ ว่า แม้ว่าสื่อจะพยายามทำตัวให้เป็นกลางแค่ไหน สื่อก็ไม่มีวันเป็นกลางได้ เหตุผลง่ายๆ เพราะทุกเนื้อหา ทุกข้อความ เมื่อมันถูก &#8220;ส่งต่อ&#8221; ไม่ว่าด้วยการเขียน การเล่า ถ่ายภาพ หรือวีดีโอ ล้วนแล้วแต่ต้องถูกบิดเบือนทั้งสิ้น แม้ว่าผู้ถ่ายทอดจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ประการแรก นั่นคือเรื่องของภาษา ภาษาเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และผูกพันกับจิตใจของมนุษย์อย่างมากกว่าที่ใครหลายคนคิดไว้ ในภาษาเดียวกัน คนที่แตกต่างกันย่อมไม่สามารถรับรู้สิ่งที่ต้องการถ่ายทอดนี้ได้เหมือนกันซะทีเดียว หลายๆ ครั้งอารมณ์อาจถูกบรรจุไปกับภาษาโดยที่เราไม่รู้ตัว หรือคนรับตีความอารมณ์เหล่านี้ผิดแผกไปก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน ซึ่งอารมณ์นี้เองเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าใครมีความคิดอย่างไร และตัดสินว่าอะไรดีไม่ดีอย่างไร บางคนอาจรู้สึกถูกตัดสินด้วยอารมณ์ที่แทรกอยู่ในภาษา จนนำไปสู่ความรู้สึกที่ว่า &#8220;ข่าวนี้ไม่เป็นกลาง&#8221; เช่นข่าวนักเรียนเครียดจนเผาห้องสมุดพร้อมยอมรับว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ ในจุดนี้บางคนอาจจะรู้สึกถึงอารมณ์ที่อยู่ในคำว่า &#8220;พฤติกรรมเลียนแบบ&#8221; ว่าตั้งใจจะโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ แต่อันที่จริงแล้วข่าวนี้อาจจะถูกถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมาอย่างที่ผู้นำเสนอไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ เพราะเด็กคนดังกล่าวก็ให้สัมภาษณ์เช่นนั้นจริงๆ เป็นต้น ประการที่สอง การนำเสนอนั้นถูกตัดทอนเสมอ ด้วยเนื้อหา พื้นที่ และเวลาที่จำกัดของทั้งผู้นำเสนอและผู้รับข้อมูลข่าวสาร เกือบทุกครั้งที่ข้อมูลจะถูกตัดทอน และย่นย่อเพื่อให้พอเหมาะกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรเหล่านี้ แต่ปัญหาก็คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อาจจะหลงกระแสไปสักหน่อย แต่เรื่องนี้ ผมคิดว่าอีกไม่นานก็คงมีประเด็นให้ถกเถียงกันอีก</p>
<p>ช่วงความร้อนแรงทางการเมืองที่ผ่านมา อีกหนึ่งประเด็นที่หลายๆ คนในสังคมพูดถึง นั่นคือเรื่องของความเป็นกลางของสื่อ</p>
<p>โดยส่วนตัวผมเอง ในฐานะที่มีประสบการณ์ในการทำงานสื่อมาบ้าง (เป็นนักเขียนใน <a href="http://www.blognone.com">Blognone</a>) ก็พอจะเข้าใจอยู่ลึกๆ ว่า แม้ว่าสื่อจะพยายามทำตัวให้เป็นกลางแค่ไหน สื่อก็ไม่มีวันเป็นกลางได้</p>
<p>เหตุผลง่ายๆ เพราะทุกเนื้อหา ทุกข้อความ เมื่อมันถูก &#8220;ส่งต่อ&#8221; ไม่ว่าด้วยการเขียน การเล่า ถ่ายภาพ หรือวีดีโอ ล้วนแล้วแต่ต้องถูกบิดเบือนทั้งสิ้น แม้ว่าผู้ถ่ายทอดจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม</p>
<p>ประการแรก นั่นคือเรื่องของภาษา ภาษาเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และผูกพันกับจิตใจของมนุษย์อย่างมากกว่าที่ใครหลายคนคิดไว้ ในภาษาเดียวกัน คนที่แตกต่างกันย่อมไม่สามารถรับรู้สิ่งที่ต้องการถ่ายทอดนี้ได้เหมือนกันซะทีเดียว หลายๆ ครั้งอารมณ์อาจถูกบรรจุไปกับภาษาโดยที่เราไม่รู้ตัว หรือคนรับตีความอารมณ์เหล่านี้ผิดแผกไปก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน ซึ่งอารมณ์นี้เองเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าใครมีความคิดอย่างไร และตัดสินว่าอะไรดีไม่ดีอย่างไร บางคนอาจรู้สึกถูกตัดสินด้วยอารมณ์ที่แทรกอยู่ในภาษา จนนำไปสู่ความรู้สึกที่ว่า &#8220;ข่าวนี้ไม่เป็นกลาง&#8221; เช่นข่าวนักเรียนเครียดจนเผาห้องสมุดพร้อมยอมรับว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ ในจุดนี้บางคนอาจจะรู้สึกถึงอารมณ์ที่อยู่ในคำว่า &#8220;พฤติกรรมเลียนแบบ&#8221; ว่าตั้งใจจะโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ แต่อันที่จริงแล้วข่าวนี้อาจจะถูกถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมาอย่างที่ผู้นำเสนอไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ เพราะเด็กคนดังกล่าวก็ให้สัมภาษณ์เช่นนั้นจริงๆ เป็นต้น</p>
<p>ประการที่สอง การนำเสนอนั้นถูกตัดทอนเสมอ ด้วยเนื้อหา พื้นที่ และเวลาที่จำกัดของทั้งผู้นำเสนอและผู้รับข้อมูลข่าวสาร เกือบทุกครั้งที่ข้อมูลจะถูกตัดทอน และย่นย่อเพื่อให้พอเหมาะกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรเหล่านี้ แต่ปัญหาก็คือ ข้อมูลเพียงเล็กน้อยเหล่านี้ ไม่สามารถสะท้อนถึงความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ ในขณะที่ผู้รับข้อมูลเอง ก็จะมีกลไกอัตโนมัติในการสร้างข้อมูลส่วนที่หายไปในสมอง โดยอิงจากข้อมูลส่วนที่มีอยู่ ผมยกตัวอย่างเช่น @<a href="http://twitter.com/abandonphuwan">abandonphuwan</a> อาจจะกำลังทำงานอยู่ แต่มีจังหวะหนึ่งเพียงแค่ไม่กี่นาทีที่แว้บไปเปิดดูเว็บเล่น แล้วคุณแม่ก็บังเอิญเดินเข้ามาดูพอดี ในจังหวะนี้เองคุณแม่เมื่อได้รับข้อมูลว่า ณ ปัจจุบันคุณลูกกำลังเปิดเว็บไร้สาระอยู่ ก็จะ &#8220;สร้าง&#8221; ข้อมูลส่วนที่หายไปโดยอิงจากส่วนที่มีอยู่โดยอัตโนมัติว่า ตั้งแต่ลูกมาใช้คอมฯ ก็เล่นเว็บไร้สาระตลอดเลย แม้ว่าจริงๆ แล้วระหว่างนั้นเขาอาจจะทำงานมาตลอดจริงๆ ก็ได้</p>
<p>ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า แม้สื่อจะพยายามเป็นกลางแค่ไหน แต่สื่อจะไม่มีวันเป็นกลาง</p>
<p>เราทุกคนคงเคยชินกับข้อกล่าวหาหลายๆ ครั้งที่ระบุว่า &#8220;สื่อต้องมีจรรยาบรรณ&#8221;</p>
<p>จรรยาบรรณ เป็นข้อกำหนดที่มักควบคู่กับวิชาชีพที่มี &#8220;พลังพิเศษ&#8221; บางอย่างที่อยู่เหนือการควบคุมของกฎเกณฑ์ในสังคม เช่นจรรยาบรรณแพทย์ที่อาจจะไม่สามารถโฆษณายายี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งให้กับผู้ป่วยได้เป็นพิเศษ แต่ในความเป็นจริงแพทย์นั้นก็มี &#8220;พลัง&#8221; ที่จะทำเช่นนั้นได้ โดยไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ที่จะห้ามได้อย่างชัดเจน</p>
<p>หากพูดง่ายๆ คงต้องอ้างคำพูดเท่ห์ๆ ของสไปเดอร์แมนว่า</p>
<blockquote><p>&#8220;With great power comes great responsibility.&#8221;</p></blockquote>
<p>แน่นอนว่าสื่อมีพลังพิเศษบางอย่าง ที่จะโน้มน้าวผู้ฟังให้คิดคล้อยตามไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก จึงเป็นเรื่องที่อาจจะเหมาะสมอยู่แล้วที่วิชาชีพสื่อจะต้องมีจรรยาบรรณเป็นข้อห้ามทางจิตใจควบคุมไว้อีกต่อหนึ่ง</p>
<p>แต่คำถามที่สำคัญ ณ เวลานี้คือ &#8220;ใครคือสื่อ?&#8221;</p>
<p>ในโลกของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทุกคนกลายเป็นสื่อจำเป็นโดยที่ไม่รู้ตัว เมื่อความคิดของเราถูกถ่ายทอดออกไปบนเครือข่ายสังคม ความคิดของเราย่อมมีผลต่อความคิดของผู้อื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แน่นอนว่า เกือบทุกคนที่ทำหน้าที่สื่อจำเป็นนี้ คงน้อยคนนักที่จะคิดว่าเราต้องมี &#8220;จรรยาบรรณ&#8221;</p>
<p>บางคนอาจโยนความรับผิดชอบนี้ให้กับผู้รับสื่อ ว่าจะต้องเลือกรับข่าวสารที่เหมาะสมให้ได้ แต่ในอดีตที่ผ่านมา เราคงเห็นแล้วว่า สิ่งนี้ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะแต่ละคนก็มีความเชื่อและความคาดหวังที่แตกต่างกัน ที่ทำให้การรับรู้ข้อมูลต่างๆ นั้นแตกต่างไปด้วย แม้ว่าผู้รับสื่อจะพยายามรับสื่ออย่างฉลาดแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่มีวันที่จะรับความจริงได้ทั้งหมด</p>
<p>หากดูในภาพรวมแล้ว คงไม่ใช่หน้าที่ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะแก้ปัญหาวงจรอุบาทว์แห่งข้อมูลข่าวสารนี้ได้</p>
<p>การผลักความรับผิดชอบให้สื่อ หรือให้ผู้รับสื่อ ก็คงไม่ใช่ทางออกเช่นกัน</p>
<p>แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?</p>
<p><strong>ผมก็ไม่มีคำตอบครับ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/media_neutrality/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

