<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Cubic Blog &#187; Cubic Blog</title>
	<atom:link href="http://cubiccreative.org/blog/category/blog/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://cubiccreative.org/blog</link>
	<description>Creative ideas drive the world.</description>
	<lastBuildDate>Mon, 19 Sep 2011 21:38:14 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>คิวบิก + เมจิก</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2011/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2011/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Mar 2011 15:26:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[attitute]]></category>
		<category><![CDATA[cubic]]></category>
		<category><![CDATA[disney]]></category>
		<category><![CDATA[magic]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=505</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อสักราวๆ สองสามปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก และก็ได้มีโอกาสได้ไปเที่ยว Tokyo Disney Resort ซึ่งถือได้ว่าเป็นสวนสนุกในกลุ่ม Disney ที่แรกที่ผมมีโอกาสได้ไป ในครั้งนั้นเองผมมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าต้องการจะไปเที่ยวสวนสนุกล้วนๆ แผนการเที่ยวของผมจึงมีแต่การแวะสวนสนุกต่างๆ เกือบทั้งหมดที่อยู่ครึ่งตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น (เอาโตเกียวเป็นตัวแบ่ง) สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้จากการเที่ยวสวนสนุกแบบมาราธอนในครั้งนั้น คือ Tokyo Disney Resort เป็นสถานที่เดียวที่สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผมได้อย่างแปลกประหลาดตั้งแต่ย่างก้าวเข้าไปในตอนเช้าจนขาออกในตอนค่ำได้อย่างที่สวนสนุกอื่นๆ อย่าง Universal Studio Osaka หรือ Fuji-Q Highland ไม่มีทางทำได้ แม้ว่าจะมีเครื่องเล่นที่เร้าใจหรือทันสมัยกว่าแค่ไหนก็ตาม และเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์อีก ที่ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยว Walt Disney World Resort ที่ฟลอริดาเมื่อปีที่แล้ว และบรรยากาศความสุขที่ผมได้รับจาก Tokyo Disney Resort ช่างละม้ายคล้ายกัน และยังแตกต่างกับสวนสนุกอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียงที่ผมมีโอกาสได้ไป ผมคิดว่าหลายๆ คนที่เคยไปสถานที่เหล่านี้ น่าจะพอนึกบรรยากาศความรู้สึกนี้ออก และความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันในนามว่า Disney Magic ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะคนคุมเครื่องเล่นทุกคนที่ยิ้มและ over-acting แสดงออกอย่างเวอร์ๆ อยู่ตลอด หรือจะเป็นเพราะการตกแต่งสถานที่อย่างละเมียดละไม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อสักราวๆ สองสามปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก และก็ได้มีโอกาสได้ไปเที่ยว Tokyo Disney Resort ซึ่งถือได้ว่าเป็นสวนสนุกในกลุ่ม Disney ที่แรกที่ผมมีโอกาสได้ไป</p>
<p>ในครั้งนั้นเองผมมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าต้องการจะไปเที่ยวสวนสนุกล้วนๆ แผนการเที่ยวของผมจึงมีแต่การแวะสวนสนุกต่างๆ เกือบทั้งหมดที่อยู่ครึ่งตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น (เอาโตเกียวเป็นตัวแบ่ง) สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้จากการเที่ยวสวนสนุกแบบมาราธอนในครั้งนั้น คือ Tokyo Disney Resort เป็นสถานที่เดียวที่สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผมได้อย่างแปลกประหลาดตั้งแต่ย่างก้าวเข้าไปในตอนเช้าจนขาออกในตอนค่ำได้อย่างที่สวนสนุกอื่นๆ อย่าง Universal Studio Osaka หรือ Fuji-Q Highland ไม่มีทางทำได้ แม้ว่าจะมีเครื่องเล่นที่เร้าใจหรือทันสมัยกว่าแค่ไหนก็ตาม</p>
<p>และเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์อีก ที่ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยว Walt Disney World Resort ที่ฟลอริดาเมื่อปีที่แล้ว และบรรยากาศความสุขที่ผมได้รับจาก Tokyo Disney Resort ช่างละม้ายคล้ายกัน และยังแตกต่างกับสวนสนุกอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียงที่ผมมีโอกาสได้ไป</p>
<p>ผมคิดว่าหลายๆ คนที่เคยไปสถานที่เหล่านี้ น่าจะพอนึกบรรยากาศความรู้สึกนี้ออก และความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันในนามว่า Disney Magic</p>
<p>ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะคนคุมเครื่องเล่นทุกคนที่ยิ้มและ <del datetime="2011-03-21T15:06:00+00:00">over-acting</del> แสดงออกอย่างเวอร์ๆ อยู่ตลอด หรือจะเป็นเพราะการตกแต่งสถานที่อย่างละเมียดละไม การบรรจงหากิจกรรมหรือการแสดงไปยังหลายๆ จุด ขบวนพาเหรดที่แสนสนุกสนานและดอกไม้ไฟสุดอลังการ หรือเพราะการที่พนักงานกวาดพื้นเดินเข้ามาถามผมว่าหาอะไรอยู่อย่างยิ้มแย้ม แค่เพราะผมกำลังยืนกางแผนที่อยู่กลางถนน</p>
<p>ผมรู้แค่เพียงว่ามันมีเวทย์มนต์บางอย่างที่สะกดใจทุกคนที่ผ่านเข้าไป ณ ที่แห่งนั้นได้อย่างที่ไม่มีสวนสนุกไหนทำได้</p>
<p>&#8230;</p>
<p>ผมเพิ่งกลับจากการทำงานค่าย MICT Digital Youth Camp 2011 (ชมภาพ/วีดีโอได้ที่หน้า <a href="http://www.facebook.com/cubiccreative">Facebook ของคิวบิกครีเอทีฟ</a>) ซึ่งเป็นกิจกรรมของกระทรวงไอซีทีฯ โดยทีมงานของคิวบิกครีเอทีฟได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานค่ายเป็นหลัก ผมได้ยินมาว่า มีคนจากกระทรวงคนหนึ่งที่มาสังเกตการณ์ บอกว่าเขาไม่เคยให้เอกชนที่ไหนจัดกิจกรรมให้กับน้องๆ แล้วทำให้น้องๆ มีความสดใส มีรอยยิ้ม มีความกระตือรือร้น และสามารถสร้างผลงานดีๆ ได้ในระยะเวลาอันสั้นขนาดนี้มาก่อน</p>
<p>ผมเองก็ไม่ทราบ ว่าเป็นเพราะพี่เลี้ยงที่ทุ่มเททุกลมหายใจให้กับน้องๆ ค่าย หรือจะเป็นเพราะทีมกิจกรรมที่ละเมียดละไมคิดกิจกรรมและการเรียนการสอนอย่างตั้งใจ ทีมสันทนาการที่เล่นกับน้องๆ ตลอดเวลา น้ำหวานและขนมของว่างแสนอร่อยที่มีให้เลือกเยอะแยะ ทีมงานที่ประกอบด้วยคนจากหลากหลายสถาบัน องค์กร สาขาวิชา สาขาอาชีพ ไปจนความคิดและความเชื่อ หรือแค่เพราะคอนเสิร์ตสุดมันในคืนสุดท้ายของค่าย</p>
<p>ผมรู้แค่ว่ามันมีเวทย์มนตร์บางอย่างที่สะกดใจทุกชีวิตที่มีโอกาสผ่านเข้ามาในค่ายของคิวบิกครีเอทีฟ อย่างที่ไม่มีใครที่ไหนจะทำได้อย่างนี้</p>
<p>&#8230;</p>
<p>ปีที่แล้ว ผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า <a href="http://cubiccreative.org/blog/2010/%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%81-%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81/">คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่คำว่าคิวบิก คล้องจองกับคำว่ามิวสิก</a> ตอนนี้ผมเองก็คงต้องบอกว่า&#8230;</p>
<p><strong>หรือมันอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ? ที่ “คิวบิก” กับ “เมจิก” มันคล้องจองกัน</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2011/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b4%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>That Rock</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2011/that-rock/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2011/that-rock/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Mar 2011 16:35:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[attitude]]></category>
		<category><![CDATA[camp]]></category>
		<category><![CDATA[work]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=500</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงนี้เองผมได้มีโอกาสกลับมาทำงานค่ายอีกครั้ง ในรอบนี้เป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสได้จัดกิจกรรมให้กับน้องถึง 200 คน ซึ่งในการทำค่ายระดับนี้ ก็แน่นอนว่าต้องมีทีมงานเป็นจำนวนมากกว่าเดิมกว่าที่เคยทำมาเยอะพอสมควร อย่างน้อยแค่พี่เลี้ยงเองก็ 40 คนเข้าไปแล้ว ก็นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่อยู่เหมือนกัน แต่อย่างหนึ่งที่คงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับผมเท่าไหร่ และก็เริ่มเกิดขึ้นในบรรยากาศการทำงานของผมในช่วงวันสองวันที่ผ่านมานี้แล้ว คือบรรยากาศที่คนทำงานเริ่มมีการบ่นถึงความหงุดหงิดรำคาญใจที่มีต่อการทำงานหรือการกระทำต่างๆ ของผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ที่คงจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่มีอยู่ทั่วไปบนโลกใบนี้ ผมเองถึงจะไม่กล้าพูดมากว่ามีประสบการณ์อย่างโชกโชน แต่ตลอดการทำงานในช่วงระยะเวลาเกือบ 8 ปี ณ ที่แห่งนี้ ก็คงต้องผ่านอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ มาไม่น้อย ด้วยความที่เป็นคนที่ค่อนข้างจุกจิกในรายละเอียดต่างๆ ในการทำงาน การกระทำต่างๆ ของบุคคลรอบตัวจึงจะดูขวางหูขวางตาไปเสียหมดเมื่อมันไม่เป็นอย่างใจ ในเริ่มแรกเองผมก็หงุดหงิดและเกรี้ยวกราดกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ใครที่อยู่กับผมมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกก็น่าจะนึกภาพออก แต่สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คือความหงุดหงิดใจเหล่านั้นเป็นพิษร้ายที่นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แล้ว ยังบั่นทอนจิตใจทั้งของเราเอง ผู้ร่วมงาน จนลามไปถึงการบั่นทอนตัวชิ้นงานที่เราต้องรับผิดชอบไปเสียด้วยซ้ำ การที่เราหงุดหงิดใจ มันไม่ได้แก้ปัญหานั้นๆ ให้หายไปได้เลย เพราะเจ้าตัวที่ก่อความรำคาญใจให้เรา ก็คงไม่มีวันรู้ว่าเราหงุดหงิดใจกับการกระทำของเขา และต่อให้เขารู้ ก็ใช่ว่าเขาจะสามารถแก้ไขมันให้ตรงใจเราได้ แม้ว่าเขาจะพยายามก็ตาม ใจเขาใจเรา ใครจะไปถูกใจใครได้เสียหมด? ถึงทำอย่างหนึ่งถูกใจใคร ก็คงไปขวางหูขวางตาใครอีกคนอยู่ดี สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ และควรจะกระทำหากมันใช่เรื่องใช่หน้าที่ของเรา คือการบอกคนๆ นั้นอย่างตรงไปตรงมา ผมไม่เชื่อว่าในโลกนี้ จะมีใครที่ตั้งใจที่จะทำตัวให้คนอื่นหงุดหงิดรำคาญใจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงนี้เองผมได้มีโอกาสกลับมาทำงานค่ายอีกครั้ง ในรอบนี้เป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสได้จัดกิจกรรมให้กับน้องถึง 200 คน ซึ่งในการทำค่ายระดับนี้ ก็แน่นอนว่าต้องมีทีมงานเป็นจำนวนมากกว่าเดิมกว่าที่เคยทำมาเยอะพอสมควร อย่างน้อยแค่พี่เลี้ยงเองก็ 40 คนเข้าไปแล้ว ก็นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่อยู่เหมือนกัน</p>
<p>แต่อย่างหนึ่งที่คงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับผมเท่าไหร่ และก็เริ่มเกิดขึ้นในบรรยากาศการทำงานของผมในช่วงวันสองวันที่ผ่านมานี้แล้ว คือบรรยากาศที่คนทำงานเริ่มมีการบ่นถึงความหงุดหงิดรำคาญใจที่มีต่อการทำงานหรือการกระทำต่างๆ ของผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ที่คงจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่มีอยู่ทั่วไปบนโลกใบนี้</p>
<p>ผมเองถึงจะไม่กล้าพูดมากว่ามีประสบการณ์อย่างโชกโชน แต่ตลอดการทำงานในช่วงระยะเวลาเกือบ 8 ปี ณ ที่แห่งนี้ ก็คงต้องผ่านอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ มาไม่น้อย ด้วยความที่เป็นคนที่ค่อนข้างจุกจิกในรายละเอียดต่างๆ ในการทำงาน การกระทำต่างๆ ของบุคคลรอบตัวจึงจะดูขวางหูขวางตาไปเสียหมดเมื่อมันไม่เป็นอย่างใจ ในเริ่มแรกเองผมก็หงุดหงิดและเกรี้ยวกราดกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ใครที่อยู่กับผมมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกก็น่าจะนึกภาพออก</p>
<p>แต่สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คือความหงุดหงิดใจเหล่านั้นเป็นพิษร้ายที่นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แล้ว ยังบั่นทอนจิตใจทั้งของเราเอง ผู้ร่วมงาน จนลามไปถึงการบั่นทอนตัวชิ้นงานที่เราต้องรับผิดชอบไปเสียด้วยซ้ำ การที่เราหงุดหงิดใจ มันไม่ได้แก้ปัญหานั้นๆ ให้หายไปได้เลย เพราะเจ้าตัวที่ก่อความรำคาญใจให้เรา ก็คงไม่มีวันรู้ว่าเราหงุดหงิดใจกับการกระทำของเขา และต่อให้เขารู้ ก็ใช่ว่าเขาจะสามารถแก้ไขมันให้ตรงใจเราได้ แม้ว่าเขาจะพยายามก็ตาม <a href="http://masathathongpan.wordpress.com/2010/09/15/%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2/">ใจเขาใจเรา</a> ใครจะไปถูกใจใครได้เสียหมด? ถึงทำอย่างหนึ่งถูกใจใคร ก็คงไปขวางหูขวางตาใครอีกคนอยู่ดี</p>
<p>สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ และควรจะกระทำหากมันใช่เรื่องใช่หน้าที่ของเรา คือการบอกคนๆ นั้นอย่างตรงไปตรงมา ผมไม่เชื่อว่าในโลกนี้ จะมีใครที่ตั้งใจที่จะทำตัวให้คนอื่นหงุดหงิดรำคาญใจ หรือตั้งใจที่จะทำงานให้มันแย่อยู่แล้ว การที่เขาได้รู้ว่าเราคิดอย่างไร อย่างน้อยเป็นข้อมูลให้เขาเองได้พิจารณาว่า เขาควรจะปรับจะแก้การทำงานหรือการกระทำของเขาอย่างไร เพราะหากเป็นผมเอง ก็คงคาดหวังให้คนอื่นทำเช่นนั้น</p>
<p>แต่แน่นอนว่า ทุกคนก็อาจไม่สามารถทำตามดั่งใจเราได้ อาจด้วยเหตุเพราะเขาทำไม่ได้จริงๆ หรือเพราะเขาไม่ได้เห็นด้วยกับเหตุและผลของเรา การยึดในหลักที่ว่าไม่มีใครอยากทำตัวแย่ และพยายามมองหาจุดดีๆ ในตัวเขาให้เจอ ก็ทำให้เราสบายใจขึ้นได้มากโข ผมพบว่า ทุกครั้งที่เรามองคนแย่ๆ อย่างตั้งใจและปราศจากอคติ เราจะเห็นสิ่งที่ดีงามในตัวเขาเสมอ และหากเราอยู่ในจุดที่สามารถปรับสามารถแก้อะไรได้ เราก็จะเรียนรู้ได้ชัดเจนขึ้นว่า คนๆ นี้เหมาะหรือไม่เหมาะกับอะไร และเขาควรที่จะอยู่ในจุดไหนของงานในอนาคต</p>
<p>ผมพบว่า การปรับจิตใจของเรานั้น มันง่ายดายกว่าการไปเปลี่ยนคนอื่นเสียมาก และสุดท้ายคนที่จะเป็นสุขก็คือเรา เพราะความทุกข์นั้นมันอยู่ในใจเราเอง ไม่ได้ไปกระเด็นกระดอนให้เจ้าตัวได้เดือดร้อนแต่ประการใด</p>
<p><strong>จะกำ<a href="http://www.youtube.com/watch?v=d9D2y-CF1Xo">ก้อนหินก้อนนั้น</a>ไว้ทำไมกัน?</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2011/that-rock/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Shortcut</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/shortcut/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/shortcut/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 15 Nov 2010 08:35:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[education]]></category>
		<category><![CDATA[examination]]></category>
		<category><![CDATA[thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=493</guid>
		<description><![CDATA[พอดีช่วงนี้ผมได้มีโอกาสทำงานโครงการของกระทรวงไอซีที ที่เป็นการออกตระเวนจัดกิจกรรมให้กับน้องๆ ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ จริงๆ แล้วงานในลักษณะนี้ผมก็เคยได้ทำอยู่เรื่อยๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ที่มีโครงการ Cubic Robocode Camp On-tour ก็ทำให้ได้มีโอกาสเห็นสภาพของนักเรียนในพื้นที่อื่นๆ นอกรั้วเขียวม่วงอย่างที่ผมเคยได้รับมามากขึ้น และยิ่งทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจกับสภาพของการศึกษาไทยมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากปัญหาในการเข้าถึงเทคโนโลยี และการใช้ภาษาอังกฤษที่ผมคิดว่ามันค่อนข้างจะเห็นอยู่อย่างชัดเจนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมว่าน่ากลัวคือความสามารถในการคิด และมุมมองที่มีต่อการเรียนรู้ของตนเอง ผมไม่แน่ใจมากนักว่าสภาพในชั้นเรียนจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร แต่ดูเหมือนนักเรียนส่วนใหญ่จะค่อนข้างมองการเรียนรู้ต่างๆ เป็นเส้นตรง การเรียนรู้คือการรับข้อมูลเข้ามาบันทึกไว้ในสมองของตนเอง ดังนั้นนักเรียนส่วนใหญ่จึงมักจะสับสน และค่อนข้างว้าวุ่นเมื่อเรามีกิจกรรมต่างๆ ให้น้องได้ลองคิด ลองทำ ลองแก้ปัญหาด้วยตัวเอง น้องส่วนใหญ่จะคาดหวังให้เราบอกน้องอย่างชัดเจนว่าเขาต้องทำอะไรเป็นขั้นตอนอย่างไร มากกว่าที่จะลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ลักษณะนี้ก็คงก็คล้ายๆ กับภาพการเรียนในห้องเรียนทั่วไป ที่มีใบงานหรือการทดลองอะไรที่เป็นขั้นเป็นตอนให้นักเรียนได้ทำตาม และมีผลอะไรก็เขียนใส่ใบงานไป ซึ่งจริงๆ แล้วก็พูดยากว่านักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากกระบวนการดังกล่าวนี้ อีกเหตุการณ์ที่ผมทำให้ผมรู้สึกวิตกมาก คือเมื่อเราให้น้องได้ลองทำกิจกรรมหนึ่งที่น้องจะต้องพยายามลองผิดลองถูกเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องมาให้ได้ และน้องเลือกที่จะ &#8220;ลอก&#8221; คำตอบจากเพื่อนคนอื่นๆ มาตอบ ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนภาพบางอย่างที่น่ากลัว แม้ว่ากิจกรรมนี้เราจะให้น้องลองทำเพื่อให้น้องได้คิด แต่ในมุมของน้อง &#8220;คำตอบ&#8221; และ &#8220;การวัดผล&#8221; ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พวกเขาจึงเลือกที่จะมองข้ามกระบวนการเรียนรู้ของตัวเอง และลัดสู่คำตอบที่ถูกต้อง หากมามองย้อนดูที่รูปแบบการศึกษาในปัจจุบันก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก ที่นักเรียนกำลังเรียนเพื่อ &#8220;สอบให้ได้&#8221; มากกว่าเพื่อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>พอดีช่วงนี้ผมได้มีโอกาสทำงานโครงการของกระทรวงไอซีที ที่เป็นการออกตระเวนจัดกิจกรรมให้กับน้องๆ ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ จริงๆ แล้วงานในลักษณะนี้ผมก็เคยได้ทำอยู่เรื่อยๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ที่มีโครงการ Cubic Robocode Camp On-tour ก็ทำให้ได้มีโอกาสเห็นสภาพของนักเรียนในพื้นที่อื่นๆ นอกรั้วเขียวม่วงอย่างที่ผมเคยได้รับมามากขึ้น และยิ่งทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจกับสภาพของการศึกษาไทยมากยิ่งขึ้น</p>
<p>นอกเหนือจากปัญหาในการเข้าถึงเทคโนโลยี และการใช้ภาษาอังกฤษที่ผมคิดว่ามันค่อนข้างจะเห็นอยู่อย่างชัดเจนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมว่าน่ากลัวคือความสามารถในการคิด และมุมมองที่มีต่อการเรียนรู้ของตนเอง</p>
<p>ผมไม่แน่ใจมากนักว่าสภาพในชั้นเรียนจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร แต่ดูเหมือนนักเรียนส่วนใหญ่จะค่อนข้างมองการเรียนรู้ต่างๆ เป็นเส้นตรง การเรียนรู้คือการรับข้อมูลเข้ามาบันทึกไว้ในสมองของตนเอง ดังนั้นนักเรียนส่วนใหญ่จึงมักจะสับสน และค่อนข้างว้าวุ่นเมื่อเรามีกิจกรรมต่างๆ ให้น้องได้ลองคิด ลองทำ ลองแก้ปัญหาด้วยตัวเอง น้องส่วนใหญ่จะคาดหวังให้เราบอกน้องอย่างชัดเจนว่าเขาต้องทำอะไรเป็นขั้นตอนอย่างไร มากกว่าที่จะลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ลักษณะนี้ก็คงก็คล้ายๆ กับภาพการเรียนในห้องเรียนทั่วไป ที่มีใบงานหรือการทดลองอะไรที่เป็นขั้นเป็นตอนให้นักเรียนได้ทำตาม และมีผลอะไรก็เขียนใส่ใบงานไป ซึ่งจริงๆ แล้วก็พูดยากว่านักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากกระบวนการดังกล่าวนี้</p>
<p>อีกเหตุการณ์ที่ผมทำให้ผมรู้สึกวิตกมาก คือเมื่อเราให้น้องได้ลองทำกิจกรรมหนึ่งที่น้องจะต้องพยายามลองผิดลองถูกเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องมาให้ได้ และน้องเลือกที่จะ &#8220;ลอก&#8221; คำตอบจากเพื่อนคนอื่นๆ มาตอบ</p>
<p>ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนภาพบางอย่างที่น่ากลัว</p>
<p>แม้ว่ากิจกรรมนี้เราจะให้น้องลองทำเพื่อให้น้องได้คิด แต่ในมุมของน้อง &#8220;คำตอบ&#8221; และ &#8220;การวัดผล&#8221; ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พวกเขาจึงเลือกที่จะมองข้ามกระบวนการเรียนรู้ของตัวเอง และลัดสู่คำตอบที่ถูกต้อง หากมามองย้อนดูที่รูปแบบการศึกษาในปัจจุบันก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก ที่นักเรียนกำลังเรียนเพื่อ &#8220;สอบให้ได้&#8221; มากกว่าเพื่อ &#8220;การเรียนรู้&#8221; ของตัวเอง</p>
<p>ที่น่ากลัวไปกว่านั้น แม้ว่าเราจะไปจัดกิจกรรมกันอย่างเป็นกันเอง และความสำเร็จในการหาคำตอบของน้องจะไม่ได้มีผลต่อเกรด หรือมีผลประโยชน์อะไรต่อตัวพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะลัดสู่คำตอบ ราวกับว่ากระบวนการนี้ถูกฝังอยู่เป็นระบบอัตโนมัติในหัวของพวกเขา</p>
<p>ถ้าให้พูดตามตรง&#8230;ผมว่าตอนนี้ผมรู้สึกมืดแปดด้านจริงๆ ครับ ว่าควรจะทำอะไรกับปัญหานี้ดี?</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/shortcut/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Dynamic Cubic</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/dynamic-cubic/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/dynamic-cubic/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 30 Oct 2010 15:44:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[camp]]></category>
		<category><![CDATA[cubic]]></category>
		<category><![CDATA[dynamic]]></category>
		<category><![CDATA[evaluation]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=488</guid>
		<description><![CDATA[วันก่อนผมได้มีโอกาสไปค่าย KUSAC Welcome Camp #4 ที่โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ และได้มีโอกาสพูดคุยกับมิกกี้ซึ่งเป็นประธานชมรมในเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของการจัดการความผิดพลาด ซึ่งผมเองค่อนข้างมีความคิดที่ต่างกับมิกกี้ในเรื่องดังกล่าว เพราะผมเองจะมีความเชื่อว่าไม่ว่าจะทำงานอะไร แม้ว่าเราจะพยายามแค่ไหน จะเกิดข้อผิดพลาดได้เสมอ (ซึ่งแนวคิดตรงนี้ผมคิดว่าเป็นปรัชญาในการทำงานที่คงไม่ได้มีความสำคัญอะไรที่จะต้องถกเถียงให้มากมาย เป็นเพียงปรัชญาที่แล้วแต่ละคนจะมีจุดยืนที่แตกต่างกัน และประเด็นของเอ็นทรีนี้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องว่าควรจะยอมรับได้กับข้อผิดพลาดหรือไม่แต่ประการใด) การพูดคุยดังกล่าว ได้สร้างคำถามในใจผมขึ้นสองสามข้อ และทำให้ผมสังเกตถึงวัฒนธรรมการทำงานบางอย่างของคิวบิกครีเอทีฟขึ้นมา ย้อนไปสักปีสองปี เคยมีการพูดคุยกันเล่นๆ ในกลุ่ม Cubic Research Group ว่าเราน่าจะมีการรวบรวมแนวคิดวัฒนธรรมการทำงานของคิวบิกฯ แล้วทำแบบโตโยต้า ซึ่งตอนนั้นก็ตั้งชื่อกันเล่นๆ ว่า Cubic Way ซึ่งล้อจาก Toyota Way ในครั้งนั้นก็มีการถกเถียงกันหลายๆ เรื่องว่าอะไรบ้างที่เป็นเอกลักษณ์ของคิวบิกครีเอทีฟ และผมก็พอจะจำและสรุปได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้ การผสานความสนุกเข้ากับการเรียนรู้ อันนี้คือวิสัยทัศน์ของคิวบิกครีเอทีฟอยู่แล้ว ทำงานแบบรวบยอด พยายามทำทุกอย่างในองค์กรเองเพื่อการประสานงานที่ใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการนำบุคคลในองค์กรอื่นที่ไม่มีวัฒนธรรมคิวบิกเข้าในการทำงาน จะเห็นได้ว่าในค่ายทุกฝ่ายจะต้องทำงานด้วยคนของคิวบิกครีเอทีฟทั้งหมด (ซึ่งการต้องทำทุกอย่าง in-house หมดก็มีข้อเสียที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเช่นเดียวกัน) เรื่องกินเรื่องใหญ่ วัฒนธรรมนี้น่าจะมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่สมัย อ.สุมาลี ที่ท่านเองจะพูดเสมอว่า &#8220;ครูไม่รู้แหละ แต่ใครมาทำงานกับครูต้องได้กินทุกอย่างเริ่ดที่สุด&#8221; เลยเป็นที่มาว่าทุกครั้งเราจะต้องเลี้ยงอาหารหรูๆ จะต้องมีขนมให้ทีมงานแบบไม่อั้นให้น้ำหนักขึ้นกันไปตามๆ กัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันก่อนผมได้มีโอกาสไปค่าย <a href="http://kusac.net/" target="_blank">KUSAC Welcome Camp #4</a> ที่โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ และได้มีโอกาสพูดคุยกับมิกกี้ซึ่งเป็นประธานชมรมในเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของการจัดการความผิดพลาด ซึ่งผมเองค่อนข้างมีความคิดที่ต่างกับมิกกี้ในเรื่องดังกล่าว เพราะผมเองจะมีความเชื่อว่าไม่ว่าจะทำงานอะไร แม้ว่าเราจะพยายามแค่ไหน จะเกิดข้อผิดพลาดได้เสมอ (ซึ่งแนวคิดตรงนี้ผมคิดว่าเป็นปรัชญาในการทำงานที่คงไม่ได้มีความสำคัญอะไรที่จะต้องถกเถียงให้มากมาย เป็นเพียงปรัชญาที่แล้วแต่ละคนจะมีจุดยืนที่แตกต่างกัน และประเด็นของเอ็นทรีนี้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องว่าควรจะยอมรับได้กับข้อผิดพลาดหรือไม่แต่ประการใด)</p>
<p>การพูดคุยดังกล่าว ได้สร้างคำถามในใจผมขึ้นสองสามข้อ และทำให้ผมสังเกตถึงวัฒนธรรมการทำงานบางอย่างของคิวบิกครีเอทีฟขึ้นมา</p>
<p>ย้อนไปสักปีสองปี เคยมีการพูดคุยกันเล่นๆ ในกลุ่ม Cubic Research Group ว่าเราน่าจะมีการรวบรวมแนวคิดวัฒนธรรมการทำงานของคิวบิกฯ แล้วทำแบบโตโยต้า ซึ่งตอนนั้นก็ตั้งชื่อกันเล่นๆ ว่า Cubic Way ซึ่งล้อจาก Toyota Way</p>
<p>ในครั้งนั้นก็มีการถกเถียงกันหลายๆ เรื่องว่าอะไรบ้างที่เป็นเอกลักษณ์ของคิวบิกครีเอทีฟ และผมก็พอจะจำและสรุปได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้</p>
<ol>
<li>การผสานความสนุกเข้ากับการเรียนรู้ อันนี้คือวิสัยทัศน์ของคิวบิกครีเอทีฟอยู่แล้ว</li>
<li>ทำงานแบบรวบยอด พยายามทำทุกอย่างในองค์กรเองเพื่อการประสานงานที่ใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการนำบุคคลในองค์กรอื่นที่ไม่มีวัฒนธรรมคิวบิกเข้าในการทำงาน จะเห็นได้ว่าในค่ายทุกฝ่ายจะต้องทำงานด้วยคนของคิวบิกครีเอทีฟทั้งหมด (ซึ่งการต้องทำทุกอย่าง in-house หมดก็มีข้อเสียที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเช่นเดียวกัน)</li>
<li>เรื่องกินเรื่องใหญ่ วัฒนธรรมนี้น่าจะมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่สมัย อ.สุมาลี ที่ท่านเองจะพูดเสมอว่า &#8220;ครูไม่รู้แหละ แต่ใครมาทำงานกับครูต้องได้กินทุกอย่างเริ่ดที่สุด&#8221; เลยเป็นที่มาว่าทุกครั้งเราจะต้องเลี้ยงอาหารหรูๆ จะต้องมีขนมให้ทีมงานแบบไม่อั้นให้น้ำหนักขึ้นกันไปตามๆ กัน</li>
<li>เป็นองค์กรที่การทำงานสัมพันธ์กับอารมณ์มากๆ ซึ่งจริงๆ ออกจะเป็นข้อเสียในการทำงานอย่างจริงจัง แต่ทำให้เกิดสภาพการทำงานที่อบอุ่นและเป็นกันเองมากขึ้น ตัวอย่างที่อาจจะพอเห็นได้เช่นพิธีล้อมวงร้องเพลง Pass the Love Forward เป็นต้น</li>
</ol>
<p>นอกนั้นก็ยังมีเรื่องปลีกย่อยอีกมากมายที่อาจจะเล็กน้อยเกินไปที่จะมาพูดตรงนี้ อย่างไรก็ตาม ผมไม่เคยนึกถึงเรื่องหนึ่งที่การสนทนากับมิกกี้ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมา นั่นคือการจัดการกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น</p>
<p>ผมมาสังเกตและพบว่า การทำงานของคิวบิกครีเอทีฟมีความยืดหยุ่นสูงมาก (อยากใช้คำว่า dynamic แต่ไม่แน่ใจคำแปลภาษาไทยที่เหมาะสม) ภาพที่ผมเห็นคุ้นจนชินตาทุกๆ ครั้ง คือไม่ว่าเราจะไปทำงานหรือจัดกิจกรรมที่ไหน หลังจากการจัดในวันแรกไปแล้ว จะมีการพูดคุยถกเถียงเพื่อ <em>&#8220;เปลี่ยน&#8221;</em> การทำงานในวันที่สองเสมอ (หลายๆ ครั้งแค่เพียงชั่วโมงแรก ก็คุยเพื่อ<em>เปลี่ยน</em>ชั่วโมงที่สองแล้วก็มี) และไม่ว่าเราจะวางแผนไปอย่างปึ๊กแค่ไหนแล้วก็ตาม เมื่อเราได้ลงสนามจริงเพื่อทำงาน เราจะพบว่ามันมีปัจจัยมากมายที่เราไม่ได้คาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นน้องค่าย สถานที่ หรือแม้แต่ดินฟ้าอากาศที่ทำให้เราต้อง<em>เปลี่ยน</em> แม้ว่าหลายๆ ครั้งเราจะพยายามคิดเผื่อไว้แล้วก็ตาม</p>
<p>ผมคิดว่าจุดนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง จากประสบการณ์ของผมเอง หลายๆ ครั้งที่ผมทำงานในองค์กร หรือร่วมกับองค์กรอื่นๆ ผมพบว่าด้วยระบบและวัฒนธรรมการทำงานไม่ได้เอื้อให้เกิดการปรับเปลี่ยนแผนการทำงานได้อย่างรวดเร็วเหมือนที่คิวบิกครีเอทีฟมี ซึ่งในจุดนี้ผมคิดว่าก็เป็นประเด็นที่มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป ประการแรกคือคิวบิกครีเอทีฟมักทำอะไรที่สดใหม่ จึงน้อยมากที่เราจะทำอะไรที่ซ้ำแผนแบบเดิม สิ่งที่ตามมาคือเราจึงมักจะขาดแบบแผนการทำงานที่อยู่ตัวแล้ว การทำงานต่างๆ ของเราจึงมีแนวโน้มสูงกว่าที่จะเกิดปัญหา และทำให้เราต้องปรับแก้ไปตามสถานการณ์ แต่ข้อดีก็คือทำให้ผลงานของเรา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังๆ ที่ผ่านการปรับแก้แล้ว) มีความ <em>&#8220;เข้ากันได้&#8221;</em> กับกลุ่มเป้าหมายของเรามากขึ้น จริงๆ แล้วนี่อาจจะเป็นคำตอบของข้อมูลเชิงสถิติที่วีกิจค้นพบตั้งแต่ค่าย Cubic Thinking Camp #1 ว่าน้องค่ายจะรู้สึกสนุกมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงวันหลังๆ เพราะเรามีการปรับการทำงานให้ <em>&#8220;เข้ากันได้&#8221;</em> น้องแล้วก็เป็นได้</p>
<p>แม้ว่าสิ่งนี้จะเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกได้จากคิวบิกครีเอทีฟ แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้คือสูตรสำเร็จหรือวัฒนธรรมการทำงานที่ดีที่สุดนะครับ เพียงแต่ผมคิดว่ามัน <em>&#8220;เหมาะ&#8221;</em> กับคิวบิกครีเอทีฟที่สุดในตอนนี้จริงๆ</p>
<p><strong>ความแรงของคิวบิกฯ มันอยู่ตรงนี้แหละ!</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/dynamic-cubic/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Costly Hobby</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/costly-hobby/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/costly-hobby/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Sep 2010 17:24:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=478</guid>
		<description><![CDATA[ถ้าพูดถึงคิวบิกครีเอทีฟ อย่างนึงที่คนคงนึกถึงทันทีก็คงไม่พ้นค่าย เพราะตั้งแต่จุดเริ่มต้นของคิวบิกครีเอทีฟ เราก็จัดค่ายกันมาเป็นหลักตลอด จนแม้ทุกวันนี้ คงไม่แปลกใจอะไรนัก ที่หลายๆ คนจะมองเห็นคิวบิกครีเอทีฟเป็นองค์กรที่จัดค่ายเพียงอย่างเดียว (ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่นะครับ) และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ รวมเข้ากับราคาของค่ายที่ค่อนข้างสูงกว่าโครงการอื่นๆ จึงทำให้หลายๆ คนคิดว่ากิจกรรมประเภทค่ายนี้เป็นแหล่งรายได้หลักของคิวบิกครีเอทีฟ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันกลับจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยครับ ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา โครงการค่ายถือว่าเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าทางการเงินที่สุดมาแต่ไหนแต่ไร ถึงแม้ว่าค่ายๆ หนึ่งจะมียอดกระแสเงินสดพัดผ่านไปอย่างมหาศาล (เช่น CCFC2 มียอดเงินสะพัดทั้งหมดประมาณ 5 แสนบาท) แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินกิจกรรมค่ายก็สูงเช่นเดียวกัน โดยทั่วไปแล้ว ยอดกำไร-ขาดทุนสุทธิของโครงการค่ายมักจะปริ่มๆ ไม่บวกก็ลบนิดๆ หน่อยๆ มาตลอด ซึ่งหากคิดเผื่อค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ไม่ถูกนับเข้าบัญชีของโครงการ ก็เรียกได้ว่าคิวบิกครีเอทีฟแทบไม่เคยได้กำไรจากค่ายเลย ค่าใช้จ่ายของค่ายโดยทั่วไปกว่า 50% &#8211; 70% มักจะต้องเสียให้กับค่าอาหารและสถานที่เป็นหลัก โดยมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมจริงๆ เพียง 5% &#8211; 30% เท่านั้น (ส่วนอื่นๆ เป็นค่าบริหารจัดการต่างๆ หรือการประชาสัมพันธ์) ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ส่วนใหญ่ถ้าใครไม่เคยได้ทำงานในลักษณะนี้ จะไม่ค่อยเข้าใจจริงๆ ว่ามีต้นทุนเหล่านี้อยู่ และทำให้คิดว่าค่ายแพงเกินความเป็นจริง ผมขอลองยกตัวอย่างง่ายๆ นึกถึงค่าย CCFC2 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าพูดถึงคิวบิกครีเอทีฟ อย่างนึงที่คนคงนึกถึงทันทีก็คงไม่พ้นค่าย เพราะตั้งแต่จุดเริ่มต้นของคิวบิกครีเอทีฟ เราก็จัดค่ายกันมาเป็นหลักตลอด จนแม้ทุกวันนี้ คงไม่แปลกใจอะไรนัก ที่หลายๆ คนจะมองเห็นคิวบิกครีเอทีฟเป็นองค์กรที่จัดค่ายเพียงอย่างเดียว (ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่นะครับ)</p>
<p>และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ รวมเข้ากับราคาของค่ายที่ค่อนข้างสูงกว่าโครงการอื่นๆ จึงทำให้หลายๆ คนคิดว่ากิจกรรมประเภทค่ายนี้เป็นแหล่งรายได้หลักของคิวบิกครีเอทีฟ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันกลับจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยครับ</p>
<p>ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา โครงการค่ายถือว่าเป็นโครงการที่<strong>ไม่คุ้มค่าทางการเงิน</strong>ที่สุดมาแต่ไหนแต่ไร ถึงแม้ว่าค่ายๆ หนึ่งจะมียอดกระแสเงินสดพัดผ่านไปอย่างมหาศาล (เช่น CCFC2 มียอดเงินสะพัดทั้งหมดประมาณ 5 แสนบาท) แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินกิจกรรมค่ายก็สูงเช่นเดียวกัน โดยทั่วไปแล้ว ยอดกำไร-ขาดทุนสุทธิของโครงการค่ายมักจะปริ่มๆ ไม่บวกก็ลบนิดๆ หน่อยๆ มาตลอด ซึ่งหากคิดเผื่อค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ไม่ถูกนับเข้าบัญชีของโครงการ ก็เรียกได้ว่าคิวบิกครีเอทีฟแทบไม่เคยได้กำไรจากค่ายเลย</p>
<p>ค่าใช้จ่ายของค่ายโดยทั่วไปกว่า 50% &#8211; 70% มักจะต้องเสียให้กับค่าอาหารและสถานที่เป็นหลัก โดยมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมจริงๆ เพียง 5% &#8211; 30% เท่านั้น (ส่วนอื่นๆ เป็นค่าบริหารจัดการต่างๆ หรือการประชาสัมพันธ์) ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ส่วนใหญ่ถ้าใครไม่เคยได้ทำงานในลักษณะนี้ จะไม่ค่อยเข้าใจจริงๆ ว่ามีต้นทุนเหล่านี้อยู่ และทำให้คิดว่าค่ายแพงเกินความเป็นจริง</p>
<p>ผมขอลองยกตัวอย่างง่ายๆ นึกถึงค่าย <a href="http://cubiccreative.org/creativefuncamp2">CCFC2</a> จัดที่ KU HOME มีค่าที่พักพร้อมอาหารเช้าต่อคนต่อคืนอยู่ที่ 400 บาท ค่าอาหารกลางวัน อาหารเย็น และอาหารว่างรวมประมาณ 220 บาทต่อวัน หากคิดที่ 5 คืน จะมียอดรวมเป็น (400+220)×5 = 3,100 บาท และหากต้องคิดเผื่อถึงทีมงานค่ายที่มีประมาณ 50% ของจำนวนผู้เข้าร่วม ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับอาหารและสถานที่ต่อผู้เข้าร่วมกิจกรรมหนึ่งคนก็จะกลายเป็น 3,100+50% = 4,650 บาท ซึ่งหากเทียบกับค่าเข้าค่าย 4,900 บาทแล้ว เท่ากับว่าผู้เข้าร่วมค่ายจ่ายเงินแค่เพียง 250 บาทเพื่อซื้อกิจกรรมคุณภาพสูงที่สนุกโคตรๆ รวมกว่า 55 ชั่วโมง คิดเป็นชั่วโมงละ 4.50 บาท ถูกเป็นบ้า!</p>
<p>คำถามต่อมาจึงเป็นว่า รายได้หลักของคิวบิกครีเอทีฟมาจากไหน? ก็มักจะเป็นโครงการที่หน่วยงานอื่นๆ เอ้าท์ซอร์สเข้ามา หรือโครงการที่เราจัดเป็นคอร์สช่วงเปิดเทอมที่ไม่ต้องมีค่าอาหารหรือสถานที่มากมาย</p>
<p>แต่คำถามที่น่าแปลกใจที่สุดคงเป็นว่า ทั้งๆ ที่ไม่มีความคุ้มค่าอะไรเสียเลย <strong>จะจัดทำไม?</strong></p>
<p>เหตุผลนั้นไม่ยาก เพราะค่ายคือโครงการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้มากที่สุด ทั้งกับผู้เข้าร่วมค่าย และส่วนที่สำคัญยิ่งกว่า คือ<strong>ผู้ทำค่าย</strong></p>
<p>ในทุกๆ ค่าย จะได้มีเยาวชนที่มีโอกาสเข้ามาทำงาน 20 &#8211; 50 คน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ได้รับการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ไม่มีวันหาได้จากที่ไหน ทั้งการแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น การทำงานอย่างเป็นระบบ</p>
<p>ด้วยเหตุผลง่ายๆ นี้ คิวบิกครีเอทีฟจึงเลือกที่จะจัดค่ายในทุกๆ โอกาสที่เราทำได้ แม้ว่าจะมีความไม่คุ้มค่าทางการเงินอยู่เลยก็ตาม (พูดง่ายๆ ว่ายิ่งจัดค่าย ยิ่งทำให้ทีมที่ทำงานเปิดเทอมต้องทำงานเยอะขึ้นเพื่อปั่นเงินมาชดเชยตรงนี้)</p>
<p><strong>ช่างเป็นงานอดิเรกราคาแพงจริงๆ</strong></p>
<p>ปล. ขอฝาก <a href="http://cubiccreative.org/megacamp2">Cubic Mega Camp #2</a> ไว้ในอ้อมใจด้วยนะครับ <img src='http://cubiccreative.org/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<p>แก้ไขเพิ่มเติม (23/09/10) : เอิร์ธมาทักผมว่า ข้อมูลในนี้ขาดไปหน่อย นั่นคือส่วนที่ว่าถ้าเหลือเงินแค่คนละ 250 บาท แล้วเงินที่ใช้จ่ายในค่ายส่วนอื่นๆ นั้นหายไปไหน? คำตอบคือในหลายๆ โครงการเราโชคดีได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นๆ (อย่างเช่น MK ได้ช่วยเหลือเราใน CCFC2) ซึ่งส่วนนี้ก็ได้แบกรับค่าใช้จ่ายไปได้อีกพอสมควรครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/costly-hobby/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>When the wind blows.</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/when-the-wind-blows/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/when-the-wind-blows/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 16 Sep 2010 18:02:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=471</guid>
		<description><![CDATA[ที่ผ่านมาเวลาทำงานในคิวบิกฯ ผมเองออกจะเป็นคนที่ตามอารมณ์เสียมาก ผมจะเป็นพวกไม่ค่อยชอบวางแผน และทำอะไรไปตามที่สัญชาติญาณมันอยากจะทำ ซึ่งตรงนี้เองก็เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่ถึงกระนั้น เลยทำให้การทำงานของผมมีคติอย่างหนึ่งว่า &#8220;จะเล่นว่าวก็ต้องรอให้ลมพัดก่อน&#8221; ตั้งแต่ไหนแต่ไร ผมจะคิดเสมอว่าพยายามทำอะไรเท่าที่เรามื เว้นแต่สิ่งนั้นเป็นเป้าหมายของเราจริงๆ ที่เราต้องการฝ่าไปให้ถึง เพราะงั้นหลายๆ อย่างถึงแม้ว่าสภาพจะยังไม่พร้อม หลายๆ ครั้งผมก็เลือกที่จะตัดมันทิ้งไปก่อน หรือช่างมัน (อย่างทุกวันนี้ระบบภายในคิวบิกฯ หลายๆ อย่างก็ยังถูก &#8220;ช่างมัน&#8221; อยู่) ผมเองก็มีเหตุผลง่ายๆ ว่า ก็ถ้ามันยังไม่ใช่จังหวะ เราจะไปฝืนทำไม? เพราะถ้าฝืน ก็ยิ่งเหนื่อย และหลายๆ ครั้งก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เหมือนเล่นว่าวตอนไม่มีลม เรื่องนี้เป็นประเด็นที่น้องๆ ชอบถามผมตั้งแต่สมัยยังเป็นชมรมวิชาการฯ อยู่นะครับ เพราะปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นทุกๆ ปีคือ &#8220;แย่แล้วค่ะพี่นัท ปีนี้ไม่มีสมาชิกที่ทำ XXX ได้เลย แบบนี้จะทำยังไงดี?&#8221; ซึ่งคำตอบที่ผมมักจะตอบดื้อๆ ก็คือ &#8220;ก็ไม่ต้องทำสิจ๊ะ&#8221; บางทีเราไปให้ความสำคัญกับตามไล่ตามมาตรฐานบางอย่างของคนอื่นมากเกินไป ทั้งๆ ที่ผมคิดว่า การที่เราทำอะไรที่เราพร้อม และด้วยความตั้งใจของเราจริงๆ มันมีพลังกว่าเยอะ และหลายๆ ครั้งมันก็มีคุณค่ามากกว่าเสียด้วยซ้ำ หากให้เปรียบเทียบ ก็คงหมายถึงเด็กคนหนึ่งที่ไปตามฝัน กับอีกคนที่ไปตามกระแส [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ที่ผ่านมาเวลาทำงานในคิวบิกฯ ผมเองออกจะเป็นคนที่ตามอารมณ์เสียมาก ผมจะเป็นพวกไม่ค่อยชอบวางแผน และทำอะไรไปตามที่สัญชาติญาณมันอยากจะทำ ซึ่งตรงนี้เองก็เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งเหมือนกัน แต่ถึงกระนั้น เลยทำให้การทำงานของผมมีคติอย่างหนึ่งว่า &#8220;จะเล่นว่าวก็ต้องรอให้ลมพัดก่อน&#8221;</p>
<p>ตั้งแต่ไหนแต่ไร ผมจะคิดเสมอว่าพยายามทำอะไรเท่าที่เรามื เว้นแต่สิ่งนั้นเป็นเป้าหมายของเราจริงๆ ที่เราต้องการฝ่าไปให้ถึง เพราะงั้นหลายๆ อย่างถึงแม้ว่าสภาพจะยังไม่พร้อม หลายๆ ครั้งผมก็เลือกที่จะตัดมันทิ้งไปก่อน หรือช่างมัน (อย่างทุกวันนี้ระบบภายในคิวบิกฯ หลายๆ อย่างก็ยังถูก &#8220;ช่างมัน&#8221; อยู่) ผมเองก็มีเหตุผลง่ายๆ ว่า ก็ถ้ามันยังไม่ใช่จังหวะ เราจะไปฝืนทำไม? เพราะถ้าฝืน ก็ยิ่งเหนื่อย และหลายๆ ครั้งก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เหมือนเล่นว่าวตอนไม่มีลม</p>
<p>เรื่องนี้เป็นประเด็นที่น้องๆ ชอบถามผมตั้งแต่สมัยยังเป็นชมรมวิชาการฯ อยู่นะครับ เพราะปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นทุกๆ ปีคือ &#8220;แย่แล้วค่ะพี่นัท ปีนี้ไม่มีสมาชิกที่ทำ XXX ได้เลย แบบนี้จะทำยังไงดี?&#8221; ซึ่งคำตอบที่ผมมักจะตอบดื้อๆ ก็คือ &#8220;ก็ไม่ต้องทำสิจ๊ะ&#8221;</p>
<p>บางทีเราไปให้ความสำคัญกับตามไล่ตามมาตรฐานบางอย่างของคนอื่นมากเกินไป ทั้งๆ ที่ผมคิดว่า การที่เราทำอะไรที่เราพร้อม และด้วยความตั้งใจของเราจริงๆ มันมีพลังกว่าเยอะ และหลายๆ ครั้งมันก็มีคุณค่ามากกว่าเสียด้วยซ้ำ หากให้เปรียบเทียบ ก็คงหมายถึงเด็กคนหนึ่งที่ไปตามฝัน กับอีกคนที่ไปตามกระแส คนที่ไปตามฝันอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับเท่าคนที่ไปตามกระแส แต่สิ่งที่เขาทำมันจะมีพลังมากกว่ากันเยอะ ผมว่าหลายๆ ครั้งผมเห็นศักยภาพเด่นๆ ตั้งหลายอย่างของน้องๆ หลายๆ รุ่น จนบางทีก็แอบแปลกใจที่พวกเขาไม่ลองเอาจุดเด่นเหล่านั้นออกมาทำอะไรดู (แต่ก็อาจจะเป็นปัญหาในระดับภาพรวมของประเทศหรือเปล่านะ?)</p>
<p>เรื่องของระบบ HR ในคิวบิกฯ เองก็เป็นเรื่องหนึ่งที่พยายามจะชักให้ขึ้นลมบนกันมาตลอด แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ ซึ่งผมเองก็พยายามจะให้ความร่วมมือตลอด (ซึ่งก็ได้ในระดับที่ฝ่าย HR พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง คละเคล้ากันไป) แต่หลายๆ ครั้งก็รู้สึกจริงๆ ว่า มันช่างเป็นอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เพราะยังไงคนก็ยังคงกระจัดกระจาย ไม่มีหลักแหล่งให้รวมอย่างชัดเจน และเอาเข้าจริงๆ จำนวนคนก็มากเกินกว่าที่เราจะพยายามทำให้เป็นกลุ่มเป็นก้อนได้ ผมเลยตัดสินใจที่จะไปเลือกทำอะไรที่ผมทำได้ก่อน และคิดว่าสำคัญกว่า นั่นก็คือจัดกิจกรรม จัดโครงการไปเรื่อยๆ ซึ่งทุกวันนี้เองก็พอจะพิสูจน์ได้ว่า ถึงจะไม่มีระบบ HR ที่แข็งแกร่งอะไร แต่คิวบิกฯ ก็ยังทำงานหลายๆ อย่างได้ดีมาตลอด</p>
<p>ขอย้ำก่อนว่า ผมเองก็เชื่อนะครับว่า ถ้าคิวบิกฯ มีระบบ HR แล้ว งานหลายๆ อย่างก็คงทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพียงแต่จังหวะต่างๆ มันยังไม่ลงตัว จนผมคิดว่า ฝืนวิ่งไปยังไง ว่าวก็คงไม่ลอยขึ้นไปอยู่ดี เลยยังไม่คิดจะทำก็เท่านั้นเอง เพราะงั้นทุกวันนี้งาน HR ของคิวบิกเองก็ดำเนินไปแบบงูๆ ปลาๆ ซึ่งผมก็ไม่คิดว่าเลวร้ายอะไร กิจกรรมต่างๆ ก็ยังดำเนินไปได้อย่างไม่ทุลักทุเลจนเกินไปนัก</p>
<p>แต่ตัวอย่างหนึ่งของคิวบิกฯ ที่บังเอิญ &#8220;ลมมันมา&#8221; และเราก็วิ่งว่าวจนมันลอยไปติดลมบนเรียบร้อย อย่างหนึ่งคงไม่พ้นงานฝ่ายมัลติมีเดียครับ</p>
<p>ถ้าให้พูดตามตรง ตั้งแต่สมัยผมทำ KUSFC1 ในปี 47 เรื่องนี้คือเรื่องที่ไม่เคยอยู่ในสายตาผมเลยนะครับ</p>
<p>ในสมัยนั้น เราก็ยังจัดกิจกรรมโดยใช้สไลด์ Power Point ธรรมดาๆ เปิดเพลงปิดเพลงโดยไม่เฟดเสียง หรือแม้แต่การถ่ายรูป ก็ใช้กล้องธรรมดาๆ โดยพี่กานต์และต้องรับหน้าที่ในการถ่าย (ซึ่งพี่กานต์เป็นฝ่ายการเงิน และต้องเป็นทีมงานสีในตอนนั้น)</p>
<p>ความละเมียดในการทำงานทางด้านมัลติมีเดีย เพิ่งค่อยๆ มาเพิ่มในยุคสองสามปีต่อมา เมื่อธีรัชผู้มีความสามารถทางด้านนี้เริ่มเข้ามาบุกเบิกเกี่ยวกับการทำงานเสียงอย่าง &#8220;ละเมียด&#8221;​ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมระดับเสียง เปิดปิดเพลง ส่วนเรื่องการถ่ายรูป ก็คงเป็นเพราะหลังจากนั้นต้องเองก็เริ่มเล่นกล้อง DSLR และก็เริ่มถ่ายรูปที่มีคุณภาพมากขึ้น ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่างนี้ ก็เลยทำให้ &#8220;มาตรฐาน&#8221; ของฝ่ายมัลติมีเดียสูงขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>ซึ่งถามผมแล้ว แน่นอนว่ามัน &#8220;ดีกว่า&#8221; ที่เรามีมาตรฐานที่ดีเหล่านี้ แต่ให้นึกย้อนไป ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าน้องค่าย KUSFC1 จะสนุกน้อยกว่า หรือได้เรียนรู้น้อยกว่าค่ายที่มีมัลติมีเดียดีๆ สักแค่ไหน แต่ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบที่ลมบังเอิญพัดมา และเราก็วิ่งว่าวไว้ได้ทัน จนเป็นว่าวติดลมบนประทับบารมีเราไว้ ก็เท่านั้น</p>
<p>จนบางทีผมก็รู้สึกตลกเวลาที่เห็นใครมาเห็นว่าวที่ติดลมบนของเราแล้ว พยายามจะวิ่งให้ว่าวลอยขึ้นไป ทั้งๆ ที่ไม่มีลม แน่นอนว่ายังไงมันก็ตกแหมะลงมา และยิ่งตลกไปใหญ่ถ้า ณ เวลานั้น เขายังไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ควรจะทำ ณ เวลานั้นเสียด้วยซ้ำ</p>
<p>พูดถึง ณ เวลานี้เอง ผมก็เริ่มรู้สึกได้ถึงลมอีกสองลูกที่กำลังพัดโชยมาในคิวบิกครีเอทีฟ</p>
<p>หนึ่งในนั้น คือลมแห่งเสียงดนตรีครับ ผมคิดว่าตอนนี้คิวบิกครีเอทีฟกำลังอยู่ในจังหวะประหลาด ที่เรามีสมาชิกที่มีทักษะทางดนตรีมากมายอยู่พร้อมๆ กันอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน</p>
<p>ไม่แน่&#8230;ถ้าลมนี้แรงพอ และคิวบิกฯ สามารถวิ่งว่าวตัวนี้ไปจนติดลมบนได้ คิวบิกครีเอทีฟก็คงมีว่าวดีๆ มาประดับบารมีไว้อีกอัน</p>
<p>ส่วนลมอีกลูก ขออุ๊บอิ๊บไว้ก่อน เผื่อเฟล</p>
<p><strong>แต่ไม่ว่ายังไง ว่าวเหล่านี้คงเป็นมาตรฐานที่ยากพิลึก&#8230;หากใครจะตามทัน</strong></p>
<p>สุดท้ายนี้ ขอฝากคลิปนี้ไว้ด้วยครับ จาก Cubic Thanks Party 2010 ที่ผ่านมา</p>
<p><object width="400" height="224" ><param name="allowfullscreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="movie" value="http://www.facebook.com/v/159999667344697" /><embed src="http://www.facebook.com/v/159999667344697" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="400" height="224"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/when-the-wind-blows/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Phenomena Phenomenon</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/phenomena-phenomenon/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/phenomena-phenomenon/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Sep 2010 18:55:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[concert]]></category>
		<category><![CDATA[music]]></category>
		<category><![CDATA[Phenomena]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=463</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หากใครไปงาน Cubic Thanks Party 2010 อาจจะได้ชมคลิปเสี่ยวๆ จากฝีมือของ Cubic MMG ของวง Phenomena กันไปแล้ว อันที่จริงถ้าไม่นับว่ามีสมาชิกในวงที่เป็นสมาชิกคิวบิกครีเอทีฟนี้อยู่ ก็คงพูดได้ว่าคิวบิกฯ หรือแม้แต่ตัวผมเองก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับวงนี้เอาเสียเลย จนมานึกๆ ดูแล้ว ผมคิดว่าเป็นเรื่องผิดสังเกตทีเดียวที่ชื่อของ Phenomena ผ่านเข้ามาในโสตประสาทผมมากขนาดนี้ ในบรรดาสมาชิกวงทั้ง 4 คน ก็มีสมาชิกที่ผมพอจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัวอยู่ 2 คนได้แก่แทนกับมิล แทนเองเป็นหนึ่งในทีมงานฝ่ายกิจกรรมของ CCFC2 เลยทำให้รู้จักมักจี่กับผมอยู่พอสมควร ในขณะที่มิลเองผมก็แค่รู้จักผ่านๆ จากการที่มิลมาตีกลองให้กับคอนเสิร์ตในคืนสุดท้ายของ CCFC2 แต่ถึงผมเองจะไม่ได้มีโอกาสได้คุยกับมิลมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจและสัมผัสได้จากตัวของมิลเองคือความรักในดนตรี ในคืนนั้นตอนนี้ผมกำลังจัดการเกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทาง (ที่จริงๆ แล้วก็น้อยนิดเสียมากๆ) ให้กับบรรดานักดนตรีรับเชิญในคอนเสิร์ต ผมยื่นซองให้กับมิล แต่มิลก็ปฎิเสธพร้อมกับบอกว่า &#8220;ไม่เป็นไรครับพี่ ผมชอบเล่นดนตรี&#8221; หลังจากที่ผมพยายามคะยั้นคะยอที่จะให้ซอง และต้องหงุดหงิดเล็กน้อยกับความไม่สำเร็จในตอนนั้น แต่ผมก็รู้สึกประทับใจกับทัศนคตินี้ของมิล อาจฟังดูเวอร์ แต่ผมสัมผัสได้ถึงความรักของมิลที่มีกับดนตรีได้มากกว่าตอนที่มิลอยู่บนเวทีเสียอีก จนหลังจากนั้นมาสักพัก พอผมได้ยินข่าวคราวผ่านๆ จากน้องแทนว่ามิลชวนแทนไปร่วมในวงที่จะประกวด Hot Wave Music [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หากใครไปงาน <a href="http://www.facebook.com/album.php?aid=204788&amp;id=68056387148">Cubic Thanks Party 2010</a> อาจจะได้ชม<a href="http://www.facebook.com/video/video.php?v=433486044062">คลิปเสี่ยวๆ</a> จากฝีมือของ Cubic MMG ของวง <a href="http://www.facebook.com/phenomenaband">Phenomena</a> กันไปแล้ว อันที่จริงถ้าไม่นับว่ามีสมาชิกในวงที่เป็นสมาชิกคิวบิกครีเอทีฟนี้อยู่ ก็คงพูดได้ว่าคิวบิกฯ หรือแม้แต่ตัวผมเองก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับวงนี้เอาเสียเลย จนมานึกๆ ดูแล้ว ผมคิดว่าเป็นเรื่องผิดสังเกตทีเดียวที่ชื่อของ Phenomena ผ่านเข้ามาในโสตประสาทผมมากขนาดนี้</p>
<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 379px"><img class=" " src="http://sphotos.ak.fbcdn.net/hphotos-ak-snc4/hs289.snc4/40768_103773746350913_100773603317594_31160_6645367_n.jpg" alt="" width="369" height="246" /><p class="wp-caption-text">สมาชิกวง Phenomena (จากซ้าย) มิล, ยอด, มาร์ค, แทน</p></div>
<p>ในบรรดาสมาชิกวงทั้ง 4 คน ก็มีสมาชิกที่ผมพอจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัวอยู่ 2 คนได้แก่แทนกับมิล แทนเองเป็นหนึ่งในทีมงานฝ่ายกิจกรรมของ CCFC2 เลยทำให้รู้จักมักจี่กับผมอยู่พอสมควร ในขณะที่มิลเองผมก็แค่รู้จักผ่านๆ จากการที่มิลมาตีกลองให้กับคอนเสิร์ตในคืนสุดท้ายของ CCFC2 แต่ถึงผมเองจะไม่ได้มีโอกาสได้คุยกับมิลมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจและสัมผัสได้จากตัวของมิลเองคือความรักในดนตรี ในคืนนั้นตอนนี้ผมกำลังจัดการเกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงและค่าเดินทาง (ที่จริงๆ แล้วก็น้อยนิดเสียมากๆ) ให้กับบรรดานักดนตรีรับเชิญในคอนเสิร์ต ผมยื่นซองให้กับมิล แต่มิลก็ปฎิเสธพร้อมกับบอกว่า &#8220;ไม่เป็นไรครับพี่ ผมชอบเล่นดนตรี&#8221;</p>
<p>หลังจากที่ผมพยายามคะยั้นคะยอที่จะให้ซอง และต้องหงุดหงิดเล็กน้อยกับความไม่สำเร็จในตอนนั้น แต่ผมก็รู้สึกประทับใจกับทัศนคตินี้ของมิล อาจฟังดูเวอร์ แต่ผมสัมผัสได้ถึงความรักของมิลที่มีกับดนตรีได้มากกว่าตอนที่มิลอยู่บนเวทีเสียอีก</p>
<p>จนหลังจากนั้นมาสักพัก พอผมได้ยินข่าวคราวผ่านๆ จากน้องแทนว่ามิลชวนแทนไปร่วมในวงที่จะประกวด Hot Wave Music Awards ครั้งที่ 15 ความคิดแว้บแรกที่ผ่านเข้ามาในหัวของผมคือ ผมและคิวบิกฯ จะสนับสนุนมิลและวงนี้ได้อย่างไรบ้าง? แต่น่าเสียดายครับ ดูเหมือนว่าทั้งผมและคิวบิกฯ เองดูจะไม่มีความพร้อมอะไรเสียเลยที่จะช่วยเหลืออะไรวงนี้ได้ ก็เลยได้แต่ดูอยู่ห่างๆ จนกระทั้งกอล์ฟเองมาขอยืมกล้อง HD ของคิวบิกฯ ไปใช้ถ่ายวง Phenomena ตามงานต่างๆ ผมก็คิดว่านั่นคงเป็นที่สุดที่คิวบิกฯ และผมเองจะสนับสนุนได้ผ่านกอล์ฟไป</p>
<p>หลังจากนั้นถ้าให้พูดตามตรง ผมก็แทบไม่ได้รู้ข่าวคราวอะไรอีกเลยของ Phenomena ทางเดียวที่ผมพอจะทราบข่าวได้บ้าง (และดูเหมือนเป็นทั้งหมดของช่วงเวลานั้น) คือทวิตเตอร์ของ @<a href="http://twitter.com/mamuang">mamuang</a> จนกระทั้งมีข่าวว่าวงนี้ได้ติดรอบ 30 ทีมสุดท้าย ผมเองก็ไม่มีโอกาสจะได้ไปดูเพราะตอนนั้นยังอยู่ต่างประเทศ แต่ก็รู้สึกได้ทันทีว่าผู้คนรอบๆ ตัวบนทวิตเตอร์และเฟสบุ๊กก็เริ่มพูดถึง Phenomena มากขึ้น</p>
<p>จนกระทั้งเมื่อ Phenomena ได้เข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายเนี่ยแหละครับ เรื่องนี้ก็กลายเป็นกระแสหลักของชาวสาธิตเกษตรและคิวบิกที่อยู่สาธิตเกษตรอย่างสุดๆ ถึงจะไม่อยากรู้ แต่ก็จะต้องมีอะไรสักอย่างเกี่ยวกับ Phenomena โผล่ขึ้นมาบนไทม์ไลน์เป็นระยะๆ (เยอะสุดคงไม่พ้น @<a href="http://twitter.com/mamuang">mamuang</a>, @<a href="http://twitter.com/pongpitipert">pongpitipert</a> และ @<a href="http://twitter.com/equinoxxz">equinoxxz</a>) ถึงจะไม่ได้มากมาย แต่ก็เยอะจนผมเองหลายๆ ครั้งต้องแอบคิดในใจว่า &#8220;อะไรมันจะขนาดนั้น!&#8221;</p>
<p>ผมคิดว่านี่เป็นปรากฎการณ์ที่น่าสนใจนะครับ การที่คนเราจะมีอารมณ์ร่วมกับอะไรสักอย่าง ถ้าให้ลองนึกๆ ย้อนดู ก็คงรู้สึกเหมือนตอนช่วงบอลโลก บางทีก็ดูแปลกที่ความสำเร็จหรือล้มเหลวของคนอื่นที่จริงๆ แล้วก็อาจไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเราเลย จะมาส่งผลกระทบกับจิตใจเราได้ขนาดนี้ แต่ก็เพราะด้วยความรู้สึกที่เราได้เห็น ได้สัมผัสกับสิ่งที่คนอื่น &#8220;สู้&#8221; ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มันก็ทำให้เรารู้สึก &#8220;ร่วม&#8221; กับความสำเร็จนั้น ทั้งๆ ที่เราอาจจะไม่ได้ทำอะไรเลยก็ได้</p>
<p>แน่นอน&#8230;สิ่งเหล่านี้จะเกิดได้ หากต้นทางได้เริ่มต้น &#8220;สู้&#8221; ให้คนอื่นๆ ได้เห็นมาก่อน</p>
<p>และจากที่ผมกล่าวไปตอนต้น ถึงผมเองจะไม่ได้มีโอกาสได้เห็นด้วยตาตัวเอง แต่ด้วยปรากฎการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวผม คงไม่ยากที่จะผมจะตั้งสมมุติฐานว่า มิลและเพื่อนๆ วง Phenomena เองคงได้ &#8220;สู้&#8221; มาไม่น้อย</p>
<p>เรื่องนี้คงเป็นบทเรียนง่ายๆ ว่าหากเราอยากให้ใครร่วม &#8220;สู้&#8221; กับเราแล้ว สิ่งที่ง่ายที่สุดที่เราจะทำได้ คงเป็นการเริ่ม &#8220;สู้&#8221; ให้พวกเขาเห็นก่อน</p>
<p><strong>ขอเพียงเริ่ม &#8220;สู้&#8221; แล้ว&#8230; Phenomena Phenomenon คงเกิดได้กับทุกคน</strong></p>
<p>สุดท้าย เผื่อใครไม่เห็นภาพ นี่คือวง Phenomena ครับ</p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="500" height="306" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/zWpO-1Tb-PE?fs=1&amp;hl=en_US&amp;rel=0&amp;color1=0x3a3a3a&amp;color2=0x999999" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="500" height="306" src="http://www.youtube.com/v/zWpO-1Tb-PE?fs=1&amp;hl=en_US&amp;rel=0&amp;color1=0x3a3a3a&amp;color2=0x999999" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/phenomena-phenomenon/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปรองดอง</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/rational_domain/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/rational_domain/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 16:42:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[communication]]></category>
		<category><![CDATA[politics]]></category>
		<category><![CDATA[ration]]></category>
		<category><![CDATA[Rational Domain]]></category>
		<category><![CDATA[unity]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=450</guid>
		<description><![CDATA[ในเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองกำลังคลายความวุ่นวายลงไป หนึ่งคำที่ผมคิดว่าเราๆ คงจะได้ยินกันบ่อยมากช่วงนี้คือคำว่า &#8220;ปรองดอง&#8221; คำๆ นี้เหมือนจะเป็นคำในอุดมคติที่ทุกคนอยากให้เกิด แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แล้วอะไรกันแน่คือความ &#8220;ปรองดอง&#8221; และเราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าคิดในมุมกลับง่ายๆ ผมคิดว่าคำว่าปรองดอง หมายถึงการไม่ขัดแย้งกัน การที่ทุกๆ ฝ่ายต่างพอใจในสิ่งที่ตนเองได้รับ และเข้าใจว่าคนอื่นๆ ก็ได้รับในสิ่งที่ควรได้รับเช่นเดียวกัน เมื่อนานมาแล้ว @Paul_012 เคยได้เขียนบล็อก &#8220;ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์&#8221; โดยมีเนื้อหาสรุปคร่าวๆ ว่าสังคมที่อยู่ด้วยกันได้ ต้องมีการจัดการความแตกต่างที่ดีพอ และดูเหมือนเป็นเรื่องประชดจิตใจกันนิดๆ ที่สามสิ่งที่เราพยายามใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยให้เป็นหนึ่ง กลับเป็นสาเหตุต้นๆ ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และก่อนจบ @Paul_012 ยังกล่าวอ้างถึงบล็อกอีกอันของตนเอง &#8220;Communication&#8221; ว่า&#8230; เมื่อไรนะ เราถึงจะหันมา &#8220;พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น&#8221; ได้เสียที ผมคิดว่าสโลแกนติดหูของ Orange นี้ตั้งแต่เปิดตัว ดูเป็นคำสั้นๆ เรียบง่าย แต่กินใจพอดู และดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่าจะเห็นด้วยตรงกันได้ไม่ยากว่า การสื่อสารก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญจริงๆ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจกันและกัน การ &#8220;เข้าใจ&#8221; นี้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในกระบวนการปรองดอง เพราะความเข้าใจจะทำให้เกิดการ &#8220;ยอมรับ&#8221; เราจะยอมรับผู้อื่นได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในเวลาที่สถานการณ์ทางการเมืองกำลังคลายความวุ่นวายลงไป หนึ่งคำที่ผมคิดว่าเราๆ คงจะได้ยินกันบ่อยมากช่วงนี้คือคำว่า &#8220;ปรองดอง&#8221; คำๆ นี้เหมือนจะเป็นคำในอุดมคติที่ทุกคนอยากให้เกิด แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ แล้วอะไรกันแน่คือความ &#8220;ปรองดอง&#8221; และเราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร</p>
<p>ถ้าคิดในมุมกลับง่ายๆ ผมคิดว่าคำว่าปรองดอง หมายถึงการไม่ขัดแย้งกัน การที่ทุกๆ ฝ่ายต่างพอใจในสิ่งที่ตนเองได้รับ และเข้าใจว่าคนอื่นๆ ก็ได้รับในสิ่งที่ควรได้รับเช่นเดียวกัน</p>
<p>เมื่อนานมาแล้ว @<a href="http://twitter.com/paul_012">Paul_012</a> เคยได้เขียนบล็อก &#8220;<a href="http://paul012.blogspot.com/2008/06/blog-post_26.html">ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์</a>&#8221; โดยมีเนื้อหาสรุปคร่าวๆ ว่าสังคมที่อยู่ด้วยกันได้ ต้องมีการจัดการความแตกต่างที่ดีพอ และดูเหมือนเป็นเรื่องประชดจิตใจกันนิดๆ ที่สามสิ่งที่เราพยายามใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยให้เป็นหนึ่ง กลับเป็นสาเหตุต้นๆ ของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และก่อนจบ @Paul_012 ยังกล่าวอ้างถึงบล็อกอีกอันของตนเอง &#8220;<a href="http://paul012.blogspot.com/2006/12/communication.html">Communication</a>&#8221; ว่า&#8230;</p>
<blockquote><p>เมื่อไรนะ เราถึงจะหันมา &#8220;พูดกันมากขึ้น ฟังกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น&#8221; ได้เสียที</p></blockquote>
<p>ผมคิดว่าสโลแกนติดหูของ Orange นี้ตั้งแต่เปิดตัว ดูเป็นคำสั้นๆ เรียบง่าย แต่กินใจพอดู และดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่าจะเห็นด้วยตรงกันได้ไม่ยากว่า การสื่อสารก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญจริงๆ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจกันและกัน</p>
<p>การ &#8220;เข้าใจ&#8221; นี้ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญในกระบวนการปรองดอง เพราะความเข้าใจจะทำให้เกิดการ &#8220;ยอมรับ&#8221; เราจะยอมรับผู้อื่นได้ ต้องเกิดจากการที่เราเข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำอะไรแบบนั้น ทำไมเขาถึงได้รับอะไรแบบนั้น เราจะรู้สึกขัดแย้ง ขัดใจ เมื่อเราเห็นใครทำอะไรในสิ่งที่เราไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำได้ หรือทำไมเขาถึงได้รับในสิ่งที่จริงๆ แล้วเขาไม่ควรได้รับอย่างนั้น ความไม่เข้าใจนี้จะนำไปสู่ความไม่พอใจ ความโกรธ หรือความเกลียด ซึ่งทั้งหมดทั้งหมดนี้คือความขัดแย้ง</p>
<p>ปัญหาคือ เราจะเข้าใจคนอื่นได้อย่างไร?</p>
<p>จริงอยู่ที่การสื่อสารก็สำคัญ แต่สิ่งที่ลึกลงไปกว่านั้น คือการที่เราจะเข้าใจผู้อื่นให้ได้</p>
<p>ผู้คนแต่ละคน ที่มีฐานของข้อมูล ฐานความเชื่อ ย่อมนำไปสู่ความแตกต่างในขีดความสามารถในการเข้าใจเรื่องต่างๆ กลุ่มคนที่มีฐานของข้อมูล และฐานความเชื่อที่แตกต่างกัน ย่อมสามารถเข้าใจเรื่องของอีกฝ่ายได้ยากขึ้น (ผมกะว่าจะเขียนบล็อกเรื่องความสัมพันธ์ต่อข้อมูล ความเชื่อ และความรู้ แต่ยังไม่มีโอกาสสักที ขอติดไว้ก่อนแล้วกัน) ซึ่งจากฐานของข้อมูลและความเชื่อที่แตกต่างกันนี้ ผมขอเรียกว่าเป็น Rational Domain ของแต่ละคน หรือพูดง่ายๆ คือ กรอบความเข้าใจของแต่ละคน ที่ย่อมสามารถเข้าใจเรื่องต่างๆ ได้แตกต่างกัน</p>
<p>และจริงๆ แล้วหากมองให้ชัด ทุกวันนี้การที่เราไม่เข้าใจคนอื่น และนำไปสู่ความหงุดหงิดใจนั้น เพราะเราไปคาดหวังว่า เขาคนนั้นจะต้องอยู่ใน Rational Domain เดียวกับเรา การที่เขาไม่ได้ทำในสิ่งที่เราคาดหวังว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เขาทำได้ จึงพาลให้เราไม่พอใจคนๆ นั้น</p>
<p>ผมขอลองยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า สมมุติมีชายหญิงคู่หนึ่งเป็นแฟนกัน ฝ่ายชายเกิดทำอะไรสักอย่างที่ฝ่ายหญิงไม่พอใจ แล้วฝ่ายหญิงก็งอน ส่วนฝ่ายชายก็ไม่รู้ว่าฝ่ายหญิงงอนเรื่องอะไร ก็เลยคิดว่าสิ่งที่ฝ่ายหญิงทำนั้นผิด ก็เลยไม่ง้อ พอไม่ง้อฝ่ายหญิงก็ยิ่งโกรธ ยิ่งคับแค้น ยิ่งงอน ฝ่ายชายก็ยิ่งเซ็ง ความขัดแย้งก็โตขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>จากตัวอย่างนี้เราจะเห็นได้ว่า ความไม่พอใจเกิดจากความไม่เข้าใจ ฝ่ายหญิงไม่เข้าใจฝ่ายชายว่าทำไมถึงทำอะไรแบบนี้ เลยพาลโกรธ ทั้งๆ ที่หากมองให้ลึกแล้ว คนเป็นคู่รักกัน (ถ้าไม่ได้มีปัญหาอื่น) ฝ่ายชายย่อมทำอะไรที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับความสัมพันธ์นี้แล้วเสมอ เพียงแต่ในการตัดสินใจนั้น ด้วย Rational Domain ของตัวเอง จึงอาจทำให้ตัดสินว่าสิ่งที่ทำนี้ไม่ใช่ปัญหา ในขณะที่ Rational Domain ของฝ่ายหญิงตัดสินอีกอย่าง ว่าสิ่งที่ฝ่ายชายทำนั้นผิด ไม่ใช่สิ่งที่คนรักเขาทำกัน จึงไม่เข้าใจว่าทำไมถ้าเป็นคนรักกันเขาถึงทำแบบนี้ ก็สุดท้ายก็จบลงที่การโกรธ ไม่พอใจ และแสดงออกมาในรูปแบบของการงอน</p>
<p>เมื่อฝ่ายหญิงงอน ด้วย Rational Domain ของฝ่ายชายที่ไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรผิด ก็จะไม่รู้สึกว่าตัวเองต้องง้อ ความไม่เข้าใจว่าทำไมฝ่ายหญิงต้องงอนนี้ก็นำไปสู่ความไม่พอใจและขัดแย้งตามมา และต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด</p>
<p>ดังนั้นจากความขัดแย้งที่แสนวุ่นวายนั้น จริงๆ มีหลักการง่ายๆ อยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือเราต้องระลึกเสมอว่า อย่าใช้ Rational Domain ของเราเพื่อพยายามเข้าใจหรือตัดสินคนอื่นๆ เพราะทุกคนมี Rational Domain ที่แตกต่างกัน จากตัวอย่างปัญหาข้างต้น ปัญหาจะจบลงง่ายๆ เมื่อฝ่ายหญิงยอมที่จะเลิกงอน หรือฝ่ายชายยอมที่จะเริ่มง้อ ซึ่งทั้งสองกรณีนี้จะเกิดขึ้นได้ เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมทลายกรอบ Rational Domain ของตนเองออกมา และยอมรับในสิ่งที่คนอื่นทำ แม้ว่าจะไม่สามารถหาเหตุผลหรือทำความเข้าใจได้ใน Rational Domain ของตนเองก็ตาม</p>
<p>ผมคิดว่าความซับซ้อนที่แสนวุ่นวายนี้ กลับมีแนวคิดที่แสนเรียบง่ายนี้อยู่ คงดีไม่น้อยหากทุกคน พร้อมที่จะทลายกรอบ Rational Domain ของตนเอง และเปิดใจที่จะยอมรับในสิ่งที่เราไม่มีทางเข้าใจได้มากขึ้น เพราะทุกอย่างที่ทุกคนทำมันมีเหตุผลอยู่ และหลายๆ ครั้งมันแค่ไม่ได้อยู่ใน Rational Domain ของเราเท่านั้นเอง</p>
<p>พูดง่าย&#8230;แต่สุดท้าย <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%99">กลไกการป้องกันตนเอง</a> (<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Defence_mechanism">Defense Mechanism</a>) ก็ยังเป็นรากฐานที่สำคัญของจิตวิญญาณมนุษย์อยู่ดี และคงไม่ง่ายนักที่เราทุกคนจะหยุดยั้ง<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Instinct">สัญชาตญาณ</a>นี้ได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/rational_domain/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หน้าที่สื่อ&#8230;หรือหน้าที่ใคร?</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/media_neutrality/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/media_neutrality/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 Jun 2010 18:16:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[ethics]]></category>
		<category><![CDATA[media neutrality]]></category>
		<category><![CDATA[news]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=443</guid>
		<description><![CDATA[อาจจะหลงกระแสไปสักหน่อย แต่เรื่องนี้ ผมคิดว่าอีกไม่นานก็คงมีประเด็นให้ถกเถียงกันอีก ช่วงความร้อนแรงทางการเมืองที่ผ่านมา อีกหนึ่งประเด็นที่หลายๆ คนในสังคมพูดถึง นั่นคือเรื่องของความเป็นกลางของสื่อ โดยส่วนตัวผมเอง ในฐานะที่มีประสบการณ์ในการทำงานสื่อมาบ้าง (เป็นนักเขียนใน Blognone) ก็พอจะเข้าใจอยู่ลึกๆ ว่า แม้ว่าสื่อจะพยายามทำตัวให้เป็นกลางแค่ไหน สื่อก็ไม่มีวันเป็นกลางได้ เหตุผลง่ายๆ เพราะทุกเนื้อหา ทุกข้อความ เมื่อมันถูก &#8220;ส่งต่อ&#8221; ไม่ว่าด้วยการเขียน การเล่า ถ่ายภาพ หรือวีดีโอ ล้วนแล้วแต่ต้องถูกบิดเบือนทั้งสิ้น แม้ว่าผู้ถ่ายทอดจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ประการแรก นั่นคือเรื่องของภาษา ภาษาเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และผูกพันกับจิตใจของมนุษย์อย่างมากกว่าที่ใครหลายคนคิดไว้ ในภาษาเดียวกัน คนที่แตกต่างกันย่อมไม่สามารถรับรู้สิ่งที่ต้องการถ่ายทอดนี้ได้เหมือนกันซะทีเดียว หลายๆ ครั้งอารมณ์อาจถูกบรรจุไปกับภาษาโดยที่เราไม่รู้ตัว หรือคนรับตีความอารมณ์เหล่านี้ผิดแผกไปก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน ซึ่งอารมณ์นี้เองเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าใครมีความคิดอย่างไร และตัดสินว่าอะไรดีไม่ดีอย่างไร บางคนอาจรู้สึกถูกตัดสินด้วยอารมณ์ที่แทรกอยู่ในภาษา จนนำไปสู่ความรู้สึกที่ว่า &#8220;ข่าวนี้ไม่เป็นกลาง&#8221; เช่นข่าวนักเรียนเครียดจนเผาห้องสมุดพร้อมยอมรับว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ ในจุดนี้บางคนอาจจะรู้สึกถึงอารมณ์ที่อยู่ในคำว่า &#8220;พฤติกรรมเลียนแบบ&#8221; ว่าตั้งใจจะโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ แต่อันที่จริงแล้วข่าวนี้อาจจะถูกถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมาอย่างที่ผู้นำเสนอไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ เพราะเด็กคนดังกล่าวก็ให้สัมภาษณ์เช่นนั้นจริงๆ เป็นต้น ประการที่สอง การนำเสนอนั้นถูกตัดทอนเสมอ ด้วยเนื้อหา พื้นที่ และเวลาที่จำกัดของทั้งผู้นำเสนอและผู้รับข้อมูลข่าวสาร เกือบทุกครั้งที่ข้อมูลจะถูกตัดทอน และย่นย่อเพื่อให้พอเหมาะกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรเหล่านี้ แต่ปัญหาก็คือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>อาจจะหลงกระแสไปสักหน่อย แต่เรื่องนี้ ผมคิดว่าอีกไม่นานก็คงมีประเด็นให้ถกเถียงกันอีก</p>
<p>ช่วงความร้อนแรงทางการเมืองที่ผ่านมา อีกหนึ่งประเด็นที่หลายๆ คนในสังคมพูดถึง นั่นคือเรื่องของความเป็นกลางของสื่อ</p>
<p>โดยส่วนตัวผมเอง ในฐานะที่มีประสบการณ์ในการทำงานสื่อมาบ้าง (เป็นนักเขียนใน <a href="http://www.blognone.com">Blognone</a>) ก็พอจะเข้าใจอยู่ลึกๆ ว่า แม้ว่าสื่อจะพยายามทำตัวให้เป็นกลางแค่ไหน สื่อก็ไม่มีวันเป็นกลางได้</p>
<p>เหตุผลง่ายๆ เพราะทุกเนื้อหา ทุกข้อความ เมื่อมันถูก &#8220;ส่งต่อ&#8221; ไม่ว่าด้วยการเขียน การเล่า ถ่ายภาพ หรือวีดีโอ ล้วนแล้วแต่ต้องถูกบิดเบือนทั้งสิ้น แม้ว่าผู้ถ่ายทอดจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม</p>
<p>ประการแรก นั่นคือเรื่องของภาษา ภาษาเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และผูกพันกับจิตใจของมนุษย์อย่างมากกว่าที่ใครหลายคนคิดไว้ ในภาษาเดียวกัน คนที่แตกต่างกันย่อมไม่สามารถรับรู้สิ่งที่ต้องการถ่ายทอดนี้ได้เหมือนกันซะทีเดียว หลายๆ ครั้งอารมณ์อาจถูกบรรจุไปกับภาษาโดยที่เราไม่รู้ตัว หรือคนรับตีความอารมณ์เหล่านี้ผิดแผกไปก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน ซึ่งอารมณ์นี้เองเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าใครมีความคิดอย่างไร และตัดสินว่าอะไรดีไม่ดีอย่างไร บางคนอาจรู้สึกถูกตัดสินด้วยอารมณ์ที่แทรกอยู่ในภาษา จนนำไปสู่ความรู้สึกที่ว่า &#8220;ข่าวนี้ไม่เป็นกลาง&#8221; เช่นข่าวนักเรียนเครียดจนเผาห้องสมุดพร้อมยอมรับว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ ในจุดนี้บางคนอาจจะรู้สึกถึงอารมณ์ที่อยู่ในคำว่า &#8220;พฤติกรรมเลียนแบบ&#8221; ว่าตั้งใจจะโจมตีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ แต่อันที่จริงแล้วข่าวนี้อาจจะถูกถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมาอย่างที่ผู้นำเสนอไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ เพราะเด็กคนดังกล่าวก็ให้สัมภาษณ์เช่นนั้นจริงๆ เป็นต้น</p>
<p>ประการที่สอง การนำเสนอนั้นถูกตัดทอนเสมอ ด้วยเนื้อหา พื้นที่ และเวลาที่จำกัดของทั้งผู้นำเสนอและผู้รับข้อมูลข่าวสาร เกือบทุกครั้งที่ข้อมูลจะถูกตัดทอน และย่นย่อเพื่อให้พอเหมาะกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรเหล่านี้ แต่ปัญหาก็คือ ข้อมูลเพียงเล็กน้อยเหล่านี้ ไม่สามารถสะท้อนถึงความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ ในขณะที่ผู้รับข้อมูลเอง ก็จะมีกลไกอัตโนมัติในการสร้างข้อมูลส่วนที่หายไปในสมอง โดยอิงจากข้อมูลส่วนที่มีอยู่ ผมยกตัวอย่างเช่น @<a href="http://twitter.com/abandonphuwan">abandonphuwan</a> อาจจะกำลังทำงานอยู่ แต่มีจังหวะหนึ่งเพียงแค่ไม่กี่นาทีที่แว้บไปเปิดดูเว็บเล่น แล้วคุณแม่ก็บังเอิญเดินเข้ามาดูพอดี ในจังหวะนี้เองคุณแม่เมื่อได้รับข้อมูลว่า ณ ปัจจุบันคุณลูกกำลังเปิดเว็บไร้สาระอยู่ ก็จะ &#8220;สร้าง&#8221; ข้อมูลส่วนที่หายไปโดยอิงจากส่วนที่มีอยู่โดยอัตโนมัติว่า ตั้งแต่ลูกมาใช้คอมฯ ก็เล่นเว็บไร้สาระตลอดเลย แม้ว่าจริงๆ แล้วระหว่างนั้นเขาอาจจะทำงานมาตลอดจริงๆ ก็ได้</p>
<p>ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า แม้สื่อจะพยายามเป็นกลางแค่ไหน แต่สื่อจะไม่มีวันเป็นกลาง</p>
<p>เราทุกคนคงเคยชินกับข้อกล่าวหาหลายๆ ครั้งที่ระบุว่า &#8220;สื่อต้องมีจรรยาบรรณ&#8221;</p>
<p>จรรยาบรรณ เป็นข้อกำหนดที่มักควบคู่กับวิชาชีพที่มี &#8220;พลังพิเศษ&#8221; บางอย่างที่อยู่เหนือการควบคุมของกฎเกณฑ์ในสังคม เช่นจรรยาบรรณแพทย์ที่อาจจะไม่สามารถโฆษณายายี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งให้กับผู้ป่วยได้เป็นพิเศษ แต่ในความเป็นจริงแพทย์นั้นก็มี &#8220;พลัง&#8221; ที่จะทำเช่นนั้นได้ โดยไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ที่จะห้ามได้อย่างชัดเจน</p>
<p>หากพูดง่ายๆ คงต้องอ้างคำพูดเท่ห์ๆ ของสไปเดอร์แมนว่า</p>
<blockquote><p>&#8220;With great power comes great responsibility.&#8221;</p></blockquote>
<p>แน่นอนว่าสื่อมีพลังพิเศษบางอย่าง ที่จะโน้มน้าวผู้ฟังให้คิดคล้อยตามไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก จึงเป็นเรื่องที่อาจจะเหมาะสมอยู่แล้วที่วิชาชีพสื่อจะต้องมีจรรยาบรรณเป็นข้อห้ามทางจิตใจควบคุมไว้อีกต่อหนึ่ง</p>
<p>แต่คำถามที่สำคัญ ณ เวลานี้คือ &#8220;ใครคือสื่อ?&#8221;</p>
<p>ในโลกของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทุกคนกลายเป็นสื่อจำเป็นโดยที่ไม่รู้ตัว เมื่อความคิดของเราถูกถ่ายทอดออกไปบนเครือข่ายสังคม ความคิดของเราย่อมมีผลต่อความคิดของผู้อื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่แน่นอนว่า เกือบทุกคนที่ทำหน้าที่สื่อจำเป็นนี้ คงน้อยคนนักที่จะคิดว่าเราต้องมี &#8220;จรรยาบรรณ&#8221;</p>
<p>บางคนอาจโยนความรับผิดชอบนี้ให้กับผู้รับสื่อ ว่าจะต้องเลือกรับข่าวสารที่เหมาะสมให้ได้ แต่ในอดีตที่ผ่านมา เราคงเห็นแล้วว่า สิ่งนี้ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะแต่ละคนก็มีความเชื่อและความคาดหวังที่แตกต่างกัน ที่ทำให้การรับรู้ข้อมูลต่างๆ นั้นแตกต่างไปด้วย แม้ว่าผู้รับสื่อจะพยายามรับสื่ออย่างฉลาดแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่มีวันที่จะรับความจริงได้ทั้งหมด</p>
<p>หากดูในภาพรวมแล้ว คงไม่ใช่หน้าที่ใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่จะแก้ปัญหาวงจรอุบาทว์แห่งข้อมูลข่าวสารนี้ได้</p>
<p>การผลักความรับผิดชอบให้สื่อ หรือให้ผู้รับสื่อ ก็คงไม่ใช่ทางออกเช่นกัน</p>
<p>แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?</p>
<p><strong>ผมก็ไม่มีคำตอบครับ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/media_neutrality/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>7</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Thoughts on Education 2.0</title>
		<link>http://cubiccreative.org/blog/2010/thoughts-on-education-2/</link>
		<comments>http://cubiccreative.org/blog/2010/thoughts-on-education-2/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 May 2010 21:14:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Zerothman</dc:creator>
				<category><![CDATA[Cubic Blog]]></category>
		<category><![CDATA[English]]></category>
		<category><![CDATA[education]]></category>
		<category><![CDATA[education 2.0]]></category>
		<category><![CDATA[sir ken robinson]]></category>
		<category><![CDATA[ted]]></category>
		<category><![CDATA[thoughts]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://cubiccreative.org/blog/?p=422</guid>
		<description><![CDATA[I just watch a couple of TED conferences video recently. It&#8217;s &#8220;Schools Kill Creativity&#8221; from TED 2006 and &#8220;Bring on the Learning Revolution&#8221; from TED 2010 by Sir Ken Robinson. (Thank @eig for sharing it in Cubic Research Group) I have to admit that I&#8217;ve never been heard of his name before. But I like almost [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>I just watch a couple of <a href="http://www.ted.com">TED</a> conferences video recently. It&#8217;s &#8220;<a href="http://www.ted.com/talks/ken_robinson_says_schools_kill_creativity.html">Schools Kill Creativity</a>&#8221; from TED 2006 and &#8220;<a href="http://www.ted.com/talks/sir_ken_robinson_bring_on_the_revolution.html">Bring on the Learning Revolution</a>&#8221; from TED 2010 by <a href="http://www.ted.com/speakers/sir_ken_robinson.html">Sir Ken Robinson</a>. (Thank <a href="http://twitter.com/eig">@eig</a> for sharing it in Cubic Research Group) I have to admit that I&#8217;ve never been heard of his name before. But I like almost every his point of view on education. Many of them are just like what I thought earlier, while others was surprising me.</p>
<p>About a year ago, I had a speaking session at <a href="http://ku.ac.th/icted2009/">ICTEd 2009</a> which I named it &#8220;Cloud Learning : A learning in digital age&#8221;. I suggest that our current education system was built in an industrial age, the age of mass production. It aims on creating workforces as a resources for corporates. Of course, it&#8217;s a mass production. Every single student will have the same curriculum to form their knowledge, ideas and perspective to match the industry&#8217;s specification. One may be molded to be an engineer, a doctor, an accountant or a driver depends on how occupation markets direct them to. And because we love Prada, Ferrari and Apple. Employers would more prefer a personnel who <em>produced</em> from Berkeley, MIT or Oxford. As we can see, almost none of education system perspective sees one person as <em>a person</em>.</p>
<p>In my session I was also noting that in Thailand, the education system was built in monarchy age and was first limited to aristocrats. So the education system also serve as a social class symbol.</p>
<p>In conclusion, I think current education system based on mass production industrial concept. Person is material, study field is part type, curriculum is specification, grading is quality-control and degree is brand.</p>
<p>But what&#8217;s the problem in current education system? There&#8217;re 2 important changes in our world that make our education system outdated. It is the development in information technology and the rise of creative economy.</p>
<p>Information technology grants us the ability to send and receive information across the world at a speed of light. The more rapidly information exchange make mankind&#8217;s wisdom to be even more rapidly developed. An education that built on content-based concept couldn&#8217;t change itself to newer knowledge fast enough, resulting in outdated knowledge in classrooms that we spent a thousands of dollars to attend.</p>
<p>And information technology allow anyone to be a content publisher, unlike yesterday curriculum that created from a number of noble professors and someone-who-actually-knows. There&#8217;re a lot of information floating around us nowadays that simply false. But we were taught to know what they said, so we&#8217;re lack of ability to evaluate the reliability of information we get. So now so many people know so many things that completely not correct.</p>
<p>The rise of creative economy force corporates to be creative. And to be creative, they need someone like-no-other in their organization. Unfortunately, old education system aim to create workforces that comply with specification in mass production perspective. So everyone was produced to be identical and lacks of creativity.</p>
<p>Refer to what @eig <a href="http://twitter.com/eig/status/15031588674">said</a>, so many people concern about education crisis nowadays. But no one actually suggest a <em>way out</em>. In my opinion, the <em>Education 2.0</em> must complies to the following concerns:</p>
<ol>
<li>It must concern person as an <em>individual person</em>. Because every single person is different by his/her own knowledges, wisdoms, thoughts, cultures, perspectives, languages or even social classes. The new education system must be adaptive and flexible enough to fit itself to learner, not vice versa like nowadays.</li>
<li>It must brings out the best in one&#8217;s talents. This not only serve as a qualitative goal like better skills and knowledges on each learner, but also serve learner&#8217;s spiritual needs as <em>a human</em>. Just like Sir Ken Robinson said in the video. Hours can be just five minutes if we&#8217;re doing what we like. But if we&#8217;re doing what we hate, five minutes could be hours to us.</li>
<li>It must concern that information climates are always change. And more information technology developed, the more these knowledges change rapidly. The new system shouldn&#8217;t focus on <em>transfer knowledge</em> to learners. But to teach them how to <em>acquire knowledge</em> fast and effectively.</li>
<li>It must concern that knowledge is useless without application. Education system should develop one&#8217;s skills on applying knowledge to practice that useful to them, society, country or the world.</li>
<li>It must fully, or at least partially compatible with the old system. It&#8217;s simple engineering concept that new system without backward compatibility could end up with <em>no one wants to use it</em>. By that I mean it must still somehow possible to evaluate how learner perform in the system. Or to put it simpler, it must give some clue what&#8217;s employers-in-old-world-education gonna get when hiring an employees produced by new system.</li>
<li>It must be cost effective. Current education system is very expensive compared to output. However, to create better system that complies with all these concerns may result in even more expensive education. New system must be inexpensive enough to be accessible from everyone, or at least, most of us.</li>
<li>And the one last thing, it must effectively and distinctively co-operate with other human civilization system like politics, economics, religions or even healthcare system. Humans use these systems for mankind&#8217;s ultimate goal—<em>happiness</em>. These systems have their own distinctive goals to achieve, and also co-operate in some aspect for maximum output. For example, politics may take part on how society decides what everyone should know in elementary education, while economics must help education system defines what people should be to be an effective resources. Also, it&#8217;s crucial to decide which system must take responsible for some matter, like <em>moral</em>. Should it be politics, religions, education or all of them? This is a question that Education 2.0 must has an answer.</li>
</ol>
<p>Despite these specifications, we still have one big question left. <em>Do we really need an Education 2.0?</em></p>
<p>Of course, as long as there&#8217;s no new better version of Windows, there&#8217;s no reasons to upgrade. We just somehow didn&#8217;t like what we have now, sometimes we even don&#8217;t know what&#8217;s the problem in our current system. But even we have no idea what&#8217;s the better system is, it doesn&#8217;t mean we shouldn&#8217;t start now.</p>
<p>One thing I came up is, we should have some statistical research to find relations between <em>education successfulness</em> of a person against other factors. This should give us some clue where the problem is. However, what is <em>education successfulness</em> still yet to be defined.</p>
<p>Now we, Cubic Creative, are currently aggressively looking into this issue. We even already developed some of the models what we hope it could be implemented in real-world situations. However, this is a very, very long way to go. But like I said earlier, it doesn&#8217;t mean we shouldn&#8217;t start <em>now</em>.</p>
<p>What&#8217;s your idea on Education 2.0? Please share with us. Together we can create a new revolutionary education system that, somehow, better than before.</p>
<blockquote><p>&#8220;These technologies, combined with the extraordinary talents of teachers, provide an opportunity to revolutionize education. And I urge you to get involved in it because it&#8217;s vital, not for just to ourselves, but to the future of our children.&#8221;<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;—Sir Ken Robinson (1950-present)</p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://cubiccreative.org/blog/2010/thoughts-on-education-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>5</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

