creativeideasdrivetheworld.
In: Cubic Blog By: Zerothman
21 Mar 2011เมื่อสักราวๆ สองสามปีที่แล้ว ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก และก็ได้มีโอกาสได้ไปเที่ยว Tokyo Disney Resort ซึ่งถือได้ว่าเป็นสวนสนุกในกลุ่ม Disney ที่แรกที่ผมมีโอกาสได้ไป
ในครั้งนั้นเองผมมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าต้องการจะไปเที่ยวสวนสนุกล้วนๆ แผนการเที่ยวของผมจึงมีแต่การแวะสวนสนุกต่างๆ เกือบทั้งหมดที่อยู่ครึ่งตะวันตกของประเทศญี่ปุ่น (เอาโตเกียวเป็นตัวแบ่ง) สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้จากการเที่ยวสวนสนุกแบบมาราธอนในครั้งนั้น คือ Tokyo Disney Resort เป็นสถานที่เดียวที่สร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผมได้อย่างแปลกประหลาดตั้งแต่ย่างก้าวเข้าไปในตอนเช้าจนขาออกในตอนค่ำได้อย่างที่สวนสนุกอื่นๆ อย่าง Universal Studio Osaka หรือ Fuji-Q Highland ไม่มีทางทำได้ แม้ว่าจะมีเครื่องเล่นที่เร้าใจหรือทันสมัยกว่าแค่ไหนก็ตาม
และเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์อีก ที่ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยว Walt Disney World Resort ที่ฟลอริดาเมื่อปีที่แล้ว และบรรยากาศความสุขที่ผมได้รับจาก Tokyo Disney Resort ช่างละม้ายคล้ายกัน และยังแตกต่างกับสวนสนุกอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียงที่ผมมีโอกาสได้ไป
ผมคิดว่าหลายๆ คนที่เคยไปสถานที่เหล่านี้ น่าจะพอนึกบรรยากาศความรู้สึกนี้ออก และความรู้สึกนี้ เป็นสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันในนามว่า Disney Magic
ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะคนคุมเครื่องเล่นทุกคนที่ยิ้มและ over-acting แสดงออกอย่างเวอร์ๆ อยู่ตลอด หรือจะเป็นเพราะการตกแต่งสถานที่อย่างละเมียดละไม การบรรจงหากิจกรรมหรือการแสดงไปยังหลายๆ จุด ขบวนพาเหรดที่แสนสนุกสนานและดอกไม้ไฟสุดอลังการ หรือเพราะการที่พนักงานกวาดพื้นเดินเข้ามาถามผมว่าหาอะไรอยู่อย่างยิ้มแย้ม แค่เพราะผมกำลังยืนกางแผนที่อยู่กลางถนน
ผมรู้แค่เพียงว่ามันมีเวทย์มนต์บางอย่างที่สะกดใจทุกคนที่ผ่านเข้าไป ณ ที่แห่งนั้นได้อย่างที่ไม่มีสวนสนุกไหนทำได้
…
ผมเพิ่งกลับจากการทำงานค่าย MICT Digital Youth Camp 2011 (ชมภาพ/วีดีโอได้ที่หน้า Facebook ของคิวบิกครีเอทีฟ) ซึ่งเป็นกิจกรรมของกระทรวงไอซีทีฯ โดยทีมงานของคิวบิกครีเอทีฟได้มีส่วนร่วมในการดำเนินงานค่ายเป็นหลัก ผมได้ยินมาว่า มีคนจากกระทรวงคนหนึ่งที่มาสังเกตการณ์ บอกว่าเขาไม่เคยให้เอกชนที่ไหนจัดกิจกรรมให้กับน้องๆ แล้วทำให้น้องๆ มีความสดใส มีรอยยิ้ม มีความกระตือรือร้น และสามารถสร้างผลงานดีๆ ได้ในระยะเวลาอันสั้นขนาดนี้มาก่อน
ผมเองก็ไม่ทราบ ว่าเป็นเพราะพี่เลี้ยงที่ทุ่มเททุกลมหายใจให้กับน้องๆ ค่าย หรือจะเป็นเพราะทีมกิจกรรมที่ละเมียดละไมคิดกิจกรรมและการเรียนการสอนอย่างตั้งใจ ทีมสันทนาการที่เล่นกับน้องๆ ตลอดเวลา น้ำหวานและขนมของว่างแสนอร่อยที่มีให้เลือกเยอะแยะ ทีมงานที่ประกอบด้วยคนจากหลากหลายสถาบัน องค์กร สาขาวิชา สาขาอาชีพ ไปจนความคิดและความเชื่อ หรือแค่เพราะคอนเสิร์ตสุดมันในคืนสุดท้ายของค่าย
ผมรู้แค่ว่ามันมีเวทย์มนตร์บางอย่างที่สะกดใจทุกชีวิตที่มีโอกาสผ่านเข้ามาในค่ายของคิวบิกครีเอทีฟ อย่างที่ไม่มีใครที่ไหนจะทำได้อย่างนี้
…
ปีที่แล้ว ผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่คำว่าคิวบิก คล้องจองกับคำว่ามิวสิก ตอนนี้ผมเองก็คงต้องบอกว่า…
หรือมันอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ? ที่ “คิวบิก” กับ “เมจิก” มันคล้องจองกัน
In: Cubic Blog By: Zerothman
13 Mar 2011ช่วงนี้เองผมได้มีโอกาสกลับมาทำงานค่ายอีกครั้ง ในรอบนี้เป็นครั้งแรกที่เรามีโอกาสได้จัดกิจกรรมให้กับน้องถึง 200 คน ซึ่งในการทำค่ายระดับนี้ ก็แน่นอนว่าต้องมีทีมงานเป็นจำนวนมากกว่าเดิมกว่าที่เคยทำมาเยอะพอสมควร อย่างน้อยแค่พี่เลี้ยงเองก็ 40 คนเข้าไปแล้ว ก็นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกใหม่อยู่เหมือนกัน
แต่อย่างหนึ่งที่คงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับผมเท่าไหร่ และก็เริ่มเกิดขึ้นในบรรยากาศการทำงานของผมในช่วงวันสองวันที่ผ่านมานี้แล้ว คือบรรยากาศที่คนทำงานเริ่มมีการบ่นถึงความหงุดหงิดรำคาญใจที่มีต่อการทำงานหรือการกระทำต่างๆ ของผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ที่คงจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่มีอยู่ทั่วไปบนโลกใบนี้
ผมเองถึงจะไม่กล้าพูดมากว่ามีประสบการณ์อย่างโชกโชน แต่ตลอดการทำงานในช่วงระยะเวลาเกือบ 8 ปี ณ ที่แห่งนี้ ก็คงต้องผ่านอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ มาไม่น้อย ด้วยความที่เป็นคนที่ค่อนข้างจุกจิกในรายละเอียดต่างๆ ในการทำงาน การกระทำต่างๆ ของบุคคลรอบตัวจึงจะดูขวางหูขวางตาไปเสียหมดเมื่อมันไม่เป็นอย่างใจ ในเริ่มแรกเองผมก็หงุดหงิดและเกรี้ยวกราดกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ใครที่อยู่กับผมมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกก็น่าจะนึกภาพออก
แต่สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คือความหงุดหงิดใจเหล่านั้นเป็นพิษร้ายที่นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แล้ว ยังบั่นทอนจิตใจทั้งของเราเอง ผู้ร่วมงาน จนลามไปถึงการบั่นทอนตัวชิ้นงานที่เราต้องรับผิดชอบไปเสียด้วยซ้ำ การที่เราหงุดหงิดใจ มันไม่ได้แก้ปัญหานั้นๆ ให้หายไปได้เลย เพราะเจ้าตัวที่ก่อความรำคาญใจให้เรา ก็คงไม่มีวันรู้ว่าเราหงุดหงิดใจกับการกระทำของเขา และต่อให้เขารู้ ก็ใช่ว่าเขาจะสามารถแก้ไขมันให้ตรงใจเราได้ แม้ว่าเขาจะพยายามก็ตาม ใจเขาใจเรา ใครจะไปถูกใจใครได้เสียหมด? ถึงทำอย่างหนึ่งถูกใจใคร ก็คงไปขวางหูขวางตาใครอีกคนอยู่ดี
สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ และควรจะกระทำหากมันใช่เรื่องใช่หน้าที่ของเรา คือการบอกคนๆ นั้นอย่างตรงไปตรงมา ผมไม่เชื่อว่าในโลกนี้ จะมีใครที่ตั้งใจที่จะทำตัวให้คนอื่นหงุดหงิดรำคาญใจ หรือตั้งใจที่จะทำงานให้มันแย่อยู่แล้ว การที่เขาได้รู้ว่าเราคิดอย่างไร อย่างน้อยเป็นข้อมูลให้เขาเองได้พิจารณาว่า เขาควรจะปรับจะแก้การทำงานหรือการกระทำของเขาอย่างไร เพราะหากเป็นผมเอง ก็คงคาดหวังให้คนอื่นทำเช่นนั้น
แต่แน่นอนว่า ทุกคนก็อาจไม่สามารถทำตามดั่งใจเราได้ อาจด้วยเหตุเพราะเขาทำไม่ได้จริงๆ หรือเพราะเขาไม่ได้เห็นด้วยกับเหตุและผลของเรา การยึดในหลักที่ว่าไม่มีใครอยากทำตัวแย่ และพยายามมองหาจุดดีๆ ในตัวเขาให้เจอ ก็ทำให้เราสบายใจขึ้นได้มากโข ผมพบว่า ทุกครั้งที่เรามองคนแย่ๆ อย่างตั้งใจและปราศจากอคติ เราจะเห็นสิ่งที่ดีงามในตัวเขาเสมอ และหากเราอยู่ในจุดที่สามารถปรับสามารถแก้อะไรได้ เราก็จะเรียนรู้ได้ชัดเจนขึ้นว่า คนๆ นี้เหมาะหรือไม่เหมาะกับอะไร และเขาควรที่จะอยู่ในจุดไหนของงานในอนาคต
ผมพบว่า การปรับจิตใจของเรานั้น มันง่ายดายกว่าการไปเปลี่ยนคนอื่นเสียมาก และสุดท้ายคนที่จะเป็นสุขก็คือเรา เพราะความทุกข์นั้นมันอยู่ในใจเราเอง ไม่ได้ไปกระเด็นกระดอนให้เจ้าตัวได้เดือดร้อนแต่ประการใด
จะกำก้อนหินก้อนนั้นไว้ทำไมกัน?
In: Cubic Blog By: Zerothman
15 Nov 2010พอดีช่วงนี้ผมได้มีโอกาสทำงานโครงการของกระทรวงไอซีที ที่เป็นการออกตระเวนจัดกิจกรรมให้กับน้องๆ ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ จริงๆ แล้วงานในลักษณะนี้ผมก็เคยได้ทำอยู่เรื่อยๆ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ที่มีโครงการ Cubic Robocode Camp On-tour ก็ทำให้ได้มีโอกาสเห็นสภาพของนักเรียนในพื้นที่อื่นๆ นอกรั้วเขียวม่วงอย่างที่ผมเคยได้รับมามากขึ้น และยิ่งทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจกับสภาพของการศึกษาไทยมากยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากปัญหาในการเข้าถึงเทคโนโลยี และการใช้ภาษาอังกฤษที่ผมคิดว่ามันค่อนข้างจะเห็นอยู่อย่างชัดเจนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผมว่าน่ากลัวคือความสามารถในการคิด และมุมมองที่มีต่อการเรียนรู้ของตนเอง
ผมไม่แน่ใจมากนักว่าสภาพในชั้นเรียนจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร แต่ดูเหมือนนักเรียนส่วนใหญ่จะค่อนข้างมองการเรียนรู้ต่างๆ เป็นเส้นตรง การเรียนรู้คือการรับข้อมูลเข้ามาบันทึกไว้ในสมองของตนเอง ดังนั้นนักเรียนส่วนใหญ่จึงมักจะสับสน และค่อนข้างว้าวุ่นเมื่อเรามีกิจกรรมต่างๆ ให้น้องได้ลองคิด ลองทำ ลองแก้ปัญหาด้วยตัวเอง น้องส่วนใหญ่จะคาดหวังให้เราบอกน้องอย่างชัดเจนว่าเขาต้องทำอะไรเป็นขั้นตอนอย่างไร มากกว่าที่จะลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ลักษณะนี้ก็คงก็คล้ายๆ กับภาพการเรียนในห้องเรียนทั่วไป ที่มีใบงานหรือการทดลองอะไรที่เป็นขั้นเป็นตอนให้นักเรียนได้ทำตาม และมีผลอะไรก็เขียนใส่ใบงานไป ซึ่งจริงๆ แล้วก็พูดยากว่านักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างจากกระบวนการดังกล่าวนี้
อีกเหตุการณ์ที่ผมทำให้ผมรู้สึกวิตกมาก คือเมื่อเราให้น้องได้ลองทำกิจกรรมหนึ่งที่น้องจะต้องพยายามลองผิดลองถูกเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้องมาให้ได้ และน้องเลือกที่จะ “ลอก” คำตอบจากเพื่อนคนอื่นๆ มาตอบ
ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนภาพบางอย่างที่น่ากลัว
แม้ว่ากิจกรรมนี้เราจะให้น้องลองทำเพื่อให้น้องได้คิด แต่ในมุมของน้อง “คำตอบ” และ “การวัดผล” ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พวกเขาจึงเลือกที่จะมองข้ามกระบวนการเรียนรู้ของตัวเอง และลัดสู่คำตอบที่ถูกต้อง หากมามองย้อนดูที่รูปแบบการศึกษาในปัจจุบันก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก ที่นักเรียนกำลังเรียนเพื่อ “สอบให้ได้” มากกว่าเพื่อ “การเรียนรู้” ของตัวเอง
ที่น่ากลัวไปกว่านั้น แม้ว่าเราจะไปจัดกิจกรรมกันอย่างเป็นกันเอง และความสำเร็จในการหาคำตอบของน้องจะไม่ได้มีผลต่อเกรด หรือมีผลประโยชน์อะไรต่อตัวพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะลัดสู่คำตอบ ราวกับว่ากระบวนการนี้ถูกฝังอยู่เป็นระบบอัตโนมัติในหัวของพวกเขา
ถ้าให้พูดตามตรง…ผมว่าตอนนี้ผมรู้สึกมืดแปดด้านจริงๆ ครับ ว่าควรจะทำอะไรกับปัญหานี้ดี?
In: Cubic Blog By: Zerothman
30 Oct 2010วันก่อนผมได้มีโอกาสไปค่าย KUSAC Welcome Camp #4 ที่โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ และได้มีโอกาสพูดคุยกับมิกกี้ซึ่งเป็นประธานชมรมในเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของการจัดการความผิดพลาด ซึ่งผมเองค่อนข้างมีความคิดที่ต่างกับมิกกี้ในเรื่องดังกล่าว เพราะผมเองจะมีความเชื่อว่าไม่ว่าจะทำงานอะไร แม้ว่าเราจะพยายามแค่ไหน จะเกิดข้อผิดพลาดได้เสมอ (ซึ่งแนวคิดตรงนี้ผมคิดว่าเป็นปรัชญาในการทำงานที่คงไม่ได้มีความสำคัญอะไรที่จะต้องถกเถียงให้มากมาย เป็นเพียงปรัชญาที่แล้วแต่ละคนจะมีจุดยืนที่แตกต่างกัน และประเด็นของเอ็นทรีนี้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องว่าควรจะยอมรับได้กับข้อผิดพลาดหรือไม่แต่ประการใด)
การพูดคุยดังกล่าว ได้สร้างคำถามในใจผมขึ้นสองสามข้อ และทำให้ผมสังเกตถึงวัฒนธรรมการทำงานบางอย่างของคิวบิกครีเอทีฟขึ้นมา
ย้อนไปสักปีสองปี เคยมีการพูดคุยกันเล่นๆ ในกลุ่ม Cubic Research Group ว่าเราน่าจะมีการรวบรวมแนวคิดวัฒนธรรมการทำงานของคิวบิกฯ แล้วทำแบบโตโยต้า ซึ่งตอนนั้นก็ตั้งชื่อกันเล่นๆ ว่า Cubic Way ซึ่งล้อจาก Toyota Way
ในครั้งนั้นก็มีการถกเถียงกันหลายๆ เรื่องว่าอะไรบ้างที่เป็นเอกลักษณ์ของคิวบิกครีเอทีฟ และผมก็พอจะจำและสรุปได้คร่าวๆ ดังต่อไปนี้
นอกนั้นก็ยังมีเรื่องปลีกย่อยอีกมากมายที่อาจจะเล็กน้อยเกินไปที่จะมาพูดตรงนี้ อย่างไรก็ตาม ผมไม่เคยนึกถึงเรื่องหนึ่งที่การสนทนากับมิกกี้ทำให้ผมฉุกคิดขึ้นมา นั่นคือการจัดการกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น
ผมมาสังเกตและพบว่า การทำงานของคิวบิกครีเอทีฟมีความยืดหยุ่นสูงมาก (อยากใช้คำว่า dynamic แต่ไม่แน่ใจคำแปลภาษาไทยที่เหมาะสม) ภาพที่ผมเห็นคุ้นจนชินตาทุกๆ ครั้ง คือไม่ว่าเราจะไปทำงานหรือจัดกิจกรรมที่ไหน หลังจากการจัดในวันแรกไปแล้ว จะมีการพูดคุยถกเถียงเพื่อ “เปลี่ยน” การทำงานในวันที่สองเสมอ (หลายๆ ครั้งแค่เพียงชั่วโมงแรก ก็คุยเพื่อเปลี่ยนชั่วโมงที่สองแล้วก็มี) และไม่ว่าเราจะวางแผนไปอย่างปึ๊กแค่ไหนแล้วก็ตาม เมื่อเราได้ลงสนามจริงเพื่อทำงาน เราจะพบว่ามันมีปัจจัยมากมายที่เราไม่ได้คาดการณ์ไว้ ไม่ว่าจะเป็นน้องค่าย สถานที่ หรือแม้แต่ดินฟ้าอากาศที่ทำให้เราต้องเปลี่ยน แม้ว่าหลายๆ ครั้งเราจะพยายามคิดเผื่อไว้แล้วก็ตาม
ผมคิดว่าจุดนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง จากประสบการณ์ของผมเอง หลายๆ ครั้งที่ผมทำงานในองค์กร หรือร่วมกับองค์กรอื่นๆ ผมพบว่าด้วยระบบและวัฒนธรรมการทำงานไม่ได้เอื้อให้เกิดการปรับเปลี่ยนแผนการทำงานได้อย่างรวดเร็วเหมือนที่คิวบิกครีเอทีฟมี ซึ่งในจุดนี้ผมคิดว่าก็เป็นประเด็นที่มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป ประการแรกคือคิวบิกครีเอทีฟมักทำอะไรที่สดใหม่ จึงน้อยมากที่เราจะทำอะไรที่ซ้ำแผนแบบเดิม สิ่งที่ตามมาคือเราจึงมักจะขาดแบบแผนการทำงานที่อยู่ตัวแล้ว การทำงานต่างๆ ของเราจึงมีแนวโน้มสูงกว่าที่จะเกิดปัญหา และทำให้เราต้องปรับแก้ไปตามสถานการณ์ แต่ข้อดีก็คือทำให้ผลงานของเรา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังๆ ที่ผ่านการปรับแก้แล้ว) มีความ “เข้ากันได้” กับกลุ่มเป้าหมายของเรามากขึ้น จริงๆ แล้วนี่อาจจะเป็นคำตอบของข้อมูลเชิงสถิติที่วีกิจค้นพบตั้งแต่ค่าย Cubic Thinking Camp #1 ว่าน้องค่ายจะรู้สึกสนุกมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงวันหลังๆ เพราะเรามีการปรับการทำงานให้ “เข้ากันได้” น้องแล้วก็เป็นได้
แม้ว่าสิ่งนี้จะเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกได้จากคิวบิกครีเอทีฟ แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งนี้คือสูตรสำเร็จหรือวัฒนธรรมการทำงานที่ดีที่สุดนะครับ เพียงแต่ผมคิดว่ามัน “เหมาะ” กับคิวบิกครีเอทีฟที่สุดในตอนนี้จริงๆ
ความแรงของคิวบิกฯ มันอยู่ตรงนี้แหละ!
In: Cubic Blog By: Zerothman
21 Sep 2010ถ้าพูดถึงคิวบิกครีเอทีฟ อย่างนึงที่คนคงนึกถึงทันทีก็คงไม่พ้นค่าย เพราะตั้งแต่จุดเริ่มต้นของคิวบิกครีเอทีฟ เราก็จัดค่ายกันมาเป็นหลักตลอด จนแม้ทุกวันนี้ คงไม่แปลกใจอะไรนัก ที่หลายๆ คนจะมองเห็นคิวบิกครีเอทีฟเป็นองค์กรที่จัดค่ายเพียงอย่างเดียว (ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่นะครับ)
และด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ รวมเข้ากับราคาของค่ายที่ค่อนข้างสูงกว่าโครงการอื่นๆ จึงทำให้หลายๆ คนคิดว่ากิจกรรมประเภทค่ายนี้เป็นแหล่งรายได้หลักของคิวบิกครีเอทีฟ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันกลับจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยครับ
ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา โครงการค่ายถือว่าเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่าทางการเงินที่สุดมาแต่ไหนแต่ไร ถึงแม้ว่าค่ายๆ หนึ่งจะมียอดกระแสเงินสดพัดผ่านไปอย่างมหาศาล (เช่น CCFC2 มียอดเงินสะพัดทั้งหมดประมาณ 5 แสนบาท) แต่ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินกิจกรรมค่ายก็สูงเช่นเดียวกัน โดยทั่วไปแล้ว ยอดกำไร-ขาดทุนสุทธิของโครงการค่ายมักจะปริ่มๆ ไม่บวกก็ลบนิดๆ หน่อยๆ มาตลอด ซึ่งหากคิดเผื่อค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ไม่ถูกนับเข้าบัญชีของโครงการ ก็เรียกได้ว่าคิวบิกครีเอทีฟแทบไม่เคยได้กำไรจากค่ายเลย
ค่าใช้จ่ายของค่ายโดยทั่วไปกว่า 50% – 70% มักจะต้องเสียให้กับค่าอาหารและสถานที่เป็นหลัก โดยมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมจริงๆ เพียง 5% – 30% เท่านั้น (ส่วนอื่นๆ เป็นค่าบริหารจัดการต่างๆ หรือการประชาสัมพันธ์) ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ส่วนใหญ่ถ้าใครไม่เคยได้ทำงานในลักษณะนี้ จะไม่ค่อยเข้าใจจริงๆ ว่ามีต้นทุนเหล่านี้อยู่ และทำให้คิดว่าค่ายแพงเกินความเป็นจริง
ผมขอลองยกตัวอย่างง่ายๆ นึกถึงค่าย CCFC2 จัดที่ KU HOME มีค่าที่พักพร้อมอาหารเช้าต่อคนต่อคืนอยู่ที่ 400 บาท ค่าอาหารกลางวัน อาหารเย็น และอาหารว่างรวมประมาณ 220 บาทต่อวัน หากคิดที่ 5 คืน จะมียอดรวมเป็น (400+220)×5 = 3,100 บาท และหากต้องคิดเผื่อถึงทีมงานค่ายที่มีประมาณ 50% ของจำนวนผู้เข้าร่วม ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับอาหารและสถานที่ต่อผู้เข้าร่วมกิจกรรมหนึ่งคนก็จะกลายเป็น 3,100+50% = 4,650 บาท ซึ่งหากเทียบกับค่าเข้าค่าย 4,900 บาทแล้ว เท่ากับว่าผู้เข้าร่วมค่ายจ่ายเงินแค่เพียง 250 บาทเพื่อซื้อกิจกรรมคุณภาพสูงที่สนุกโคตรๆ รวมกว่า 55 ชั่วโมง คิดเป็นชั่วโมงละ 4.50 บาท ถูกเป็นบ้า!
คำถามต่อมาจึงเป็นว่า รายได้หลักของคิวบิกครีเอทีฟมาจากไหน? ก็มักจะเป็นโครงการที่หน่วยงานอื่นๆ เอ้าท์ซอร์สเข้ามา หรือโครงการที่เราจัดเป็นคอร์สช่วงเปิดเทอมที่ไม่ต้องมีค่าอาหารหรือสถานที่มากมาย
แต่คำถามที่น่าแปลกใจที่สุดคงเป็นว่า ทั้งๆ ที่ไม่มีความคุ้มค่าอะไรเสียเลย จะจัดทำไม?
เหตุผลนั้นไม่ยาก เพราะค่ายคือโครงการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้มากที่สุด ทั้งกับผู้เข้าร่วมค่าย และส่วนที่สำคัญยิ่งกว่า คือผู้ทำค่าย
ในทุกๆ ค่าย จะได้มีเยาวชนที่มีโอกาสเข้ามาทำงาน 20 – 50 คน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ได้รับการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ไม่มีวันหาได้จากที่ไหน ทั้งการแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น การทำงานอย่างเป็นระบบ
ด้วยเหตุผลง่ายๆ นี้ คิวบิกครีเอทีฟจึงเลือกที่จะจัดค่ายในทุกๆ โอกาสที่เราทำได้ แม้ว่าจะมีความไม่คุ้มค่าทางการเงินอยู่เลยก็ตาม (พูดง่ายๆ ว่ายิ่งจัดค่าย ยิ่งทำให้ทีมที่ทำงานเปิดเทอมต้องทำงานเยอะขึ้นเพื่อปั่นเงินมาชดเชยตรงนี้)
ช่างเป็นงานอดิเรกราคาแพงจริงๆ
ปล. ขอฝาก Cubic Mega Camp #2 ไว้ในอ้อมใจด้วยนะครับ
แก้ไขเพิ่มเติม (23/09/10) : เอิร์ธมาทักผมว่า ข้อมูลในนี้ขาดไปหน่อย นั่นคือส่วนที่ว่าถ้าเหลือเงินแค่คนละ 250 บาท แล้วเงินที่ใช้จ่ายในค่ายส่วนอื่นๆ นั้นหายไปไหน? คำตอบคือในหลายๆ โครงการเราโชคดีได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นๆ (อย่างเช่น MK ได้ช่วยเหลือเราใน CCFC2) ซึ่งส่วนนี้ก็ได้แบกรับค่าใช้จ่ายไปได้อีกพอสมควรครับ
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)