creativeideasdrivetheworld.
In: Cubic Blog By: Paul_012
30 May 2010ช่วงนี้ผมและเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกันก็กำลังมีเรื่องต้องวางแผนและเตรียมตัวเกี่ยวกับงานรับปริญญาอยู่พอควร ซึ่งก็มีรายละเอียดให้วุ่นวายหลายอย่างทั้งเรื่องลางาน การเดินทาง ตัดชุดครุย ฯลฯ แต่ลำพังการเตรียมตัวที่จำเป็นเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นปัญหายุ่งยากเท่ากับภาคเสริมที่เพิ่มเข้ามา ทั้งการนัดเพื่อน หาคนถ่ายรูป แต่งหน้าทำผม ฯลฯ ที่ดูเหมือนว่าด้วยค่านิยมของสังคมในปัจจุบัน ก็เกือบ ๆ จะกลายเป็นภาคบังคับไปอีกส่วนแล้ว
ผมเองปกติก็ว่าไม่ชอบทำอะไรตามกระแสเท่าไร แต่ก็ยังหวั่น ๆ อยู่เลยครับว่าถ้าไม่มีช่างภาพส่วนตัวเหมือนเพื่อน ๆ แทบทุกคนที่เจอตอนรับปริญญากันเมื่อสองปีก่อนนี่จะแปลกประหลาดขวางโลกไปหรือเปล่า ไม่รู้มัธยฐานของสังคมเค้าต้องเตรียมอะไรกันแค่ไหน
Case in point: บทความชุด Commencement Guideline ของคุณ puyisme ที่เว็บไซต์คณะกรรมการบัณฑิตจุฬาฯ (กบจ.) เอามาลงไว้
คิดว่าถ้าเรียกการเตรียมตัวระดับนี้ว่าเป็นมาตรฐานชั้นหนึ่งของสังคมวัตถุนิยมในปัจจุบันก็คงไม่ผิดนัก (ขออภัยหาก offend – ไม่มีเจตนาเจาะจงว่าใคร แต่อยากกล่าวถึงค่านิยมของสังคมในภาพรวมเฉย ๆ) ซึ่งก็ไม่ได้คิดจะทำตามหมดนั่นอยู่แล้วล่ะ แต่อ่าน ๆ ไปแล้วก็ติดใจตะหงิด ๆ อยู่บางอย่าง
อย่างตรงการเชิญแขกผู้มาร่วมแสดงความยินดีนี่มัน… ยังไงนะ? ในความรู้สึกของผม ปกติแล้วงานที่จะมีการเชิญให้เข้าร่วมนั้นน่าจะต้องมีการเลี้ยงตอบรับ หรือให้แขกมีอภิสิทธิ์ได้เข้าร่วมในพิธีสำคัญบางอย่าง แต่ตรงนี้อย่าว่าแต่แขกเหรื่อมากมายที่ไหนเลย พ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่มีสิทธิ์เข้าหอประชุมเลยด้วยซ้ำ (ซึ่งผมก็สงสัยอยู่ว่าแล้วตกลงงานรับปริญญานี่จัดให้ใครนะ ไม่ใช่ว่าที่ทั่วไปมักถือกันว่าพ่อแม่เป็นคนส่งเสียให้เล่าเรียนมา ก็ควรจะได้มีส่วนร่วมในงานพิธีนี้หรอกเหรอ)
หรืออย่างการมีผู้ดูแลที่แทบจะต้องคอยรับใช้ทุกอย่าง ซึ่งพาให้ผมนึกไปถึงคอลัมน์ Miss Manners ของ Judith Martin ที่เคยกล่าวถึงแนวโน้มของงานแต่งงานอเมริกันที่นับวันจะพลิกผันเป็นงานเติม ego ของเจ้าสาวที่มักเห็นเพื่อนเจ้าสาวเป็นทาสรับใช้และเห็นแขกเป็นบ่าวบริพาร (Miss Manners ยังกล่าวอีกว่ามักมีญาติสนิทเพียงไม่กี่คนที่จะอยากมีส่วนร่วมในงานรับปริญญาของบัณฑิตจบใหม่)
ความจริงเกือบทุกแง่ของการรับปริญญาตามแบบสมัยนิยมที่ว่านี้ ก็ดูจะคล้อยตามค่านิยมงานแต่งงานที่เห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ทั้งการเตรียมการเยอะแยะที่ว่า แล้วไหนจะการจัดฉากถ่ายรูปให้ดูดีเป็นพิเศษ ฯลฯ
ก็คงสอดคล้องกับความที่ว่าในสังคมไทย การรับปริญญาดูจะเป็นก้าวการเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการแต่งงาน
เพราะกระดาษแผ่นเดียวนี้มันเป็นทั้งใบอนุญาตให้มีตัวตนอยู่ในโลกการทำงาน เป็นความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของวงศ์ตระกูล และสำหรับบางคนมันอาจเป็นใบเบิกทางที่เปิดให้ก้าวข้ามกำแพงแห่งชนชั้นได้ในที่สุด
หมายเหตุ: บทความนี้คัดลอกจากต้นฉบับที่บล็อกส่วนตัวของผม ซึ่งเป็นที่โฆษณาครั้งแรก
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)
2 Responses to ปริญญา-ค่านิยม-สังคมไทย
Halley
May 30th, 2010 at 1:04 am
ก่อนอื่นเลย ยินดีด้วยกับบัณฑิตใหม่
จากประสบการณ์ที่รับปริญญามาเมื่อปีที่แล้ว ก็เพิ่งจะรู้สึกว่ารับปริญญามันสำคัญจริงๆ ก็ตอนที่ถึงวันรับปริญญาจริงๆ นั่นแหละ
โดยส่วนตัวผมไม่ได้นัดเพื่อนเลย ทั้งเพื่อนมัธยม เพื่อนประถม รวมถึงรุ่นน้อง และอาจารย์
แต่ทุกคนก็มากันจนได้สิน่า มาทั้งๆ ที่ผมไม่ได้นัด ก็ยังอุตส่าห์นัดกันเอง แล้วก็มา
วันรับจริง แม่ พี่ชาย พี่สะใภ้ หลานสาวตัวน้อยวัย 4 ขวบก็มารออยู่นอกห้องประชุม วันนั้นก็ร้อนชื้นพอสมควร ฝนก็จะตกมิตกแหล่ แต่ก็ไม่มีใครบ่นสักคำ (ปกติแม่ขี้บ่นมาก)
โดยส่วนตัวรู้สึกว่า วันนั้นเป็นวันที่ทุกคนต่างก็อยากมาร่วมยินดีกับเราจริงๆ และเป็นวันที่ทุกคนให้ความสำคัญกับผม จนกลายเป็น “วันของผม” ไปอีกหนึ่งวัน
ก็ไม่แปลกอะไรนิ ตรากตรำเรียน เล่น ทำกิจกรรมมาตั้ง 4 5 6 ปี รวมถึงได้เติบโตผ่านประสบการณ์จากรั้วมหาวิทยาลัย
มันก็เป็นวันสำคัญจริงๆ นั่นแหละ ที่เราจะได้รับ “หลักฐานอย่างเป็นทางการ” ว่า เราเรียนจบแล้ว จบการศึกษามาได้แล้ว
จะทำให้มันเป็นวันพิเศษขึ้นมาหน่อย ก็ไม่เสียหายอะไรนิ~
เพราะสิ่งที่จะใช้วัดคุณค่า วัดความสำเร็จของการใช้ชีวิต
จริงๆ แล้ว…มันก็อยู่ที่ชีวิตหลังเดินออกมาจากห้องประชุมนี่นา
Gon
May 30th, 2010 at 1:04 am
คิดว่าถ้าเรียกการเตรียมตัวระดับนี้ว่าเป็นมาตรฐานชั้นหนึ่งของสังคมวัตถุ นิยมในปัจจุบันก็คงไม่ผิดนัก
>>>> not sure that you can use this as a standard of the whole society na krub, but if consider to be standard of ‘Chula’, I agree.
ถ้าไม่มีช่างภาพส่วนตัวเหมือนเพื่อน ๆ แทบทุกคนที่เจอตอนรับปริญญากันเมื่อสองปีก่อนนี่จะแปลกประหลาดขวางโลกไปหรือ เปล่า
>>> I didn’t do many things same as others krub, for example, I didn’t hire professional camera man (actually most of males didn’t). I didn’t tell my friends to come during that day (only my family and relatives). The result?, my friends complaint a lot for my ignorance…
พ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่มีสิทธิ์เข้าหอประชุมเลยด้วยซ้ำ
>>> because of space limitation krub (or you will allow ALL of relatives to be inside?). I heard from my friends who graduate from Mae-Fah-Luang, that univ. allowed all the family to stay inside krub (because they don’t have too many students).
ผู้ดูแลที่แทบจะต้องคอยรับใช้ทุกอย่าง
>>> what is the bad part of it? For example, the univ not even allowed me to keep my pocket (or anything) with me. Therefore, I have to be someone to carry everything for me. Apart from that, if you have someone to buy water for you, or to fill the make up…. I don’t think it’s not proper thing to do.
The rest part of the article, I totally agree krub.
some of them I have the same idea krub, as mentioned before in
http://cubiccreative.org/blog/2008/masatha/