การศึกษาการเมือง

In: Cubic Blog  By: Zerothman

17 May 2010

จริงๆ แล้วบล็อกนี้อาจจะขัดกับความเป็นคิวบิกครีเอทีฟไปเสียสักหน่อย ที่ผ่านมาคิวบิกครีเอทีฟมีจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเมือง ไม่ใช่แค่เราจะเป็นกลางทางการเมือง แต่เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลยถ้าเป็นไปได้ (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เห็นด้วยที่สมาชิกของเราจะมีความคิดเห็นทางการเมือง) เหตุผลง่ายๆ คงเพราะเรื่องของการเมืองเป็นเรื่องที่อ่อนไหว และเป็นปัจจัยที่เราคิดว่าการทำงานของเราจะง่ายกว่า ถ้าเราตัดองค์ประกอบนี้ออกไป

อย่างไรก็ตาม จุดยืนนี้ไม่ได้ขวางให้ผมมาเขียนบล็อกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่สถานการณ์กำลังถึงจุดที่ทุกคนคาดหวังให้เป็นขีดสุด ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ติดตามดูข่าวคราวความเคลื่อนไหวทางการเมืองมาตลอด และจากสิ่งที่ผมรับรู้มาทั้งหมด ผมกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุด อยู่ที่ความเข้าใจของ “คนไทย” กับคำว่า “การเมือง” ซึ่งมีรากของปัญหาที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ “การศึกษา”

ตั้งแต่เราเป็นเด็กมา สิ่งที่เราถูกพร่ำสอนมาตลอด นั่นคือความรู้สึกที่ให้เรารักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เราถูกสอนให้เชื่อว่าประชาธิปไตยคือสิ่งที่ดีงาม ในขณะที่คอมมิวนิสต์หรือเผด็จการคือสิ่งที่ชั่วร้าย เราถูกสอนให้เห็นสีขาวและดำ แต่เราไม่เคยรับรู้ถึง “สีเทา” หรือแม้แต่เหตุและผลที่ทำให้ปัจจุบันพวกเราต้องมีการเลือกตั้ง สิ่งที่เรารับรู้คือ เมื่อเราอายุ 18 ปีแล้ว เราจะมีสิทธิ์ในการ “เลือกคนดีเข้าสภา” เพื่อมาปกครองบ้านเมือง

แต่นั่น…คือการเมืองจริงๆ หรือ?

หากอ้างอิงจาก Wikipedia แล้ว (ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ) ผมคิดว่าคำว่าการเมืองมีนิยามที่ลึกซึ้งกว่าสิ่งที่เราได้เคยร่ำเคยเรียนมานานมาก แม้จะดูเป็นวลีที่แฝงไว้ด้วยความชั่วร้าย แต่นั่นคือความจริงของสังคมมนุษย์ นั่นคือ “การจัดสรรผลประโยชน์”

เราอยู่ร่วมกันในสังคม การที่ทั้งสังคมจะอยู่กันได้อย่างสงบ จะต้องมีข้อตกลงร่วมกัน แต่แน่นอนว่าในทุกๆ ข้อกำหนดที่เกิดขึ้นจะต้องเกิดผลที่จะทำให้บางคนเสียประโยชน์ หรือบางคนได้ประโยชน์ การเมืองจึงเป็นกระบวนการที่มีวัตถุประสงค์สำคัญคือการทำให้ทุกคนพึงพอใจกับผลประโยชน์ของตนเอง แน่นอนว่าในการจัดสรรผลประโยชน์เหล่านี้ก็มีวิธีการมากมายหลายวิธีที่ใช้กันในแต่ละประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยใช้ “การปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

แล้วประชาธิปไตยนี้คืออะไร? แนวความคิดพื้นฐานของประชาธิปไตยคือการที่ให้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมในการจัดสรรผลประโยชน์นี้ โดยมีแนวคิดง่ายๆ ว่าอะไรที่คนจำนวนมากกว่าพึงพอใจ แปลว่าสิ่งนั้นควรจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่แน่นอนว่าการที่คน 70 ล้านคนจะเข้ามาถกเถียงกันเพื่อจัดสรรผลประโยชน์กันคงเป็นไปไม่ได้ เราจึงเลือกที่จะใช้วิธีการให้แต่ละคนส่งตัวแทนของตัวเองเข้าไปถกเถียงกันในสภาแทน และกลายเป็นรูปแบบที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

แต่สิ่งหนึ่งที่เราเองก็อาจสังเกตได้ชัดว่า คนทั่วไปมักจะมองประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการเลือกสรรหาคนที่เข้าไปปกครองเรา เลือกคนดี เลือกคนเก่ง ทั้งๆ ที่สิ่งที่อาจจะอยู่ลึกกว่านั้น คือการเลือกคนเข้าไปรักษาผลประโยชน์ของเรามากกว่า

หรือแม้แต่ความเท่าเทียมที่เราอาจจะได้ยินบ่อยๆ ในช่วงนี้ ที่บางคนอาจจะสับสนระหว่างการที่ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกันในแบบประชาธิปไตย หรือทุกคนควรจะได้ผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน ซึ่งในประเด็นหลังกลับกลายเป็นแนวคิดพื้นฐานของสังคมนิยม ที่เราเคยถูกเสี้ยมสอนกันหนักหนาว่าเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย

ผมไม่ได้จะตัดสินว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยนี้เหมาะสมหรือไม่ หรือสิ่งที่ประเทศไทยปรับใช้อยู่นี่ควรจะปรับอย่างไร นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมจะพูดถึงได้ใน Cubic Blog นี้ แต่สิ่งที่ผมตั้งใจจะสะท้อนคือผลของการศึกษาที่ตื้นเขินของประเทศไทยที่ส่งผลกระทบต่อความคิดของคนที่มีต่อการเมืองทั้งหมด กลายเป็นภาพที่ตื้นเขิน ไม่ลึกซึ้งถึงวัตถุประสงค์ หรือเหตุผลที่แท้จริงของระบบต่างๆ

และด้วยเหตุนี้เอง ยิ่งนำไปสู่ความแตกต่างทางความคิดของคนที่ได้รับเพียงการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ตื้นเขิน กับกลุ่มคนที่ถูกสอนให้มองโลกอย่างเป็นเหตุเป็นผลและครอบคลุม จนนำไปสู่ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งไม่ใช่ความผิดของพวกเขาเลยที่จะขัดแย้งกัน เพราะพื้นฐานความคิดที่ต่างกันขนาดนี้ (เช่นกัน ผมจะไม่ตัดสินว่าความคิดของใครเหมาะสมกว่าใคร)

จะดีกว่าไหมถ้าการศึกษาแม้ในระดับพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงจะทำให้ทุกคนเข้าใจได้ว่า การปกครองแต่ละแบบนั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไร มีความเป็น “สีเทา” อย่างไร ทำไมประเทศต่างๆ ถึงเลือกใช้ระบอบการปกครองที่แตกต่างกันไป และในความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตของประเทศไทยเกิดอะไรขึ้นจริงๆ บ้าง ด้วยเหตุผลอะไร เกิดข้อดีข้อเสียอย่างไร และได้วิเคราะห์กันอย่างตรงไปตรงมาโดยปราศจากความรู้สึกที่ไปตัดสินว่าอะไรดีหรืออะไรชั่ว

อย่างน้อย ผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กว่าที่เรามาจำว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นตอน พ.ศ. อะไร หรือสามารถท่องชื่อหรือพระนามของนายกรัฐมนตรีหรือกษัตริย์ไทยในอดีตได้ครบทุกคนหรือทุกพระองค์

9 Responses to การศึกษาการเมือง

Avatar

Gon

May 17th, 2010 at 4:49 am

“การจัดสรรผลประโยชน์” >>> isn’t it the definition of Economic?

Avatar

Zerothman

May 17th, 2010 at 5:05 am

I think for the economics it is to manage limited resources to satisfied human’s unlimited needs. I think it does not focus on allocating resources among parties like politics do nor explaining the concept of authority. However, I think political concept and economic concept are somehow much likely to be related.

I think @chayanin would be able to share the better thought about this.

Avatar

Chayanin

May 18th, 2010 at 5:18 pm

ถ้าอิงจากวิกิพีเดียตามที่พี่นัทใช้แล้ว คำที่ผมเห็นสำคัญที่สุดคือ (process of making) collective decision ครับ ซึ่งตรงนี้ค่อนข้างจะ mark ส่วนที่เป็นการเมือง กับส่วนที่ไม่ใช่ ซึ่งถามว่า สุดท้ายแล้ว collective decision พวกนี้จะเกี่ยวกับอะไร มันก็ต้องไปเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของแต่ละ party ดังนั้น ในกระบวนการที่จะนำมาซึ่ง collective decision นี้ มันก็คือการที่จะจัดสรรว่า ใครจะได้อะไรไปนั่นแหละ

แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งของเศรษฐศาสตร์ จะต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับการเมือง รวมถึงศึกษาตัวการเมืองเอง แต่ส่วนหลักๆ หลายๆ ส่วนของเศรษฐศาสตร์จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการที่จะนำมาซึ่ง collective decision เท่าไรนัก

เอาจริงๆ ผมไม่ค่อยจะเข้าใจพี่ก้อนเท่าไหร่ว่า คำถามของพี่ก้อน ตั้งใจจะให้ตอบอะไร

Avatar

Gon

May 18th, 2010 at 9:11 pm

So, what is the definition of Economic?

my point is that, since Economic and Politic are different branch, I think it’s weird if they have the same definition.

Avatar

Chayanin

May 19th, 2010 at 12:02 am

ก่อนอื่น พี่ก้อนจะพูดถึงการเมือง (politics) หรือ รัฐศาสตร์ (political science) แล้วก็ เศรษฐศาสตร์ (economics) หรือเศรษฐกิจ (economy) ล่ะครับ

ถ้าถามนิยามของเศรษฐศาสตร์ อย่างแรกคือ มันขึ้นต้นด้วยคำว่า “วิชา” หรือ “การศึกษา” ครับ

Avatar

Gon

May 19th, 2010 at 4:22 am

talk about the content si krub, not in term of “วิชา”

Avatar

Chayanin

May 19th, 2010 at 2:01 pm

อ่าว ก๋มันคนละอย่างกันอ่ะครับ

การเมืองก็คือ process of making collective decision อย่างที่บอกไป ส่วนเศรษฐศาสตร์ก็เป็นวิชาสังคมศาสตร์ที่ศึกษา production, consumption, and distribution of goods and services ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับ how people make decision (to maximise welfare)

ตรงไหนมันซ้อนกันก็ตรงนั้นแหละครับ

ถามว่า มีแต่รัฐศาสตร์หรือเปล่าที่มีการเมืองเป็นหัวข้อในการศึกษา ก็ไม่ใช่ เช่นเดียวกัน ก็ไม่ได้มีแค่เศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเศรษฐกิจ ผมถึงไม่เข้าใจที่พี่ก้อนเอาการเมือง ซึ่งเป็นเหมือนหัวข้อ มาเทียบกับวิชาอ่ะครับ

Avatar

Gon

May 26th, 2010 at 2:55 am

If I use your definition, it’s clear that Politics and Economics are not the same. Just confuse from the article that the definition from P’ Nutch seem that they are not different.

Avatar

Chayanin

June 1st, 2010 at 10:36 pm

โอเค จริงๆ อันนี้น่าจะเคลียร์ขึ้น (จริงๆ ก็พอรู้อยู่บ้าง แต่ลืมนึกไป วันนี้ไปเรียนแล้วเพิ่งนึกออก)

คือเดิมที วิชาที่ปัจจุบันเป็นเศรษฐศาสตร์เนี่ย มันก็เกี่ยวพันกับการเมืองด้วยจริงๆ นั่นแหละ พวกอดัม สมิท, เดวิด ริคาร์โด, คาร์ล มาร์กซ เขาเรียกว่าเป็น (classical) political economist ส่วนสายวิชาก็เรียกว่า political economy

ส่วน economics เนี่ย มันมาเป็นแบบนี้ก็โดยพวก neo-classical ที่แยกออกมาจากการเมืองอย่างชัดเจน

Comment Form

Welcome!

ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก

นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา

คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)

ทวีทล่าสุดจาก Kupo

ทวีทล่าสุดจากสมาชิกคิวบิกฯ

more...