creativeideasdrivetheworld.
In: Cubic Research Group By: Masatha
19 Sep 2008ประโยคข้างต้นเป็นประโยคที่ผมได้ยินมาไม่ต่ำกว่าสามครั้งแล้วครับ แต่ต่างกรรมต่างวาระ แล้วก็ต่างบุคคลกัน
แต่เดิมแล้ว สมัยเรียนผมเองก็คิดตื้น ๆ คิดแบบสมการชั้นเดียวนะครับว่า เรียนตรีเสร็จก็น่าจะต่อโท โทเสร็จก็น่าจะต่อเอก ซึ่งเป็นความคิดที่ตรงไปตรงมามาก ๆ แล้วอีกอย่างหนึ่ง ในสาขาที่เรียนก็ค่อนข้างเอื้อที่จะให้เป็นแบบนั้นด้วยอยู่แล้ว
พูดง่าย ๆ ก็คือว่าถ้าจบปริญญาเอกได้จะมีประโยชน์มากกว่าน่ะครับ เพราะผมตั้งเป้าจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ซึ่งถ้าไม่จบเอก ก็จะรับลูกศิษย์ในโปรแกรมปริญญาเอกไม่ได้ แล้วก็จะมีโอกาสเป็นหัวหน้าแล็บ หรือมีแล็บของตัวเองได้ยากด้วย (นึกภาพว่าจบโทมาหมาด ๆ แต่จะจ้างฅนจบปริญญาเอกมาเป็นลูกน้อง คงแปลก ๆ และเป็นไปได้ยากสักหน่อย) ที่สำคัญ คณะวิทย์มหิดลตอนนี้ อย่าว่าแต่ปริญญาโทเลยครับ ถ้าไม่จบเอกเมืองนอกมา เขาไม่รับพิจารณาคุณสมบัติเป็นอาจารย์เลยเสียด้วยซ้ำ (เพราะงั้นอาจารย์ที่จบเอกเมืองไทย ก็ต้องดิ้นรนไป post doc ที่เมืองนอกเมืองนา)
การจบปริญญาเอกเป็นเรื่อง ‘เกินจำเป็น’ ก็ ตอนที่ผมได้คุยกับรุ่นพี่ในภาควิชาครับ รุ่นพี่เล่าให้ฟังว่า เจ้าตัวมีความปรารถนาที่จะไปทำงานในบริษัทเอกชน ซึ่งในบริษัทเช่นดังว่านั้น งานในสายวิทยาศาสตร์ (ของภาควิชาผม) ก็จะไม่ใช่งานที่สร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ แต่เป็นงานจำพวก ตรวจสอบสารปนเปื้อน เพาะเชื้อ ฯลฯ ซึ่งออกแนวเป็นงานประจำมากกว่า เพราะงั้นทางบริษัทเอง ก็ต้องการวุฒิแค่จบปริญญาโทก็พอ การจบปริญญามามัน ‘เกินวุฒิ’ ซึ่งเงินเดือนเองก็ไม่สามารถวิ่งตามได้ขนาดนั้น
นั้นก็เป็นครั้งแรกนะครับ ที่เพิ่งเจอะเจอกรณีที่ว่า การจบสูง ๆ บางทีก็เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น
ถัดจากนั้นมาก็ได้คุยกับเพื่อนครับ เจ้าตัวจบมาทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ แล้วก็เรียนต่อมาในสายงานเดียวกัน ตอนที่ไปกินข้าวด้วยกันก็พูดถึงเรื่องอนาคต เจ้าตัวก็บ่น ๆ ว่า ที่บ้านอยากให้เรียนต่อปริญญาเอก แต่จริง ๆ แล้วอยากเรียนโทอีกใบมากกว่า ‘ถ้ากรูต่อเอกก็เป็นได้แค่อาจารย์มหา’ลัย แต่นี่กรูกะเปิดบริษัท งั้นกรูไปเรียนต่อด้านบริหารธุรกิจ ไม่ก็มาร์เก็ตติ้งมันจะดีกว่ามั้ยอ่ะ’ ผมเองก็เห็นด้วยนะครับ เพราะอีกฝ่ายก็หัวธุรกิจไม่น้อย แล้วถ้าจะทำงานด้านธุรกิจจริง ๆ คงไม่จำเป็นต้องจบเอกก็ได้
สุดท้ายก็เป็นรุ่นน้องครับ ขานี้จบด้านบริหารมา เจ้าตัวก็บอกว่า ถ้าจะทำงานต่อไปในอนาคต สายมนุษย์ศาสตร์สังคมศาสตร์ จบแนว ๆ เศรษฐศาสตร์ใบหนึ่ง แล้วก็ไปจบด้านบัญชีหรือการตลาดอีกใบหนึ่ง จะทำให้มีความรู้กว้างขวาง สามารถมองปัญหาอย่างรอบด้านได้มากกว่า ถ้าไปเรียนต่อเอกด้านใดด้านหนึ่งมันจะเป็นความรู้เฉพาะทางมากไป สิ่งที่เจ้าตัวต้องการคือการมองภาพกว้าง เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจในระดับนโยบาย มากกว่าที่จะทำการศึกษาในเชิงลึก
สรุปแล้วก็คือว่า ถ้าต้องการความรู้ในมุมกว้าง ไม่ได้ต้องการความรู้เฉพาะทางมาก ๆ หรือเป็นความรู้ที่จะนำไปเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาสร้างองค์ความรู้ใหม่ (แถมยิ่งถ้าไม่ได้มาในสายวิทยาศาสตร์) การจบปริญญาเอกอาจจะไม่จำเป็นขนาดนั้นก็ได้นะครับ เผลอ ๆ จะกลับเป็นตัวปิดกั้นจำกัดสายงานที่เราทำได้ด้วย เอา เป็นว่า ชีวิตหลังมหาวิทยาลัย(ป.ตรี) ก็ไม่ได้ตรงไปตรงมาเป็นเส้นตรง แต่ละฅนคงต้องหาเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง และเส้นทางที่ดีสำหรับฅนหนึ่ง อาจจะไม่เหมาะกับอีกฅนหนึ่งก็ได้นะครับ
อย่างไรก็ตาม ผมเองก็ปักหลักเข้ามาในสายนี้แล้วละครับ แล้วก็ต้องใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาอีกนานเลย (การเรียนสายวิทยาศาสตร์ใช้เวลาน่าดู) เห็นเพื่อน ๆ ที่เรียนจบมีงานทำกันแล้ว หรือแม้กระทั่งน้องชายที่ตอนนี้ก็เอาเงินเดือนมาให้คุณพ่อคุณแม่แล้ว ก็รู้สึกผิดเล็ก ๆ ประมาณว่า แล้วนี่ชั้นจะต้องเสียเวลาเรียนไปอีกนานแค่ไหนเนี่ย? ขอยกคำพูดของท่านแม่มาปิดท้ายแล้วกันนะครับ
‘ถ้า(เอ็ง) มีปัญญาเรียน ก็เรียนไปเถอะ(โว้ย) แม่เชื่อว่า การลงทุนในการศึกษา ยังไงก็ไม่มีวันสูญเปล่า…คิดซะว่า เราโชคดีที่ยังมีโอกาสได้เรียน ในขณะที่ฅนอื่นอยากเรียนสูง ๆ แต่ก็ไม่มีโอกาส ต้องออกมาทำงานหาเลี้ยงตัวเองก็แล้วกัน… ถ้าจะรู้สึกผิด อนาคตก็เอาความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติแค่นั้นก็พอแล้ว’
ขอเป็นกำลังใจให้ฅนที่ยังมีไฟเรียนทุกฅนก็แล้วกันครับ
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)
9 Responses to ปริญญาโทสองใบดีกว่าปริญญาเอกใบเดียว
eigx
September 19th, 2008 at 10:29 pm
โห… แม่พี่ก้อนเท่มากอะครับ ชอบ
chayut
October 8th, 2008 at 2:48 am
จริงครับ ถ้าไม่ได้เรียนสายที่จะเป็นงานวิจัย การจบเอกไม่ค่อยมีความจำเป็น
ผ่านมา
March 10th, 2009 at 9:58 pm
ไม่ใช่เลยครับ เจ้าของกระทู้คิดผิดมากมาย
โทกับอกมันคนละชั้นกันเลยครับ ผมเรียน มาทางสายวิศวกรรมศาสตร์ คนที่ไปเรียน ต่อ เอกแล้วไม่จบมีมากมาย การจบโท ตีพิมพ์ หรืองานประชุมทางวิชาการนานาขาติ ถ้าจะจบเอกต้องตีพิมพ์วารสารนานาชาิที่ทั่วโลกยอมรับด้วยนะครับ เน้น ดังนั้นยากกว่าโทมากมาก การพิจารณาสารสารบางอันพิจารณาข้ามปีเลยครับ แล้วก็มีการ reject เยอะ ต่างกันมากเลย แล้วจบเอกมาไม่จำเป้นต้องเป้นอาจารยน์เสมอนไป ปกติคนกลุ่มนี้ก็เป็นที่ปรึกษาก็รวยแล้วครับ ทำธุรกิจเองก็มี ผมบอกได้ลเยว่า จบโท มสิบใบก้สู้ จบเอกใบเดียวไม่ได้ ผมเจอมาแล้ว
ปล ผมจบโทมา สามใบครับ วิศวะ , MBA , และวก็ บริหารการศึกษา สว่นตัวผมสำหรับ ป โท ดูเป็นธุรกิจไปแล้ว มีเงินก้จบ (บางที่นะครับ) มีงเินมาให้ผมเรียน โท 5 ใบผมก็เรียนได้
แล้วผมเคยสมัครงานว่าผมจบโทมาสามใบมีเงินพิเศษไหม เขาบอกเลยว่า จบ โทมาสิบใบก็ถือว่าคุณมีวุฒิ ป โท ไม่ได้เพิ่มเงินอะไร นอกจากคุณจบเอกมา ก็อีกเรื่อง
ผมมองว่าถ้าจบโทคนละสาขากันก็น่าจะมีประโยชน์ต่อองกรค์บ้าง แต่เขามอคนละแบบเลย
ส่วนป เอก วิศวะครับ มันไม่ง่ายเลยทีเดียว
ลองไปหาข้อมูลดูครับ
ก้อน
March 19th, 2009 at 9:39 pm
ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ
ผมกลับไปอ่านสิ่งที่ผมเขียน ไม่ได้มีตรงไหนที่บอกนะครับว่าจบเอกง่าย (เพราะงั้นผมเข้าใจอะไรผิดตรงไหนหรือครับ?)
ส่วนเรื่องจบเอกมา ไม่ต้องเป็นอาจารย์ก็ได้ เป็นที่ปรึกษาก็รวยแล้ว อันนี้ค่อนข้างเห็นด้วยครับ แล้วก็อยากจะเสริมว่า ถ้าเป็นที่ปรึกษาไม่ต้องจบเอกก็ได้ครับ จบโทก็เป็นที่ปรึกษาได้เหมือนกัน (แต่เงินเดือนจะต่างกันอย่างไร อันนี้ผมไม่ทราบครับ)
อีกอย่าง ผมเรียนสายวิทยาศาสตร์ครับ ไม่ใช่วิศวะ เพราะฉะนั้น ถ้าวิศวะเป็นอย่างไร อันนี้ไม่ได้อยู่ในขอบข่ายที่ผมกล่าวถึงครับ
สำหรับเรื่ององค์กรมองฅนละแบบ อันนี้พี่ผมจบโทวิศวะครับ แต่ว่าสายงานเป็นผู้บริหารการตลาด สุดท้ายก็ต้องไปเรียน MBA อยู่ดี ดังนั้นจะบอกว่า จบโทไม่มีประโยชน์ จบเอกดีกว่า ผมคิดว่าคงต้องพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไปว่าอยู่ในตำแหน่งไหนครับ ถ้าเป็นสายวิชาการ จบบริหารมาก็ไม่จำเป็น แต่ถ้าอยู่สายบริหาร มันก็ฅนละเรื่อง
ถ้าผมกล่าวผิดตรงไหนก็ช่วยบอกอีกนะครับ ยินดีแลกเปลี่ยนข้อมูลครับผม
ตา
April 2nd, 2009 at 11:06 am
พวกคุณดูโฆษณาทีวีเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่ออกมาใหม่รึยัง ผมเสียดายชีวิตพวกคุณจัง หาเพื่อนนอกวงการดูนะ หวังดีครับ
ก้อน
April 16th, 2009 at 1:03 pm
๕๕๕๕๕
ยังไม่ได้ดูครับ (ไม่ได้ดูโทรทัศน์นานพอสมควรแล้ว)
ไว้ถ้ามีโอกาสช่วยเล่าให้ฟังหน่อยนะครับ
ส่วนเพื่อนนอกวงการ มีพอสมควรครับ แต่พอดีว่าแนวคิดไม่ต่างจากผมเท่าไหร่
ขอบคุณสำหรับความหวังดีฮะ
ปล. เสียดายชีวิตพวกผม? เสียดายทำไม เสียดายอย่างไร? ว่าง ๆ ช่วยมาขยายความหน่อยนะฮะ จะรอฟัง
กำลังจะเรียนเอก
June 8th, 2010 at 12:18 am
ใช่ครับ กำลังหาหัวข้อปริญญาเอกวิศวะอยู่ อาจารย์บอกต้องเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่เขาไม่เคยทำ หาเปเปอร์หัวแตก 55555 นี่เกือบจะ70 ฉบับแล้วอ่า
Gon
June 9th, 2010 at 2:00 am
Good luck na krub
Theveryspecialone
June 15th, 2010 at 12:00 am
แล้วแต่สถานการณ์ครับ ผมก็จบโทสองใบเหมือนกัน ใบแรกวิศวอุตสาหการ ใบที่สองโลจิสติกส์ (ส่วนตรีจบวิศวเครื่องกล)สาเหตุทีเรียนใบที่สองเพราะเป็นการเตรียมการเพื่ออนาคต ปัจจุบันเป็นผู้จัดการระดับกลางอยู่ (prod mgr.) และวัยวุฒิยังไม่มากพอ (รอเวลาอีกหลายปีเลย) ตำแหน่งที่เล็งไว้ก็ ผู้จัดการโรงงาน คิดว่าจะต้องรู้เรื่องการผลิต และปัจจุบันที่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากก็เรื่องโลจิสติกส์เลย เรียนแล้วได้ประโยชน์จริงครับ ถ้ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้ ก็อาจเรียน construction management ของ มสธ. เพราะจะลงทุนสร้างหอพัก สรุปผมว่าการเรียนเป็นเรื่องที่ไม่งาย ไม่ว่าจะเรียนอะไร แต่ผลของมันคุ้มค่าเสมอ