อมาตยกุลที่ผมเห็น

In: Cubic Research Group  By: Chayanin

7 Aug 2008

เมื่อสองอาทิตย์ก่อน เราไปโรงเรียนอมาตยกุลกันครับ สาเหตุอะไรคงจะอธิบายกันนาน มันเริ่มมาจากว่าพี่อิ๊กมาพูดถึงโรงเรียนนี้ให้ฟัง แล้วเราก็ลงมติกันว่า อยากจะไป ผมเองก็ขอจับสองประเด็นที่ผมคิดว่าน่าสนใจและสำคัญมาเขียนครับ

เรื่องแรกคือ โรงเรียนนี้ ไม่บังคับใส่รองเท้านักเรียนกับเครื่องแบบ โดยตอนที่เราไป เราก็เห็นนักเรียนแต่งเครื่องแบบ แต่ใส่รองเท้าหุ้มส้นลำลองหรือรองเท้ากีฬากันทั่วไป เรื่องที่เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยคิดถึงมาก่อนเวลาอภิปรายกันเรื่องเครื่องแบบ และก็ไม่น่าเชื่อว่า แค่รองเท้าที่แตกต่างกันนี้ มันลดความ “ตึง” แบบที่เกิดในโรงเรียนที่ควบคุมนักเรียนตั้งแต่ผมจรดเท้าได้

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับระบบเครื่องแบบนักเรียน (ของไทย) เท่าไรนักครับ โดยเฉพาะการควบคุมทุกรายละเอียดยิบย่อย (การควบคุมทรงผมนักเรียนเนี่ย มันดีต่อสังคมยังไงเหรอครับ?) และการใช้เครื่องแบบเป็น “เครื่องมือ” ในการควบคุมความประพฤติ แต่เรื่องนี้ไม่อยู่ในประเด็นที่ผมจะเขียนถึงตอนนี้

การที่รองเท้าแต่ละคนแตกต่างกัน ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างแปลกตา จากโรงเรียนไทยทั่วไป ทำให้บรรยากาศของความเป็นทางการมันลดลงไป และที่สำคัญคือ บรรยากาศของการที่ทุกคนจะต้อง “เหมือนกันตั้งแต่หัวจรดเท้า” มันก็หายไปด้วย ผมเองเชื่อว่า นี่น่าจะมีผลกับนักเรียนพอสมควรในแง่จิตวิทยา เพราะเครื่องแบบเอง ก็เป็นสัญลักษณ์ที่กดนักเรียนไว้ว่า ทุกอณูในชีวิตของนักเรียน จะต้องอยู่ในการควบคุมของผู้ที่ปกครอง ไม่มีทางเลือก และทุกคนจะต้องเหมือนกัน ทำเหมือนกัน คิดเหมือนกัน (ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ ถึงตอนนี้รัฐไทยก็ยังไม่ยอมรับการ “คิดต่าง” เลยแม้แต่น้อย)

การไม่บังคับรองเท้านักเรียน รวมถึงการเปิดให้ใส่ชุดลำลองมาเรียนสัปดาห์ละหนึ่งวัน (เราไม่ได้ไปเห็นวันนั้นครับ เลยไม่ทราบว่าจะดูเป็นอย่างไร) น่าจะลดความรู้สึก “ควบคุม” และ “กดดัน” ที่ลงไปสู่ตัวนักเรียนได้พอสมควร ซึ่งก็คงจะตรงกับเจตนาของโรงเรียน ถึงแม้ว่าโรงเรียนจะยังคงใช้เครื่องแบบอยู่ ซึ่งก็เข้าใจว่า คงยังเป็นประโยชน์ในการดูแลอยู่ และทำให้บรรยากาศโดยรวมดูไม่ลำลองมากเกินไป

(เรื่องการเป็นทางการหรือลำลอง ผมว่าน่าจะขึ้นอยู่กับว่า เราต้องการให้ “โรงเรียน” นั้น ดูเป็นสถานที่ทางการหรือศักดิ์สิทธิ์ขนาดไหน เพราะบรรยากาศมันก็จะต่างไปมาก แต่ละแบบก็จะมีข้อดีแตกต่างกันไป อย่างในยุโรปภาคพื้นทวีป ส่วนใหญ่โรงเรียนรัฐจะไม่ใช้เครื่องแบบกัน ในขณะที่หมู่เกาะอังกฤษและฝั่งเอเชีย จะมีการใช้เครื่องแบบกันมาก)

จากแนวคิดเรื่องรองเท้าที่ผมเห็นว่าเป็นแนวคิดที่น่าจะดี น่าจะนำมาศึกษา ผมก็เห็นว่ามีเรื่องหนึ่งที่ดูจะเป็นข้อจำกัดข้อใหญ่อันหนึ่งของโรงเรียน

เรื่องของเรื่องคือ โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างเล็กครับ มีจำนวนนักเรียนทั้งรวมและต่อระดับชั้นไม่ค่อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขึ้นมาชั้นมัธยมปลายจะเหลือได้น้อยถึงหนึ่งห้องต่อชั้น ซึ่งผลกระทบที่ตามมาจากขนาดของสังคมที่เล็กคือ การขาดความหลากหลาย โดยพื้นฐานของผมเองโตมาจากโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่กว่า (ถึงจะไม่ใหญ่มากก็ตาม) และเป็นโรงเรียนที่ค่อนข้างมีบรรยากาศของความหลากหลายอยู่ระดับหนึ่ง รวมกับพื้นฐานความเชื่อส่วนตัว ผมจึงมองเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญพอสมควร

เรื่องนี้เป็นข้อจำกัดขนาดใหญ่เลยครับ แน่นอนว่า โรงเรียน ในฐานะผู้ให้บริการ ไม่สามารถจัดการสอนรวมถึงกิจกรรมหลายรูปแบบ กับนักเรียนที่มีอยู่ระดับละไม่ถึงสามสิบคนนี้ได้ (อันนี้เอาจากมัธยมปลายเป็นหลักนะครับ เพราะเป็นชั้นที่ผมคิดว่าความหลากหลายสำคัญมาก) ยิ่งเมื่อคิดถึงว่า นักเรียนไม่ถึงสามสิบคนต่อระดับนี้ เรียนมาตั้งแต่ชั้นประถม (หรืออนุบาล) ด้วยกัน ผมสงสัยว่า ในกลุ่มนักเรียนนี้ จะมีความแตกต่างกันได้มากขนาดไหน

มันลงเอยที่ว่า นักเรียนส่วนใหญ่ ก็จะได้อยู่และมีสังคมกับคนจำนวนไม่มาก ที่เรียนเหมือนๆ กัน ทำกิจกรรมเหมือนๆ กัน (ถึงแม้กิจกรรมจะพยายามทำให้มีความแตกต่าง แต่ก็อยู่บนพื้นฐานที่ว่า สุดท้ายทุกคนก็ทำเหมือนกัน)

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผมจึงเป็นว่า สุดท้ายก็ยังคง homogeneous ผมเองก็ไม่มั่นใจว่า มันเป็นอย่างที่ผมคิดขนาดนั้นหรือเปล่า เพราะผมเองก็ไม่ได้มีโอกาสลงไปอยู่และสัมผัสนักเรียนในโรงเรียนนี้ได้มากขนาดนั้น

และเพราะการมีเวลาไม่มากนักที่ได้เข้ามาไปดูและสัมผัส สองเรื่องที่ผมว่ามา จึงเป็นแนวคิด ที่ยังคงต้องศึกษาว่า สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญนี้ มันมีผลขนาดนั้นหรือไม่ จริงๆ ยังคงมีเรื่องอื่นๆ อีก ที่ผมยังคงติดใจอยู่ เช่น เส้นแบ่งเบลอๆ ระหว่างการไม่แก่งแย่งแข่งขัน กับการไม่พัฒนา หรือเรื่องของความเท่าเทียมกับความเท่ากัน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ คงต้องใช้การอภิปรายขั้นที่สูงกว่า และเกินกว่าที่สติปัญญาของผมน่าจะทำได้ ก็ขอยกให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นที่รู้มากกว่าผมหยิบมันไปครับ

104 Responses to อมาตยกุลที่ผมเห็น

Avatar

ก้อน

August 7th, 2008 at 11:16 pm

น่าสนใจดีครับ

อย่างน้อย ๆ การที่รองเท้าเป็นรองเท้าอะไรก็ได้ (แต่คาดว่าคงไม่ถึงขั้นเป็นรองเท้าแตะ) คงทำให้บรรยากาศเคร่งขรึมลดลงไปได้

ที่สำคัญคงประหยัดพอสมควร (เพราะรองเท้านักเรียนมันก็ใส่ไปเรียนข้างนอกไม่ได้เอาซะเลย)

ส่วนเรื่อง diversity ผมมีข้อคิดเห็นอย่างนี้ครับ

- ผมชอบโรงเรียนที่นักเรียนจบมามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนะ อย่างสวนกุหลาบ หรือโรงเรียนในเครือสาธิต จะพอบอกได้เลยว่ามีนิสัยอย่างไร เพราะฉะนั้นโรงเรียนที่ฅนเยอะมาก ๆ หลากหลายมาก ๆ (เช่นเตรียม) ที่จบออกมาแล้วเจอทุกประเภท สำหรับผมมันไม่ค่อยน่าตื่นเต้นนะ (โรงเรียนที่นักเรียนจบออกมาจะเป็นอะไรก็ได้ กับโรงเรียนที่จบออกมาแล้วรู้เลยว่า แนวคิดในเรื่องทรัพยากรบุคคลชัดเจนเป็นแบบไหน ผมว่าแบบหลังโรงเรียนประสบความสำเร็จในการ ‘อบรมสั่งสอน’ มากกว่ากันเยอะเลย

- เรื่องโรงเรียนมีนักเรียนน้อย จะว่ามีข้อดีก็ได้นะครับ เช่น อย่างที่มหาวิทยาลัย คณะไหนที่มีฅนน้อย จะสนิทกันมาก เวลามีงานอะไรก็จะต้องช่วยเหลือกันทั้งคณะ แล้วก็รู้จักกันไปหมด (เป็นเพื่อนตายว่างั้น) ความสัมพันธ์ระหว่างชั้นปี และความสัมพันธ์กับอาจารย์ก็จะมากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ ๆ

ส่วนเรื่องความหลากหลาย อันนี้ผมไม่แน่ใจ แต่ถ้าโรงเรียนมีกิจกรรมที่ส่งเสริม… ให้นักเรียนในโรงเรียนได้พบปะกับโรงเรียนอื่น (เช่นจัดงานร่วมกัน ไม่ว่าจะในระดับโรงเรียน ระดับห้องเรียน หรือระดับชมรมสโมสร) อันนี้ผมว่าก็คงช่วยได้ในระดับหนึ่งนะฮะ

Avatar

แม่เด็ก

August 8th, 2008 at 12:58 pm

เป็นผู้ปกครองเด็กค่ะ ขอร่วมออกความเห็นนะคะ

ถ้าคิดว่าสังคมเล็กและไม่หลากหลายคงไม่ใช่ค่ะ เพราะโรงเรียนนี้รับเด็กนักเรียนโดยการจับฉลากเพียงอย่างเดียว เด็กที่เข้ามาก็จะมาจากภูมิหลังที่ต่างกันไป ค่าเทอมของโรงเรียนอยู่ในระดับ 8000-9000 บาท และไม่มีเก็บพิเศษนอกเหนือจากนั้นอีก

รวมทั้งกิจกรรม ถ้าจะมองถึงการนำเครื่องมือที่หลากหลายตามเทคโนโลยีปัจจุบัน โรงเรียนก็คงมีให้ไม่พอกับความต้องการ แต่ที่อมาตฯมีแนวคิดที่ต่างออกไป บุคคลากรครูจะรับฟังความคิดที่หลายหลายของนักเรียน เรื่องราวหรือการสอนหนึ่งๆสามารถแตกประเด็นและความคิดได้ไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าเป็นการเรียนในระบบวิชาการที่ครอบงำ ต่อให้เด็กนักเรียนมีจำนวนมาก แต่ความหลากหลายจะมีจริงหรือ

ที่อมาตฯจะทีทัศนศึกษาบ่อย ทั้งการทัศนศึกษาที่ใกล้ๆบริเวณโรงเรียนสำหรับเด็กเล็ก การเปิดโอกาสให้คนในชุมชนใกล้เคียงมีส่วนช่วยในการพัฒนาชุมชนควบคู่ไปกับโรงเรียน ก็เป็นการสร้างให้เด็กเรียนรู้จากคนภายนอกในระดับหนึ่ง และการทัศนศึกษากับโรงเรียนแนวทางเลือกอื่นๆ ก็เป็นโอกาสให้เด็กพัฒนาเรื่องทักษะทางสังคม

ที่อมาตจะไม่สอนให้เด็กแข่งขันแก่งแย่งชิงดีกับผู้อื่น แต่การแข่งขันมาจากภายใน…แข่งขันกับตัวเอง เพื่อเอาชนะตัวเอง สร้างความมั่นใจในชีวิตที่ต้องก้าวเดินต่อไป ครูที่นี่จะคอยเฝ้าบอกเด็กๆตั้งแต่อนุบาล “หนูทำได้” การพัฒนาที่นี่ไม่ใช่แค่การพัฒนาทางวัตถุนิยม แต่เป็นการพัฒนาด้านจิตใจ ให้เด็กมรสำนึกที่ดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริยื สิ่งแวดล้อม และโลกของเราค่ะ

ขอบคุณค่ะ

Avatar

Chayanin

August 8th, 2008 at 7:33 pm

ขอตอบของพี่ก้อนก่อนนะครับ
ผมเห็นตรงกับพี่นะครับ เรื่องความใกล้ชิดของคนในสังคมที่คนน้อย แต่ไม่ได้พูดถึงเพราะคิดว่าจุดนี้น่าจะชัดมากๆ แล้ว

ถ้าพูดถึงโรงเรียนเราแล้ว โรงเรียนเราขาด diversity ด้าน socio-economic แน่นอน (เห็นชัดอยู่แล้ว) แต่อย่างน้อย การที่ในหนึ่งห้องเรียนมีนักเรียนจากแทบทุกสาขาที่มีเรียน (วิทยาศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์-สังคมศาสตร์ ภาษา) ทำให้มี interaction ระหว่างนักเรียนที่เรียนแตกต่างสาขากัน ซึ่งถ้ามองในหน่วยย่อยแล้ว ผมถือว่า นี่อยู่ในสภาพที่ค่อนข้าง diverse เมื่อเทียบกับโรงเรียนจำนวนมากที่มีขนาดใหญ่กว่าเรา (คือเรามี academic diversity แต่ขาด socioeconomic diversity)

ดังนั้น ผมจึงมองว่า โรงเรียนที่มีขนาดเล็กมากๆ (จริงๆ ผมไม่เคยรู้สึกชอบโรงเรียนขนาดใหญ่มากๆ นะครับ แต่อันนี้ก็ลงมาอีกฝั่งหนึ่งเหมือนกัน) ไม่น่าจะ offer ทางเลือกอะไรมากได้

ที่สำคัญคือ จากสิ่งที่ผมได้ฟังจากอาจารย์ท่านหนึ่งของโรงเรียนนั้น ผมรู้สึกว่าโรงเรียนพยายามสร้างสภาพสังคมที่ค่อนข้างปิด เพื่อไม่ให้สิ่งต่างๆ จากภายนอก infiltrate เข้ามาในสังคม ideal ที่โรงเรียนพยายามสร้าง (จริงๆ ผมคิดว่าคงไม่ใช่สิ่งที่โรงเรียนพยายามทำจริงๆ แต่ว่าผมฟังแล้วให้ความรู้สึกประมาณนี้)

สำหรับผู้ปกครองน้องนะครับ ผมยินดีมากที่ท่านได้มากและเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นกัน ผมยอมรับว่า ผมไม่สามารถเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นรวมถึงผลที่โรงเรียนมีต่อน้องๆ นักเรียน ได้มากเท่ากับผู้ปกครองแน่นอน เพราะพวกเราก็ไม่ได้มีเวลาลงไปอยู่และเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ มากขนาดนั้น เป็นเพียง glance หนึ่งเท่านั้นเอง

ผมเองไม่ได้มองความหลากหลายในแง่ของเครื่องมือหรืออะไรขนาดนั้น สิ่งที่ผมมองว่าเป็นข้อจำกัด (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นปัญหา) ก็คือในแง่ของการสนับสนุนการเรียนในสาขาที่หลากหลาย ผมไม่แน่ใจว่า น้องของคุณผู้ปกครองอยู่ในระดับชั้นไหน ผมเองค่อนข้างจะชอบการสร้างทัศนคติและความเข้มแข็งในด้านอารมณ์ของชั้นเด็กเล็ก ตามที่ท่านอาจารย์ผู้อำนวยการได้บรรยายถึง และผมก็เชื่อว่า ในชั้นประถม อาจจะมาจนถึงม.ต้น การยัดเยียดวิชาการเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่สิ่งที่ผมสนใจว่า มีผลอย่างไร ก็คือในแง่ของม.ปลาย เพราะในช่วงอายุของม.ปลาย ผมเชื่อว่าน้องๆ ม.ปลายมีความพร้อมด้านจิตใจแล้ว (เพราะทุกคนเรียนที่โรงเรียนอมาตฯมาตั้งแต่ประถม) และผมก็ได้ยินมาว่า นักเรียนของอมาตยกุลเอง ก็มีความสามารถทางวิชาการที่สูง ซึ่งก็แปลว่าโรงเรียนก็มีการสนับสนุนด้านวิชาการค่อนข้างสูง สิ่งที่ผมได้ยินมาจากคำบอกเล่าของอาจารย์คือ จริงๆ ก็มีนักเรียนบางคน ที่ไม่ได้ชอบหรืออยากจะเรียนวิทยาศาสตร์ แต่ที่โรงเรียน ไม่มีเปิดการเรียนด้านอื่นๆ ถึงแม้ว่านักเรียนจะมีความสุขจากระบบของโรงเรียน แต่ก็อาจจะเป็นการเสียโอกาสที่จะพัฒนาในด้านที่อาจจะเหมาะกับตัวเองมากกว่า ผมก็เลยมองว่า เรื่องนี้เป็นข้อจำกัดของโรงเรียนที่มีขนาดเล็กอย่างอมาตกุล เพราะมันเป็นไปได้ยากมาก ที่จะสามารถเปิดวิชาให้นักเรียนประมาณสามสิบคน เลือกเรียนได้อย่างหลากหลาย เช่นเดียวกับกิจกรรมนอกหลักสูตรที่ก็เป็นเรื่องยากกับการสนับสนุนกิจกรรมที่แตกต่างกันมากๆ

ในความเป็นจริง เรื่องที่ผมพูดถึงอาจจะไม่ใช่ประเด็นใหญ่โตขนาดนั้น เพียงแต่ว่าในส่วนตัวของผมเอง ผมค่อนข้างจะเห็นว่า “ทางเลือก” มีความสำคัญ และ one size doesn’t fit all ผมเลยมองว่าเรื่องนี้ในอมาตยกุล เป็นเรื่องข้อจำกัดที่ไม่สามารถทำได้ มากกว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ต้องการจะทำ (ผมเชื่อว่าอมาตยกุลไม่ได้ตั้งใจจะเป็นโรงเรียนเฉพาะทาง) ผมจึงมองว่ามันเป็นข้อจำกัดครับ

ขอบคุณมากๆ นะครับที่เข้ามาพูดคุยกัน หวังว่าบลอกของเราจะมีโอกาสได้ต้อนรับท่านอีกนะครับ

Avatar

ก้อน

August 9th, 2008 at 12:22 am

ตอบป่าน

เรื่องที่โรงเรียนเราขาด socio-economic อันนี้ค่อนข้างจะเห็นด้วยนะ

แต่ในทางกลับกัน ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่าการที่นักเรียนมีพื้นเพแตกต่างกันมาก ๆ จะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง

ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัย ที่คณะก็จะมีฅนมาจากหลากหลายจริง ๆ แต่ก็มีคำแซวเล่น ๆ กันว่า ‘สิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกันจะไหลมารวมกัน’ ประมาณว่า แรก ๆ ก็ไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใคร แต่พอสักพัก พวกไฮโซ ก็จะจับกลุ่มกับไฮโซ พวกเด็กเรียนก็จะจับกับเด็กเรียน พวกขี้เหล้าก็จะจับกลุ่มกับขี้เหล้า ส่วนพวก unknown ก็จะจับกลุ่มกันหายไปจากการรับรู้ของเพื่อน ๆ (ฮา)

พอเป็นแบบนี้แล้วก็เลยไม่แน่ใจว่า การแค่จับฅนแตกต่างกันมาอยู่ด้วยกันมันจะทำให้เรียนรู้อะไรได้จริง (เพราะชีวิตมหาลัยมันก็แค่ไปเรียน แล้วก็กลับบ้าน ส่วนเรื่องกิจกรรมก็ไม่ได้บังคับ ใครจะทำก็ทำได้)

ในแง่นี้ โรงเรียนคงประสบความสำเร็จมากกว่าเพราะอย่างน้อยก็มีกิจกรรมที่บังคับให้นักเรียนทำร่วมกันมากกว่า (คืออาจจะไม่เยอะกว่า แต่ทั่วถึงกว่ามหาลัย)

อีกด้าน มันคงแปลกดีที่จะบอกว่า ให้นักเรียนได้เรียนรู้ความแตกต่างจากการอยู่ร่วมกันกับเพื่อน ๆ เพราะจุดประสงค์ของโรงเรียน (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) คือการหล่อหลอมให้นักเรียนมีวิถีชีวิต มีค่านิยม มีแนวคิดเหมือน ๆ กันไม่ใช่เหรอ? ตอนเราเรียนจบ แทบไม่รู้สึกเลยว่าเพื่อนเราแต่ละฅนแตกต่างกัน ถ้าคิดแบบนั้น ก็เลยชักไม่แน่ใจว่าเราได้เห็นความหลากหลายจริง ๆ จากการอยู่ในระบบโรงเรียน

ตอบคุณแม่เด็ก

ดีใจ ที่มีฅนเข้ามาอ่าน (สักที) แถมอ่านแล้วคอมเมนท์ด้วย…หวังว่าจะเป็นแฟนประจำของคิวบิคบล็อกต่อไปภายภาคหน้านะฮะ ยังมีเรื่องอมาตยกุลที่นักเขียนประจำเรากำลังจะเขียนต่ออีกเยอะเลย (ฮา)

ผมชอบเรื่องการพัฒนาจิตใจ การไม่ทุนนิยม และการไม่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นนะครับ

แต่จากประสบการณ์ส่วนตัว ที่มาจากโรงเรียนที่ไม่เน้นแข่งกันเรียน ก็พบว่า พอเข้าไปในสังคมจริง ๆ ที่แข่งเรียนกันเป็นบ้าเป็นหลัง ก็เกิดอาการ cultural shock พอสมควร (ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี)

ไม่รู้ว่าฅนอื่นเป็นอย่างไร แต่สำหรับตัวผมที่พอเข้ามหาลัยแล้วพบว่า การโกงข้อสอบ การเอาเปรียบเพื่อน ๆ การทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คะแนนดี ๆ มันเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก ๆ ในสังคม ก็เลยเล่นเอาเสียศูนย์ไปเกือบปี

บางทีโลกปิดภายในโรงเรียนมันก็บริสุทธิ์เกินไป

Avatar

แม่เด็ก

August 13th, 2008 at 11:22 am

สวัสดีอีกครั้งค่ะ

โฮ่ๆๆ…บล็อคน่าอ่านมีสาระอย่างนี้จะเข้ามาบ่อยๆค่ะ

ลูกยังเรียนอยู่ในระดับชั้นเด็กอยู่ค่ะ แต่ว่ามีหลานที่เป็นลูกของญาติ(ห่างๆ)ที่อยู่ในละแวกบ้านใกล้กันเรียนมาก่อน จนจบ ม.3 แล้วไปต่อในโรงเรียนรัฐบาลจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเรียนมาก่อนค่ะ

ครอบครัวนี้มีลูกสาว 2 คนค่ะ คนโตเรียนในโรงเรียนสายวิชาการแข็งปั๋งตั้งแต่ประถมจนจบมัธยม ตอนนี้เรียนอยู่ปี 4 ในมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆแถวสามย่าน ส่วนคนเล็กเรียนอมาตยกุลจนจบ ม.3 แล้วก็มาสอบเรียนต่อในโรงเรียนรัฐบาลเพื่อเรียนสายศิลป์ตอน ม.4 ตอนนี้อยู่ปี 2 มหาวิทยาลัยอันดับต้นๆเช่นกันแต่ไมได้อยู่สามย่าน ฮิฮิ

ส่วนตัวก็ใช้ครอบครัวนี้เป็น case study ตัวหนึ่ง(ในหลายๆเคส) จากการที่ตามดูและวิเคราะห์รวมทั้งการพูดคุยกับคุณแม่ของเด็ก เด็กทั้งคู่แน่นอนค่ะเป็นเด็กเรียนดีและไม่มีปัญหาเรื่องอบายมุขต่างๆ แต่คนน้องจะดูมั่นคงทางอารมณ์มากกว่า

คุณแม่ของน้องทั้งสองก็ให้ความเห็นที่น่าสนใจเช่นกัน คนพี่จะมีความเครียด กดดัน และวิตกกังวลสูง โดยเฉพาะเรื่องของการสอบและคะแนน และที่น่ากลัวก็คือเคยคิดจะฆ่าตัวตายมาบ้างแล้ว 2 ครั้ง ส่วนคนน้องจะมีตรรกกะการใช้เหตุผลที่ดีกว่า และนิ่งกว่า ไม่หวือหวาไปกับอะไรมากนัก และปรับตัวได้ดี

อมาตยกุลคงจะไม่ใช่โรงเรียนที่ดีที่สุด แต่ในกระแสสังคมทุนนิยมที่น่ากลัว โรงเรียนในแนวทางเลือกน่าจะเป็นโรงเรียนที่ออกแบบมาดีพอที่จะดึงสติเด็กๆและพ่อแม่ให้หันกลับมามองรากฐานของเรา แทนที่จะตามสังคมไปเรื่อยๆโดนที่ไม่ไตร่ตรองความหมาะสมเสียก่อน ถ้าเรามั่นคงเสียอย่างเราจะชนะทุกอย่าง อย่างน้อยก็ชนะใจเราเองค่ะ

เรื่องการโกงมันมีทุกแห่งทุกที่ในสังคมแหละค่ะ แต่ว่าเราจะแค่ดูแล้วเรียนรู้จากมันว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี แล้วยึดมั่นกับความดีต่อไป หรือจะยอมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการโกงนั้นๆ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับจิตใต้สำนึกของเราค่ะ ภูมิใจในสิ่งที่เรามีอยู่และพัฒนาจากจุดนั้นดีกว่าลอกเลียนสิ่งที่ไม่ดีจากผู้อื่นนะคะ

ส่วนตัวแม่เด็กจบจากโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่ง ซึ่งในสมัย กว่า20ปีที่แล้วก็ถือว่าเป็นโรงเรียนนำร่องเรื่องการกล้าแหวกกฏโรงเรียนในประเทศไทยสมัยนั้น(ห้ามเดาอายุ) และตอนนั้นสาธิตก็ไม่ได้ฮิตติดลมจนแป๊ะเจี๊ยะสูงล้นเพดานอย่างสมัยปัจจุบัน การผ่อนผันกฏระเบียบบางอย่างไม่ให้หยุมหยิมเกินไปนักเหมือนที่สาธิตทำในสมัยก่อน ทำให้นักเรียนมีความรุ้สึกว่าโรงเรียน respect นักเรียนเหมือนเราเป็นคนๆหนึ่ง ไม่ใช่การบังคับให้อยู่ในบล็อคเหมือนเราเป้นแค่วัตถุชิ้นหนึ่งที่จะปั้นอย่างไรก็ได้

นักเรียนก็คนๆหนึ่ง อยากสอนให้เขาเคารพและรับฟังผู้อื่น ก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีและเคารพเขาเช่นกัน ครูที่แค่พูดๆสอนๆแต่ไม่เป็นตัวอย่างที่ดี เด็กมันจะเชื่อมั้ยล่ะ เห็นตัวอย่างจากรัฐไทยแล้วก็สะท้อนให้เห็นถึงระบบการศึกษา

ปล. ปีนี้อมาตยกุลเริ่มเปิดสายศิลป์ให้นักเรียนชั้น ม.ปลายแล้วค่ะ

Avatar

Chayanin

August 13th, 2008 at 8:34 pm

อ่านความเห็นตอบของคุณแม่เด็กแล้ว รู้สึกดีใจว่า ที่ผ่านมาตัวเองน่าจะเขียนสื่อสารได้พอรู้เรื่อง (ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยครับ – ฮา)

ขอแอบแซวนิดนึง “มหาลัยอันดับต้นๆ แถวสามย่าน” เป็นวิธีการปกปิดชื่อมหาลัยที่ยอดนิยมจริงๆ ครับ รู้สึกแถวๆ มหาลัยผมก็จะได้ยินบ่อยทีเดียว อาจารย์ฝรั่งยังใช้ว่า a university near Siam Square เรียกเสียงฮาได้ทั้งห้อง (คงไม่ต้องเอ่ยว่าผมอยู่มหาลัยไหน)

จริงๆ ผมเองกับพี่ก้อน (รวมถึงอีกหลายคนในบลอกนี้) ก็เรียนที่โรงเรียนสาธิตอันนึงครับ (ไม่แน่ใจว่าในบลอกนี้มีเอ่ยไว้ที่ไหนหรือเปล่าว่าอันไหน) คาดหวังน่าจะรุ่นหลังคุณแม่เด็กพอสมควร (เฉพาะตัวผมเองนะครับ ของพี่ก้อนอาจจะห่างแค่ไม่กี่ปีก็ได้ – ฮา) หลายๆ อย่างที่คนชอบพูดกันเรื่องปัญหาระบบการศึกษาไทย บางทีก็รู้สึกว่า เออ เราไม่ค่อยได้เห็นในโรงเรียนเราเท่าไหร่นะ จริงๆ อันนี้อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ตัวผมเองก็เลยไม่ได้ตื่นตาตื่นใจกับโรงเรียนอมาตยกุลขนาดนั้น แค่เห็นว่า เอ้อ อันนั้นดีนะ อันนี้น่าสนใจนะ แต่ไม่ได้ถึงกับว่าฉีกไปจากโรงเรียนที่เราเคยเห็นมาก (ส่วนโรงเรียนตัวเอง สิบสามปีที่เห็นมานี่ก็ รู้สึกว่ามันก็เปลี่ยนไปเหมือนกันครับ จนตอนนี้ก็เริ่มเซ็งๆ กับมันบ้างเหมือนกัน)

ยินดีมากเลยครับที่มีคนร่วมอภิปราย อยู่กับเรานานๆ นะครับ (ฮา)

ตอบของพี่ก้อนบ้างดีกว่า ผมมองว่า ถึงเราจะมีแนวโน้มไหลเข้าหาคนที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ตามหลักจิตวิทยาอยู่แล้ว (วันนี้เพิ่งเรียนมาครับ) แต่ผมมองว่า การมี diversity อย่างน้อยเราก็รู้ว่า คนเหล่านี้ exist อยู่ เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น

จริงๆ ความแตกต่างในความคิดของผมกับพี่ก้อน มันคงเริ่มตั้งแต่ว่า ผมเรียนอยู่ฝั่งสังคมศาสตร์ ไม่เหมือนกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ผมเลยมองว่า บางทีมันก็ยาก ที่จะเข้าใจสภาพสังคมจริงๆ ถ้าเราไม่ได้เห็นมัน ยิ่งมหาลัยผมพยายามจะเน้นๆ เรื่องช่วยเหลือสังคม ประชาชน ชาวบ้าน บลาๆๆ (พูดง่าย ทำยาก) ก็ยิ่งรู้สึกว่า เราจะไปเข้าใจได้ยังไง ในเมื่อแต่ละคนที่เรียน ก็ไม่ได้จะมีความยากลำบากอะไรในชีวิตมากันเท่าไหร่

จริงๆ ข้อนี้ มันเป็นข้อที่ศิษย์เก่าของโครงการผมคนหนึ่งเพิ่งพูดถึงครับ ว่า พวกเราจะไม่ค่อยเข้าใจการคิดของคนที่เรียกๆ กันว่า ระดับรากหญ้า เท่าไหร่นัก เพราะทุกคนก็มาจากสังคมที่มีฐานะค่อนข้างดีกันทั้งนั้น โดยตัวเขาเอง ไปทำงานสายมาร์เกตติง ต้องออกไปสำรวจตลาด ไปคุยกับลูกค้า (เป็นสินค้าพวกสินค้าบริโภคทั่วไปครับ สบู่ ผงซักฟอก อะไรเทือกนั้น ดังนั้นก็ต้องลงไปสำรวจถึงตลาดระดับล่างเหมือนกัน) เขาก็เลยรู้สึกถึงตรงนี้ และมองว่า มันเป็นทั้งข้อดี และข้อจำกัดในเวลาเดียวกัน

จริงๆ อาจจะมีผมบ้าไปคนเดียวก็ได้ครับ (มีเพื่อนใกล้ตัวหาว่าคิดมากอยู่บ้างเหมือนกัน ตั้งแต่ไปบ่นๆ เรื่องเครื่องแบบ อุดมการณ์มหาลัย อุดมการณ์รัฐ และปัจเจกชนให้ฟัง จนเกือบจะทะเลาะกันเนี่ย)

Avatar

แม่เด็กสาธิต

August 14th, 2008 at 6:59 pm

ขอแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยคน หลังจากอ่านแบบเงียบๆ มานานค่ะ
คิดว่าตัวเองเป็นแม่คนหนึ่งที่ไม่อยู่ในแนวคิดกระแสหลัก เพราะไม่เน้นเรื่องการเรียนอย่างบ้าคลั่ง ไม่ชอบการเรียนพิเศษ ฯลฯ และอาจประกาศจุดยืนแบบนี้ให้ลูกได้ยินบ่อยไป เลยเป็นข้ออ้างของลูกเวลาบอกให้ลูกอ่านหนังสือสอบ(ฮา)
จากประสบการณ์ที่มีลูกเรียนโรงเรียนสาธิตถึงสองคน ก็คิดว่ามีความประทับใจกับวิธีการที่แสดงออกต่อเด็กค่อนข้างมาก ทั้งในแง่ของการให้เกียรติในฐานะบุคคลคนหนึ่ง การให้โอกาสกับเด็ก ดังจะเห็นได้จากการส่งทีมไปแข่งขันทั้งด้านกีฬาและวิชาการที่ไม่ได้มุ่งคัดคนที่เก่งที่สุดอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสนใจของเด็ก (ไม่แน่ใจว่าปัจจุบันยังเป็นแบบนี้หรือเปล่า เพราะเห็นหลายทีมกีฬาที่พ่อแม่เข้าไปยุ่งด้วยมากๆ ก็มีเพี้ยนเหมือนกัน)
อย่างไรก็ตาม จะเอาความหวังไปฝากไว้กับโรงเรียนอย่างเดียวก็ไม่ได้ ทัศนคติและการแสดงออกของพ่อแม่น่าจะสำคัญที่สุด อยากให้ลูกเป็นอย่างไร มีค่านิยมอย่างไร พ่อแม่ก็ต้องสื่อให้ลูกเห็นถึงสิ่งนั้น ไม่ใช่จะไปโทษโรงเรียนและครูบาอาจารย์อย่างเดียว (เอ หรือไม่จริง ไม่รู้ลูกบ้านนี้จะยอมรับหรือเปล่านะว่าที่คิดเห็นและเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้น่ะ พ่อแม่มีส่วน)
ต้องจบแค่นี้ก่อน ไว้มีเวลาจะเข้ามาใหม่ค่ะ

Avatar

ก้อน

August 14th, 2008 at 11:47 pm

พูดกันเองก็เหมือนจะกลายเป็นวงสนทนาของเด็กสาธิตไป (ฮา)

เพิ่งไปดูน้อง ๆ สอบแข่งขันภาษาไทยครับ แล้วก็พบความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเจน

โรงเรียนอื่นจะนั่งติวก่อนเข้าห้องสอบ แต่น้อง ๆ โรงเรียนเดินไปเดินมา ช็อปปิ้ง ซื้อของในตลาดนัดที่เค้าเอามาวางขาย

อาจารย์ที่คุมไปยังบอกเลยครับว่า ครูไปเดินตลาดนัดก่อนนะ สอบเสร็จเจอกัน (โคตรชิล-ฮา)

ปล. ไม่รู้ป่านรู้สึกเหมือนพี่รึเปล่า แต่รู้สึกว่า คุยในนี้เหมือนคุยกับร่างโคลนของพี่แจงหลาย ๆ ฅน(ฮา)

Avatar

Guide

August 15th, 2008 at 10:12 pm

ผมก็เคยเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้เรียน ร.ร.อมาตยกุล คือผมเรียนมาตั้งแต่ อนุบาล1-ป.6 แล้วไปสอบเข้า ร.ร.รัฐบาลในชั้นมัธยม
ผมคิดว่าเป็น ร.ร.ที่น่าอยู่มากๆเลยหละคับถึงแม้ ร.ร.จะมีขนาดเล้กไปหน่อยหรือรูปแบบการเรียนการสอนที่ไม่เหมือนใคร แต่ก็สามารถที่จะสร้างเด็กนักเรียนคนๆนึงให้เป็นคนดีได้มากเลยทีเดียว จากที่ผมได้สัมผัสถึงเพื่อนๆ นักเรียนที่จบจากชั้นป.6 ร.ร.อมาตยกุล หลายๆคน
ผมอธิบายอะไรไม่ค่อยจะถูกอะคับ แต่ที่แน่ๆผมชอบ ร.ร.นี้มาก กว่าที่เป็นอยู่ของร.ร.รัฐบาล ในด้านการให้ความสำคัญกับเด็กนักเรียน ยังไงในอนาคตอีกไกลโพ้น ถ้ามีลูกผมก็อยากจะพาลูกมาเรียนที่ ร.ร.อมาตยกุล

Avatar

คุณแม่คนหนึ่ง

August 21st, 2008 at 4:54 am

ดิฉันเป็นคุณแม่ที่มีลูกเรียนอมาตยกุลค่ะ ลูกชายคนเล็กเพิ่งเข้าเรียนในชั้นอนุบาล1ปีนี้ ส่วนลูกสาวคนโตอยู่ชั้นป2 คนละรร กับน้องชายค่ะ แต่ปีหน้านี้ก็จะย้ายมาเรียนที่เดียวกับน้องชายแล้ว ดิฉันเคยย้ายรร ให้ลูกสาวคนโตมาหลายครั้ง ซึ่งเป็นรร ที่ต่างแนวทางกันค่ะ (ทั้งวอลดอร์ฟ สองภาษา ไทยบูรณาการ ไทยวิชาการ สาเหตุที่ย้ายหลายครั้งเพราะต้องการหาคำตอบว่ารร แบบไหนมีแนวทางที่ใช่สำหรับครอบครัวเราน่ะค่ะ ซึ่งถ้าไม่สัมผัสเองก็จะไม่แน่ใจอีก) ในความเห็นส่วนตัวแล้ว ดิฉันคิดว่ารรแนววิชาการนั้นทำให้เด็กได้รับความรู้มากก็จริง แต่การเรียนที่มีเนื้อหาเยอะ การบ้านก็มากทำให้เด็กต้องสูญเสียเวลาที่เค้าควรจะเรียนรู้ด้านอื่นๆในชีวิตไปมากพอควร ส่วนตัวแล้วอยากให้รร เป็นแบบจำลองทางสังคมที่เด็กๆได้ฝึกเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ฝึกการวางแผนการทำงานร่วมกันจนสำเร็จ (เด็กๆควรได้รู้ว่าความรู้ที่เรียนมานั้นนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ซึ่งความเข้าใจนั้นก็ต้องอาศัยกิจกรรมเสริมที่สอดคล้องกัน ไม่ใช่แค่ต่างคนต่างเรียน ต่างคนต่างสอบแค่นั้น)
การที่ดิฉันเคยเลือก รร แนววิชาการให้ลูกสาวนั้น เนื่องจากเห็นว่าลูกเป็นเด็กที่มีความจำดี เรียนรู้เร็ว เป็นคนคล่องแคล่วว่องไว แล้วลูกสาวก็มีปัญหาในการเรียนตอนอยู่อนุบาล3 ที่รร แบบสองภาษา คือไม่ยอมอ่าน-เขียนหนังสือในห้องเรียนเลย ทั้งๆที่เค้าสามารถทำได้ ปรึกษาคุณครู ช่วยกันอยู่สักพักก็ไม่ดีขึ้น ก็ไปพบแพทย์ กลัวเป็นสมาธิสั้น คุณหมอพบว่าลูกปกติ แต่มีพัฒนาการเร็วเกินวัยเทียบได้กับเด็ก8 ขวบ (ทดสอบตอน5ขวบ) เมื่อแน่ใจว่าลูกปกติ จึงย้ายรรลูกไปเรียนแนวบูรณาการ ซึ่งเห็นได้ว่า ลูกผ่อนคลายมากขึ้น สนุสนานกับการไปรร ได้ทำการทดลองวิทยาศาสตร์ ได้ทัศนศึกษา ทำให้เด็กๆพบเห็นสิ่งต่างๆมากขึ้น มีเวลาคิดมากขึ้น รู้จักสังเกต ตั้งข้อสงสัย
ที่อมาตยกุล ถึงลูกชายจะเพิ่งเข้าไปเรียนไม่นาน แต่สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนขณะนี้(น่าจะเป็นเอกลักษณ์ของรรเลยก็ว่าได้) นั่นคือ ลูกจะรู้จักแสดงความรัก รู้จักใช้คำพูดชื่นชมผู้อื่น มีความอ่อนโยน รู้จักขอโทษและให้อภัย ขอชื่นชมว่าคุณครูเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็กจริงๆ นอกจากการมีทัศนคติเชิงบวกแล้ว ลูกยังมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ช่างซักถาม คำถามยอดฮิตคือ “นี่ทำมาจากอะไรครับแม่” และ “เอาไว้ทำอะไรครับแม่” ความช่างสังเกต และสนใจใคร่รู้นี้ ทำให้ง่ายต่อพ่อแม่ในการต่อยอดการเรียนรู้ให้กับลูกได้
สรุปว่าดิฉันเลยเลือกรร อมาตยกุลเพราะคิดว่าแนวทางของ รร จะสอดคล้องกับการเลี้ยงดูลูกของครอบครัวเรา เด็กยังไม่ต้องคร่ำเคร่งเรียนวิชาการมากนัก (แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย) มีความสุขกับการเรียนรู้ และอยากที่จะรู้อยู่เสมอก็พอ ที่สำคัญคือการมองโลกในแง่ดีและทัศนคติเชิงบวกจะทำให้ลูกโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขค่ะ

Avatar

แม่ม.1

August 21st, 2008 at 11:56 am

ดิฉันมีลูกชายอยู่ป.6 และม.1ที่อมาตค่ะ เพิ่งโดนน้องสาว(น้าของเด็กๆ)ตำหนิ(ด่า)มาว่า ” คิดมาก ว่างเกินก็ไปหาอะไรทำไป๊ วันๆเอาแต่นั่งวางอนาคตลูกอยู่ได้ เรียนที่ไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ ดูอย่างพวกเราสอบติดที่ไหนก็เรียนกันไป ทุกวันนี้สังคมก็มองว่าพวกเราประสบความสำเร็จ แต่ใจเราก็ยังถามว่า มันใช่แล้วหรือ” เหตุที่โดนน้องสาวว่ามาอย่างนี้นก็เพราะดิฉันกำลังคิดจะย้ายลูกไปอยู่รร.รัฐบาล ด้วยเหตุผลว่า สังคมรร.อมาตปิดกั้นไปนิดสำหรับเด็กวัยรุ่น

Avatar

คุณแม่คนหนึ่ง

August 22nd, 2008 at 5:40 am

สวัสดีอีกครั้งค่ะ ดิฉันยังมีลูกอยู่ในวัยเด็ก สังคมรร อมาตยกุลเท่าที่ได้พบเห็นมา รู้สึกพอใจตรงที่ได้เห็นว่า คุณครูและนร มีความเคารพซึ่งกันและกัน แม้ นร จะเป็นเด็กเล็กๆ แต่คุณครูก็แสดงออกต่อนร เหมือนผู้ใหญ่ คือให้เหตุผล หรืออธิบาย ให้เด็กทราบถึงสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ
ตอนลูกสาวอยู่อนุบาล2 เรียนอยู่รร สองภาษา ลูกไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งไม่มีประตูปิด (สำหรับเด็กเล็กจะแยกเป็นห้องหญิง-ชายเท่านั้น แต่พอเข้าไปแล้ว ชักโครกจะไม่มีประตูกั้นอีก) เพื่อนผู้ชายได้เข้ามาในห้องน้ำหญิงและมาล้อเลียนลูก ลูกโกรธและลุกไปเตะเพื่อนคนนั้น คุณครูจึงทำโทษลูกด้วยการตี หลังจากวันนั้นลูกร้องไม่ยอมไปรร คุณแม่ถามไปถามมาถึงได้ทราบจากลูกว่าเป็นเรื่องนี้ ลูกรู้สึกไม่respectคุณครู ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณครูต้องตี เพื่อนต่างหากที่ทำผิด คุณแม่ต้องอธิบายว่า เพื่อนทำไม่ถูกก็จริง แต่เราไม่มีสิทธิที่จะไปทำร้ายใครทั้งนั้น คุณครูตีเพราะลูกทำผิดที่ไปเตะเพื่อนนะ ที่เพื่อนทำอย่างนั้น คงแค่อยากเล่นสนุก ถ้าลูกไม่ชอบก็ให้บอกเพื่อนหรือบอกคุณครู เค้าเข้าใจค่ะ ประสบการณ์ในรร จะเป็นสิ่งสอนหรือหล่อหลอมเด็กได้ ขึ้นกับผู้ใหญ่ต้องมีคำอธิบาย และให้โอกาสเด็กได้รู้จักคิด รู้จักมองหลายมุม เข้าใจคนอื่น และให้อภัยเป็น
ดิฉันเองทำงานในสายวิทยาศาสตร์ ไม่ค่อยเข้าใจทฤษฎีทางการศึกษานัก รู้สึกสนใจมุมมองของนักการศึกษา(และความเห็นของท่านอื่นด้วยค่ะ) ที่แสดงในกระทู้นี้ จะติดตามอ่านต่อนะคะ รบกวนช่วยอธิบายเพิ่มเติมด้วยได้ไหมคะว่า สังคม รร ที่ปิดกั้นเด็กวัยรุ่นนั้นเช่นอะไรบ้าง และมีข้อดี-ข้อเสียอย่างไรค่ะ ส่วนตัวแล้วคิดว่า สังคม รร เล็กๆที่มีคุณครูดูแลทั่วถึง จะเหมาะสมและปลอดภัยกับลูกวัยรุ่น มากกว่าค่ะ

Avatar

แม่เด็ก

August 25th, 2008 at 2:37 pm

กลับมาอีก…โอ้โฮ ผู้ปกครองเด็กอมาตมากันเต็มเลย

สังคมกับสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อเด็กในช่วงวัยรุ่น น่าจะเป็นสังคมแบบกึ่งเปิดกึ่งปิดมั้งคะ วัยรุ่นเป็นวัยที่เลียนแบบเร็ว…รับอะไรหลายๆอย่างเข้ามาโดยที่ขาดความไตร่ตรองได้รวดเร็วมาก ถ้าเป็นสิ่งที่ดีก็รอดตัวไป แต่ในปัจจุบันเราจะเห็นสิ่งที่ไม่ดีมากกว่า ถ้าเราสามารถคัดกรองสิ่งเหล่านี้ไปได้บ้างก็น่าจะดี แต่ไม่ใช่การปิดไปเลย จะว่าไปที่อมาตนั้นไม่ได้ปิดกั้นเด็ก แต่เป็นการกรองสิ่งที่ดีมาให้เด็กมากกว่า กฏระเบียบของโรงเรียนก็ไม่ได้กดดันบีบคั้นเด็ก วัยรุ่นจะรู้สึกผ่อนคลายและเป็นอิสระมากกว่ากฏระเบียบที่เข้มงวด และจะได้ไม่มีความรู้สึกต่อต้านมาก

และวัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องการเพื่อนและติดเพื่อนมาก ถ้าได้เพื่อนดีก็ดีไป ในสังคมแวดวงของเด็กที่นี่ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดจะเป็นเด็กที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หรืออบายมุขทั้งหลาย รวมทั้งครูที่เป็นเพื่อนกับนักเรียนได้ดี รับฟัง มีเหตุผลและให้เกียรติเด็ก น่าจะทำให้เด็กมีที่พึ่งและที่ปรึกษาที่ดีได้

ส่วนของลูกชาย คนที่พบเห็นมักจะบอกว่า ดูเป็นเด็กมีความสุข เข้ากับทุกคนได้ดี รู้จักพูดชมและให้เกียรติคนอื่น ช่างสงสัยและกล้าแสดงออก ถ้าสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ยังมีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่ ก็น่าจะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขค่ะ

ปล. สมัยแม่ไปสอบ ก่อนเข้าสอบก็ยังเดินหาน้ำแข็งใสทานอยู่ค่ะ สไตล์เด็กสาธิต และแถมด้วยการคิดเมนูหลังทำข้อสอบเสร็จเตรียมไว้ด้วย(ฮา)

Avatar

ก้อน

August 26th, 2008 at 11:03 pm

5555+

อ่านแล้วนึกภาพออกเป็นม้าเลยครับ

น่าสนในเรื่องประเด็นของวัยรุ่นนะครับ ว่าควรจะปิดกั้นแค่ไหน หรือว่าเปิดหมดเลยถึงจะดี (ประเด็นแบบนี้น่าให้ป่านมาตอบเป็นบ้า)

ยังไงก็เชิญชวนทุกท่านลองติดตามบล็อกในประเด็นอื่นด้วยนะครับ น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

Avatar

น้ำผึ้ง

September 12th, 2008 at 10:05 pm

อ่านแล้วสนุก…
กำลังติดตามข้อมูลจากทางอินเตอร์เน็ต ว่า โรงเรียนอมาตยกุลเป็นยังไงบ้าง
เนื่องจากลูกชายเพิ่งสองขวบ และกำลังมองหาโรงเรียนในอนาคตไว้ ซึ่งโรงเรียนอมาตยกุลก็อยู่ใกล้บ้าน เลยเข้ามาหารายละเอียด
พบกับกระแสความคิดเห็นหลากหลายที่มีต่อโรงเรียนนี้นะ รู้สึกว่าโดยเบื้องต้น ท่ามกลางสภาพสังคมปัจจุบัน ผู้ปกครองน่าจะวางใจที่โรงเรียนนี้สามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กเป็นพื้นฐาน พร้อมที่จะเผชิญโลกทุนนิยมต่อไปในอนาคต ลูกของเราคงจะไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน ในวงเล็บว่า ถ้าแม่สามารถแข่งขันจับฉลากให้ลูกเข้าเรียนได้นะ ซึ่งก็เป็นความจำเป็น เพราะโรงเรียนคงไม่ใช่โรงงานผลิตเด็กแบบmass production
ที่ยังห่วงอยู่บ้างคือ โรงเรียนจะมีลักษณะสอนให้เชื่อ… เชื่อในแนวคิดที่โรงเรียนยึดถือ ซึ่งมีลักษณะคล้ายแนวคิดทางศาสนาหรือเปล่า ที่ห่วงเพราะตัวเองเคยได้ไปสัมผัส สวนเด็กอนันดะชยามะ ที่จ.ชุมพร ซึ่งก็ดีนะคะ แต่ที่ตะขิดตะขวงใจคือ เด็กที่อายุแค่ 12 ปี แต่อยากเข้าบวชเหมือนครูที่เป็นนักบวช รู้สึกว่า เด็กเข้าใจจริงๆ อยากบวชจริงๆ หรือเพียงแค่เชื่อตามครู อยากเป็นอย่างครู แล้วเขาจะมีโอกาสได้ตัดสินใจใช้ชีวิตที่แตกต่างไปจากนั้นหรือเปล่า แต่อันนี้ก็เป็นแค่ตัวอย่างที่ยกขึ้นมา ไม่ได้เกี่ยวกับโรงเรียนนะคะ เพียงแค่เป็นห่วงว่า การสอนให้เชื่อแบบนี้จะมีในโรงเรียนหรือเปล่า
งงไหมคะ คนเขียนยังงง

Avatar

POUND

September 15th, 2008 at 3:02 pm

อยากให้น้องมองให้ไกล ต่อไปในอนาคตน้องต้องหาเงินใช้เอง และถ้าน้องไม่รวยมากพอ ลูกอยากได้ รองเท้าคู่ละหลายพัน เหตุเพราะว่าเพื่อนที่โรงเรียนมีอยากมีมั่ง น้องจะทำยังไง (นอกจากการอธิบายให้ลูกเข้าใจ ซึ่งพี่คิดว่า เด็กยังไม่เข้าใจหรอกครับ) และถ้าโรงเรียนไม่มีระเบียบปฎิบัติที่เคร่งครัด มันจะส่งผลต่อค่านิยมของเด็กด้วยครับ

Avatar

Chayanin

September 15th, 2008 at 4:16 pm

@POUND

แล้วพี่ไม่คิดเหรอครับ ว่ากฎระเบียบที่เคร่งครัด ส่งผลต่อค่านิยมของเด็กยังไง

พี่คิดว่าที่ประเทศไทยไม่อดทนต่อความแตกต่างในสังคม เป็นเรื่องบังเอิญเหรอครับ

พี่คิดว่าการที่คนไทย มองการแตกต่างกันทางความคิดเป็นเลวร้าย เป็นเรื่องต้องปราบปราม เป็นเพราะพันธุกรรมหรือครับ

พี่คิดว่าการที่เรามองว่าเด็กไทยสมัยนี้ ไม่มีความคิดของตัวเอง เป็นการถดถอยของวิวัฒนาการหรือครับ

พี่คิดว่า การไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย กับการปิดกั้นความคิด ปิดกั้นสื่อ ปิดกั้นศิลปะ ทุกอย่างเป็นสิ่งที่เกิดมาจากความว่างเปล่าหรือครับ

Avatar

ก้อน

September 18th, 2008 at 10:59 pm

อ๊ะ

ป่านเดือด (ฮา)

ตอบคุณ POUND ถ้ามีลูกแล้วลูกมาขอซื้อรองเท้าหลาย ๆ พัน ถึงจะมีวิธีการมากหลาย แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่สองแบบใหญ่ ๆ คือ
1. ตามใจลูก
2. ขัดใจลูก

เป็นพี่ พี่จะทำยังไงครับ (ถึงจะบอกว่าเป็นการมองในระยะยาวยาวววววว)

ตอบคุณน้ำผึ้ง
เราเติบโตมาในสังคมไหน ก็เห็นสังคมนั้นเป็นต้นแบบ ผมว่ามันก็เรื่องปกตินะครับ อย่างเด็กฝรั่ง ถ้ามาเห็นพวกเรามีวัตรปฏิบัติที่เชื่อถือมานานว่าดีแล้ว ถูกต้องแล้ว อาจจะงง ๆก็ได้ว่ามันทำอะไรของมัน
ในทางกลับกัน การบวชมันไม่ดีตรงไหนอ่ะครับ? ผมเองยังไม่ค่อยแน่ใจเลยว่า การมีชีวิต เรียน ๆ ๆ เข้ามหาลัย จบไปทำงานบริษัท แล้วก็แต่งงานมีภรรยา มีบุตร
มันเป็นชีวิตที่ดี ที่เราอยากเป็นแบบนั้นจริง ๆ หรือมันก็แค่ทำตามฅนอื่นในสังคม?

Avatar

Chayanin

September 19th, 2008 at 12:12 am

ขอโทษครับพี่ก้อน ช่วงนี้เดือดเรื่อง individuality ได้ง่ายๆ

สงสัยว่า ตามที่คุณน้ำผึ้งว่า ที่ว่าบวชนั่น บวชเข้าศาสนาอะไรน่ะครับ (ผมไม่รู้จักสวนที่ว่าน่ะครับ)

ถ้าผมตอบพี่ก้อน เรื่องว่าบวชมันไม่ดีตรงไหน ผมว่ามันก็ไม่ได้แย่อะไรหรอกครับ ถ้าไม่ใช่ความกังวลที่ว่า มันอาจเกิดจากการกึ่งๆ ล้างสมอง โอเคครับ อาจจะบอกยากหน่อย เพราะระบบการศึกษามันก็เป็นการปลูกฝังความคิด ค่านิยม ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นความนิยมในระบบคิดวิทยาศาสตร์ ตามการศึกษากระแสหลัก (หรือเปล่า? ระบบการศึกษาไทยมีตรงนี้แค่ไหนกัน?) ระบบคิดตามจิตวิญญาณ/ศาสนา (ผมออกจะคิดว่า ระบบการศึกษาไทยก็ออกไปทางนี้อยู่ไม่น้อย) ฯลฯ

มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราเห็นด้วยกับระบบคิดแบบที่โรงเรียนนั้นใช้หรือเปล่า

ถ้าถามผมเรื่องอมาตกุล ผมมองว่า เรื่อง neo-humanism ที่โรงเรียนระบุว่าเป็นปรัชญาหลักของโรงเรียนนั้น ก็อาจจะมีอิทธิพลต่อระบบคิดพอสมควร และก็เป็นระบบคิดที่อาจจะ spiritual เล็กน้อย แต่เท่าที่ได้เห็นนักเรียนในระยะเวลาสั้นๆ (มากๆ) นักเรียนของโรงเรียนก็ดูเป็นเด็กทั่วๆ ไปครับ

Avatar

masatha

September 19th, 2008 at 6:10 am

อืม

เรื่องล้างสมองนี่ก็หาเส้นแบ่งได้ยากเหมือนกันน่ะครับ

ถ้าฅนเชื่อสัก 10-20 ฅนดูเป็นการล้างสมอง

แต่ถ้าเชื่อกันทั้งประเทศ กลับไม่ใช่ล้างสมองซะงั้น

ที่บ้านฝั่้งคุณแม่ก็ปลูกฝังเรื่องบวชเหมือนกันครับ คุณตาคุณยายคิดว่า ถ้าเป็นลูกชายก็ควรจะบวชซะให้หมด (เป็น priest ในศาสนาคริสต์น่ะนะครับ) เิพราะคิดว่าโลกภายนอกยังไงมันก็เลวร้ายกว่า

ผลก็คือ ลูกชาย 6 บวชไปซะ 2 ฅน

ส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยกังวลเรื่องแบบนี้เท่าไหร่ โลกสมัยนี้มันกว้างแล้วก็ไปไกลกว่าที่จะปิดกั้นความคิดในเรื่องแบบนี้ได้ ผมว่าถ้ากังวลเรื่องนี้ ก็พยายามให้เด็ก ๆ มีโอกาสสัมผัสโลกนอกห้องเรียนมาก ๆ ก็น่าจะได้ (มั้ง แค่มีอินเตอร์เน็ต แค่นี้ชีวิตก็ไม่มีอะไรปิดกั้นได้แล้วนะครับ ผมว่า)

Avatar

Chayanin

September 19th, 2008 at 11:01 am

ผมถึงว่าไงครับ ว่ามันขึ้นอยู่กับความเห็นด้วยของเรากับแนวคิดนั้นๆ

เพราะการศึกษา มันก็คือปลูกฝังระบบการคิดเข้าไปในหัวทั้งนั้น คนที่เคร่งศาสนา ก็อาจจะมองว่า โรงเรียนล้างสมองลูกเขาด้วยแนวคิดวิทยาศาสตร์ไร้สาระได้เหมือนกัน (ที่สหรัฐ กลุ่มคริสต์ศาสนิกชนยังไม่ยอมรับการสอนทฤษฎีวิวัฒนาการได้เลย)

เรื่องที่ถูกมองว่าล้างสมอง แม้จะเป็นความเชื่อหมู่มากก็มีครับ (แต่ส่วนใหญ่จะถูกนำคำว่าล้างสมองไปใช้ หลังเหตุการณ์นั้นมากกว่า เพราะตอนที่คนเชื่อมากๆ คนเชื่อก็คงไม่มีใครบอกว่าล้างสมอง)

Avatar

แม่เด็ก

September 19th, 2008 at 3:10 pm

ตอบคุณน้ำผึ้ง

อมาตก็สอนเด็กให้เป็นคนธรรมดาๆนี่แหละค่ะ แต่นีโอฮิวแมนนิสต์จะเน้นมากเรื่องการมีจิตสำนึกกับสิ่งรอบๆตัวมากขึ้นน่ะค่ะ ตามหลัก Love yourself, love others, and love universe ค่ะ ในอมาตจะเน้นมากเรื่องการมีชีวิตที่เข้ากันได้กับธรรมชาติ เด็กที่นี่จะติดดินค่ะ…ถอดรองเท้าลุยดินกัน (ฮา) แล้วก็ความประหยัดและพอเพียงค่ะ แต่ในส่วนการศึกษาก็เหมือนๆทั่วไปค่ะ อาจมีเพิ่มขึ้นในส่วนของการสร้างสมาธิโดยการใช้โยคะเข้ามาเสริมเพื่อสร้างคลื่นสมองต่ำ

ตอบคุณ POUND

ในฐานะ(อดีต)นักเรียนที่เคยเรียนทั้งในระบบระเบียบเคร่งครัด และสาธิต ขอตอบว่าการบังคับเด็กให้อยู่ในระบบที่กระดิกตัวแทบไม่ได้ไม่ได้ทำให้เด็กไม่อยากได้เหมือนเพื่อนๆหรอกค่ะ เด็กยิ่งจะอยากค่ะ…ยิ่งระเบียบของโรงเรียนยิ่งเข้มงวด เด็กก็ยิ่งอยากแหกกฏ

แต่ถ้าโรงเรียนลดหย่อนให้บ้างเด็กก็จะหมกมุ่นกับสิ่งเหล่านี้น้อยลง และก็จะไม่ยึดติดกับสิ่งเหล่านี้มาก

การใช้กฏระเบียบมาสร้างเด็กให้เป็นบล็อคเดียวกันไม่น่าใช่การพัฒนาที่ถูกต้อง คนเรามีความแตกต่างค่ะทั้งในด้านความถนัดและสิ่งที่ชอบ ระเบียบควรจะมีบ้างเพื่อให้สามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง แต่ระเบียบไม่ใช่ไว้เพื่อบีบบังคับค่ะ

และถ้าเด็กเติบโตมาในบล็อคเดียวกันและไม่สามารถยอมรับความแตกต่างของผู้อื่นได้ ก็จะเป็นสังคมแห่งความคับแคบของหัวใจนะคะ จะไร้ซึ่งการเข้าใจผู้อื่น

ระเบียบมีบ้างก็ดีค่ะ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ทางสายกลางดีที่สุดค่ะ

Avatar

เด็กใน รร

September 24th, 2008 at 6:18 pm

ตอนนี้เรียนอยู่ย รร อมาตค่ะ คิดว่าเป็น รร ที่ดีเหมือนกัน เด็กกับครูสนิทสนมกันดีจะเหมือนเพื่อนกันมากกว่า รร อื่น แต่ถ้าอยู่ในห้องเรียนก็ยังคงความเป็นครู+นักเรียนอยู่ แต่ถ้าอยู่ข้างนอกจะพูด+เล่นได้ค่ะ คิดว่าสังคมอาจจะปิดกั้นนิดนึงก็จิง แต่ว่าเป็นสังคมดีค่ะ แทบว่าได้ว่าเพื่อนดีกันหมด ไม่มีการชักชวนเสพยาค่ะ คิดว่าถ้ากับเด็กเล็กๆจะยิ่งเหมาะเลยค่ะ เพื่อนๆที่ออกไปเรียน รร รัฐบาลก็ยังมีเสียดายที่ออกไป คิดว่าสังคมของ รร ก็ดีแล้วละค่ะ

Avatar

แม่แพรวา

October 21st, 2008 at 3:00 pm

เอ…หยุดแลกเปลี่ยนความคิดกันแล้วเหรอ กำลังรออ่านอยู่ค่ะ เพราะกำลังดูๆ โรงเรียนอมาตยกุลอยู่เหมือนกัน ว่าจะให้ลูกเรียนอะค่ะ

Avatar

พิม

October 28th, 2008 at 12:46 am

ต้องไปเจอครูกบ ฮ่าๆๆๆ ประทับใจมาก EQ สุดยอด ถ้าเปรียบเทียบกับ รร.รัฐบาล อมาตก็น่าอยู่กว่า ค่าเทอมไม่ถูกแต่ก็ไม่แพง แต่บริการไม่สมราคา วิทยาศาสตร์ขาดการทดลองจริง แรกเริ่มกับอมาตก็จะรู้สึก อิ่มอุ่นมาก ครูดี ก็มี ครูกุ้ง และอีกหลายคน ต้องลอง…ลองเลย ต่อจากน้าน………สักพัก ก็ขอบายดีกว่ากลับบ้านเก่าเค้าดีกว่าเยอะเลย มันไม่เหมือนที่สร้างภาพสักเท่าไร ไม่น่าหาเรื่องเลย ถ้าไม่เคยอยูที่ดีมาก่อนคงยังชื่นใจกับใบปลิวเล่าเรื่องชื่นใจจนอยากย้ายลูกมา แต่อาจารณเกียรติวรรณน่ารักมากๆๆๆๆๆๆๆ แต่ขอลาก่อนนะจ้ะ ไม่มีอะไรดีที่สุด แต่ขอไปที่เราสบายใจที่สุดดีกว่า………..

Avatar

Guide

October 29th, 2008 at 1:02 am

ผมคิดถึงอมาตจังเลย….. ไม่ได้ไปตั้ง2ปี

ด้านวิชาการ ร.ร.อาจจะไม่ได้ดีเท่า ร.ร.รัฐบาลอะนะคับ
แต่ก็จะเสริมไปด้วยความรัก ความผูกพันธ์ ที่ คุณครูมีให้ต่อเด็ก เพื่อนกับเพื่อน และเด้กๆกับ พี่ๆบุคลากร ที่ทำงานอยู่ใน ร.ร.
ผมคิดว่า ถ้าอยากจะให้ลูกๆของคุณพี่ๆน้าๆเรียน ผมว่าก็ดีนะครับ อย่างสมมติ
ให้เรียนตั้งแต่ อนุบาล-ป.6 แล้วมัธยมไปสอบเข้า ร.ร.ของรัฐ

มีข้อเสียอีกนิดสำหรับ ร.ร. เอกชนอะคับ ผมคิดว่า ขาดสังคมที่หลากหลายไปนิด

Avatar

เด็กอมาต

January 18th, 2009 at 6:30 pm

พอดีเข้ามาอ่านเจอค่ะ ^^

ตอนนี้ก็เรียนอยู่โรงเรียนอมาตยกุล ใกล้จะจบแล้ว ปีหน้าก็สอบเข้ามหาวิทยาลัย ความคิดเห็นส่วนตัวนะค่ะ คือช่วงประถมจะเป็นวัยที่เด็กต้องการ การเรียนรู้จากสังคมมากที่สุดค่ะ พอถึงมัธยม จะนำประสบการณ์เหล่านั้นเริ่มกลับมาใช้ โดยเฉพาะความคิดที่สะอาด บริสุทธิ์ของเด็ก พี่ๆน้องๆเพื่อนๆ ที่นี่ วางโทรศัพท์ในที่สาธารณะในโรงเรียน ก็ไม่หายค่ะ ไม่รู้นะค่ะว่าทำไม แต่เด็กที่นี่ ความคิดนี่ถือว่าดีค่ะ อาจมีแนวคิดแง่ลบเข้ามาบ้าง แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องพ่ายแพ้ความดีที่ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กค่ะ : )

มัธยมปลายที่นี่จะสนิทกันทั้งหมดนะค่ะ สนิทแบบซี๊ปึ๊กเลยก็ว่าได้
ผลพลอยได้จากที่มีจำนวนน้อยด้วยแหละค่ะ ก็เป็นข้อดีข้อเสียไป
อาจมีความกดดันบ้าง แต่ไม่ถึงขนาดว่าจะฆ่าตัวตายถ้าเอ็นไม่ติด
แม้ว่าจะได้รับการกดดันจากทางบ้านมาบ้าง แต่ยังคิดอยู่ในฐานเหตุและผลค่ะ

ช่วงมัธยมต้นนี้จะรู้จักกันทุกคนค่ะ แต่จะซี๊กันเป็นกลุ่มๆ
เรื่องพวกนี้จะแล้วแต่เด็กค่ะ ถ้าเด็กมีปัญหา จะมาปรึกษาครูที่โรงเรียนบ้าง ครูจะคอยให้คำปรึกษาที่ดีค่ะ ^^

สุดท้ายนี้ คงพูดไม่ได้ว่าอมาตยกุลดีที่สุด สำหรับ ทุกคน
แต่ ด้วยความที่เรียนที่นี่ เติบโตที่นี่ ที่นี่เป็นเหมือนบ้านหลังที่2 ค่ะ (ถ้าหมอนผ้าห่ม จะนอนที่นี่ซะเลย อิอิ ล้อเล่นค่ะ ^^”)
ผู้ปกครองท่านไหนสนใจจะให้บุตรหลานเข้าเรียน ก็ลองมาดูบรรยากาศนะค่ะ ส่วนตัวแล้วรู้สึกที่นี่ให้ EQ มากกว่า
แม้วิชาการอาจจะไม่เข้มเท่าเตรียมอุดม มหิดล หรือโรงเรียนดังๆแต่ก็ไม่ถึงกับอ่อนวิชาการ เรียนไม่รู้เรื่อง เอาแต่เล่นนะค่ะ

สถิติที่เข้ามหาวิทยาลัยดังๆ ก็มีเยอะค่ะ ส่วนคนที่เข้าไม่ได้ก็มีบ้างแต่ไม่ถึงกับแย่ขนาดเข้าไม่ได้ซักที่นะค่ะ ต้องขึ่นอยู่กับตัวเด็ก ว่าทางบ้านจะสปอยแค่ไหน ถ้าสปอยมาก เด็กจะไม่กระตือรือร้นค่ะ เพราะคิดว่ายังไงทางบ้านก็เลี้ยงดูได้จนแก่จนเฒ่า ^^”

Avatar

ว่าที่พ่อเด็กอมาต,ชนานันท์,คหกรรมเกษตร

January 19th, 2009 at 12:31 am

ติดตามอ่านมาตลอดตั้งแต่ยังไม่จับฉลากจนจับ อ.๑ ได้แล้ว อยากให้ท่านใดก็ได้กรุณาสรุปข้อเด่น ข้อด้อย (ไม่ใช่ข้อดี ข้อเสียนะครับ) ของ
รร. อมาตยกุล แต่ในความคิดส่วนตัวแล้ว ผมเปรียบเทียบตัวเองกับแม่ของลูกสาว ผมจะเป็นคนเรียนโรงเรียนพื้นๆ มาเรื่อย ชอบเล่นกีฬา ทำกิจกรรม เที่ยว จบโทแถวบางกะปิ ส่วนแม่ของลูกเรียน รร.รัฐบาลดัง ๆ มาตลอด ติวแหลกจบตรีจาก ม.แถวสามย่าน โทแถวบางกะปิ เหมือนผมอยู่กับมา ๑๕ ปี เห็นชัดว่าผมกับเขาต่างกันที่ชัดเจนคือผมจะแก่ปัญหาเก่ง นิ่งกว่า ใจเย็น ส่วนแม่ของลูกจะเก่งวิชาการ น่าเชื่อถือ แต่มีปัญหาอะไรมักจะหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน เลยสรุปกันเองว่ามาจากพื้นฐานทางบ้านและการศึกษา สุดท้ายเห็นพ้องกันว่าอยากให้ลูกเรียนแบบผมคือเรียนไปเรื่อยๆ สบายๆ ไม่เน้นวิชาการหรือแข่งขันกับอย่างเอาเป็นเอาตาย สุดท้ายอยากให้เขาเป็นคนดีของสังคม ฉลาด เอาตัวรอดได้ในสังคมที่เสื่อมได้ พ่อแม่ก็พอใจแล้ว

ตอนนี้ลูก ๓ ขวบ มีสิทธิเรียนอนุบาลได้ ๓ แห่ง คือ อมาตยกุล ชนานันท์ คหกรรมเกษตร รบกวนช่วยชี้แนะด้วยครับว่าควรเลือกที่ไหนดีครับ
ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ

Avatar

อะตอม

March 27th, 2009 at 12:03 pm

ยังอยู่กันรึป่าว เป่าๆๆๆๆๆ (ecko มาก)

เพิ่งมาเจอ บล๊อค ดีๆ รวมพลผู้ศึกษาเฉพาะทาง (คาดว่า…) ด้าน สังคม รึ อะไรใกล้ๆเคยงๆ มาให้ความเห็นวิเคราะห์กับ รร แหวกแนวที่น่าสนใจนี้ค่ะ

แหะๆ ถึงแม้เราจะมาช้าไปค่อนปี แต่หวังว่ายังต้อนร้บอยู่นะคะ

ขอแชร์มุมมอง เรื่องที่ จข บล๊อคเปิดไว้นะคะ

….แต่ กับ อีก รร. นึงในแนวเดียวกัน

รร.ทอสี ค่ะ

ลูกอยุ่มา 2 ปี อ2 -3

ร่วมวงด้วยได้เพราะ

- ใส่รองเท้าอะไรก็ได้ ขอให้เรียบร้อย
- ใส่ชุด นร 4 วัน ชุดไปรเวท 1 วันค่ะ

สำหรับเด้กอนุบาล มันไม่เครียดอยู่แล้ว เลยไม่ถึงกับเป็นการลดความตึงเครียด แต่การหย่อน เรื่องชุดเครื่องแบบ
่เป็นการส่งสัญญานและ”ปลูกฝัง”
ว่าเราเรียนรู้การอยู่่ร่วมกันได้ด้วยหลักเหตผล
้้
เพราะพอเข้าตึกเรียนอนุบาล เด็กถอดรองเท้าทุกคน แล้วจะบังคับไปทำไม!!
เมื่อไม่มีเหตุ ก็ไม่ต้องมีผล ใช่ไม๊คะ

Avatar

อะตอม

March 27th, 2009 at 12:21 pm

จะว่าไปก็จริงที่ คนมาร่วมแจม ไปๆมาๆ ป็นกลุ่มเด็ก สาธิต

เพราะเราก็ ศิษย์เก่าสาธิตค่ะ (จาก 3 จังหวัดชายแดนฯ)

ขอเปิดประเด็นเก่า เรื่อง จำนวนเด็กน้อยได้ไม๊คะ เพราะอยากรุ้ผลของมันจาก ความคิด และประสบการณ์จากแม่ๆอื่นๆ

คือเมื่อพลาดหวังจาก ป1 อมาตฯ ก็สนใจ รร แห่งหนึ่งแถวเหม่งจ๋ายแนว project approach เพราะเรียนมีความสุขแต่ไม่ทิ้ง วิชาการ เหมือนกัน

แต่… ติดที่ชั้นนึงมี 10-15 คน!!! และ สังคมไม่ได้มาจากบ้านๆ เพราะค่าเทอม 5 หมื่น
แต่ด้วยความที่เค้ามีแค่ ป6 เลยกะว่า หลับตาตรงนั้นอยู่ รร ดีๆตอนเด็กแล้วค่อยเข้า บด ม1 เรื่องสังคมค่อยไปเอาตอนนั้น

เราเลยว่าถ้าเข้าอมาตฯได้ ป1-6 ก็ดีแล้ว แตพอต่อ่ ม1 ็ต้องพิารณาข้อความเป็นจริงทางสังคม เหมือนแม่ท่านหนึ่งข้างบนเหมือนกัน

หยั่งงี้ ผู้รู้ทั้งหลาย และแม่ๆ ว่าไงคะ

Avatar

Libra

April 1st, 2009 at 4:18 pm

สำหรับลูกชายวัย 6 ขวบ ป.1 หากต้องเลือกระหว่างอมาตยกุล กับไผทศึกษา โรงเรียนไหนดีกว่ากัน

Avatar

มุกหอม

May 7th, 2009 at 4:05 pm

สวัดดี คะ ทุกฯฯท่าน

ตอนนี้ลูกคนโต อยู่ อ. ธรรมภิรักษ์ (เทเวศน์) ขึ้น อ.2 คนเล๊ก 2 ขวบ อยากเปลียน ร.ร. ให้ลูก เพื่อ พี่น้อง จะได้อยู่ร.ร. เดียวกัน สนใจ อมาตยกุลอยู่เหมือนกัน ใครทราบลายละเอี่ยด ขอความอนุเคราะด้วยคะ

ขอบคุณค่ะ

Avatar

ครูอู๊ดๆ ( ซอย เสนา)

August 13th, 2009 at 3:47 pm

เพิ่งมาตามอ่านบล๊อคได้ไม่นานนัก (ขอแจมด้วยคนนะคะ)ที่แน่ๆดิฉันเป็นครูสอนกิจกรรมเสริม ในสายงานทางด้านดนตรี และนาฏศิลป์ ที่โรงเรียนเรามีเด็กจากโรงเรียนอมาตยกุลมาเรียนหลายรุ่นด้วยกัน เด็กที่มาเรียนจะมีความละเอียดอ่อน อ่อนหวาน น่ารัก ตั้งใจ และที่สำคัญเรียนเก่งมากๆจริงๆค่ะ(นอกจากเรียนวิชาของเราได้ดีแล้ว การเรียนยังยอดเยี่ยมอีกค่ะ สามารถสอบเข้าเรียนต่อโรงเรียนดังๆ หรือมหาวิทยาลัยชื่อดังได้หลายต่อหลายคนด้วยกัน)

ไว้มีเวลาว่างจะมาลงรายละเอียดอีกทีนะคะว่าเก่ง และดีอย่างไร แต่ที่แน่ๆรายละเอียดข้างบนก็เขียนได้งดงามมากๆอยู่แล้วค่ะ..

แต่ที่แน่ๆสโลแกนที่ว่า ฉลาด เก่ง ดี มีความสุข นี่ใช้ได้กับที่โรงเรียนอมาตยกุลจริงๆค่ะ

ขอบคุณและมีความสุขมากๆนะคะ

Avatar

ปอนด์ 6ง 2551

September 5th, 2009 at 4:25 pm

จำได้เปล่า!

Avatar

คนหนึ่งคน

September 17th, 2009 at 7:03 pm

อิอิ แจมๆค่ะ
อยากทราบว่าโรงเรียนนี้ตั้งอยู่ไหน
โรงเรียนนี้มีเว็บบอร์ดมั้ยคะ

ไม่เคยเจอเล้ย
หายากมาก

Avatar

น้องใบตอง

September 30th, 2009 at 1:45 pm

ใบตองคิดว่า ร.ร.อมาตกุล เป็นร.ร.ที่ดีค่ะ
ถ้าเทียบกับร.ร. เตรียมแล้วน้ะค้ะ^^
ที่ ร.ร. เตรียมนั้น จะมีการสอน แบบเคร่งครัดและครั้งเดียวรวบจบ!
ส่วนนักเรียนที่ไม่ค่อยรู้เรื่อง … ??? ก็จะสอน ตอนที่เรียนพิเศษอย่างเดียวค่ะ(ไม่เรียนพิเศษก็ไม่สอนให้รู้เรื่องนั้นเอง) ขนาดเรียนพิเศษ ยังต้องใส่ชุดนักเรียน?* ห้ะ ใบตองอึ้งเลยค้ะ
มันทำให้นักเรียน มีสภาวะ เครียด~~!!! เบื่อ และเซง
กดดันเด็กวัยรุ่นสมัยนี้มากค่ะ
ร.ร.อมาตกุล ไม่ค่อยมีกฎเรื่องผม รองเท้า กระเป๋า น.ร.เท่าไหร่
แต่ส่วนใหญ่ นักเรียนก็ไม่ได้แหกกฎค่ะ
ครูที่ อมาตกุล ทำตัวเป็นสเหมือน พ่อ-แม่ ผิดก็ตักเตือน
ตีเมื่อจำเป็น นี่แหละค่ะใบตองชอบ
วันอังคาร อมาตกุล สงสัยให้ใส่ชุดไปเวทไปร.ร.ได้ค้ะ^^
ดีใช่ไหมหล่า แต่ใบตองเรียนอยู๋เตรียมค่ะ
สังคม แย่มาก ใบตองเรียนอยู่ Mini English Program(MEP)
ค่าเทอมเป็นหลักหมื่นค่ะ แต่ถ้าเป็นIEDPปีนึงสงสัยแพงเห็นบอกเกือบถึงแสนเลย O.o
แต่ก็งั้นๆแหละค่ะเรียนเหมือนกัน
แต่เด็กห้องธรรมดานี่หน่ะซิ่ค้ะ แบ่งแยก หาว่าEPหยิ่ง รวย หยิ่ง!*
มันเสียความรู้สึกค่ะ
ครูแนะแนว ก็ยังมาด่านักเรียนว่า
‘พวกมึงดีแต่รวยแต่โง่*เส็งเคร็ง พ่อแม่ไม่สั่งสอนหรือไงว่าให้พูดภาษาไทย!!!’
ที่ด่าโง่เนี่ย เพราะพวกเราพูดEnglishค่ะ
วัยรุ่นต้องการคำแนะนำที่ดี ไม่ใช่ด่าเอาๆ ***
และร.ร.นี้ ผมยาวนิดเดียวเกินติ่งหูหน่อยๆ จับตัดซะแหว่งเลย
สร้างความอับอายให้แก่ น.ร.มากๆ
ห้องธรรมดาไม่มีแอร์ไม่มีคอมในห้องเรียน
แต่EPเรียน ทันสมัยมีคอมพิวเต้อ โน้ตบุ๊ค สอนหมด!
แต่เราก็ไม่หยิ่งนะค่ะ
ตอน นี้ใบตองจะ14แล้ว กดดันมาก ปัญหาครอบครัวก็ด้วย
เฮ้ออออ
มันจะมีไหมค่ะ ที่ดีๆอย่างอมาตกุลเนี๊ยะ!
เสียดายนะ ที่เค้าไม่รับ มัธยมแล้วอ่ะTT

Avatar

ผู้ปกครองของเด็กอมาตยกุล

September 30th, 2009 at 5:54 pm

เป็นผู้ปกครองของ นร.อมาตยกุลครับ
เห็นด้วยกับหลายท่านที่แสดงความคิดเห็น
นั้นเป็นสิ่งข้อดีของ รร.อมาตยกุล
แต่ครูที่ รร.นี้ไม่ได้เป็นอย่างที่ผู้ปกครองหลายท่านกล่าวมาทุกคนครับ
คือจะเป็นแค่บางคนและเฉพาะระดับอนุบาลที่ดูจะเข้าใจเด็กและสอนเด็ก
ตามที่หลายท่้านกล่าวมา แต่ถ้าถามถึงการตัดสินความผิดถูก
หรือจริยธรรมกับศีลธรรมสำหรับ รร.นี้ค่อนข้างน้อยมากครับ
ผู้ปกครองเดินสวนกับเด็ก เ้ด็กมักจะไม่หลบทางให้ครับ มักจะถูกเด็กเดินชนเสมอ และไม่ค่อยได้รับคำขอโทษจากเด็ก แต่กลับถูกเด็กหันมามองอย่างแปลกๆ เพื่อนๆ ในห้องมักจะมีการกล่าวร้ายว่าพ่อแม่ของเ้ด็กคนอื่นๆ
พอครูประจำชั้นทราบนั้นแทนทีจะสั่งสอนเด็กคนที่กล่าวร้ายพ่อแม่คนอื่นๆว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะพ่อแม่ของใครใครก็รัก แต่กลับบอกว่าเป็นสิ่งที่
เพื่อนสามารถพูดได้ ทำให้เวลามีปัญหาอะไรนั้นมักจะไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงจากเด็ก (เพราะครูจะไม่ฟัง แถมเอะอะิอะไรก็บอกว่้าผิดด้วยกันทั้งคู่)
ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น อย่างลูกมักจะถูกเพื่อนรังแกและแกล้ง
อยู่เสมอ พอไปร้องเรียนที่ห้องธุรการกลับถูก ดร.เกียรติวรรณ บอกว่า
ให้ลูกของผมรังแกเพื่อนกลับได้ แถมบอกให้ทำแรงๆ ด้วยครับ
ทำแบบนี้แล้ววันหลังเพื่อนจะได้ไม่กล้าทำอีก ซึ่งพอผมฟัง
ผมก็งงมากครับ เหมือนสั่งสอนให้เด็กแก้ไขปัญหาตรงนี้ด้วยความรุนแรง
เด็กในห้องของลูก มักจะแบ่งเป็นกลุ่ม เป็นกวนกัน และมักจะชักชวน
กันล้อเพื่อนในห้องทำให้คนที่ถูกล้อนั้น วิตกกังวล และพอถูกล้อเป็นประจำก็เหมือนน้ำซึมบ่อทราย ค่อยทำร้ายจิตใจของเด็กอยู่ตลอดเวลา
แต่ครูประจำชั้นกลับเฉย ดูเป็นเรื่องปกติ เด็กคนไหนพูดน้อยก็จะเสียเปรียบ เพราะจะสู้เด็กที่พูดมากแต่เกเรไม่ได้ ครูจะฟังมากกว่า
และที่ รร.นี้มักจะให้เด็กที่มีปัญหานั้นเัคลียร์กันเอง โดยครูไม่ชี้แจ้งให้เด็ก
ทราบว่าพฤติกรรมแบบไหนที่เด็กทำแล้วถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง
เพราะตอนนี้ลูกของผมบอกผมว่าต่อไปนี้เวลาเพื่อนล้อเรื่องพ่อกับแม่
จะล้อเพื่อนกลับบ้างเพราะครูประจำชั้นไม่ได้บอกว่าการกระทำนี้เป็น
พฤติกรรมที่ไม่ดีและผิดครับ เพราะครูไม่ได้มีการตัดสินและบอกเด็กว่า
อะไรควรทำไม่ควรทำจึงทำให้เด็กสับสน และต่อไปเด็กก็จะกลายเป็นเด็ก
ก้าวร้าวต่อไปในอนาคตครับ

Avatar

์์Nune

October 12th, 2009 at 11:25 pm

สวัสดีคะ คือกำลังหาโรงเรียนให้ลูกคะ แล้วมีเพื่อนบอกว่าดีก้ลยเข้ามาหาข้อมูล แล้วอยากให้ลูกเก่งภาษาคะ คือลูกสาวเป็นลูกครึ่งอมเริกัน เรากำลังจะย้ายกลบอาทิตย์หน้าคะ เลยอยากหาโรงรียนให้ลูกลูกพูดได้สองภาษาคะ กำลังมองหาโรงเรียนที่สอนสองภาษาเลยอยากทราบว่าที่นี้สอนภาษาอังกฤษ์ยังไงบ้าง
อยากได้โรงเรียนที่สอนสองภาษาแล้วก็ไม่แพงคะ รบกวนช่วแนะนำด้วยคะ

Avatar

น้องใบตอง

October 16th, 2009 at 7:45 pm

ฮาโหล ๆ
คุณNune
ใบตองแนะนำ โรงเรียน BBS* ค่ะ
เป็นร.ร.สองภาษา ค่าเทอมอยู่ที่สี่หมื่อนถึงห้าหมื่อน ค่ะ
อบอุ่นดี ร.ร.นี่มีถึงป.6ค่ะ
ข้างๆร.ร. มี
โรงเรียน
international school of the regents*
เป็นนานาชาติค่ะ ค่าเทอม ประมาณสามเสนกว่าแพงขึ้นไปตามเกรดที่เรียน
BBSชื่อไทยคือ
โรงเรียน บางกอกทวิวิทย์*
อยู่แถว ๆเหม่งจ๊าย มั้งคะ
ลองหาข้อมูลเองอีกทีดีกว่าคะ ใบตองเองก็ลืมไปแล้ว
:) )

Avatar

แม่อมาตอีกแล้ว

November 3rd, 2009 at 10:37 pm

ว่างจัดหลงมาทู้นี้ได้งัยเนี่ย

อ่านกระทู้นี้แล้วมีความรู้สึกว่า

1.ผู้ปกครองเด็กอมาตหลายๆคนเป็นเด็กสาธิต (เราก็ใช่)

2. เด็กอมาตส่วนใหญ่รักโรงเรียนมาก

3. คุณแม่ที่ชอบรร.อมาต จะไม่ชอบเน้นวิชาการ

4. เด็กสาธิตชอบแสดงความคิดเห็น อิ อิ มันเกี่ยวกับกระทู้มั๊ยเนี่ย

ความรู้สึกส่วนตัว แม่ที่มีลูกชายเรียนอยู่ที่อมาตตั้งแต่อนุบาล 1 ตอนนี้อยู่ ป.2 นะคะ

ลูกไม่ได้เรียนเก่งมากมาย เรื่อยเปื่อยเหมือนเด็กปกติทั่วไป แต่อะไรที่เราไม่ได้คาดหวังก็ได้มาโดยไม่ยาก ไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก เช่น อยู่ๆดีก็อ่านหนังสือภาษาไทยได้คล่องแม้จะไม่ถูกหมด แต่ก็สามารถอ่านการ์ตูนวิทยาศาสตร์ได้ตั้งแต่ ป.1 เมื่อคุณแม่รู้ตัวลูกก็อ่านในใจแล้ว เทียบกับตัวเองแล้วถือว่าเก่งค่ะ เพราะในความทรงจำที่ไม่นานนักของเรา ป.1 มานี ชูใจ ยังไม่คล่องเลย พอป. 2 สอนสูตรคูณ เมื่อก่อนกว่าเราจะท่องได้จำได้ว่าคุณแม่ให้ท่องทุกวันๆๆๆๆๆๆ แต่เราไม่ค่อยมีเวลาให้เค้ามากนัก แต่อยู่ดีๆเค้าก็ท่องได้เกือบหมด 5555 แม่ดีใจอีกแล้ว

ส่วนตัวไม่ได้เน้นว่าลูกต้องเรียนเก่งอะไรมากมาย แต่จริงๆพ่อกับแม่ก็เรียนเก่งนะคะ อ้าวชมตัวเอง ถ้าเทียบพ่อกับแม่ พ่อมาจากแนววิชาการมาก แม่เด็กสาธิต แม่อาจจะเรียนเก่งสู้พ่อไม่ได้ แต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สมองไวไหลลื่น คุณพ่อแพ้แน่นอน อันนี้เราว่าน่าจะได้มาจาก รร.สาธิตแน่นอนค่ะ กลับมาที่ลูกความรู้สึกขอบตากับยายก็พอใจกับหลานมากๆนะคะ ทั้งๆที่เรากับน้องก็จบจากรร.สาธิต คุณยายยังเชียร์ให้หลานๆมาเข้าอมาตเลยค่ะ

เรื่องอารมณ์เค้าก็มีความมั่นคงในอารมณ์ดีค่ะ น้องจะเคยชินกับการสัมผัสการกอด ตอนอนุบาลคุณครูจะกอดเด็กๆทุกเช้าค่ะ อันนี้ชอบมากค่ะ

ข้อเสียก็มีค่ะ คุณครูอาจจะไม่เก่งมากเท่ากันทุกคน ไม่ใช่ครูที่จบปริญญาตรี โท เอก เหมือน รร.สาธิต แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายค่ะ ยังไงเราก็ไม่ได้เลี้ยงลูกทิ้งขว้างอยู่แล้ว แต่ชั้นโตๆก็ไม่ทราบว่าจะไว้ใจได้มากแค่ไหน อันนี้เราก็สังเกตอยู่ค่ะ แต่ดูจากผลการสอบก็นับว่าไม่เลวเลย สำหรับ รร ที่ไม่รับนักเรียนเพิ่มในช่วงชั้นมัธยม คือเด็กเก่งๆบางส่วยไปเรียนต่อที่อื่นตอน ม.1 กับ ม.4 แต่ทาง รร.ก็ไม่รับเพิ่มอีก ผลงานที่ออกมาก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไร

สรุปแล้วพอใจ จะให้เรียนจน ป.6 หรือ ม.3 แน่นอนค่ะ เผลออาจะยาวถึง ม.6 เลบ

Avatar

นู๋

November 25th, 2009 at 7:23 pm

รัก รร อมาต จ้า

Avatar

นู๋

November 25th, 2009 at 7:23 pm

เราอยู่อมาตมา10ปีแล้ว

Avatar

คุณแม่สาธิต(อีกแระ)

December 2nd, 2009 at 11:21 pm

นอนไม่หลับ นั่งวางแผนอนาคตลูกชายวัย 3ขวบอยู่หลงมาทู้นี้เข้าทางเลยค่ะ เพราะอยากให้ลูกอยู่สาธิตเหมือนตัวเอง เข้าได้ก็อยู่กันยาวเลย แต่ก็ไม่อยากให้กดดัน อยากปูพื้นฐานจิตใจลูกก่อนน่ะค่ะ เลยแอบมองโรงเรียนทางเลือกไว้ในใจ ซึ่งมัยช่างต่างกันเลยนะคะ แต่ที่งงคือ
1ทำไมผู้ปกครองน้องอมาตเป็นเด็กสาธิตเยอะจัง
2แล้วทำไมไม่ให้อยู่สาธิตล่ะคะ
3แนวทางก็แตกต่างกัน หรือว่าพลาดจากสาธิตเลยมีก็อกสองเป็นอมาต(ประมาณว่าเขตบางเขนด้วยกันเหมือนที่เราแอบคิด)

ไม่ใช่อะไรหรอกนะคะ ไม่รู้ท่านใดคำนึงเรื่องการจราจร,เส้นทาง,การเดินทางมาเรียนของน้องๆด้วยรึเปล่าคะ ก็มันเป็นอีกองค์ประกอบในการเลือกโรงเรียนเหมือนกัน เราท่านก็ต้องการให้ลูกที่น่ารักเติบโต และหล่อหลอมมาจากสิ่งที่เราคิดว่าดีสำหรับเค้า ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างนั้นจริงรึเปล่า(กังวลต่อได้อีก)ใครคิดเหมือนเรามั่งง่ะ แต่ขอโทษนะคะพ่อของลูก
โบ้ยไปสัตยาไสเลยค่ะ!!!!!

Avatar

คุณแม่สาธิตเหมือนกันค่ะ

December 20th, 2009 at 10:03 pm

ลูกชายสองขวบครึ่งค่ะปีหน้าจะให้จับสลากที่อมาต ถ้าได้ก้อเข้าเรียนปี 54 ค่ะเพราะลูกเกิดมิถุนายน ปีหน้าเลยให้เข้าเตรียมอนุบาลที่อนุบาลชัยพฤกษ์ก่อนนะค่ะ ที่ให้เข้าอมาตเพราะเห็นว่าไม่เน้นวิชาการมาก และมีถึงมอหก คือจริงๆๆแล้วกะว่าถ้าถึงเกณฑ์จะให้ต่อที่สาธิตแถวบางเขนค่ะอิอิ เพราะคุณพ่อเขาก็เป็นศิษย์เก่าที่นั่น แต่ถ้าไม่ได้ก็จะให้เรียนอมาตต่อไป แต่ปัญหาก็คือกลัวว่าจะจับสลากไมไ่ด้นะค่ะ

Avatar

แม่เด็ก (กลับมาแล้ว)

January 8th, 2010 at 11:32 am

กลับมาอีกครั้ง

1. ทำไมผู้ปกครองน้องอมาตเป็นเด็กสาธิตเยอะจัง
คงเป็นเพราะเด็กสาธิตรักอิสระ ไม่ชอบอยู่ในกรอบ ชอบแสดงความคิดเห็น และชีวิตจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรียนเก่งเท่านั้นมังคะ เลยชอบโรงเรียนที่ไม่เหมือนใคร ฮ่าๆๆๆ

2. แล้วทำไมไม่ให้อยู่สาธิตล่ะคะ
ก็คงเพราะสาธิตในปัจจุบันการแข่งขัน(ของผู้ปกครอง)สูงจนน่ากลัวค่ะ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ยังหลากหลายกว่า แต่ก็ยังยืนยันว่าสาธิตเป็นโรงเรียนที่ดีค่ะ

ไม่ได้ให้ลูกไปสอบสาธิตด้วยค่ะทั้งๆที่สาธิตบางเขนก็อยู่ใกล้บ้านเหมือนอมาตฯ แล้วแม่เองก็จบจากสาธิตนี้แหละค่ะ เพราะดูๆแล้วคิดว่าการจะสู้กับแนวความคิดวัตถุนิยม ทุนนิยม โดยที่เรายังเป็นตัวของเราไม่ถูกกลืนหายไปกับระบบ แต่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้ ก็คงอมาตฯนี่แหละค่ะเป็นคำตอบของครอบครัวเรา

ตรงนี้ก็ต้องดูว่าครอบครัวแต่ละคนมีคำตอบและความต้องการในใจอย่างไร การเลือกโรงเรียนก็ต้องเป็นไปตามแนวทางนั้นๆค่ะ

สัตยาไสก็เป็นทางเลือกที่ดีมากทางหนึ่งค่ะ แต่ว่าเป็นโรงเรียนประจำก็เลยไม่ได้ไปลองดูค่ะ

ลูกชายก็ไม่ได้เรียนเก่งเช่นกันค่ะ ตอนอนุบาลยังเล่นกระจาย พอขึ้น ป.1 ก็มีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น อนุบาลอ่านหนังสือไม่ได้เลย ป.1 อ่านนิทานเองได้แล้ว อ่านจบเป็นเล่มๆ(เล็กๆ) ได้วันละ 2-3 เล่มแบบคล่องๆ เด็กเมื่อพร้อมก็จะทำได้ดีอย่างคาดไม่ถึงค่ะ ไม่ต้องไปเร่งเรียนเขียนอ่าน และข้อดีที่ได้ก็คือความคิดสร้างสรรค์ ลูกชายมีความคิดดีๆคำพูดดีๆเยอะมากจนคาดไม่ถึง และการเล่นก็พัฒนาความคิดได้มากค่ะ ชอบวาดรูปออกแบบเกมของตัวเองในกระดาษ แล้วก็อธิบายได้เป็นฉากๆ รวมทั้งการแสดงความรัก และความเป็นเด็กอารมณ์ดีขี้เล่น แค่นี้ก็เกินความคาดหวังของครอบครัวแล้วค่ะ

ยิงยาวแน่นอนค่ะ ม.6 แล้วค่อยไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย

Avatar

ผู้มาเยือน

January 16th, 2010 at 2:11 pm

คห.ที่37 ใช้ความคิดส่วนตัวเข้ามาโพส์ มองแต่ลูกด้านเดียว (กรุณามองอีกด้านด้วย)

Avatar

ผู้มาเยือน

January 16th, 2010 at 2:12 pm

ใครเป็นศิษย์เก่าหรือมีข้อมูลที่เป็นจริงของโรงเรียนอมาตยกุลช่วยโพส์ตเข้ามาเยอะๆเพื่อเป็นข้อมูลใหผู้ปกครองได้ตัดสินใจพาบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนนี้ด้วยขอบคุณค่ะ

Avatar

แม่เด็กอมาต(อีกคน)

January 20th, 2010 at 11:40 pm

ลูกเรียนที่อมาต มา 11 ปีแล้วคะ
คนเป็นพ่อ-แม่นะคะลูก
มีความสุขเราก็พอใจแล้ว
ลูกจบ ป 6เขาตัดสินใจเองคะว่าเขาจะต่อที่อมาต
เราก็ตามใจลูก เขาอยู่ที่ไหนมีความสุขเขาก็อยากอยู่
ไม่ผิดหวังหรอกคะ ตอนนึ้ลูกสาวอยู่ ม2
เรียนตั้งแต่อนุบาลคะ ข้อดีคือ
1 คบเพื่อนดี
2 ลุกเป็นคนพอเพียงมากๆให้เงินอาทิตย์ละ 150 เหลือเก็บ 100
3 วิชาการเขาก็ไม่ขี้เหร่หรอกคะ
4 ดิฉันเเป็นแม่ที่ไม่ได้จบสาธิต
5 สังคมสมัยนี้อันตรายมากคะ มีความเห็นว่าฉีดวัคซินให้ลูกด้วยแนวคิดของโรงเรียน พอเขาโตเขามีอาวุธทางปัญญารู้ผิดชอบชั่วดี
6 ลูกอีกคนจบป6 ที่อมาตสอบเข้าโรงเรียนสามเสน
ครูที่สามเสนก็ชมนะว่าเป็นเด็กอารมณ์ดี รับผิดชอบดี
อ้อ ตลอดเวลาที่เรียนอมาตใส่รองเท้าอะไรก็ได(ประเด็นที่เปิดครั้งแรก)
พอไปอยู่สามเสนต้องทำตัวอยู่ในกรอบเขาก็ทำได้อย่างมีความสุขใส่รองเท้านักเรียนอย่างถูกระเบียบไปโรงเรียน เพราะเขาไม้ได้ยึดติดอะไรกับรองเท้าคะ555
สรุปดีกว่า (เพราะง่วงนอน)
เด็กอมาต ฉลาด เก่ง ดี คะ (อวยกันไป)

Avatar

คนในซอย 51

January 22nd, 2010 at 5:25 pm

อยากบอกว่า..คนในซอยเบื่อการจราจรที่พวกคุณๆมาส่งลูกกันมากๆ ถ้ามีการประชุมผู้ปกครองนักเรียน..กรุณาช่วยกันเสนอย้ายโรงเรียนกันทีเถ้อะ..พ่อคุณ-แม่คุณทั้งหลาย..จาพากันแห่เอารถคันใหญ่ๆมาอวดอาไรกัน..ซอยก็เล็กซะขนาดนั้น..พวกคุณมีความสุขกันจัง..คนในซอนเนี๊ยะเบื่อมั๊กๆๆๆๆๆ

Avatar

Anonymous

January 23rd, 2010 at 8:26 pm

อมาตยกุล เป็นโรงเรียนที่ดีมาก การเรียนการสอนก็ดี เด็กๆส่วนใหญ่อยากมาโรงเรียน แต่โรงเรียนนี้เข้ายากมาก จับฉลากปี53 มีผู้ปกครองมากันเยอะมากๆน่าจะประมาณ600คนได้นะหรือมากกว่านั้นไม่แน่ใจ แต่น่าเสียดายรับไม่กี่คนเอง

Avatar

หลงทางมา

January 23rd, 2010 at 8:56 pm

ลูกเรียนอยู่ที่อมาตค่ะ มีความสุข และต้องการไปเรียนทุกวัน จึงไม่ต้องทะเลาะกับลูก มีความรับผิดชอบดีมาก

แต่..ถ้าจะให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนนี้อย่างมีความสุข
พ่อกับแม่ต้องเข้าใจแนวของโรงเรียนและชอบแนวของโรงเรียนด้วยใจจริง
ถ้าไม่เข้าใจแนว แต่เพียงเชื่อและคิดว่าดี อยู่ๆไปอาจจะไม่ถูกใจค่ะ

Avatar

ขอคิดด้วยคน

January 28th, 2010 at 4:20 pm

เรียน ท่านคนในซอย 51 ครับ

โรงเรียนนี้ไม่มีสมาคมผู้ปกครองครับ (อยากให้มีเหมือนกัน)ว่าแต่ว่าจะให้ย้ายโรงเรียนน่ะ เป็นความคิดทีง่ายดีครับ

แต่ถ้าจะให้ย้ายโรงเรียนนะ ผมแนะให้ท่าน ย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นจะง่ายกว่าครับ ซอยก็เล็ก รถก็เยอะ ท่านย้ายออกไปท่านจะได้สบายใจ อย่าทนเลยครับ สุขภาพจิตจะเสีย อาจส่งผลต่อสุขภาพของท่านได้

น่าจะมีทางออกอื่น ๆ เช่น รณรงค์ให้ใช้นักเรียนใช้รถโรงเรียนให้มากที่สุด เหลื่อมเวลาในการเข้าเรียนของเด็กแต่ละชั้น หรือ เลิกเรียนไม่พร้อมกัน คาร์พูล หรืออื่น ๆ อาจจะได้ลดผลกระทบได้ครับ

ผมมีรถอยู่ 8 คัน SUV 2 เก๋ง 1 มอเตอร์ไซค์ 1 จักรยาน 4 สัญญาว่า เมื่อจับฉลากให้ลูกได้เรียนที่ ร.ร.นี้ จะไม่ใช้รถ SUV คันใหญ่ ๆ ไปรับ-ส่ง ลูกครับ

ด้วยความเคารพและเห็นใจ

Avatar

คุณแม่เด้กอมาต

January 29th, 2010 at 12:47 pm

รร.อมาตเป็นรร.ในฝันของลูกๆค่ะ ลูกสาว 2 คนเรียนอยู่ คนโต ม.4และคนเล็ก ป.3เค้าไปรร.อย่างมีความสุขทุกวัน ถ้าคุณอยากให้ลูกมีความสุขกับการไปโรงเรียน

Avatar

แม่เด็กอมาต

January 29th, 2010 at 10:33 pm

ดิฉันเองก็มีลูกอยู่อมาต ตัวเราเองก็เคยเป็นนิสิตที่มหาลัยชื่อดังแถวสามย่านเหมือนกันล่ะ เรเลยรู้จักอมาตยกุล ชอบแนวคิด แนวการสอนที่ค่อนข้างจะให้เกียรติเด็ก

ตัวดิฉันกับคุณพ่อของเด็กคิดว่า การสร้างคนดีขึ้นมา1คน ยากกว่าสร้างคนเก่งขึนมา 1 คน คนเก่ง 1คนแต่เป็นคนไม่ดี สามารถสร้างความเสียหายให้กับส่วนรวมมากกว่าคนโง่ 1 คนที่เป็นคนไม่ดีเสียอีก

ดิฉันชอบแนวคิดที่ให้เด็กได้ทำสมาธิ เล่นโยคะ ได้เล่น ได้มีชีวิตเด็กจริงๆ ซึ่งในชีวิตคนเราจะมีสักกี่ปีที่ได้เล่นเต็มที่แบบเด็กๆ เรื่องเรียนก็สำคัญแต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต

ดิฉันเองก็จบมหาลัยชื่อดังอันดับต้นของประเทศ ได้เกรด 3กว่า ส่วนสามีจบม.เอกชน ทุกวันนี้ เงินเดือนสามีมากกว่าดิฉันอีก เลยทำให้คิดว่าที่เราเรียนจุดมุ่งหมายจริงของการเรียนคืออะไร การเรียนคือการเรียนรู้เพื่อนำมาใช้ได้จริง ยิ่งเรียนสนุก ยิ่งอยากเรียนรู้ และเป็นการเรียนรู้แบบไม่ถูกบังคับยัดเยียด ยิ่งอยากแสวงหาความรู้ต่อยอดด้วยตัวของเขาเอง

ดิฉันคิดได้อย่างนี้เลยให้ลูกเข้าอมาตยกุล ดิฉันไม่ต้องการให้ลูกเก่งเลอเลิศแต่นิสัยแย่ ไม่อยากให้ลูกได้ 4 ตลอดแต่ eq ต่ำ ดิฉันไม่ต้องการให้ลูกไม่มีความสุขกับการเรียน

ดิฉันอยากให้พ่อ แม่ ทุกคนย้อนมองกลับตอนเราเป็นเด็ก เราต้องการอะไร อะไรที่ทำให้เรามีความสุข ดิฉันก็จะให้สิ่งนั้นแก่ลูก ดิฉันเชื่อว่า 99%ตอนเราทุกคนตอนเด็กๆ คงไม่มีใครอยากเรียนกวดวิชาจนไม่มีเวลาพักผ่อน คงไม่มีใครชอบครูดุๆ ใช่ไหมคะ นี่แหละดิฉันจึงให้ลูกอยู่ที่อมาตยกุลค่ะ

Avatar

คนในซอย 51

February 2nd, 2010 at 7:17 pm

คุณขอคิคด้วยที่น่าจะนับถือ..ขอบคุณในความหวังดีที่เป็นห่วงสุขภาพจิตคนในซอย51..คุณไม่ได้ใช้ชีวิตในซอยนี้แต่ก็ได้แนะนำคนในซอยย้ายบ้านหนีโรงเรียน..เราอยู่กันมาก็นานแล้ว แต่..โรงเรียนก็ขยายใหญ่ขึ้นทุกปีๆ..คุณควรจะนำเอาความคิดเห็นของคุณไปเสนอผู้บริหารโรงเรียนอมาตฯจะดีมั๊ย..จะดีกว่ามาแนะให้เราย้าย..และถ้าวันไหนฝนตกคุณจะยังสัญญาว่า..จะไม่ใช้รถคันใหญ่ๆไปส่ง-รับ ลูก..ขอขอบคุณในความหวังดี (จับฉลากให้ได้นะ..แล้วจะรู้…)

Avatar

แม่เด็กอมาต

February 2nd, 2010 at 8:46 pm

…..สวัสดีค่ะ ดิฉันเองก็เป็นแม่เด็กอมาตคนหนึ่งเหมือนกันนะคะ และในละแวกบ้านดิฉันมีรร.ถึง3รรติดกัน ในซอยบ้านของดิฉันด้วย ดิฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณ แต่ดิฉันไม่เคยคิดจะให้รร.ย้ายไปไหน เพราะมันคือส่วนรวม ดิฉันคงไม่เห็นแก่ตัวขนาดนั้น ดิฉันคิดว่ารร.เป็นของส่วนรวม เป็นที่ผลิตคนดีๆขึ้นมา ทำไมกับเรื่องแค่นี้จะทนไม่ได้ คุณคิดจะให้คนเป็นร้อยเป็นพันเดือดร้อนเพราะคุณคนเดียวเหรอ????

…..และเวลาดิฉันมาส่งลูก ดิฉันก็เห็นลูกๆของคนในซอยบ้านมาเรียนก็มี คุณอย่าเอาตัวเองมาเป็นศูนย์กลาง รร.รถจะเข้า-ออก ก็แค่ช่วงเช้า -บ่าย เท่านั้น และก็มีตำรวจคอยอำนวยความสะดวกให้ด้วย ดิฉันไม่ขอให้คุณย้ายบ้านหรอก เดี๋ยวคุณย้ายไป ไปเจอห้าง เจอ 7/11 คุณก็ให้เขาย้ายอีก คนเรามันต้องมีความเสียสละบ้างนะคะ ทำใจให้สบาย เดี๋ยวรร.ก็ปิดแล้ว ทีนี้คุณจะมานอนเล่นที่กลางถนนก็ไม่มีใครมารบกวนคุณแล้วล่ะ ดิฉันเองก็ผจญกับรถเข้า- ออก รร.ในซอยมากกว่าคุณอีก เพราะมีรถนร.คันใหญ่กว่าที่อมาตอีก ก็ไม่เห็นมีใครต่อว่ารร.เพราะเข้าใจว่าเราอยู่ในสังคม เราต้องเสียสละบางอย่างบ้าง ถาคุณอยากอยู่สบายๆ ไม่มีรถติดเลย คุณก็ไปอยู่ป่า หรือ ที่เฮติก็ได้นะคะ รับรองรถไม่ติดค่ะ

……ดิฉันไม่เคยโกรธคุณเป็นการส่วนตัวนะคะ และไม่ได้โกรธคุณด้วย แค่อยากให้คุณมองในแง่คนอื่นบ้าง ไม่ใช่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางคนเดียวค่ะ หวังว่าคงเข้าใจ ถ้าวันไหนฝนตกดิฉันจะพยายามไม่เอารถใหญ่เข้าไปส่งลูกนะคะ (รถใหญ่นี่ใหญ่ขนาดไหนคะ รถบัส รถบรรทุก รถ10ล้อ รถพ่วง )o.k. ค่ะ ดิฉันไม่เอารถพวกนี้เข้าไปแน่น่อนค่ะ สัญญาค่ะ

Avatar

ขอคิด ขออ่านด้วยคน

February 4th, 2010 at 11:43 pm

เรียน คุณคนในซอย ครับ

ขอโทษคุณคนในซอย 51 ด้วยครับ ที่ทำให้ขุ่นข้องหมองใจ กรุณาปล่อยให้ web Cubic Creative นี้ เป็นเวทีสำหรับแสดงความคิดเห็นทางการศึกษาเถอะครับ

เรียน คุณแม่เด็กอมาตฯ และคุณแม่ท่านอื่น ๆ (รวมทั้งคุณพ่อด้วยครับ)

ชอบคำว่า “ความเสียสละ” มากเลยครับ ชอบอ่านความคิดเห็นของทุกๆท่านมาก เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ จะติดตามอ่านไปเรื่อยๆ นะครับ

Avatar

พลอย

February 5th, 2010 at 3:05 pm

อยากไปเข้าโรงเรียนนี้จัง

เพราะเก้า จิรายุ เรียนอยู่ที่นี่

อยากไปเข้ามาก

ทำไงดี เงินก็ไม่ได้มีเยอะขนาดนั้น

อยากอยู่ใกล้ชิดกับเก้าอ่ะ รักมากมาย
ติดตามทุกงานด้วย อายุก็เท่ากัน
หนักใจจิงๆ

Avatar

เด็กมัธยมอมาตคนหนึ่ง^_^

February 5th, 2010 at 11:34 pm

สวัสดีค่ะ
หนูเป็นเด๊กที่อยู่ร.รอมาตยกุล
ร.รนี้มีกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงชั้น
พอยิ่งโตขึ้นก็เริ่มมีกฎต่างๆที่แตกต่างออกไปจากตอนเด็กๆ
และที่บอกว่าร.รนี้มีการไปทัศนศึกษาบ่อยๆ
หนูเป็นหัวหน้าห้องอะค่ะหนูก็ได้ไปประชุมด้วยเหมือนกันคุณครู
บอกว่าการไปทัศนศึกษาของ ม.ต้น-ม.ปลาย จะมีการ
ไปทัศนศึกษาเทอมละ1ครั้งและครูก็บอกว่าครั้งแรกที่ไปทัศนศึกษา
เราจะไปเล่นสนุกกันก่อนเหมือนกับว่าเราได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆโดยที่
ร.ร พาไปและไปสนุกกับเพื่อนๆแต่ว่าครั้งที่2เราจะไปแบบเอาความรู้ด้วยค่ะ

Avatar

คุณแม่เด็กอมาตคนหนึ่ง

February 6th, 2010 at 10:57 am

สวัสดีค่ะ ดิฉันเองก็เป็นแม่เด็กอมาตคนหนึ่งเหมือนกันนะคะ คุณคห.ที่ 37 และ คุณพ่อ แม่ ทุกคนค่ะ ลูกดิฉันมีปัญหากับเพื่อนๆในห้องเหมือนกัน แต่ได้รับดูแลจากคุณครูประจำชั้นรวมทั้ง อาจารย์เกียรติวรรณ ช่วยแก้ปัญหาให้อย่างดีและผ่านไปด้วยดีมากๆ
ดิฉันจึงอยากให้รับข้อมูลหลายๆมุมค่ะ อยากกราบขอบคุณอาจารย์และคุณครูทุกคนที่ให้กำลังใจครอบครัวดิฉัน

Avatar

Anonymous

February 24th, 2010 at 12:20 pm

เท่าที่ดูการเรียนการสอนสังคมน้าสนใจมาก
แต่จากที่ได้ศึกษามาการเข้าศึกษาเป็นเรื่องยากสำหรับชาวบ้าน รากหญ้าที่จะมีโอกาสเข้าทำการศึกษา
โชคดี……ที่สามารถจับสลากได้ลำดับต้นและผ่านการทดสอบสำหรับชั้นป2-ป6 แต่ชื่อหาย ลำดับที่ปรากฎไม่ใช่คนท่มีสิทธิมาทดสอบเพื่อทำการประเมินตามที่โรงเรียนประกาศ กลายเป็นลำดับที่ไม่ใช่ลำดับเลขที่ของชั้นที่จับเรียงตามชั้นเรียน หมกเม็ด หลอกลวง พอถูกถามก็ทำเป็นเฉไฉว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับการจัดการที่มีมาเป็นเวลานานที่บอร์ดก็บอกว่าพี่น้องและลำดับการจับสลากแต่ละชั้นเป็นหลักและผ่านการทดสอบ แต่เชื่อหรือไม่ว่าผ่านการทดสอบแล้วลำดับต้นของชั้นด้วยแต่ชื่อกลายเป็นตัวสำรอง หากไม่มีใครทักท้วง ก็ปล่อยเลยตามเลยแล้วมาจับสลากตามอายุ เพื่อเรียนชั้นใดทำไม เลิกเสียเถอะการลวงโลก
ประกาศตอนเช้า 2./2.2553 เป็นอย่าง พอถูกทักท้วง
ประกาศตอนบ่าย เป็นอีกอย่าง ง่ายจังเลยนะ คนตอบก็ว่าน่าตาเฉยแต่ลำดับที่ได้ตอนเช้า 7 คน ไม่ใช่คนที่จับสลากเรียงลำดับเลย อย่างชั้น ป2/2553 เริ่มต้นที่ประกาศไว้ มค.52 หมายเลข 32 เป็นลำดับที่1 ของชั้นป.2 แตต่พอประกาศหลังทดสอบกลายเป็นมีอันดับเดิม(หมายเลขจับฉลาก)7 9…..ก่อนอันดับที่ 32 เป็นไปได้ไง หลอกลวงหมกเม็ดกัน ที่พูดเช่นนี้เพราะมีหลักฐาน เช้าติดแบบนี้ พอสายถูกถาม เปลี่ยนครับท่าน จากมีพี่น้องอันดับ 1 และ 2 เหลือแค่ อันดับเดียว ดูเขาทำน่าเกลียดมาก ให้เรียงตามหมายเลขจับสลากกลายเป็นหมายเลขอะไรกันเนี่ยก่อน 32 มาได้ไง คนส่งลูกหลานมาทดสอบต่างมีความหวัง แต่ถูกหลอกลวงด้วยขั้นตอนที่เข้าแสนยากเย็น และสุดท้ายก็หลอกลวง อย่ามาทำแบบนี้ตอนนี้ชื่อเสียงของโรงเรียนดีมาก แต่วาระซ่อนเร้น เลว มาก …….
ตัวเล็กผมมีสิทธิเพราะผมเข้าไปท้วง แต่แทนที่จะกล่าวคำขอโทษ เสียใจในการกระทำที่ไร้จิตสำนึก กลับตอบด้วยท่าทีที่เฉยเมย แบบว่าเราเป็นตัวน่ารำคาญ ดูเป็นเรื่องธรรมดา เรื่องนี้ไม่เกิดกับใครก็คงไมรู้หรอกว่าเสียความรู้สึกมากแค่ไหน ความรู้สึกดีดี ที่ชื่อชอบท่านอาจารย์ ดร.เกียรติวรรณ ในแนว นีโอ….กลายเป็น..ลี…เสียแล้ว และใครที่ไว้ใจก็ให้บุตรหลานเรียนไปเถอะครับ ส่วนทางนี้กล่าวมานี้ความจริงที่เกิดกับตัว ขึ้นต้นสวยหรู เป็นหนึ่งในอุดมคติ แต่สุดท้าย หลอกลวงตั้นแต่ต้น อย่าสร้างภาพอีกเลย สังคมไทยเจ็บช้ำมามากแล้ว จะทำอะไรอยากได้อะไรบอกมาตรงๆ หลักฐานทุกอย่างผู้ครองมี (ติดประกาศเช้า พอถูกท้วงบ่ายติดใหม่ เขารู้เขาเห็นไส้ของ อมาต…..กันแล้ว น่าเสียดายความดี ชื่อเสียง ศักดิศรีที่สร้างสมมา น่าเสียดาย…..เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว)

Avatar

แม่เด็ก (กลับมาอีกแล้ว)

February 24th, 2010 at 12:48 pm

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกย่อมมีทั้งข้อดี และข้อเสียค่ะ

ผู้ปกครองบางคนก็ไม่ชอบโรงเรียนก็มี บางคนก็ชอบมาก
ขึ้นอยู่กับว่าโรงเรียนนั้นๆจะตอบโจทย์ของชีวิตของแต่ละครอบครัวได้มากแค่ไหน

สมัยที่ดิฉันจับฉลากก็วุ่นวายเล็กน้อย ไม่ได้ตัวจริงนะคะ
แต่ถูกเรียกสำรองในปีถัดไป ก็ไม่ได้ติดใจอะไรค่ะ
และโรงเรียนก็ตอบโจทย์ของครอบครัวเราได้มากกว่าโรงเรียนอื่นๆ
และผลสัมฤทธิ์ที่ได้เห็นจากลูก รวมทั้งเด็กอื่นๆที่รู้จัก ก็ต้องบอกว่าพอใจและดีใจมากค่ะที่ได้มีโอกาสได้มาเรียนที่นี่

รวมทั้งเครือข่ายผู้ปกครองที่สามารถรวมตัวกันได้ เพราะทุกคนมีจุดมุ่งหมายในแนวเดียวกัน

จนกระทั่งวันนี้ก็ยังไว้ใจโรงเรียนค่ะ และโรงเรียนก็กล้าที่จะคุยกับผู้ปกครอง
รวมทั้งไม่ได้ปิดบังในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับโรงเรียน
สำหรับดิฉันถือว่าโรงเรียนโปร่งใสพอค่ะ เพราะจากที่ผ่านมาโรงเรียนไม่ได้สร้างภาพให้พวกเราเห็น แต่เป็นการบอกเล่าจากความจริง
บางเหตุการณ์ผู้ปกครองก็รู้สึกฮึ่มๆเหมือนกันค่ะ แต่ในเมื่อโรงเรียนกล้าทำกล้ารับ ก็ผ่านค่ะ

ในความคิดเห็นดิฉันอมาตยกุลก็ยังมีข้อเสียบ้างเช่นกัน
แต่ข้อดีของโรงเรียนนั้นกลบข้อเสียไปได้ และโรงเรียนมีความจริงใจที่จะสื่อสารกับผู้ปกครอง

อมาตยกุลก็อาจจะไม่เหมาะสำหรับบางครอบครัวค่ะ

แนวทางการศึกษาถ้ารากหญ้าสามารถนำไปใช้ได้ จะเป็นผลดีกับประเทศมากค่ะ

Avatar

Anonymous

February 24th, 2010 at 2:45 pm

ตอบ คุณแม่เด็ก
คุณธรรมนำความรู้ หรือ อาจจะ…..
คุณแม่ครับ…ความรู้ที่นักเรียนได้รับ การรับความอบอุ่น ความเอาใจใส่ ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นกับอนาคตของชาติ เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งทางนี้ไม่ได้ปฏิเสธเลย คุณไม่ได้รับความรู้สึกเหมือนใครบางคนที่เขาประสบ คนที่ไม่ได้เจอสิ่งหลอกลวง คุณทำใจได้ ไม่ได้คือไม่ได้ ได้ก็คือต้องได้ จริงไหมครับ ผมน่ะผ่านอะไรมามาก การแสดงความคิดเห็นไม่ใบ่สิ่งผิด สิ่งผิดคือสังคม ความโลภ ความเห็นแก่ตัว การหาช่องหาโอกาสจากบุตตลที่ด้อยโอกาส สิ่งเหล่านี้เราควร…
วางเฉย…. เพราะ ฉันไม่เดือดร้อน
ตอบโต้….. เพราะเป็น การแสดงให้เห็นถึงความยุติธรรม ซึ่งควรมีในสังคม
การตอบโจทย์ทางสังคม เป็นสิ่งที่สังคมปรารถนา การเสียสละบ้างเป็นสิ่งที่ควรสื่อสารให้เข้าใจ การที่เราได้รับอะไรมาควรมีการตอบแทน กลับไปสิ่งผมไม่ได้ปฏิเสธเลย คุณจับสลากไม่ได้แล้วคุณไม่คิดอะไร หากเป็นผมก็เช่นกัน แต่ทางกลับกัน อยู่ในสภาพแบบผม ได้ตามเงื่อนไขทุกอย่างแต่ทำให้ไม่ได้ กลายเป็นตัวสำรอง พอไปถาม กลายเป็นตัวน่ารำคาญ น่ารังเกียจ สร้างความน่าเบื่อ …..
มันเป็นไปได้หรือไม่สำหรับแนวคิด แบบมุมบวก คลื่นสมองต่ำ(น่าจะเรียกว่าคลื่นสมองแตกมากกว่า…)
โรงเรียนเป็นสถานศึกษา เป็นบ้านที่สองของเด็ก เป็นที่สร้างอนาคต การที่รากหญ้า มีโอกาสแล้วควรให้โอกาสให้เต็มที่ ทุกคนมีความหวัง ความหวังของเขา คุณจะทำลายตั้งแต่เริ่มต้นเลยหรือ สร้างความรู้สึกที่ลืมไม่ลงกับเขา คุณไม่มีความรู้สึกเลย…นะ (หรืออาจจะมีบ้าง…)
พอทักท้วงก็จัดให้เพราะมีสิทธิอยู่เต็มภาคภูมิ และสำทับให้รีบมอบตัว น้ำเสียงแบบคุณน่ารำคาญ จะได้รีบๆ ไป (เหมือนเราเป็นอะไรเนี่ย…..)
ทุกโรงเรียนมีสมาคมผู้ปกครอง ไว้สื่อสารกันให้ไปในทางเดียวกัน สิ่งสำคัญคือช่วยกันสร้าง ช่วยกันเสริมในส่วนที่ขาด เพื่อเติมให้เต็มเพื่อใครไม่ใช่เพื่อเขาหรือครับ
ทุกคนท่ประสบความสมหวัง ย่อมมีความคิดบวก ถูกต้องครับ ทางนี้ก็ปรารถนาเหมือนกันนน…
วันจับสลากผมอยู่ต่างจังหวัด แฟนผมไม่สะดวก ผมยังต้องนั่งเครื่องบินลงมาเพื่อร่วมจับสลากเพื่อตัวเล็กผม และ นั่งกลับไปในวีนเดียวกัน ผมยอมเหนื่อยทำเพื่อเขา จริงอยู่การตอบโจทย์ ผลสัมฤทธิ์อื่นย่อมสำคัญด้วย หากแต่คุณธรรม ต้องมาก่อนจะเป็นระบบการศึกษาแบบใด ก็ตามหากไร้ซึ่งคุณธรรม แล้ว สัฝคมจะเดินหน้าอย่างไร บางตนชอบ บางคนไม่ชอบใช่แล้วครับ มนุษย์มีกิเลส โลภ โกรธ หลง หากเบาบางก็เป็นประโยชน์แล้ว ไม่ได้มีอคติกับทางโรงเรียน แนวทางการพัฒนาการศึกษา มีประโยชน์มาก ยอมรับ จากการศึกษาจากสื่อต่าง ๆ คุณคงต้องการแสดงให้รู้ว่าให้ทำใจ ครับ..คิดก็ไม่ได้ประโยชน์ เราควรคิดบวก อย่าคิดมากปล่อยไปเถอะ ต่อไปสังคมไทย ไม่ต้องมีสิ่งที่เป็นแบบที่หวังกันล่ะ เพราะมีแต่เปลือกภายนอกเท่านั้น ที่เราดูกัน หากแต่ในเมื่อตั้งปณิธานไว้แล้วทำไมไม่เติมให้เต็มอีกสักนิด ล่ะครับ
ผมได้มองดูนักเรียน ความหวังของชาติในหลายๆ แห่ง หากอยู่ในที่ดี สภาพแวดล้อมดี กายและใจ ย่อมเต็มสมบูรณ์ ผมไม่ได้ว่าเพียงแต่ที่นี่เพียงแห่งเดียว ในสังคมไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ แต่เปลือกที่สวยหรูควรเติมให้ทุกส่วน (เท่าที่สามารถทำได้..) ผมไม่ได้กล่าวร้ายใคร แต่หากเป็นความจริง คุณหากได้สัมผัสแล้วคุณจะเข้าใจ ว่าทำไมถึงทำกันได้ถึงขนาดนี้ หรือต้องปรึกษา หาพรรคพวกก่อน เพื่อหาหนทางมาเพื่อเข้าถึงระบบการศึกษา ทั้งที่โรงเรียนนี้เป็นเอกชนด้วยซ้ำไป แปลกแต่จริงเพราะการสร้างภาพใช่หรือไม่…..
ผมอยากให้ท่าน ดร.เกียรติวรรณ อมาตยกุลได้ทราบ เพราะไม่แน่ใจว่าท่านปล่อยวางไปแล้วหรือไม่ ภาพลักษณ์ที่ดีควรดีอยู่ต่อไป หากการกระทำมาตั้งแต่จับ สลาก การเรียงลำดับชั้นปีตามปีเกิด ทำไปเพื่ออะไรใครให้คำตอบผมหน่อย ได้สิทธิสอบผ่านทดสอบกลายเป็นตัวสำรอง ทำได้ไง แปลกพิลึกมาก…หลักฐานผมมมี ผมพร้อมเปิดเผย(แต่กับคนที่มีใจเป็นธรรมเท่านั้น….)
ท่าน ดร.เกียรติวรรณ กรุณาให้คำตอบผมด้วย เพราะผมนับถือท่านมาก ในวันจับสลาก ในวันทดสอบ ผมก็เจอท่านท่านเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่น่านับถือผมไม่ต้องการทำให้ท่านลำบากใจ แต่หากผมต้องการทราบความจริงบางมุมของที่นี่ เห็นว่าไม่สำคัญก็คงได้แต่ลงบทความเท่านั้น หากเห็นความสำคัญ จะตอบโจทย์ทางสังคม ให้กับผู้ที่นับถือท่านและส่งเสริมภาพลักษณ์ของสถาบันแห่งนี้ได้ถูกต้อง และเป็นการปกป้องชื่อเสียง เกียรติภูมิของที่สถาบันแห่งนี้ไว้คงอยู่ตลอดไป
ขออีกหน่อย ไว้ใจโรงเรียนของคุณแม่เด็ก ครับใคร ๆ ก็ไว้ใจ วางใจ แต่ส่วนอื่น ๆ ของโรงเรียน ก็ควรไว้ใจได้ด้วย….จริงไหมครับ……..
ไม่เกิดกับตัวในกรณีนี้ ไม่เข้าใจหรอกครับ สังคมเราชอบในความสงบ ความสมถะ ไม่รุกรานใคร หากไม่จำเป็น เพราะเรียกร้องไปก็ไม่ต่างกับเสียงนกเสียงกา แค่ก้าวแรกก็โดนเสียแล้ว….เสียดายเวลา…เสียดายความรู้สึกดีดีที่สั่งสมมา…..หากได้เข้ามาคงได้เจออะไรอีกมากครับคือได้แล้วเสียใจ แต่ดีใจที่ไม่ต้องมาเจออะไรที่เป็นวาระซ่อนเร้นภายใจที่รอการตีแผ่…แค่นี้ก่อนครับ

Avatar

ขอคิด ขออ่านด้วยคน

February 24th, 2010 at 11:08 pm

ผมเชื่อมั่นใจ ดร.เกียรติวรรณ ครูกบ และ โรงเรียนอมาตยกุล ครับชัดเจน โปร่งใส มีสติ

Avatar

แม่เด็ก (กลับมาอีกแล้ว)

February 25th, 2010 at 5:20 pm

คุณผู้ไม่ประสงค์ออกนามคะ

เท่าที่ได้อ่านความเห็นของคุณ…ดิฉันเห็นใจนะคะ
และสัมผัสได้ว่าคุณกำลังมีความคิดสับสน ร้อนรุ่ม และเจือด้วยอารมณ์
เพราะอ่านเรื่องของคุณแล้วต้องอ่านหลายรอบเพื่อจะเรียงลำดับเหตุการณ์
อ่านไปนานๆแล้วก็มึนค่ะ ฮ่าๆ
ตอนนี้คลื่นสมองคุณกำลังสูงมากค่ะ

ที่จริง อ.เกียรติวรรณ ท่านเป็นครูที่เป็นครูที่แท้ และมีความโปร่งใสอย่างมาก
รวมทั้งท่านรับฟังความคิดเห็นของทุกคน
แทนที่คุณจะมาแค่บ่นระบายในนี้ ซึ่งก็คงไปถึงหูท่าน อ.ตั๋ง ได้ยาก เพราะท่านคงไม่เข้ามาในนี้หรอกค่ะ
ดิฉันแนะนำคุณให้ไปพบและขอพูดคุยกับท่านเลยดีกว่าค่ะ
เพื่อที่จะได้หมดข้อสงสัย ดีกว่าที่จะเก็บไว้และเข้าใจในส่วนของคุณเอง

แต่อย่าไปด้วยอารมณ์นะคะ ถ้าคุณไปแบบพร้อมที่จะมีเรื่องได้ทุกเมื่อ
ท่านอาจารย์คงจะเลี่ยงคุณล่ะค่ะ เป็นดิฉันๆก็จะหลีกเลี่ยงเหมือนกัน

ทำใจให้สบายขึ้น พร้อมเปิดใจรับฟัง คุณอาจจะได้คำตอบมากกว่าตอนนี้แน่นอนค่ะ

Avatar

ขอแสดงความคิดเห็นค่ะ

February 28th, 2010 at 8:54 pm

อยู่อมาตมาก็หลายปีเชื่อมั่นว่าโรงเรียนนี้ไม่มีการมกเม็ดแน่นอน เพราะว่า
จะได้อะไรจากการมกเม็ดหรอ เงินหรอเป็นไปไม่ได้เพราะโรงเรียนนี้ไม่รับเงินใต้โต๊ะแน่นอน ไม่เน้นธุรกิจ ถ้าโรงเรียนนี้เน้นธุรกิจคงต้องรับทุกคนที่มาสมัครเหละจะได้เงินค่าเทอมเยอะๆ แต่อมาตไม่เป็นแบบนั้นเพราะอมาตเน้นที่สร้างคนให้เป็นคนดี อยู่ในสังคมที่ได้ โรงเรียนนี้จึงจับสลากเท่าที่โรงเรียนจะรับได้และดูแลเด็กๆได้อย่างทั่วถึงทุกคนคะ โรงเรียนนี้ไม่สร้างภาพ ไม่โฆษณาตัวเองจนเกิดชื่อเสียง แต่ ชื่อเสียงมาจากคุณภาพของผู้บริหาร บุคลากร นักเรียน และผู้ปกครองทุกท่าน และดิฉันเชื่อว่าชื่อเสียง ความดี และความเป็นneo humanist ยังอยู่คู่กับอมาตและจะอยู่ตลอดไป

Avatar

ขอแสดงความคิดเห็นค่ะ

February 28th, 2010 at 8:58 pm

และดิฉ้นเชื่อว่าถ้าคุณพลาดโอกาสในครั้งนี้เพราะสาเหตุใดก็ตาม แต่ถ้าคุณเชื่อมั่นอมาตคุณลองติดต่อขอพูดกับผู้บริหารได้ หากลูกคุณได้เรียนที่นี้คุณจะไม่คิดแบบนี้กับอมาตเลยค่ะ

Avatar

คุณแม่เด็กอมาตฯ

March 1st, 2010 at 10:10 pm

ดิฉันเคยอ่านเจอในหนังสือว่าไม่มีโรงเรียนไหนดีที่สุดแต่โรงเรียนไหนเหมาะสมกับลูกเรามากที่สุดมากกว่า ลูกของดิฉันทั้ง 2 คนเรียนที่นี่ค่ะอยู่ชั้นป.3กับป.4 ที่นี่ไม่รับเงินสินบนใดๆทั้งสิ้นขอยีนยัน โรงเรียนนี้สอนให้เด็กๆคิดบวกค่ะเมื่อเราคิดบวกเป็นเมื่อเด็กโตขึ้นก็จะเป็นภูมิคุ้มกันให้เด็กได้ สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมสิ่งแวดล้อมได้ รู้สึกว่าโชคดีมากๆที่ลูกได้เรียนที่นี่ โรงเรียนที่ไม่ได้สอนแค่วิชาการแต่ยังสอนถึงความคิด การยกย่องตนเอง สร้างความมั่นใจในตัวเอง โรงเรียนนี้ใช้ความรักเปลืองมากค่ะ มีความรักอยู่รอบโรงเรียนเต็มไปหมด ครูกับนักเรียนมีความใกล้ชิดกันกอดกันแสดงความรักต่อกันอย่างไม่เคอะเขิน เด็กไม่กลัวคุณครูเหม่ือนสมัยที่เราเป็นเด็ก เม่ื่อมีปัญหาไม่กล้าที่จะเข้าไปถามแต่ที่นี่เด็กวิ่งหาครูค่ะ เด็กที่นี่ร่าเริงมาก ขอบคุณคุณครูที่นี่มากๆค่ะที่ดูแลเด็กๆเหมือนเป็นอีกหนึ่งคนในครอบครัว ขอบคุณผู้บริหารที่ทำให้มีบุคคลากรที่ดีในโรงเรียน ขอบคุณอมาตยกุลโรงเรียนที่มีความรักให้เด็กๆเสมอโรงเรียนที่เหมาะสมกับครอบครัวเรามากที่สุด

Avatar

พ่อเด็กอมาต

March 1st, 2010 at 10:35 pm

คุณเจ้าของกระทู้ ๖๑ และ ๖๓ ครับ ผมก็เป็นพ่อของลูกเหมือนคุณละครับ อยากให้ลูกได้เรียนในสถาบันที่เราเชื่อถือและไว้วางใจ ผมเข้าใจความต้องการของคุณดี แต่การใช้อารมณ์เช่นนี้ และเรียกร้องให้ท่านอาจารย์ตอบโจทย์ทางสังคม กรุณาอย่าอ้างสังคมครับ เพราะคำตอบถูกเฉลยมานานแล้วครับ ตั้งแต่ตั้งโรงเรียนมาจนบัดนี้ เพราะสังคมของคนที่นี่ทราบและรู้จริงในความเป็นตัวตนของท่านอาจารย์ และโรงเรียนนี้ ท่านมีต้นทุนทางสังคมสูงครับ ทำโรงเรียนเพื่อเด็กอย่างจริงจัง

หากไม่เข้าใจกรุณาอ่าน ทุกๆ กระทู้ตั้งแต่ ๑ ถึง ๖๗ อย่างมีสติและเป็นกลาง คิดว่าจะรับรู้และเข้าใจโดยไม่ยาก

ถ้าเป็นผม ผมจะไม่โวยเช่นนี้แต่จะพยายามเจรจากับทางโรงเรียนด้วยเหตุด้วยผลก่อน แล้วค่อยว่ากันต่อไป

เห็นท่านเจ้าของทั้ง ๒ กระทู้นี้เงียบไปหลายวัน เห็นว่าจะตีแผ่ อยากรู้ครับ

Avatar

ร่วมด้วย

March 2nd, 2010 at 5:40 pm

อมาตยอดเยี่ยมที่สุด อยู่แล้วมีความสุขคะ

Avatar

พ่อเด็กอมาต

April 17th, 2010 at 10:05 am

สวัสดีปีใหม่ครับ

ช่วงนี้ไม่มีใครเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนคคห.กันเลย กลัวกระทู้จะนิ่งเสียดายแย่เลยครับ พอดีเดือนนี้ได้มีโอกาสไปส่งลูกเรียนซัมเมอร์เตรียมความพร้อม เลยมีโอกาสได้สัมผัสการเรียนการสอนระดับอนุบาลอมาตกุลถึงในห้องเรียนอยู่ 2วัน เดี่ยวจะมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

Avatar

ดีจัง

April 24th, 2010 at 8:48 pm

รอฟังอยู่นะคะ

Avatar

พ่อเด็กอมาต

April 29th, 2010 at 11:31 pm

สวัสดีครับ

บรรยากาศเรียนซัมเมอร์นั้น เด็กๆ ส่วนใหญ่สนุกและเพลิดเพลินไปกัน กิจกรรมของคุณครูมากครับ เริ่มจากให้เข้าแถวร้องเพลงชาติและออกกำลังกายกับเพลง “ยกมือขึ้นแล้วหมุนหมุน” จากนั้นคุณครูก็จัดให้เด็กๆ นั่งรอบๆ แล้วเรียกชื่อที่ละคนให้ออกมาหน้าห้อง และกอดกับคุณครู ตรงนี้น่าสนใจครับ เพราะเด็กบางคนจะโผเข้ากอดอย่างดูเหมือนว่าเป็นสิ่งปกติ แต่เด็กบางคนยังไงก็ไม่ยอมให้กอด บางคนไม่ยอมออกมาก็มีครับ เข้าใจว่าครอบครัวที่รู้แนวทางนีโอ จะกอดลูกจนเป็นเรื่องปกติ พอมาโรงเรียนก็เด็กก็จะเข้ากันแนวทางของโรงเรียนได้ดี

ต่อจากนั้นคุณครูก็จะสอนโยคะเด็ก คุณครูคิดท่าโยคะได้น่ารักมาก มีท่างู (นอนคว่ำแล้วยกตัวขึ้น) ท่าสิงโต ท่าผีเสื้อขยับปีก ท่าโทรศัพท์มือถือ เด็กๆ มานั่งล้อมวงแล้วทำตามด้วยความสนุกสนาน (เข้าใจคิดจริงๆ)

จบจากเล่นโยคะแล้ว ก็จะดับไฟในห้องและให้นั่งสมาธิ ตั้งสติคิดถึงคุณพ่อคุณแม่ ว่าเช้านี้ก่อนมาโรงเรียนคุณพ่อคุณแม่แต่งดัวอย่างไร ทำอะไรให้หนูบ้างเช้านี้ ไม่น่าเชื่อเด็ก 3 ขวบ หลายๆคน นั่งสมาธิหลับตาปี๋ นิ่งสงบได้พักใหญ่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ลิงชัดชัด ต่อด้วยนิทาน และ หยดสีพับกระดาษ

ผมสังเกตพ่อแม่หลายๆคนที่อยู่ในห้องดูครูสอน จะเพลิดเพลินไปกับลีลาการสอนของคุณครูมาก ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ บางคนลืมตัวทำท่าทำทางตามคุณครูก็หลายคน แป็บเดียวเที่ยงแล้ว ต้องพาลูกกลับซะแล้ว

จบวันแรกไปอย่างมีความสุข ถามลูกว่าชอบโรงเรียนไหม ลูกตอบ ” ชอบค่ะ” OK ผ่านฉลุย ส่วนตัวผมกับแฟน ก็พอใจกับที่นี่ครับ

วันที่สอง ไปโรงเรียนแต่เช้า เจอ ดร.เกียรติวรรณ มากำกับดูแลแต่ละห้องด้วยตัวเองเลย เข้าไปสวัสดีทักทายท่าน ดูแกมีความสุขกับการที่เห็นเด็กๆรุ่นล่าสุดของ อนุบาลอมาตฯ วันนี้ เด็กๆ มีความพร้อมมากขึ้น ยอมกอดกับคุณครูมากขึ้น ส่วนโยคะและนั่งสมาธิก็เหมือนวันแรก เด็กทำตามได้ดีขึ้น มีแสดงนิทานสอนให้รักต้นไม้ให้เด็กดู และปะกระดาษ เด็กๆสนุกและผ่อนคลายกว่าวันแรกมาก คุ้นเคยกันมากขึ้น เริ่มมีการตั้งก้วนกันแล้ว

อยากจะบอกว่า ถ้าอยากจะให้ลูกเรียนที่นี่ ควรจะเตรียมตัวให้พร้อมล่วงหน้า ทั้ง พ่อ แม่ ลูก รวมถึงพี่เลี้ยง ให้เข้าใจแนวทางนีโอนี้ ให้ดี และปฏิบัติที่บ้านให้เป็นกิจวัตร พอมาเรียนแล้วลูกเราจะสนุก สุขไปกับการเรียนที่อมาตฯ ครับ

จนถึงวันนี้ 29 เม.ย. ลูกไป ซัมเมอร์ได้เกือบเดือนแล้ว ถามว่าชอบไปโรงเรียนไหม จะตอบ ชอบค่ะ ทุกที ดูเขามีพัฒนาการดีขึ้นเล็กน้อย พูดจาน่ารักขึ้น ผมเริ่มจะเห็นด้วยกับกระทู้ข้างต้นที่ว่าเด็กอมาตฯ ชอบไปโรงเรียน ผมว่าโรงเรียนนี้มีเสนห์ ครับ

Avatar

ดีจัง

April 30th, 2010 at 8:48 pm

อ่านข้อความคุณแล้วอยากสัมผัสโรงเรียนอมาตบ้างจัง

Avatar

พ่อเด็กอมาต

April 30th, 2010 at 10:59 pm

สวัสดีครับ คุณดีจัง

หากมีโอกาสผ่านไป รร.อมาตฯ ซอย พหลฯ 51 ก็สามารถติดต่อห้องธุรการของ รร.ขอให้ครูพาเข้าชมได้ครับ ครูที่นี่ใจดี

เล่าถึงกิจกรรมของเด็กๆ แล้ว ขอเล่าถึงห้องที่ใช้เรียน จะ multi function ใช้หลายอย่างในห้องๆเดียว ทั้งเรียน กิน นอน ในห้องเลย แต่ดูแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร ห้องน้ำก็เป็นแบบนั่งยอง ตามที่เคยได้ยินมา โดยรวมแล้วรับได้ครับ

ส่วนบริเวณโรงเรียน ก็ OK นะครับ ปรับปรุงท่าสีใหม่ดูสดใสขึ้น บรรยากาศเหมือนโรงเรียนในต่างจังหวัด ติดดิน เป็นพื้นทราย ครูให้เด็กวิ่งเล่นเท้าเปล่า เพื่อกระตุ้นปลายประสาทที่ฝ่าเท้า แต่ผู้ปกครองบางท่านอาจจะไม่ค่อยชอบ ดูมอมแมไปหน่อย จำนวนนักเรียน 30 กว่า คน ต่อห้อง ต่อครู 2 คน ถ้าเด็กถูกฝึกให้ช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่อยู่บ้านก็จะไม่รู้สึกลำบากอะไร เมื่อเปรี่ยบเที่ยบกับโรงเรียนเก่าของลูกที่อยู่แถว ม.เกษตรแล้ว ผมว่าที่นี่ช่วยฝึกให้เด็กต้องทำอะไรด้วยตนเอง

จุดที่ผมชอบมากอีกอย่างคือ ค่าเทอมครับ แปดพันเก้าบาทต่อเทอม ปีละ หมื่นแปดพันบาท เฉลี่ยนวันละ 80 บาท ส่วนค่ารถรับ-ส่ง พันสามร้อยบาท ต่อเดือน เฉลี่ย 27บาท ต่อเที่ยว ประหยัดได้เยอะเลยพาลูกไปเรียนว่ายน้ำที่ ร.ร.นานาชาติ St.Andrew ครูฝรั่งสอน คอร์ทละ 4,300.-แรกเข้า 1,000.- สอน 30 นาที เฉลี่ย 480.- ต่อ ครั้ง เลยนั่งมึนกับตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมยอมจ่ายก็ไม่รู้ งง!!!

เล่าสู่กันฟังนะครับ พอสรุปได้ว่า ข้อดีมีเยอะ ข้อเสียก็มีเช่นกัน ขึ้นอยู่ว่าเราจะมองอย่างไร คิดอย่าไร สำหรับแนวการสอนแบบนีโอ-ฮีวแมนนิส ที่ ดร.เกียรติวรรณ และครูกบ กำกับดูแลด้วยตนเองนั้น จะสามารถนำหลักการไปสู่การปฏิบัติได้อย่างสัมฤทธิ์ผลแค่ไหน คงเป็นเรื่องที่จะต้องติดตามกันต่อไป แต่ตอนนี้ครอบครัวของเรามีความสุขครับ

สำหรับท่านใดที่อยากให้บุตรหลานเรียนที่นี่ ขออวยพรให้จับฉลากได้นะครับ โชคดี โชคดี ครับ

Avatar

ดีจัง

May 1st, 2010 at 10:23 pm

ขอบคุณคะ ที่มาแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนคะ
จากที่ดิฉันได้อ่านดิฉันรู้สึกชอบโรงเรียนนี้มากโดยเฉพาะมีสนามทรายให้เด็กได้เล่น เพราะว่า โรงเรียนส่วนใหญ่ในกรุงเทพไม่ค่อยให้เด็กเล่นดินเล่นทราย ดิฉันมีความคิดว่าถ้าเท้าและมือของเด็กๆได้สัมผัสกับดินและทราย( ซี่งพัฒนามากในช่วงวัยเด็ก )จะช่วยกระตุ้นปลายประสาทที่เท้าและมือของเด็กจะส่งผลให้เป็นเด็กที่ฉลาด แข็งแรง คล่องเคลวว่องไว คุณโชคดีมากคะที่ลูกได้อยูโรงเรียนนี้

Avatar

Anonymous

May 4th, 2010 at 12:32 am

อมาต

Avatar

แม่เจ้าแฝด

May 4th, 2010 at 3:33 pm

จากการที่ได้ศึกษามาตั้งแต่ลูกอายุ 6 เดือนจนวันนี้ได้เป็นเด็กอมาตมา 1 เดือน ไม่เคยคิดว่าตัวเองมาทางผิดเลยค่ะ หลังจากไปเป็นผู้ปกครองเข้าเรียนด้วยมาสองวัน เช่นเดียวกับคุณพ่อเด็กอมาต ยิ่งแน่ใจว่าเจ้าแฝดได้อยู่ในคุณครูมืออาชีพจริงๆ ดิฉันได้มีโอกาสนั่งคุยกับคุณครูใหญ่ เรื่องของการแยกหรือไม่แยกคู่พี่น้อง เพราะสับสนมากๆว่าควรหรือไม่ควร วันแรก ดิฉันทดลองแยก แล้วแบ่งภาคตัวเองแทบไม่ถูก ลูกดูไม่มีความสุข สุดท้ายคำถามที่คุณครูใหญ่ถามขึ้นมาว่า คุณแม่ต้องการอะไรคะ สุดท้ายก็ต้องการให้ลูกมีความสุขกับการมาโรงเรียนหรือไม่ ถ้าใช่ก็อย่าแยกเลยค่ะ ดิฉันได้คำตอบให้ตัวเองทันที

เพิ่งจบซัมเมอร์ไป ลูกก็มีวันอยากไปและไม่อยากไปเป็นธรรมดา ที่ไม่อยากไปเพราะอยากจะไปที่ทำงานของพ่อเค้ามากกว่า แต่พอไปถึงโรงเรียน ก็เข้าห้องไม่เคยร้องไห้เลย เนื่องจากที่บ้านได้ปูพื้นฐานทั้งการเล่นกลางแจ้ง สร้างบ่อทรายบ่อน้ำให้ลูกเล่นที่บ้าน กินอาหารง่ายๆไม่ให้เลือก ช่วยเหลือตัวเองขั้นพื้นฐานได้ ทำให้เจ้าแฝดคุเนเคยเข้าร่วมกิจกรรมได้ทุกอย่าง

เด็กค่อนข้างเยอะ แต่ก็สนุกสนานไปอีกแบบ ที่ดิฉันชอบมากคือเรื่องการให้อิสระทางความคิดแก่เด็กๆ หลายๆเรื่องที่ดิฉันสังเกตุเห็น รวมไปถึงการได้คุยกับคุณครู โดยเฉพาะเจ้าแฝดเป็นเด็กที่ไม่ค่อยจะติดกันมาก แต่จะคอยดูแลกันและกันเสมอ โรงเรียนไม่ฟุ้งเฟ้อ และดิฉันพอใจมากที่ไม่จำเป็นต้องใส่รองเท้านักเรียน ตอนบ่ายใส่ชุดธรรมดากลับบ้าน เช้าจะใส่ชุดนักเรียนไป ขึ้นอยู่กับตารางสอน (จริงๆยังไม่ได้นะคะเทอมนี้ คุยกับคุณครูมา)

ข้อดีเยอะแต่ก็มีข้อเสียบ้าง ขึ้นอยู่กับว่า จะปล่อยวางได้มากน้อยแค่ไหนค่ะ

Avatar

สมาชิกอมาต

May 5th, 2010 at 2:56 pm

สวัสดีค่ะ ทุกๆ ท่าน
ตอนนี้ลูกชายกำลังขึ้นชั้น ม.2 ขอแจมด้วยคนค่ะ
เริ่มแรกรู้จักอมาตจากหนังสือของอ.เกียรติวรรณ ค่ะ อ่านแนวทางของแกแล้วอยากให้ลูกได้เรียนมาก(ตอนนั้นท้องอยู่ อิอิ) แล้ววันหนึ่งก็ได้พบกับลูกของพี่ที่เป็นนักบินการบินไทย(แฟนอยู่การบินไทยเหมือนกันค่ะ) เป็นเด็กผู้หญิง 2 คนเห็นแล้วประทับใจมาก ร่าเริง แจ่มใส แต่มีสัมมาคารวะอยู่ในที มองดูแล้วรู้เลยว่าเด็กฉลาด ถามว่าเรียนรร.อะไร ก็ตอบกันอย่างฉาดฉานว่า รร.อมาตยกุล ค่ะ เท่านั้นแหละค่ะตัวเองก็ตั้งปณิธาณว่าต้องให้ลูกเข้าให้ได้ และก็สมใจค่ะมาเรื่องที่หลายๆ ท่านติดใจสงสัยว่าใช่หรือไม่ใช่ ดีหรือไม่ดียังไง นี่ลองพิจารณาจากประสบการณ์ตรงดูนะคะว่าตรงกับแนวของท่านกันรึไม่ค่ะ
1. เรื่องของรองเท้าฟรีสไตล์นั้น บางท่านกลัวว่าลูกจะไปเลือกหารองเท้าแพงๆ จะตอบอย่างไรถ้ารร.ไม่บังคับแบบ เชื่อมั๊ยคะตัวเองเป็นคนที่ซิ้อรองเท้าแพงๆ ให้ลูกเองตั้งแต่เกิด เช่น ECCO, GEOX ประมาณนี้ ด้วยความคิดที่ว่าเราเองยังต้องการความสบายให้ตัวเองแล้วทำไมจะให้ลูกไม่ได้ แต่การที่เราหาของดีให้ลูกเราไม่จำเป็นต้องยัดเยียดความคิดเกี่ยวกับราคาว่าเนี่ยรองเท้านี่แพงนะให้แกทราบก็ได้ค่ะ ลูกรับรู้เพียงว่าใส่สบายเท้าก็พอแล้วตอนนี้เวลาซื้อรองเท้าให้เลือกเองเพราะเมื่อเด็กโตขึ้นเค้าควรจะมีแนวของเค๊าเอง แล้วเค๊าก็ไม่เคยยึดติดเลยว่าต้องเป็น ECCO เท่านั้นนะแต่ขอนันยางด้วยซ้ำค่ะและไม่เคยได้ยินเลยว่าเพื่อนใส่ยี่ห้อโน้นมากันเพื่อนใส่แบรนด์นี้มาเช่นที่เคยได้ยินมาจากลูกเพื่อนที่เรียนรร.ใหญ่ๆ
2. เรื่องการใส่ชุดไปรเวทย์ในวันอังคาร จุดประสงค์คือรร.จะดูพฤติกรรมการแต่งตัวของเด็กว่าเหมาะสมกับวัย หรือถ้าเป็นเด็กผู้หญิงนั้นล่อแหลมรึไม่ ถูกต้องตามกาละเทศะหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ที่รร.เค๊าดูความเอาใจใส่ของผู้ปกครองเป็นหลักค่ะ หลายๆ ท่านคงเคยเห็นเด็กผู้หญิงที่แต่งตัวเกินวัยทั้งที่ไปกับผู้แม่(ก็แม่เองก็ยังแต่งยังงั๊นเลยนี่นา ฮาๆๆๆ)แล้วเด็กๆที่นี่ก็แต่งตัวกันอย่างเหมาสมค่ะ
3. เรื่องวิชาการก็ไม่ด้อยค่ะอย่างปีนี้มีเข้าวิศวได้ตั้งหลายคน สถาปัต มัณฑนศิลป์ก็มี อักษรจุฬาก็มีค่ะ แล้วที่สำคัญคุณครูสามารถดูแลแนะนำได้ไกล้ชิดด้วยค่ะเนื่องจากเด็กน้อย แล้วตอนต่อชั้น ม.1 นั้นถ้าไม่ใช่มาจากอมาตประถมแล้วจะไม่รับจากภายนอกเลยนะคะ เหลือเท่าไหร่ก็สอนเท่านั้นค่ะ ลูกได้รับการดูแลทั่วถึงค่ะ ไว้ไปหาสังคมที่หลากหลายเพิ่มเติมในตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้ค่ะ(ท่านที่ต้องการความหลากหลาย ลองนึกดูสิคะว่าปัจจุบันคุณเองนั้นมีเพื่อนตอนมัธยมที่ยังคบกันอยู่ดีนั้นมีกี่คน บางท่านอาจไม่มีเลยก็ได้ใช่มั๊ยคะ)ส่วนลูกชายนะคะวิชาการนั้นไม่เก่งค่ะ ถ้าเป็นวิชาที่เค๊าไม่ชอบ แต่ถ้าชอบแล้วไปฉลุยเลยค่ะ โดยช่วงประถมนี่ไม่มีการติวการเรียนเพิ่มนะคะ ถึงเวลาสอบก็สอบเลย ดูว่าลูกรับรู้มาจากครูแค่ไหนจากคะแนนที่ได้ แล้วเราก็จะรู้ว่าลุกสนใจไม่สนใจอะไร พอมัธยมค่อยมาเน้นเป็นรายวิชาไป(ดูแลเองค่ะ) เชื่อมั๊ยคะเด้กที่มีสติสมาธิดีๆ นั้นสามารถจดจำอะไรได้แม่นยำมากๆ พวกชื่อทางวิทยาศาสตร์ยากๆ ยาวๆ ต่างๆ เค๊าสามารถจดจำได้ ชอบดูสารคดีวิทยาศาสตร์ และธรรมชาติ(น่าจะเป็นผลพลอยได้มาจากการที่เค๊าได้มีโอกาสลุยดิน ทราย ด้วยเลยชอบมาดเรื่องแมลงนี่)
ส่วนเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับรร.นั้นหลายๆ ท่านได้ออกความเห็นไปแล้วก็มีความเห็นเหมือนๆ กันค่ะ
แน่นอนค่ะไม่มีอะไรที่ดีที่สุดพร้อมที่สุดแน่นอน แต่มันเป็นหน้าที่ของเราผู้ปกครองที่ต้องเสริมให้กับลูกของเราเองด้วย ถ้าพ่อแม่ ยังไม่รู้ทิศทางหรือเป็นตัวอย่างทั้งการกระทำและความคิดที่ดีแล้ว จะหวังให้รร.เป็นผู้ให้อย่างเดียวคงจะไม่ถูกนักใช่มั๊ยคะ แนวทางของรร.อีกอย่างคือฝึกตั้งแต่ผู้ปกครองเลยค่ะ ดีมากๆ ไม่ผิดหวังเลยค่ะที่ให้ลูกเข้ารร.นี้ ตอนนี้ไปไหนใครๆ ก็ชื่นชมลูก ว่าฉลาด พูดจารู้เรื่อง กล้าแสดงออก ร่าเริงและที่สำคัญมีสัมาคารวะรู้จักกาละเทศะค่ะ พอมั๊ยคะสำหรับคนเป็นพ่อแม่

Avatar

สนใจใคร่รู้

May 6th, 2010 at 5:00 pm

จากกระทู้ที่ 37 โดยผู้ปกครองของเด็กอมาตยกุล
ที่กล่าวถึงอีกมุมนึงของโรงเรียน เลยอยากฟังความเห็นจากผู้ปกครองท่านอื่นๆว่าคิดเห็นอย่างไร ยังไม่เห็นมีใครมาแสดงความเห็นเลยค่ะ (มีหลานเรียนที่ รร. นี้ เหมือนกัน)

(ยกและย่อยเป็นข้อจากกระทู้ที่ 37)
…………
เป็นผู้ปกครองของ นร.อมาตยกุลครับ
เห็นด้วยกับหลายท่านที่แสดงความคิดเห็น
นั้นเป็นสิ่งข้อดีของ รร.อมาตยกุล
แต่ครูที่ รร.นี้ไม่ได้เป็นอย่างที่ผู้ปกครองหลายท่านกล่าวมาทุกคนครับ
คือจะเป็นแค่บางคนและเฉพาะระดับอนุบาลที่ดูจะเข้าใจเด็กและสอนเด็ก
ตามที่หลายท่้านกล่าวมา แต่ถ้าถามถึงการตัดสินความผิดถูก
หรือจริยธรรมกับศีลธรรมสำหรับ รร.นี้ค่อนข้างน้อยมากครับ

-ผู้ปกครองเดินสวนกับเด็ก เ้ด็กมักจะไม่หลบทางให้ครับ มักจะถูกเด็กเดินชนเสมอ และไม่ค่อยได้รับคำขอโทษจากเด็ก แต่กลับถูกเด็กหันมามองอย่างแปลกๆ

-เพื่อนๆ ในห้องมักจะมีการกล่าวร้ายว่าพ่อแม่ของเ้ด็กคนอื่นๆ
พอครูประจำชั้นทราบนั้นแทนทีจะสั่งสอนเด็กคนที่กล่าวร้ายพ่อแม่คนอื่นๆว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะพ่อแม่ของใครใครก็รัก แต่กลับบอกว่าเป็นสิ่งที่
เพื่อนสามารถพูดได้ ทำให้เวลามีปัญหาอะไรนั้นมักจะไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงจากเด็ก (เพราะครูจะไม่ฟัง แถมเอะอะิอะไรก็บอกว่้าผิดด้วยกันทั้งคู่)
ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น

-อย่างลูกมักจะถูกเพื่อนรังแกและแกล้ง
อยู่เสมอ พอไปร้องเรียนที่ห้องธุรการกลับถูก ดร.เกียรติวรรณ บอกว่า
ให้ลูกของผมรังแกเพื่อนกลับได้ แถมบอกให้ทำแรงๆ ด้วยครับ
ทำแบบนี้แล้ววันหลังเพื่อนจะได้ไม่กล้าทำอีก ซึ่งพอผมฟัง
ผมก็งงมากครับ เหมือนสั่งสอนให้เด็กแก้ไขปัญหาตรงนี้ด้วยความรุนแรง

-เด็กในห้องของลูก มักจะแบ่งเป็นกลุ่ม เป็นกวนกัน และมักจะชักชวน
กันล้อเพื่อนในห้องทำให้คนที่ถูกล้อนั้น วิตกกังวล และพอถูกล้อเป็นประจำก็เหมือนน้ำซึมบ่อทราย ค่อยทำร้ายจิตใจของเด็กอยู่ตลอดเวลา
แต่ครูประจำชั้นกลับเฉย ดูเป็นเรื่องปกติ เด็กคนไหนพูดน้อยก็จะเสียเปรียบ เพราะจะสู้เด็กที่พูดมากแต่เกเรไม่ได้ ครูจะฟังมากกว่า

-และที่ รร.นี้มักจะให้เด็กที่มีปัญหานั้นเัคลียร์กันเอง โดยครูไม่ชี้แจ้งให้เด็ก
ทราบว่าพฤติกรรมแบบไหนที่เด็กทำแล้วถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง
เพราะตอนนี้ลูกของผมบอกผมว่าต่อไปนี้เวลาเพื่อนล้อเรื่องพ่อกับแม่
จะล้อเพื่อนกลับบ้างเพราะครูประจำชั้นไม่ได้บอกว่าการกระทำนี้เป็น
พฤติกรรมที่ไม่ดีและผิดครับ เพราะครูไม่ได้มีการตัดสินและบอกเด็กว่า
อะไรควรทำไม่ควรทำจึงทำให้เด็กสับสน และต่อไปเด็กก็จะกลายเป็นเด็ก
ก้าวร้าวต่อไปในอนาคตครับ

Avatar

สอ.ออ.ฉ๋อ

May 6th, 2010 at 11:53 pm

ผมเคยอ่านกระทู้ที่ 37 มานานพอสมควรและเดินสวนกับเด็กอมาต บ่อยมาก เด็กไม่ยอมเดินชนผมสักที แต่จะพยามยามต่อไป เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงครับ

ล่าสุดไปจ่ายค่ารถโรงเรียน เจอคุณครูของลูกเลยหยุดคุย มีเด็กหญิงชั้นประถม คนหนึ่งโดดมายกมือไหว้คุณครูและไหว้ผมกับแฟนด้วย รับไหว้แทบไม่ทัน ทั้งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ทำผมตกใจ๋หมดเลย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับ

ผมไม่กลัวเลยครับว่าเพื่อนลูกจะมากล่าวร้ายใดๆ กับผม แต่จะกลัวเพื่อนลูกมาชวนลูกหนีเรียน ไปเสพยา หรือยกพวกไปตีกับโรงเรียนอื่นๆมากกว่า ประเภทสถาบันนี้ พ่อ สถาบันนั้น ตามที่เราเห็นประจำตามผนังตามกำแพง พ่ออย่างผมกลัวมากครับ

ส่วนเรื่องเด็กตั้งก้วนนั้น เรื่องนี้จริงครับ เห็นมากับตาเลยครับ เป็นเด็กอมาต อ.1 ตั้งก้วนคุยกันเองไม่สนใจฟังคุณครูเลย แต่คุณครูไม่เฉยเมยนะครับ จับแยกกลุ่มเลย เด็ดขาดจริงๆ

ที่ว่า “ตอนนี้ลูกของผมบอกผมว่าต่อไปนี้เวลาเพื่อนล้อเรื่องพ่อกับแม่
จะล้อเพื่อนกลับบ้างเพราะครูประจำชั้น…” แล้วคนที่เป็นพ่อเป็นแม่จะสอนอย่างไรดีครับ

ผมอยากให้เป็นว่า “ตอนนี้ลูกของผมบอกผมว่าต่อไปนี้เวลาเพื่อนล้อเรื่องพ่อกับแม่ ผมจะให้อภัยเพื่อนเพราะคำสอนของคุณพ่อคุณแม่ครับ”

สุดท้าย พ่อแม่ สำคัญกว่าครู บ้านสำคัญกว่าโรงเรียน ผมคิดอย่างนี้จริงๆ

Avatar

น่าเสียดาย

June 28th, 2010 at 10:27 pm

ผมว่าการปรับปรุง เวป คิวบิกใหม่ ทำให้กระทู้ดีดี นิ่งไปเลย เข้าถึงยากครับ น่าจะมีการแก้ไข

Avatar

krin

July 29th, 2010 at 10:26 pm

สวัสดีค่ะ

ดิฉันเพิ่งเข้ามาเป็นครั้งแรก
กรณีกระทู้ที่ 37 comment นั้น เมื่ออ่านแล้วก็ยังงงๆ ว่าเป็นไปได้หรือ เพราะปีนี้ ลูกสาวเพิ่งเข้าอนุบาล 1 โดยก่อนตัดสินใจเลือกโรงเรียน ดิฉันแวะเข้าไปบ่อยมาก ทั้งปรึกษา แอบบดูบรรยากาศ อย่างแรกที่ประทับใจมากคือ แค่เดินผ่านเข้าประตูโรงเรียน (ฝั่งประถม เพื่อเดินผ่านไปยังอนุบาล) คุณครู/เจ้าหน้าที่ที่ประตูก็ทัดทาย ยิ้มแย้มพร้อมทักยกมือสวัสดีครับ ทุกครั้ง แรกๆ ก็เขินค่ะ เพราะไม่ชิน (เดี๋ยวนี้ดิฉันไหว้เก่งแล้วค่ะ)
และยิ่งงงมากขึ้น พอเดินเข้าไป เจอเด็กๆ เดิน/ วิ่งผ่าน เขาจะยกมือไหว้ “สวัสดีครับ/ค่ะ” ตอนแรกคิดว่าพวกเขาทักคุณครู หันไปดูไม่มีใครนี่ อ้อเด็กๆ เขาทักเรา น่ารักมากๆ

ส่วน comment อื่นๆ ไม่ออกความเห็น เพราะยังไม่เคยมีประสบการณ์จริง

บรรยากาศที่น่ารักๆ เหมือนกับที่คุณพ่อเด็กอมาตย์เล่าบรรยากาศ summer 2 วันแรกเลยค่ะ (เอ บรรยายอารมณ์เดียวกันเลย ใช่ อ.1/3 หรือเปล่าคะเนี่ย)

ส่วนลูกสาว เนื่องจากเกิดเดือน กค.จึงต้องรอตามเกณฑ์ เลยเข้าเรียนช้า เกือบสี่ขวบ (ตอนนั้นจับฉลากที่อมาตฯ ได้แล้ว) ก็เลยให้ไป Nursery ก่อน ลูกไม่มีความสุขเลย ซึม ดึกๆ ร้องไห้ ขอร้องว่าไม่อยากไป ร้องไห้ตั้งแต่ตื่นนอน พอถึงโ Nursery ลูกดิ้นในรถเลยค่ะ ทั้งที่ปกติไม่เคยมีพฤติกรรมดิ้นเพื่อเรียกร้องความสนใจ และไปแอบดูที่ Nursery ลูกไม่มีความสุขตลอดเวลา ดิฉันและสามี ตัดสินใจหยุดไป Nursery และแอบกังวลลึกๆ ว่าลูกจะมีการต่อต้านเมื่อไปอมาตฯ ไหม เพราะเขาถูกเลี้ยงอยู่กับบ้านมาตลอด ยังเข้าสังคมภายนอกไม่ค่อยเป็น

แต่ผิดคาดค่ะ ลูกอิดออดแค่สัปดาห์แรกเท่านั้น สัปดาหืที่สอง ฉลุยค่ะ ทุกวันนี้ลูกมีความสุข แต่สัปดาหืแรกลูกมีพัฒนาการขึ้นมากๆๆๆ เจอคนแปลกหน้า กล้าทักทาย พูดคุยโต้ตอบ ซึ่งเมื่อก่อนไม่กล้า เป็นต้น ลูกพูดถึงคุณครูเป็นเรื่องปกติประจำวัน โดยมากเป็นเรื่องอำ, ล้อเล่นคุณครุ ซึ่งดิฉันมองว่าเป็นความผูกพัน

สรุปแล้วดิฉันตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกโรงเรียนนี้ให้ลูก จะอยู่ถึง ปอหกแน่ๆ แต่สำหรับมัธยมคงต้องเก็บข้อมูล และดูพัฒนาการของลูก และที่สำคัญให้ลูกตัดสินใจเองด้วย ว่าจะยาวถึง มอหกไหมค่ะ
แต่เท่าที่อ่านจากเอกสารที่คุณครูใส่กระเป๋าให้ลูกมา นักเรียนมอหกมีประมาณสามสิบกว่าคน ดูสถิติปีล่าสุดแล้วสามารถเข้ามหาวิทยาลัย และคณะที่มีชื่อเสียง และคะแนนสูงๆได้ประมาณหกสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับว่าสูงมากนะคะ ส่วนที่เหลือก้สอบได้คณะ/ สถาบันที่รองๆ ลงมาค่ะ

ท้ายนี้มีเรื่องขำๆ เพราะทราบอยู่แล้วว่าเป็นแนวเตรียมความพร้อม ไม่เร่งวิชาการ เมื่อสัปดาที่แล้วการบ้านวิชาเลขคณิต ให้เด็กๆ ฝีกเขียนเลข 1 และวิชาภาษาไทยให้หา ก ไก่ ที่บ้านเราเฮกันมากเลยว่า ไชโย้ ลูกเราได้เขียนเลข 1 แล้ว (หลังเปิดเทอมได้เกือบสองเดือน) ซึ่งเราพอใจนะคะ เพราะถามลูกว่ามีความสุขไหม ลูกมีความสุขก็โอเคแล้ว เราอยากให้พื้นฐานจิตใจลูกเข้มแข็งมากกว่าเรียนเก่องอย่างเดิยวค่ะ

Avatar

พ่อเด็กอมาต

August 2nd, 2010 at 11:33 pm

ใช่ครับ สงสัยจะเป็นศิษย์ครูกุ้งเหมือนกัน ตอนนี้ เรียนมาจะ 3 เดือนแล้วผู้ปกครองน่าจะมีโอกาสได้พูดคุย สังสรรค์กันบ้างนะครับ คงจะมีเรื่องคุยกันเยอะเลย

Avatar

สมาชิกใหม่..ขอคุยด้วยคน

November 11th, 2010 at 10:58 am

เป็นคุณแม่ของเด็กอมาต 2 คนค่ะ ได้เคยแวะมาอ่านเรื่องราวของโรงเรียนในมุมุมองที่หลากหลาย ก็อยากรู้ข้อมูลเหมือนๆกับพ่อแม่อีกหลายคน เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุด เหมาะสมที่สุด สำหรับลูกๆ แน่นอนที่บางเรื่องก็เห็นด้วย บางเรื่องก็ไม่เห็นด้วย และบางเรื่องก็ไม่แน่ใจ สุดท้ายก็ต้องมาพิจารณาด้วยตัวเองค่ะ
ปีนี้ลูกชายอยู่ ป.6 ก็เป็นช่วงรอยต่อที่ต้องตัดสินใจกันอีกครั้งว่าจะอยู่ที่อมาตต่อไป หรือไม่ ซึ่งคุณแม่ก็ต้องกลับมาประมวลเหตุการณ์อันอีกครั้ง ช่วงนี้จึงต้องหาข้อมูลเยอะหน่อย ทั้งจาการสอบถามเพื่อนผู้ปกครอง อ่านจาก internet และแน่นอนที่สุดคือคุยกับลูก ซึ่งลูก 2 คนจะค่อนข้างผูกพันกับโรงเรียน และเพื่อนๆ
โดยส่วนตัวคุณแม่ยังไม่ค่อยมั่นใจในพื้นฐานด้านวิชาการของลูกนัก ทุกวันนี้ก็เลยให้ไปกวดวิชาเพิ่มเติมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบเข้า ม.1 แต่ใจส่วนหนึ่งก็ยังคิดให้ลูกเรียนต่อทีี่อมาตถึง ม.3 แล้วค่อยประเมินผลงานของโรงเรียน (ด้านวิชาการ) เป็นระยะๆไป เพราะยังพอใจในอีกหลายๆส่วนของโรงเรียน และลูกเองก็มีผลการเรียนที่ดี โดยเฉพาะวิชาภาษาไทยที่ต้องชมเชยคุณครูของโรงเรียน ส่วนภาษาอังกฤษคุณแม่ยังมองว่าต้องปรับปรุงค่ะ และที่คุณแม่ใคร่ขอเสริมผ่านเวบบอร์ดนี้ เผื่อผู้บริหารโรงเรียนจะแวะมาอ่านคืออยากให้โรงเรียนเพิ่มหลักสูตรภาคปฏิบัติให้เด็กๆมากกว่านี้ การฝึกทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ การสื่อสารของครูกับผู้ปกครองยังน้อยไปหน่อย คือเจอกันแค่ตอนปฐมนิเทศ จากนั้นก็มีแต่จดหมายข่าว ซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียว ก็อยากให้โรงเรียนจัดเวลาประชุมผู้ปกครองให้มากขึ้นนะคะ
ในส่วนดีของโรงเรียนที่อยากแชร์ให้ท่านที่เข้ามาอ่าน ในความคิดเห็นของคุณแม่ คือเรื่องสังคมที่ปลอดภัย การดูแลค่อนข้างทั่วถึง การสอนให้เด็กไม่มีการแบ่งแยกด้านฐานะ ทุกคนเป็นเพื่อนกันได้ การคิดบวก ฯลฯ และคุณครูหลายๆท่านที่ต้องเหน็ดเหนื่อยมากกับเด็กๆ แต่ก็ยังยิ้มแย้ม เต็มใจรับฟังปัญหา และพยายามแก้ไขเท่าที่จะทำได้ ต้องขอบคุณจากใจจริงด้วยค่ะ ส่วนข้อด้อยอื่นๆของโรงเรียนนอกเหนือจากที่กล่าวถึงข้างบน คุณแม่คิดว่าไม่เป็นปัญหาหรอกค่ะ สำหรับโรงเรียนที่คิดค่าเทอมขนาดนี้ และการดูแลเด็กๆไม่ใช่ภาระของโรงเรียนฝ่ายเดียว

Avatar

K@E

December 13th, 2010 at 7:00 pm

ติดตามและหาอ่านข้อมูลของ รร.อมาต มาตั้งแต่ลูกอายุขวบกว่าๆ และคิดว่าอยากให้ลูกเรียนที่นี่จังเลย ไปดู รร. และพาลูกไปจับฉลากครั้งแรกมาแล้วปรากฏว่าไม่ได้ จะไปจับอีกครั้งวันเด็กปีหน้า พยายามลุ้นอยู่ คงให้ลูกเป็นคนจับเอง อยากให้เขาได้เรียน อยากให้เขามีความสุข ระหว่างที่รอนี้พาลูกไปเรียนที่ Nursery แห่งหนึ่งเป็น รร. 2 ภาษา ตอนแรกๆ ก้อดูอยากไป รร. ดีค่ะ พอหลังๆ แกเริ่มบ่นว่าไม่อยากไป พยายามหาสาเหตุอยู่ว่าทำไม อ่านจากเอกสารที่คุณครูเขียนให้ผู้ปกครองเวลาที่เขาอยู่ รร. คุณครูก้อบอกว่าแกให้ความร่วมมือดี ไม่งอแง พูดจารู้เรื่องและเชื่อฟังคำสั่ง แต่พอลูกบ่นว่าไม่อยากไป รร. แล้วสงสารเขาค่ะ เหมือนส่งเขาไปในที่ที่เขาไม่ชอบ ทรมานใจจัง ส่วน รร. แนวทางเลือกแบบนี้ก้อมีน้อยมาก พยายามหาว่ามี รร. อื่นๆ อีกมั้นที่มีแนวทางแบบนี้ แทบจะไม่มีเลยหรือบางครั้งก้อไกลบ้านมากๆ เด็กบางคนก้อเหมาะการเรียนแบบแนวทางเลือก หรือบางคนอาจจะเหมาะกับแนววิชาการ พยายามศึกษาอุปนิสัยใขคอของลูกอยู่ คิดว่าตัดสินใจไม่ผิดที่จะเลือกแบบแนวทางเลือก แต่ถ้าแกจับฉลากไม่ได้อีกก้อคงต้องพยายามกันต่อไป

Avatar

พัลลภ พฤกษพงศ์

December 13th, 2010 at 10:23 pm

ผมกำลังเตรียมตัวพาลูกไปจับฉลากเข้าที่อมาตยกุลเหมือนกัน อันดับแรกคือ ผมไม่คิดว่าโรงเรียนที่ไหนจะดีที่สุดสำหรับลูก แต่ผมคิดว่าการจับฉลากนั้นเป็นการคัดเลือกที่แฟร์ที่สุดสำหรับเด็กอายุสองสามขวบ ผมแอนตี้ระบบการสอบคัดเลือกเข้าประถม 1 มาตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้ก็ยังแอนตี้อยู่เพราะว่าในวัยเด็กนั้นเป็นวัยที่กำลังเปิดตัวเองเข้าไปเรียนรู้สิ่งแวดล้อมสารพัดรอบตัวด้วยจิตใจที่ใสสะอาด ไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน ไม่ใช่เรื่องของใครเก่งกว่าใคร ไม่ใช่เรื่องของการทุจริตคดโกงเพื่อให้ได้มาซึ่งที่นั่งในชั้นเรียน

สิ่งที่ผมเรียนรู้จนผมอายุ 38 ปีแล้วก็คือ ไม่มีอะไรดีที่สุดและไม่มีอะไรเลวที่สุด ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เรียนโรงเรียนรัฐบาลอันดับต้นๆและสอบเข้าจุฬาได้ แต่พอเข้าไปแล้วก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองต้องสูงส่งกว่าใคร ก็ยังเห็นการแบ่งแยกฐานะสังคมกันอยู่ซึ่งมันก็ยังเป็นวิธีคิดของคนที่จิตใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ ยังเห็นการเอารัดเอาเปรียบเห็นแก่ตัวระหว่างนิสิตด้วยกัน ยังเห็นวิธีการเข้าหาอาจารย์ด้วยวิธีพิเศษและการได้สิทธิพิเศษหากมีนามสกุลใหญ่โตพอที่อาจารย์บางคนอยากคบหาด้วย แต่นั่นก็ไม่ใช่สิงที่เลวที่สุดเพราะเมื่อจบมาก็พบกับสังคมการทำงานที่ต้องแก่งแย่งกัน เลื่อยขาเก้าอี้กัน หนักเสียยิ่งกว่าตอนที่เรียนเสียอีก

เมื่อมาเป็นพ่อคน ผมกลับต้องหันมามองว่าเราได้ทำตัวเสื่อมอย่างที่เราเคยพบเจอมาหรือเปล่า โรงเรียนที่สำคัญที่สุดสำหรับลูกคือครอบครัว ลูกใช้เวลาอยู่กับโรงเรียนวันนึงแปดชั่วโมงเป็นอย่างมาก แต่เวลาที่เหลือคืออยู่กับครอบครัว ถามว่าเวลาอีกสิบหกชั่วโมงพ่อแม่ทำอะไรกับลูกบ้าง ผมย้อนกลับไปศึกษาอย่างจริงจังเรื่องพัฒนาการของเด็กตั้งแต่เกิดยันโตพบในสิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ เด็กมีพัฒนาการในเรื่องบางอย่างรวดเร็วมากในแต่ละช่วงอายุหากได้รับการส่งเสริมอย่างถูกต้อง ดังนั้นการที่ผู้ปกครองคาดหวังกับโรงเรียนไว้สูงนั้นเท่ากับเป็นการผลักภาระเหล่านี้ไปให้โรงเรียนทั้งหมดซึ่งมันตอบได้ยากว่าโรงเรียนเหล่านั้นจะสามารถ”ปั้น”ลูกเราให้ไปในทางที่เขาต้องการได้หรือไม่ แต่ในทางกลับกัน หากพ่อแม่สามารถสังเกตพัฒนาการของลูกอย่างจริงจัง และรู้ว่าจริงๆแล้วเขาถนัดและรักที่จะไปในทางไหน ลูกก็จะสามารถหาทางของตนเองได้โดยที่พ่อแม่เป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุนเท่านั้น

ดังนั้น ผมไม่คิดว่า โรงเรียนหรือพ่อแม่จะสามารถ conduct ลูกได้ หน้าที่ของพ่อแม่มีเพียงการ support ให้ลูกได้เดินไปในทางที่เขาต้องการ เช่น หากพบว่าลูกของคุณมีอัจฉริยภาพด้านการเล่นเชลโล การเรียนที่อมาตยกุลอาจจะเหมาะสมสำหรับช่วงแรกแต่เมื่อลูกโตขึ้นก็จำเป็นต้องให้ลูกเรียนไปทางสายดนตรี ซึ่งเสียดายที่เมืองไทยมีโรงเรียนประเภทนี้ก็ต่อเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว แต่ถ้าหากเป็นโรงเรียนทางยุโรปเช่นออสเตรีย ก็จะมีโรงเรียนที่ปูพื้นสำหรับเด็กประเภทนี้เป็นการเฉพาะ ซึ่งถ้าวันนั้นเกิดขึ้นกับผม ผมก็จะส่งเสริมให้เขาไปเรียนที่นั่นให้ได้

ผมคิดเสมอว่ารุ่นพ่อแม่เกิดมากจากการพัฒนาเชิงปริมาณด้วยเหตุที่ว่าประเทศเรานั้นในอดีตนั้นจะต้องสร้างคนเพื่อตอบสนองต่อตลาดแรงงานขั้นพื้นฐานเป็นหลัก แต่สำหรับเด็กในอนาคตนั้นจะต้องพัฒนาในเชิงคุณภาพ การผลิตบัณฑิตปริญญาตรีปีละแสนกว่าคนหาใช่คำตอบของประเทศไทยเพราะคนพวกนี้ล้วนแล้วแต่จบมาเพื่อแข่งขันหางานทำมากกว่าทำงานเพื่อพัฒนาตนเอง คนไทยจึงกลายเป็นลูกจ้าง เป็นผู้ใช้แรงงานของการรับจ้างทำของ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานโรงงานจนถึงผู้บริหารบริษัทต่างชาติไม่ได้ต่างกันเลย แต่คำตอบของประเทศในอนาคตนั้นคือการสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นเจ้าของการผลิต เจ้าของไอเดียความคิดสร้างสรรค์ สามารถพัฒนาต่อยอดให้เป็นประโยชน์กับคนในประเทศเราเองและต่างประเทศได้

ทั้งหมดมันอยู่ทีครอบครัวเป็นปฐมเหตุครับ ถ้าหากพ่อแม่ยังแก่งแย่งชิงดีชิงตำแหน่งเลื่อยขาเก้าอี้ เอาตัวเข้าแลก ชอบโกหกหรือเลียแข้งเลียขา หรือใช้เส้นสายสารพัดเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ เงินทอง ให้ตายยังไงก็ไม่มีทางจะให้ลูกเติบโตคิดอย่างสร้างสรรค์ได้เพราะลูกไม่มีตัวอย่างที่ดีที่ทำให้เขาเชื่อได้ ขอบคุณครับ

Avatar

แม่อมาต อนุบาล

December 14th, 2010 at 11:56 pm

โรงเรียน ไม่มีสมาคมผุ้ปกครองค่า แต่ ผุ้ปกครองหลายท่าน รุ้จักกันบนเวป แล้วก็รวมตัวกัน พูดคุยกัน จัดมีทติ้งกันเอง พาเด็กไปเที่ยวกันเอง รวมตัวกันอยู่ที่เวปนี้ ยังไง ลองติดต่อเจ้าบ้าน ขอร่วมแจมเป็นสมาชิกได้ค่า สำหรับ พ่อแม่ อมาต เป็นเวป ที่ปิด ต้องมี password เข้า เพื่อความปลอดภัยของเด็กเด็ก ค่า เพราะเราโพสต์รูปจริง

http://www.chill.pantown.com/

ไปมีทติ้ง พ่อแม่ อมาต มา หลายครั้ง ที่เห็นชัดมากมาก คือ พี่พี่ ประถม แม้จะประถม 1 หรือ 2 ก็จะดูแลน้อง อนุบาล (ซึ่ง ประถม 1 ก็เป็นเด็กเล็กมาก อยู่ดี) บางที เล่นของเล่น แย่งกัน ก็มียึกยัก นิดหน่อย แล้วก็จะปล่อยให้ น้อง อนุบาลเล่น ส่วนเรื่องความมั่นใจ และกล้าแสดงออก นี่ ชัดมากมาก เด็กอมาตเวลาไปเรียน พิเศษย่อย เช่น ดนตรี ศิลปะ คาแรกเตอร์จะชัดมากมาก ว่า แตกต่างจากเด็กโรงเรียนอื่น คือ ซนเป็นพิเศษ เอ๊ย ไม่ใช่ ประมาณว่า ช่างพูด ช่างเจรจา ยกมือ ถามโน่น ถามนี่ ไม่มีเหนียมอาย เลยค่า แล้วที่ชัดมากมาก คือ สามารถเป็นเพื่อน กับ คนทุกคน รอบข้างได้ ไปไหน ไม่มีทางว่าไม่มีเพื่อน เลย ลูกชาย เวลาพาไปเล่น พวกสวนสนุก แป๊บเดียว ได้เพื่อน กลับมา ฟังจาก พ่อแม่ ประถม ที่เล่าให้ฟัง ก็เหมือนกัน ว่า ผูกมิตรเก่งมาก เจอใคร ก็คุยกับเค้าไปทั่ว

อ้อ อ้อ พ่อแม่อมาต เป็นเด็กสาธิต เยอะจริงจริงค่า ในกรุ๊ป ก็สาธิต เป็นสิบ เลยค่า

Avatar

ศิษย์เก่ารุ่น 3

May 19th, 2011 at 1:17 am

สวัสดีค่ะ ไม่ทราบเหมือนกันว่ามาตอบช้าไปมากหรือไม่ (น่าจะช้ามากอยู่นะคะ) และไม่ได้อ่านทุกข้อความที่โพสต์ลงมา เนื่องจากอ่านไม่ไหวค่ะ ^^
ในฐานะที่เข้าเรียนตั้งแต่อนุบาล 1 จนถึง ป.6 เป็นรุ่นที่ 3 และติดตามข่่าวสารของทางโรงเรียนมาตลอด อยากจะขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจของทั้งครูตั๋งและครูกบนะคะในด้านการทำงาน ครูทั้งสองท่านเป็นครูอย่างแท้จริง(และหนูก็มีความรู้สึกไม่สบายใจอย่างมากที่มีคนเข้าใจท่านผิด) ได้อ่านคอมเม้นของผู้ปกครองที่มีปัญหาในการเข้าคัดเลือก คิดว่าคงมีความผิดพลาดในการจัดลำดับในตอนแรก ขอโทษแทนทางโรงเรียนด้วยนะคะ หวังว่าคงไม่ทำให้ผู้ปกครองมีความคิดผิดใจกับทางโรงเรียนนะคะ
ขอเท้าความนิดนึงว่า หนูเข้าเรียนตั้งแต่ตอนโรงเรียนยังสร้างเสร็จใหม่ๆ และเปิดปีแรก มีสามชั้น คือ อ.1-3 หนูเลยเป็นรุ่นที่ 3 และก็เรียนเรื่อยมาจนถึง ป.6 ขณะนั้นมีโควต้าเข้ามัธยมสาธิตวัดพระศรีมหาธาตุฯที่อยู่ใกล้ๆกันให้มาสอบค่ะ หนูก็เลยไปสอบ แล้วเรียนต่อจนจบชั้นมัธยม (ในที่นี้คงตรงใจกับผู้ปกครองหลายๆท่านที่เป็นเด็กสาธิตและให้ลูกเรียนอมาตยกุลนะคะ) เรียนกวดวิชาช่วงม.ปลาย แล้วก็สอบเข้าเรียนแพทย์ได้ ตอนนี้เรียนอยู่ปี 6 เกรดเฉลี่ยประมาณเกียรตินิยมอันดับสองค่ะ
ผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะไม่ได้สัมผัสการเรียนการสอนด้วยตัวเอง หรือสภาพสังคม แต่หนูสัมผัสมาตลอด ตอนนี้หนูเริ่มจะคิดอะไรเป็นเรื่องเป็นราวแล้วบ้าง ก็พอมีความคิดเห็นจะเสนอ ที่ท่านผู้ปกครองหลายๆท่านอาจจะนำไปใช้ประกอบการพิจารณาได้บ้างนะคะ
:::: ช่วงระดับอ.1-ป.6 ไม่ได้เน้นวิชาการมากค่ะ สอนตามมาตรฐาน ไม่ได้ด้อยกว่าที่อื่น(เดี๋ยวจะอธิบายอีกทีนะคะ) มีจุดเด่นที่ภาษาอังกฤษ และกีฬา เน้นการพัฒนาสมอง พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ และพัฒนาความแข็งแรงของร่างกาย คือหนูก็ไม่ได้เห็นความสำคัญของการเรียนกวดความรู้อย่างเข้มข้นตอนประอนุบาลหรือประถมนะคะ แต่ร่างกายและอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องอาศัยการพัฒนาอย่างมากในช่วงต้นของชีวิต (ผู้ปกครองที่อยากกวดเพื่อให้ลูกเข้มข้นทางวิชาการอาจจะไม่ค่อยชอบในจุดนี้นะคะ) และที่ว่าไม่ได้ด้อยกว่าที่อื่น หนูก็สอบเข้าโรงเรียนมัธยมสาธิตวัดพระศรีฯ (ซึ่งก็เป็นโรงเรียนขนาดเล็กเช่นเดียวกับอมาตยกุล อัตราการแข่งขันสอบเข้าไม่แน่ใจค่ะ) ระบบโควต้า รับ 30 จาก 50-60 คน นักเรียนโควต้าจากอมาตยกุล 3 คน สอบได้ทั้ง 3 คน ใน 10 อันดับแรกทั้ง3 คน ก็ถือว่าโอเคนะคะ และมีเพื่อนสอบแข่งขันระบบธรรมดาอีกหลายคนค่ะ ในการเรียนที่โรงเรียนมัธยมสาธิตซึ่งเป็นโรงเรียนของรัฐบาล ก็ไม่พบปัญหาในการเรียนนะคะ สามารถเรียนได้ทันเพื่อน และก็มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ไม่ได้มีปัญหาอะไรค่ะ อันนี้น่าจะพอเคลียร์เรื่องวิชาการไปได้บ้างนะคะ
:::: เด็กทะเลาะกัน ตั้งก๊วน เป็นเรื่องธรรมดามากกกกกกกกกกกกค่ะ มีทุกโรงเรียน สำหรับอมาตยกุลนะคะ หนูคิดว่าอาจารย์เห็นว่าเป็นปัญหาของเด็กค่ะ เด็กๆควรฝึกจัดการกันเองค่ะ แต่คุณครูจะคอยควบคุมนะคะไม่ให้มีการใช้กำลังค่ะ ทุกอย่างอยู่ใต้สายตาของคุณครูค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง ครูตั๋ง และครูกบ จำเด็กทุกคนได้ และแทบจะจำรายละเอียดของทุกคนได้ค่ะ อย่างกรณีตัวอย่างที่เด็กล้อชื่อพ่อแม่ เป็นปกตินะคะสำหรับเด็กวัยนั้นๆ คุณพ่อหนูสอนว่า ถ้าเค้าล้อมาให้บอกว่า “ดี จำชื่อพ่อได้ เจอหน้ากันให้สวัสดีพ่อด้วย” ค่ะ หนูเลยไม่เคยเครียดเลย และล้อกลับด้วย พอหนูเจอหน้าคุณพ่อคุณแม่ที่ล้อชื่อเพื่อน หนูก็สวัสดีให้ความเคารพค่ะ ปัญหาอย่างนี้ส่วนนึงจะต้องอาศัยการดูแลจากทางครอบครัวน่ะค่ะ เพื่อปลูกฝังความภาคภูมิใจของเค้า ชื่อพ่อแม่ไม่ใช่เรื่องน่าอายค่ะ เด็กๆจะยังไม่มีความมั่นใจเท่าไหร่ คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องช่วยกันปลูกฝังนะคะ
::::เรื่องสังคมขนาดเล็ก : เล็กจริงค่ะ หนูเห็นด้วย แต่ก็ไม่คิดว่าเป็นปัญหาอะไรนะคะ เพราะคนๆนึงมีประเด็นให้เราเรียนรู้ได้เยอะแยะเลยค่ะ เพราะเด็ก1 คน มีครอบครัวและเรื่องราวอีกมาก ไหน คุณพ่อคุณแม่มารับ เจอกัน ก็มีสังคมเปิดกว้างมากขึ้นด้วยค่ะ ทุกวันนี้ ครอบครัวเพื่อนหนูที่เรียนด้วยกันมายังสนิทกันอยู่เลยค่ะ ไปมาหาสู่กันตลอด
:::: ในระดับมัธยมปลาย ห้องเรียนขนาดเล็ก เพียงพอต่อความใส่ใจแน่นอนค่ะ การสอบ admission คงไม่ใช่เรื่องด้อยมากหรอกค่ะ หนูทราบจากรุ่นน้องว่า ครูกบครูตั๋งกวดกันอย่างเข้มข้นทีเดียว และน้องๆก็สอบติดมหาวิทยาลัยรัฐได้เกือบทุกคน(แน่นอนว่าไม่มีอะไร 100% ไม่ว่าโรงเรียนไหนนะคะ)
::: ครูตั๋ง ครูกบ ครูกุ้งและอีกหลายครู เลี้ยงหนูมาตั้งแต่ตัวน้อยเลยค่ะคุณพ่อคุณแม่ เอาชื่อหนูไปถาม น่าจะพอจำได้นะคะ ^^

แต่สิ่งสำคัญที่หนูได้จากอมาตยกุลคือ emotional management,optimism,social skills,developing skills หายากจากโรงเรียนทั่วไปนะคะ (ขอย้ำ) หนูเป็นคนมีเพื่อนเยอะค่ะ ชอบสังเกตคนจากหลายๆที่ด้วย หนูว่าคนเรามีบุคลิกตามสิ่งแวดล้อมที่โตมาค่ะ แน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะดีพร้อมทุกอย่าง แต่เรื่องเหล่านี้ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตอย่างมีความสุข ควรจะถูก”ฟูมฟัก”…จริงมั้ยคะ?

e-mail ได้ค่ะ ถ้าสงสัย ถ้าหนูรู้หนูยินดีตอบ ถ้าหนูตอบตรงไหนไม่ดีช่วยชี้แนะด้วยนะคะ ขอบคุณมากนะคะ marin_nira@live.com

Avatar

ศิษย์เก่ารุ่น 3

May 19th, 2011 at 2:19 am

เพิ่มเติมค่ะ :
::::เหตุผลที่คุณพ่อคุณแม่ให้เรียนที่อมาตยกุลเพราะ 1.แนวความคิดของโรงเรียน พ่อแม่อยากให้หนูมีความสุขค่ะ 2.ใกล้บ้านค่ะ ประมาณ 2 กม.จากบ้าน
ส่วนที่ย้ายโรงเรียนตอนม.1 เพราะตอนนั้น อมาตยกุลไม่มีม.ปลายค่ะ เปิดแค่ม.ต้น พ่อแม่คุยกับครูตั๋งครูกบ ไม่แน่ใจว่าจะมีม.ปลายรึเปล่า ก็เลยย้ายโรงเรียน แล้โรงเรียนที่ย้ายไป อยู่ห่างจากบ้าน 1 ป้ายรถเมล์ค่ะ (เหตุผลเดิม ใกล้บ้าน)
::::ค่าเทอมแปดพันมาตั้งแต่สมัยหนูเรียนแล้วค่ะ
::::กิจกรรมเล่นกลางดินกินกลางทราย เป็นสิ่งสนุกสนานค่ะ พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กๆได้เป็นอย่างดี การออกแดดทำให้ได้รับวิตามินดีค่ะ เล่นมากๆร่างกายแข็งแรงด้วยค่ะ การเล่นกีฬาเป็นกิจกรรมยามว่างของเด็กอมาตค่ะ เด็กอมาตจะตัวดำๆ แบกไม้เทนนิสอันใหญ่ ใส่รองเท้ากีฬาวิ่งพล่านไปมากับกระติกน้ำคู่ใจ— เป็นภาพที่ชินตาค่ะ อาณาเขตของโรงเรียนทั้งหมดคือสนามเด็กเล่นค่ะ อ้อคุณแม่ ไม่ต้องกลัวลูกสาวผิวเสียนะคะ ตอนนี้หนูก็ขาวค่ะ อีกอย่างการปลูกฝังความรักกีฬาทำให้ทุกวันนี้หนูยังเล่นกีฬามาตลอด เทนนิสนี่ไฮไลท์เลยนะคะ อื่นๆ หนูเล่นเป็นเกือบทุกอย่างค่ะ ชอบเล่นกีฬา
::::หนูนั่งสมาธิเล่นโยคะมาตั้งแต่อ.1 แล้วเหมือนกันค่ะ ทำใจสงบได้ดีมาก ตอนเด็กๆจำความรู้สึกได้ว่ามันทำให้เรารู้สึกนิ่ง (ก่อนจะลุกไปวิ่งพล่าน) สนุกดีค่ะ
:::: เด็กอมาตจะกล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าแสดงความเห็น กล้าถาม จะร่าเริง(มากกกกกก) ถ้าสังเกตตามsupermarketละแวกนี้ เห็นเด็กตัวดำๆ ใส่รองเท้ากีฬา ท่าทางอยากรู้อยากเห็น ให้เดาได้เลยว่าเป็นเด็กอมาตค่ะ เด็กอมาตทุกคนภูมิใจที่ได้เรียนอมาตยกุล หนูมั่นใจค่ะ
:::: คุณครูจะมีแนวทางการสอนว่าให้กำลังใจ ชื่นชม สนับสนุนให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่ผิดจะตักเตือน ที่นี่ไม่ใช้ความรุนแรงค่ะ มีน้อยมาก จำได้แม่นเลยว่าเคยทำผิดกฏโรงเรียน คือ วิ่งบนตึกค่ะ โดนตีค่ะ โดนตีไปสามที(ซึ่งมันไม่เจ็บเลย แต่เสียใจจนน้ำตาร่วง) เสียใจมากกกก ที่ทำผิดกฏ และตั้งใจว่าจะไม่ทำอีกเลย โรงเรียนจะปล่อยให้เด็กๆมีอิสระค่ะ “อิสระทางความคิด ทางการแสดงความคิดเห็น” แต่จะมีกรอบกฏระเบียบทางสังคมที่เคารพสิทธิของผู้อื่น และกฏที่จะทำให้นักเรียนปลอดภัย (หนูโดนตีเพราะ ตึกมันลื่นและหนูใส่ถุงเท้าแล้ววิ่งค่ะ ครูคงกลัวล้ม 555)
:::: อย่างไรก็ตามหนูคิดว่า การเลือกโรงเรียนต่อให้ดีแค่ไหน เลือกเฟ้นอย่างไร ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญคือการดูแลจากคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองที่เอาใจใส่ และให้การสนับสนุน……..คงเป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณครูให้ความชื่นชมกับผลงานของเด็ก แต่กลับมาไม่พอใจคุณแม่ หรือ เค้าภูมิใจผลงานศิลปะของเค้า แต่คุณพ่อบอกว่ามันไม่ดี หรือ คุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกพูดเพราะ ในขณะที่ตัวเองพูดไม่เพราะ …….ทางบ้านเป็นปัจจัยสำคัญนะคะที่มีอิทธิพลต่อความคิดความอ่านของเด็ก
:::: สุดท้าย หนูไม่เคยเสียใจที่ไม่ได้เรียนโรงเรียนชื่อดังอื่นๆ หรือเข้มข้นทางวิชาการ ถ้าหนูมีลูก หนูจะให้เรียนอมาต (ถ้าจับฉลากได้)

Avatar

คนเป็นครู

June 25th, 2011 at 9:12 pm

จากที่ได้สัมผัส(4 วัน)กับโรงเรียนอมาต กับครูอมาต กับนักเรียนอมาต รวมทั้งบุคลากรของโรงเรียนอมาต
ก็เป็นจริงตามความเห็นต้นๆ นะครับ รู้สึกดีมากๆครับที่จะได้สอนเด็กที่น่ารัก แบบนี้…

Avatar

Siriwan Tripet

July 12th, 2011 at 9:36 pm

แอบฝันมานานแล้วว่าอยากให้เด็กทุกคนในประเทศไทยได้สัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้แบบนีโอฮิวแมนนิสต์ :D

Avatar

นักเรียนใน อ.ม.ก.

August 11th, 2011 at 6:11 pm

เป็นโพสมี่ดีมากครับในโรงเรียนเป็นร.ร.ที่เด็กแต่เด็กที่ไม่ดีก็มีครับปีนี้ผมไปไปอยู่ห้องอืนเบื่อมากครับเด็กไม่ค่อยดีผมจืงมีความรู้สืกว่าอยากจะลาออกครับ

Avatar

แม่เด็กอมาต

November 29th, 2011 at 3:33 pm

ดิฉันคือแม่คนนึงที่ภูมิใจในความเป็นแม่ของเด็กอมาต ลูกดิฉันเรียนที่นี่และจบม.6ที่นี่(11ปี) ดิฉันกล้าพูดได้เต็มปากว่าเด็กอมาตน่ารักมากมีความเป็นเด็กสมวัยการเรียนไม่ด้อยกว่าใคร ดิฉันไม่ได้ชมเด็กอมาตเพราะเพียงว่าเค้าเป็นลูก แต่จากปรสบการณ์ที่ดิฉันได้สัมผัสดิฉันอยากจะเล่าให้ฟังนะคะแต่ต้องออกตัวว่าความต้องการและความพอใจของแต่ละพ่อแม่มีไม่เหมือนกันแต่สำหรับดิฉันแล้ว จะสรุปเป็นหัวข้อนะคะ
1.คุณครู สามารถพูดคุยปรึกษาได้และสามารถให้คำแนะนำเสนอความคิดเห็นได้ค่ะพูดคุยด้วยแล้วสบายใจเป็นกันเอง
2.สังคม ที่นี่เรียบง่ายเป็นกันเองเด็กครูผู้ปกครองเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ผู้ปกครองเดินในโรงเรียนได้อย่างสบายใจมีครูหรืเจ้าหน้าที่ยิ้มทักทายเป็นกันเอง
3.การเรียน ลูกคุณจะแข่งขันกับตัวเองไม่มีการเปรียบเทียบปมเด่นปมด้อยเรียนเก่งเรียนไม่เก่งไม่แยกเด็กเก่งออกจากเด็กไม่เก่งแต่ถ้าใครเรียนไม่ทันเพื่อนครูจะเรียกทบทวนให้หรือไม่ก็แจ้งให้ผู้ปกครองทราบและนโยบายที่ทางโรงเรียนชี้แจงแต่แรกของที่นี่คือผู้ปกครองต้องใกล้ชิดกับเด็กรู้รายละเอียดของเด็กทุกเรื่องคือพ่อแม่มีส่วนร่วมในการเรียนกับลูก+มีการทำบัญชีการใช้จ่ายเงินของเด็ก+มีการทำรายงานการอ่านหนังสือและไม่ยัดเยียดการเรียนที่หักโหมกับเด็ก. เรียนตามหลักสูตรกระทรวง(ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้ปกครองนะคะ)
ที่โรงเรียนนี้มีการวางแผนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้เด็กที่น่าชื่นใจนะคะ อ.เกียรติวรรณ+อ.ประจำชั้น+อ.ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยเรียกเด็กคุยส่วนตัววางแผนการเข้ามหาวิทยาลัยดูตามความสามารถและความเป็นไปได้ของเด็ก (รุ่นลูกดิฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ทุกคนค่ะ)
4.สุขภาพจิตดีมากค่ะทั้งเด็กและผู้ปกครอง ลูกคุณมีรองเท้าอะไรก็ใส่มา จะติดกิ๊บ อะไรก็ติดมาเรื่องที่ว่าเด็กจะร้องซื้อของแพงก็ต้องอยู่ที่การเลี้ยงดูของพ่อแม่ค่ะ ผู้ชายผมสั้นหรือยาวก็ต้องเรียบร้อยผู้หญิงผมยาวสะอาดรวบยังไงก็ได้ให้ดูเรียบร้อยเรื่องนี้ดิฉันก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองต้องดดูแลเช่นกันโรงเรียนเปิดกว้างให้เพราะเคารพในสิทธิ์ของผู้ปกครองงัยคะ มีแพทย์มาตรวจสุขภาพฉีดวัคซีนตามความเหมาะสมถ้าเด็กเจ็บป่วยอุบัติเหตุทางโรงเรียนจะรีบนำส่งโรงพยาบาลวิภาวดีทันทั
ที่สนามเด็กเล่นมีครูยืนอยู่ตลอด
5.คุณครูจะมีส่วนร่วมในการ สมัครสอบและลุ้นกับเด็กๆด้วยค่ะ. คุณครูม6.จะโทรเตือนเด็กอ่านหนังสือด้วยค่ะ

อ้อ. ที่ประทับใจอีกอย่างตอนเด็กจบมีบทกลอนเพราะๆที่มีชื่อเด็กทุกคนอยู่ในนั้น แค่นี้ก็คงพอนะคะสำหรับคำว่าเด็กอมาตคือลูกของโรงเรียนอมาตยกุลค่ะ

Avatar

คุณพ่อเด็กอมาต

January 17th, 2012 at 4:11 pm

8โมงเช้าถึงบ่ายสามโมงเย็นเด็กๆๆมีความสุขที่ได้อยู่โรงเรียนเล่นดินเล่นทรายบ้าง(สมัยนี้เด็กบางคนไม่เคยเล่นดินเล่นทราย)น่าจะสร้างความพอใจให้พ่อแม่บ้างนะครับเด็กกลับบ้านมากล้าแสดงออก ร้องเพลงได้ ระบายสีได้ ตีเทนนิสเป็น โดดเชือกเก่ง สวัสดีผู้ปกครองเพื่อนหรือของนักเรียนคนอื่นได้แบบน่ารักไม่เคอะเขิน ผมเองโดนเด็กเล็กๆๆๆลูกใครไม่รู้ในโรงเรียนไหว้ออกบ่อยไปแอบชมในใจอยู่ เด็กๆยังใช้ตู้โทรศัพท์มาตามพ่อว่าวันนี้มารับเองหรือป่าวบ่อยๆๆๆกรณีกลับรถโรงเรียน. ทั้งๆๆที่ลูกมีมือถือแต่โรงเรียนไม่อนุญาตให้นำมาใช้ในโรงเรียน. ดีนะครับข้อนี้เห็นด้วยปัญหาต่างๆๆๆไม่ตามมา. (หาย,ขโมยฯลฯ). สรุป. 95%เด็กอยู่แล้วเขาhappyผู้ปกครงสบายใจสำหรับเด็กที่เบื้องต้นของการจากบ้านมา7-8ชั่วโมงแล้วมีความสุขแบบนี้ อย่าลืมนะครับเด็กควรเล่นให้มากในวัยของที่ต้องการเล่นแล้วการเล่นจะนำพามาซึ่งพัฒนาการอื่นๆๆๆตามมาส่วนตัวผมเชื่อแบบนี้นะ แชร์กันครับ

Avatar

mars

March 13th, 2012 at 6:42 pm

ลูกชายและลูกสาวเรียนอมาตยกุลทั้งคู่ เห็นด้วยกับ comment ของผู้ปกครองเด็กอมาตยกุลทั้งเรื่องบรรยากาศการเรียน และผลผลิตการสอนของอมาตคือ เด็กๆมีความ ฉลาด เก่ง ดี และมีความสุข ทั้งระดับประถมและมัธยม ส่วนเรื่อง comment เรื่องอื่นๆทั้งการเดินทางในซอย 51 และคุณพ่อที่พบปัญหาการประกาศผลรายชื่อ ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย แต่ขอยืนยันความบริสุทธ์ของ อ.กบและอ.ตั๋ง ว่า เป็นครูผู้เสียสละอย่างแท้จริง จนกล้ารับรองว่า ไม่ใช่อย่างที่คุณพ่อบรรยายไว้แน่นอน สำหรับผู้ปกครองที่กำลังตัดสินใจว่า จะให้ลูกเรียนอมาต ขอให้มั่นใจว่า อมาตยกุลคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับลูกเรา เพราะหากโชคชะตาพาให้ลูกเราเข้าเรียนได้แล้ว แต่ท่านสละสิทธิ์ จะน่าเสียดายมากสำหรับเด็กคนอื่นและคุณพ่อคุณแม่่ที่ศรัทธาและปรารถนาให้ลูกได้เรียนที่โรงเรียนนี้ เพราะการเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ไม่มีแป๊ะเจี๊ย ไม่เก็บเงินใต้โต๊ะหรือค่าแรกเข้าเหมือนโรงเรียนอื่น ดังนั้น คนที่มีความเชื่อว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง ความต้องการอาจจะไม่ได้รับการตอบสนอง

Avatar

คุณแม่อมาต

April 6th, 2012 at 8:35 pm

เป็นคุณแม่อมาตฯมา 9 ปี มีความสุขกับโรงเรียนนี้มากค่ะ ลูกโตมาเป็นเด็กสมวัยไม่ดูเป็นสาวมากเหมือนรรในเมืองหรือรรอินเตอร์ ปีนี้ลูกจบป6แล้ว สอบโควต้าสาธิตวัดพระศรีฯ แต่ใจจริงยังรักและสำนึกถึงบุญคุณของอ.เกียรติวรรณ และครูกบ อีกทั้งคุณครูประจำชั้นที่อบรมสั่งสอนทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ตลอด9 ปีใช้บริการรถรร.ไปรับส่งลูกเองน้อยมากค่ะ แต่เชื่อมั้ยคะคุณครูจำคุณแม่ได้ เรียกชื่อลูกถูกต้อง ต้องบอกว่าเป็นความเอาใจใส่ของคุณครูจริงๆขอชื่นชมเลยค่ะ การเรียนการสอนอาจไม่ได้เป๊ะเหมือนรร.ในเครือคาทอลิกภาษาอังกฤษไม่เลิศเลอ แต่เด็กกล้าพูดกล้าแสดงออกรักการอ่านหนังสือ ไม่ฟุ้งเฟ้อ รู้จักเป็นห่วงพ่อแม่ เพียงแค่นี้คนเป็นแม่ก็พอใจอย่างที่สุดแล้วค่ะ

Avatar

Pitt

May 1st, 2012 at 11:09 pm

ผมมีกรณีศึกษาของครอบครับเด็กอมาตฯ 2 ด้านครับ ลูกสาวผมกับเพื่อนเรียนอยู่ชั้นอนุบาลเหมือนกัน ลูกผมเรียนมา 2 ปีแล้ว รู้สึกพอใจกับการให้ลูกเรียนที่อมาตฯนี้ แต่ครอบครัวของเพื่อนมีปัญหา ตอนนี้ลาออกแล้วครับ รู้สึกเสียดายจริงๆ ประมาณว่าเด็กทะเลาะกันแล้วครูไม่จัดการให้ตามที่พ่อแม่เห็นสมควร และมีเรื่องอื่นๆ อีกเล็กน้อย ส่วนลูกสาวผมปีนี้ขึ้น อ.3 ดูแล้วก็ OK ครับ ไม่มีปัญหาใดๆ พ่อแม่สบายมากถึงมากที่สุด เช้า-บ่าย รถโรงเรียนมารับ-ส่ง ดูแล้วมีลูกมีความสุขดีเหมือนกับที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ที่โพสต์มาแหละครับ รวมถึงเรียนสบายๆ ตามสไตล์อมาตฯ เลยครับ ผมเลยพาไปลองเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึงในวันเสาร์ครึ่งวัน วันอาทิตย์ช่วงเช้าเรียนกอล์ฟ ตอนนี้ทุกอย่างลงตัวดีมากครับ ลูกก็ชอบเรียนไปหมด (พ่อแม่หมดตังไปเยอะเหมือนกัน) ทุกอย่างน่าจะเข้าที่เข้าทางแล้วครับ เรียนจันทร์-ศุกร์ ที่อมาตยกุล เพื่อให้เป็นเด็กนีโอ-ฮิวแมนนีส วันเสาร์ เสริมภาษาอังกฤษที่ ผปค.ชอบบอกว่า อมาตฯ อ่อนไปหน่อย วันอาทิตย์ ออกแดดเรียนกอล์ฟ ลูกสาว Happy มาก พ่อแม่ก็สบายใจไปด้วย สรุปคือ ทุกอย่างอยู่ที่ผู้ปกครองเป็นหลัก ศึกษาให้เข้าใจถึงระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนให้เข้าถ่องแท้ พิจารณาด้วยเหตุด้วยผล วางแผนล่วงหน้าให้ลูก แล้วเดินตามแผนอย่างวอกแวก เสริมในจุดที่อ่อน ผ่อนสั้นผ่อนยาว แล้วทุกอย่างจะดีครับ (ส่วนเรื่องที่ลูกสาวของเพื่อนที่ลาออก เอาไว้ว่างๆ จะมาคุยให้ฟังครับ พิจารณาแล้วเขาก็มีเหตุมีผลในอีกมุมมองหนึ่ง)

Avatar

เด็กอมาตคนหนึ่ง..

May 18th, 2012 at 11:09 am

สวัสดีค่ะ..หนูเป็นเด็กอมาตคนหนึ่ง เรียนที่นี่มาตั้งแต่ป.1-ม.6 ตอนนี้จบมหาวิทยาลัยแล้วค่ะ
ตอนสมัยอนุบาล เรียนที่ผไท นิสัยเดิมๆ ตอนเด็กๆนะคะ จัดได้ว่าแย่มากค่ะ 55 โมโห หงุดหงิดง่าย ฉุนเฉียว ใครแซวนะคะ ค้อนขวับเลยค่ะ เพื่อนคุณแม่ก็ไม่เว้น โดนคุณแม่ดุประจำ อิอิ พอได้เข้ามาอยู่ที่โรงเรียนอมาตสักพัก มันซึมซับค่ะ เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยก้อว่าได้ เดี่ยวนี้ยิ้มง่าย ไม่โมโห เพื่อนที่มหาวิทยาลัยยังแซวเลยค่ะ บ้ารึเปล่า..ทำไมยิ้มง่ายจัง มาเรียนที่นี่เปลี่ยนชีวิตเลยก็ว่าได้ค่ะ

ส่วนเรื่องวิชาการนั้น..โดยส่วนตัวแล้ว ไม่เคยเรียนพิเศษที่อื่นมาก่อนเลยค่ะ รับมาจากโรงเรียนล้วนๆ ก่อนแอดมิชชั่น ก็เรียนกับทางโรงเรียนนั่นแหละค่ะ (ไม่ได้อ่านหนังสือด้วยซ้ำ..ออกแนวขี้เกียจค่ะ) 55

ปล. เรียนที่นี่เล่นกีฬาได้แทบจะทุกอย่างเลยค่ะ ได้ออกกำลังกายไปในตัว รู้สึกเลยค่ะ พอโตขึ้นหาโอกาสออกกำลังกายแบบนี้ได้ยากมาก

Avatar

เด็กอมาตยกุล ม.1

May 26th, 2012 at 7:30 pm

สวัสดีค่ะ:Dหนูเป็นอีกคนที่อยู่อมาตยกุลค่ะ
หนูพึ่งย้ายเข้ามาอมาตยกุลตอน ป.4 ด้วยสาเหตุว่าน้องจับฉลากได้ค่ะ
พอหนูได้ย้ายมาหนูรู้สึกว่าโรงเรียนนี้แตกต่างกับโรงเรียนเก่ามากค่ะ….
เมื่อก่อนหนูอยู่โรงเรียนรัฐบาลค่ะ แล้วอยู่ห้องECค่ะ
เมื่อก่อนตอนที่อยู่โรงเรียนรัฐบาลมีการแข่งขันสูงมากค่ะหนูก็ค่อนข้างเครียดกับการต้องอ่านหนังสือติวเพื่อเป็นที่1ค่ะ และในสังคมโรงเรียนเก่าหนูเหมือนมีการแบ่งแยกมากค่ะ เด็กห้องบ๊วยส่วนใหญ่เป็นเด็กเกเรชอบมาด่ามาว่ามากเลยค่ะทําให้หนูกลัวมากเลยค่ะ เลยไม่อยากไปโรงเรียน..

แต่พอได้มาอยู่อมาตแม้หนูจะเป็นเด็กใหม่เข้ามาตอนป.4แต่ก็สัมผัสได้ถึงคุณครูที่นี่ที่เค้าใส่ใจกับหนูมากเลยค่ะ และเพื่อนๆที่นี่ไม่เหมือนเด็กโรงเรียนเลยค่ะเพื่อนๆที่นี่ทุกคนมองโลกในแง่ดีมากเลยค่ะไม่เครียดเลยค่ะทุกคนไม่ว่าจะเป็นครู พี่ภารโรง พี่เจ้าหน้าที่ และ เพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้องต่างก็มองโลกในแง่ดีและบรรยากาศไม่เครียดเลยค่ะรุ่นพี่จะคุยกับรุ่นน้องอย่างเป็นกันเองมากค่ะและสอนให้หนูได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างที่จะนําไปพัฒนาหนูไม่ว่าจะเป็นด้านจิตใจหรือการเรียนค่ะ เครื่องแบบโรงเรียนเราก็ไม่ได้เคร่งครัดเลยค่ะแต่ทําให้เราผ่อนคลายมากขึ้นมีอิสระในความคิดมากค่ะ กิจกรรมของโรงเรียนเราส่วนใหญ่จะสนับสนุนเรื่องลดโลกร้อน พอเพียง จนกระทั่งให้รักกันค่ะ ตลอดเวลาที่อยู่อมาตหนูมีความสุขมากค่ะจนตอนนี้ม.1 แล้ว ม.1ที่นี่ทําให้หนูรู้สึกว่าแตกต่างกับที่อื่นมากๆเท่าที่ฟังจากเพื่อนๆที่พึ่งย้ายโรงเรียนไปที่อื่นค่อนข้างจะเคร่งครัดและจะให้บรรยากาศที่ว่านักเรียนต้องเคารพครูมากกว่าที่นักเรียนเป็นมิตรกับครูในอมาตซึ่งนั่นทําให้เพื่อนหลายคนคิดถึงอมาตมากเลยค่ะ555 ในม.1อมาตทําให้เรารู้สึกว่าไม่เครียดและทําให้อยากเรียนมากเลยค่ะ แถมเวลาเรียนยังทําให้เรามีความสุขและมนุกมากเลยค่ะ
เอาเป็นว่าผู้ปกครองคนในที่สนใจให้ลูกมาอยู่อมาตแนะนําให้ลองดูนะค่ะ:Dถูกใจไม่ถูกใจยังไงก็ค่อยว่ากันค่ะ ถึงโรงเรียนเราทําให้ผู้ปกครองบางคนมองว่าเรียนๆเล่นๆ แต่หนูอยากบอกว่า โรงเรียนเราสังคมดีมากค่ะ:))

Avatar

ครอบครัวอมาต

February 1st, 2013 at 10:39 am

รู้จักโรงเรียนอมาตโดยบังเอิญ เนื่องจากเพิ่งย้ายบ้านมามาอยู่ละแวกนี้ เจ้าของร้านตัดผมซึ่งมีลูกแฝดบ่นให้ฟังในวันที่เข้าไปตัดผมว่า ‘ ขนาดได้ใช้สิทธิ์ในการจับสลาก 2 ครั้งจับมา 2 ปียังไม่ได้เลย” โรงเรียนอะไรนะทำไมเข้ายากจังแล้วทำไมถึงเพียรพยายามตั้ง2ปี ในเมื่อโรงเรียนแถวนี้ก็เห็นมีเยอะแยะ เมื่อทราบชื่อโรงเรียนก็ออกตามหากูรูผู้รู้ในโลกไซเบอร์ จึงถึงบางอ้อ เมื่อลูกถึงเกณฑ์ เวลาตื่นเต้นก็มาถึง แม่ไม่กล้าจับสลากค่ะแอบกลัวทำใจไม่ได้ คุณพ่อจับได้หมายเลข 100 กว่าๆ บรรดาผู้ปกครองที่รอกันอยู่ปรบมือกันดังเลยค่ะ เริ่มต้นก็อบอบอุ่นถึงเพียงนี้ แล้วจนถึงวันนี้ลูกสาวอยู่ชั้นอ.3 ก็ยังอบอุ่นเหมือนเดิม ไม่ผิดหวังและได้มากเกินที่คาดหวังค่ะ เป็นเด็กใจกว้าง รู้จักแบ่งปัน รักษ์สิ่งแวดล้อม แม่ตัดแต่งกิ่งต้นไม้ยังบ่นเลย ชอบเล่นกีฬา แต่ปี 57 มีการรับนักเรียนโดยเปลี่ยนหลักการใหม่ เห็นด้วยเป็นอย่างมากเพราะความเชื่อมั่นและศรัทธา จะทำให้โรงเรียนผลิตเด็กที่มีคุณภาพได้มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน

Avatar

แม่โมโม

February 28th, 2013 at 10:24 pm

ดิฉันเคยเป็นคนหนึงที่ศรัทธาโรงเรียนมากแต่ตอนนี้ต้องอดทนให้ลูกอยู่โรงเรียนอมาต เพราะระบบบางอย่างที่บังคับให้เด็กต้องทำให้ได้อย่างเช่นเดินเรียนตอนป.4เด็กเพิ่งเริ่มโตนะคะแต่ต่องมารับผิดชอบสมุด หนังสือ ดินสอ ในทุกชั่วโมงต้องย้ายห้องตลอดเวลา ถ้าของหายครูจะบอกผู้ปกครองว่าน้องทิ้งของเกลื่อนกลาด คุณครูสบายแต่เด็กลำบากคะ ในบางวิชาถ้าเข้าห้องช้าคุณครูก็ไล่เด็กไม่ให้เข้าห้องเรียนเลยทั้งๆที่วันนั้นเป็นวันติวสอบ อย่าลืมนะคะเด็กป.4เขาพึ่งสิบขวบไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ก หลายๆอย่างอึดอัดใจคะผู้อำนวยการฟังครูเข้าข้างกันเองดิฉันต้องอดทนกัดฟันพอป.6จะให้ไปสอบที่อื่นแล้วคะ

Avatar

คนที่เจอกับตัว

March 7th, 2013 at 8:23 pm

สวีสดีค่ะ พอดีเจอกลุ่มคนกล่มหนึ่งจากโรงเรียนนี้ หลากหลายอายุไม่รู้ว่ามีทั้งลูกศิษและอาจารย์รวมอยู่มั้ย แต่รู้ว่ามาจากที่นี่เลยมาหาชื่อในอินเตอร์เน็ตดู เพราะไม่เคยได้ยินชื่อโรงเรียนนี้ จากที่อ่านมาเห็นคนชมโรงเรียนเยอะนะค่ะ แต่ทีได้เจอกับตัว คนกลุ่มนี้ที่เจอ เค้านิสัยแย่มากค่ะ เหมือนพวกนางร้ายในละครเลย ที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำตัวว่าตัวเองดี ตัวเองรวย ทุกคนต้องรับใช้ และที่รับไม่ได้เลยคือดูถูกคนค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะค่ะที่เล่าเรื่องนี้ คือเจอมากับตัวค่ะรับไม่ได้จริงๆ แต่อย่างน้อยก็คงทำให้รู้ได้นะค่ะว่าบางทีสังคมที่ดี อาจไม่ได้สอนให้คนดีตามนะค่ะ ปล.ไม่ได้เหมารวมน่ะค่ะ คนดีในโรงเรียนก็คงมี คนกลุ่มนี้อาจเป็นคนกลุ่มน้อยค่ะ

Avatar

ช่วยหน่อยค่ะๆๆๆๆ

July 14th, 2013 at 12:24 am

เอ่อ….คือว่าปีนี้หนูเรียนม.3อยู่ค่ะ และกำลังหาร.ร ที่จะเข้าใหม่อยู่ ก็ได้มาเจอ ร.รอมาตกุลนี้แหล่ะค่ะ คือหนูเห็นหลายคอมเม้นแร้วก้อรู้สึกดี((ส่วนมากน่ะค่ะ)) คือรู้สึกว่าอยากเข้าไปเรียนเรย ก้อคงจะปรึกษาพ่อและแม่ค่ะ และที่สำคัญเรยก้อคือ เรื่องการเงินค่ะ หนูอยากจะถามจากผู้ที่รู้จริงๆเลยน่ะค่ะว่า ค่าเทอมเนี่ย เทอมละเท่าไหร่ เสียค่าอย่างอื่นอีกมั้ย เด็กเก่าเด็กใหม่ เสียต่างจากกันเท่าไหร่ ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้าเลบน่ะค่ะ ย้ำน่ะค่ะ ว่าขอคำตอบจากผู้ที่รู้จริงๆ

Comment Form

Welcome!

ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก

นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา

คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)

ทวีทล่าสุดจาก Kupo

ทวีทล่าสุดจากสมาชิกคิวบิกฯ

more...