creativeideasdrivetheworld.
In: Cubic Blog By: Masatha
3 Mar 2012เพิ่งผ่านพ้นการสัมภาษณ์ของ Cubic Creative Staff Program ช่วงฤดูร้อนไปนี้เองนะครับ ผมได้มีโอกาสไปเป็นผู้สัมภาษณ์เช่นเดียวกัน
คิวบิกเราเริ่มรับสมัครสัมภาษณ์ทีมงานมาหลายปีแล้วครับ จากแต่ก่อนที่ชวน ๆ กันเข้ามาทำงาน ก็เริ่มมีการสัมภาษณ์อย่างเป็นกิจลักษณะมากขึ้น ข้อดีนอกจากจะทำให้เราได้สมาชิกเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว การสัมภาษณ์ยังช่วยให้เรารู้จักลักษณะนิสัยและความถนัดของคนที่มาสมัคร ทำให้เราจัดคนได้ตรงกับงานมากยิ่งขึ้นนะครับ
ในปีแรกๆ ที่ผมทำ ตอนนั้นผมไม่ได้นั่งอยู่ที่โต๊ะสัมภาษณ์ครับ แต่มีหน้าที่นั่งอยู่กับน้องๆ ระหว่างรอสัมภาษณ์ หากิจกรรมให้ทำ ทำให้น้องๆ มีอะไรทำเพราะเรารู้สึกว่าเสียดายเวลาถ้าให้น้องนั่งรอเฉยๆ การทำกิจกรรมนอกจากจะทำให้คนที่มาสัมภาษณ์ได้รู้จักกัน (เผื่อมีโอกาสได้ร่วมงานในอนาคต) ยังทำให้เราได้เห็นลักษณะนิสัยนอกเหนือจากที่จะได้เห็นในระหว่างสัมภาษณ์ด้วย
หลังจากนั้นก็ได้เลเวลอัพมานั่งที่โต๊ะสัมภาษณ์นะครับ สมัยก่อนเราจะแบ่งออกเป็นโต๊ะๆ แต่ละโต๊ะก็จะเน้นการประเมินต่างกัน เช่น ความสามารถบ้าง ประสบการณ์บ้าง ทัศนคติบ้าง ซึ่งผู้สมัครจะต้องผ่านทุกโต๊ะสัมภาษณ์ และเราจะได้สัมภาษณ์น้องทุกคน สิ่งที่ผมจำได้แม่นก็คือ การเป็นผู้สัมภาษณ์ก็ไม่ค่อยง่ายเท่าไหร่ครับ เพราะเวลาเราถามคำถาม นอกจากจะต้องฟังคำตอบแล้ว ยังต้องคอยจดโน้ต แล้วก็คิดคำถามต่อไปด้วย (กรณีที่ถ้าจะถามลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น) เพราะงั้น ถ้าเห็นผู้สัมภาษณ์ก้มหน้า ไม่ค่อยได้สบตา หรือทำท่าเหมือนไม่ตั้งใจฟัง อย่าเพิ่งน้อยใจนะครับ มันต้องทำหลายอย่างพร้อมๆ กันจริงๆ
ในปีถัดๆ มาส่วนของการสัมภาษณ์มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบนิดหน่อยครับ คือในใบสมัครจะให้กรอกข้อมูลส่วนตัวและให้เลือกฝ่ายที่ผู้สมัครสนใจจะทำ 3 ฝ่าย แล้วเวลาสัมภาษณ์ก็จะแบ่งเป็นโต๊ะๆ ตามฝ่ายเลยครับ น้องที่มาสัมภาษณ์ ก็สัมภาษณ์เฉพาะฝ่ายที่ตัวเองเลือก (เช่นพี่เลี้ยง สวัสดิการ กิจกรรม สันทนาการ) ส่วนผู้สัมภาษณ์เองก็เจาะเฉพาะคนที่สนใจไป ไม่จำเป็นต้องลงไปสัมภาษณ์ครบทุกคน ซึ่งก็ช่วยประหยัดเวลาและทำให้เราวางกรอบเฉพาะคนที่มีลักษณะที่ใช่
ส่วนผมนั่งอยู่โต๊ะสันทนาการครับ ซึ่งของเราก็จะมีสามส่วนใหญ่ๆ อย่างแรกคือถามเรื่องประสบการณ์การทำงาน ซึ่งแน่นอนว่า คนที่เคยทำงานแนวๆ นี้ มาก่อนก็มีความได้เปรียบอยู่บ้าง แต่ไม่เสมอไป เพราะถึงเป็นคนที่ไม่มีประสบการณ์ แต่มีทัศนคติที่ใช่ เราก็เลือก (และผลลัพธ์ก็ออกมาดีจริง ๆ) อย่างที่สองก็คือเราต้องตรวจทานให้แน่ใจครับ ว่าคนที่มาสมัคร เข้าใจคำว่าสันทนาการตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในการทำงานของคิวบิกจริงๆ เพราะเท่าที่สัมภาษณ์มา ถ้าเป็นคนที่ติดภาพสันทนาการของมหาวิทยาลัย มักจะคิดว่าสันทนาการคือการที่มีคนออกมาหลายสิบคน แล้วเต้นกันทั้งวี่ทั้งวัน (ซึ่งก็ไม่ได้เข้าใจผิดน่ะนะครับ เพราะมหาวิทยาลัยมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ) แต่แค่ที่คิวบิกทำ มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอย่างน้อยก็ต้องให้ทราบตรงกันว่า ของคิวบิกฝ่ายสันฯ มีอย่างมากแค่ 4-5 คน ไม่ได้มีแต่เต้น ต้องคิดกิจกรรมอื่นด้วย และต้องคอยสนับสนุนฝ่ายอื่นๆ ตามแต่ที่จะใช้งานนั่นเอง สุดท้าย ทักษะการนำสันทนาการเห็นอะไรที่วัดกันไม่ได้จากการสัมภาษณ์ครับ เพราะงั้นเราก็จะมีให้ลองแซมเปิลเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งเวลาให้ลองนำจริงๆ เราจะเห็นเลยครับว่า บุคลิกของใครเป็นอย่างไร
นอกเหนือไปจากการสัมภาษณ์แล้ว สิ่งที่ผมภูมิใจมากก็คือ ตั้งแต่ปีแรกที่เรามีสัมภาษณ์ เราก็พูดคุยกันครับว่า แค่การสัมภาษณ์ 5-10 นาทีมันวัดอะไรไม่ค่อยได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรามีมาโดยตลอด คือการให้ผู้สมัครได้ลองทำกิจกรรมจริงเป็นกลุ่ม พอให้ทำกิจกรรมแล้ว เราจะเห็นได้ชัดเลยครับว่า แต่ละคนเวลาทำงานจริงเป็นอย่างไร มีความสามารถในการแก้ปัญหาไหม ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นอย่างไร มีความเป็นผู้นำแค่ไหน ผมบอกได้เลยว่า หลายคนที่คะแนนสัมภาษณ์ไม่ดี สามารถฉายแววได้ก็ตอนให้ลองทำงานจริงนี่แหละครับ
สุดท้ายก็เป็นการประเมินกันเองจากผู้มาสมัครครับ ให้แต่ละคนเล่าให้ฟังว่า เพื่อนๆ ในกลุ่มเดียวกันเป็นอย่างไรบ้าง เพราะความเห็นของคนที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกันอาจจะแตกต่างจากผู้ประเมินอย่างเราๆ ก็ได้ ที่สำคัญก็คือ คนที่ผ่านสัมภาษณ์คือคนที่จะต้องทำงานร่วมกันในอนาคตน่ะนะครับ เพราะงั้นก็เป็นการดีที่อย่างน้อยจะได้ทราบว่า แต่ละคนมีความคิดเห็นระหว่างกันเป็นอย่างไร หลังจากสัมภาษณ์ ทำกิจกรรม และสะท้อนกันเองแล้ว ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของผู้สัมภาษณ์อย่างเราๆ แล้วละครับ ที่จะมาพูดคุย ลงรายละเอียดกันเป็นรายบุคคลเลยว่า คนที่มาสมัครนี้ มีความเหมาะสมที่จะร่วมงานกับเรามากน้อยแค่ไหน แล้วถ้ามาเป็นทีมงาน เราควรจะจัดตำแหน่งให้อยู่ตรงไหนดี
เท่าที่ทำมา ผมคิดว่าเราก็ประเมินกันค่อนข้างละเอียดนะครับ แม้ว่าวันเดียวอาจจะไม่สามารถล้วงลูกคู่วามเป็นตัวตนทั้งหมดของอีกฝ่ายได้ก็ตาม แต่ผมเองก็เคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าตัวเองมาสมัครเป็นทีมงานขอคิวบิกครีเอทีฟ จะได้รับการประเมินแบบไหนกันน้า เอาไว้สตาฟคนไหน ถ้าสนใจก็ลองถามก็ได้ครับว่า สมัยเรามาสมัคร พี่ๆที่เขาสัมภาษณ์ประเมินเราไว้ว่าอย่างไร
อาจจะได้คำตอบที่เราคาดไม่ถึงเลยก็เป็นได้ ;p
In: Million Things We've Learned By: Zerothman
20 Sep 2011กลับมาอีกครั้ง สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We’ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟอีกครั้ง
โอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ซึ่งหลายๆ ครั้งความสามารถของเราเอง ก็เป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดโอกาสเหล่านั้นมาสู่ชีวิต
และนี่คือเรื่องราวการเรียนรู้ของคนที่เปลี่ยนความรู้เป็นโอกาส นี่คือเรื่องราวของตั้ม

แนะนำตัวก่อนเลยครับ
ผมชื่อ นายกำชัย โลเกศกระวี ชื่อเล่นชื่อ ตั้ม อายุ 19 ปี ตอนนี้เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ชั้นปีที่สองครับ
รู้จักกับคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไรครับ?
เริ่มจากเป็นน้องค่าย Cubic Robocode Camp #1 ครับ ตอนนั้นครูที่โรงเรียนทราบข่าวจากในเว็บ เลยพาไปสมัคร จริงๆ แล้วผมไม่เคยไปค่ายวิชาการแบบนี้มาก่อนเลยครับ ก่อนหน้านี้ที่ไปก็เป็นค่ายแนวสังคมมากกว่า พวกค่ายปลูกป่า ค่ายอนุรักษ์ หรือพัฒนาจริยธรรมอะไรทำนองนี้
พอมาค่ายนี้มีเขียนโปรแกรม มีกิจกรรมสนุกๆ ตอนเช้าตอนเย็น มีสันทนาการ ก็สนุกดีครับ ไม่เบื่อเลย ที่ชอบมากที่สุดก็คงเป็นกิจกรรมเควสท์ครับ แปลกใหม่ดี ไม่เคยเล่นมาก่อน
แล้วหลังจากนั้นมาร่วมงานกับคิวบิกได้ไงครับ?
พอดีว่าตอนในช่วงค่ายของ Cubic Robocode Camp #1 มีโอกาสเจอพี่นัท ตอนนั้นมีเพื่อนในสีไปขอเบอร์โทรศัพท์ของพี่นัทมา ผมพอดีอยู่กับเพื่อนเลยเมมเบอร์ไว้ในเครื่องด้วย
ทีนี้ปรากฎว่าหลังจากค่าย เหมือนว่าผมจะเผลอลืมล็อกปุ่มโทรศัพท์ แล้วมันโทรออกไปหาพี่นัทเอง หลังจากนั้นเลยมีโอกาสคุยกับพี่นัทมาอยู่เรื่อยๆ จนพี่นัทชวนมาสมัคร Cubic Creative Staff Program ครับ
ด้วยความที่พอดีปิดเทอมว่าง ไม่มีอะไรทำ คิดว่าถ้ามาทำงานที่คิวบิกฯ น่าจะสนุกดี ตอนนั้นผมเดินทางมาจากสำโรง สมุทรปราการ นั่งรถมาชั่วโมงนึง แต่ก็คุ้มครับ ผมอยู่ฝ่ายสันทนาการค่าย Cubic ICT Fun Camp #5 ครับ ก็ได้ช่วยคิดบ้าง ช่วยนำกิจกรรมบ้าง น้องๆ ก็ดูชอบดี เราก็รู้สึกได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างมากๆ
หลังจากนั้นได้ทำอะไรอีกบ้างครับ?
จากแรงบันดาลใจตอนค่าย Cubic Robocode Camp #1 ผมก็เปิดชมรม Robocode ขึ้นที่โรงเรียนครับ มีน้องมาสมัครเป็นสมาชิกชมรมด้วย ผมก็ได้มีโอกาสเป็นคนสอนด้วยตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยคิดว่าเราจะมีแรงบันดาลใจจะทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน
หลังจากนั้นผมก็มีโอกาสได้ไปสอนในโครงการ Cubic Robocode Camp On-tour ครับ เป็นโครงการที่เราออกเดินทางไปสอนน้องๆ ตามจังหวัดต่างๆ โดยผมมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอน ก็ต้องดูน้องๆ หัดแล้วคอยช่วยแก้โค้ดให้ บางทีมีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้ ก็จะเรียกพี่เอิร์ธให้ช่วยครับ ซึ่งตรงจุดนี้เราก็ได้เรียนรู้จากพี่เขาด้วย
ซึ่งสิ่งที่ประทับใจก็คือว่า ได้ไปสอนมาครบทุกภาคในประเทศไทยเลยครับ ที่ชอบมากที่สุดคือตอนไปภาคเหนือ ไปตลาดกลางคืน มีของแปลกๆ ขาย ถ้าเราไม่มีความรู้เรื่อง Robocode ก็คงไม่ได้มาสอน แล้วก็คงไม่ได้มีโอกาสได้เปิดโลกแบบนี้
นอกจากนี้ การที่เรารู้วิธีเขียนโปรแกรม ก็ช่วยจุดประกายให้ผมไปลองแข่งขันในรายการอื่น ๆ ครับ เช่น แข่งเขียนโปรแกรม National Software Contest ซี่งเป็นการทำเกมให้ผู้พิการทางสายตา หรือมีบริษัทให้มาทำเว็บแอปพลิเคชันเพื่อไปลง iPad ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาเห็นเรามีความสามารถก็เลยแนะนำมาอีกที มันก็มีโอกาสเข้ามาเรื่อยๆ ตั้งแต่ผมเขียนโปรแกรมเป็นครับ
นอกจากที่เกี่ยวกับเขียนโปรแกรมแล้ว มีโอกาสได้ทำอะไรอีกบ้าง?
ก็เคยมีโอกาสได้แข่ง Cubic Race 3 (ชมวีดีโอทั้งหมดที่นี่) โดยฟอร์มทีมกับโจ้ครับ ผมชอบเวลาเป็นผู้นำ เวลาแก้ปัญหา แก้โจทย์ ดูเป็นจริงเป็นจังดี ชอบกิจกรรมนี้มากกว่าเควสท์อีกครับ แต่ถ้าหลังจากนี้ก็อยากเป็นผู้จัดมากกว่า เพราะกลับไปเป็นผู้เข้าร่วมคงไม่ตื่นเต้นแล้ว
นอกจากนั้นอีกงานหนึ่งที่ผมค่อนข้างภูมิใจ คืองานโลโก้ Cubic Thanks Party ตั้งแต่ครั้งแรก และยังคงใช้อยู่จนทุกวันนี้ครับ
สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรไหมครับ?
ก็อยากจะขอบคุณคิวบิกครีเอทีฟที่ทำให้ผมมีโอกาสทำสิ่งที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้ทำมาก่อน ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น มีแรงบันดาลใจในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ลงมือทำด้วยตัวเอง
ผมชื่อตั้ม ผมอยู่คิวบิกฯ และได้เรียนรู้ว่าความรู้คือประตูสู่โอกาส
In: Million Things We've Learned By: Masatha
7 Aug 2011กลับมาอีกครั้ง สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We’ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟอีกครั้ง
และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ…

แนะนำตัวเลยครับ
สวัสดีค่ะ นางสาวศุภวรรณ สอาด ชื่อเล่นชื่อต้นเตยค่ะ อายุ 18 ปี ตอนนี้เรียนสาขาวิชาถ่ายภาพ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังค่ะ
ต้นเตยรู้จักคิวบิกครีเอทีฟได้ยังไงครับ?
หนูรู้จักคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรก ตั้งแต่ค่าย Cubic Photo Camp #1 ต่อด้วย พอดีคุณแม่รู้จักกับที่ปรึกษาของคิวบิกครีเอทีฟ จึงแนะนำให้มาเข้าร่วมค่ายในครั้งนั้นค่ะ
รู้สึกประทับใจอะไรคิวบิกฯ ครับ?
ความประทับใจในค่ายครั้งแรกๆ ก็เกิดมาจากพี่เลี้ยงค่ะ ตอนนั้นเตยมีพี่เลี้ยงคือพี่พราว ซึ่งก็ดูแลเตยดีมากๆ ไม่ว่าจะตอนกิน ตอนนอน ตอนทำกิจกรรม จะมีปัญหาอะไร จะขาดจะเหลืออะไร พี่ก็คอยดูแลเราอยู่ตลอด ก็ทำให้เรารู้สึกดีและประทับใจกับคิวบิกครีเอทีฟมากๆ จนก็มาเข้าค่าย Cubic Photo Camp Extreme #1 ต่ออีกครั้งหนึ่ง
แล้วเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกของคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไร?
หลังจากที่เข้าค่าย ก็คอยติดตามข่าวสารของคิวบิกฯ ผ่านหน้า Facebook เองค่ะ พอทราบข่าวว่าทางคิวบิกครีเอทีฟมีโครงการ Cubic Staff Program (โครงการรับสมัครทีมงานของคิวบิกครีเอทีฟ : บรรณาธิการ) ก็รีบสมัครทันที ตอนนั้นก็สมัครพร้อมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เข้าค่ายมาด้วยกัน แล้วก็โชคดีที่ผ่านเข้ามาด้วยกันได้ทั้งคู่เลย
แล้วเราได้ทำงานอะไรบ้าง?
พอหลังจากที่ผ่านแล้ว เราก็ได้รับมอบหมายให้เป็นพี่เลี้ยงค่าย Cubic Creative Fun Camp #2 ซึ่งตอนนั้นเตยหนักใจมากๆ ว่าจะดูแลน้อง ๆ ได้ดีหรือเปล่า เครียดและกังวลว่าเราจะทำตัวอย่างไรให้น้องๆ เชื่อใจ ไว้ใจ และสบายใจได้เหมือนกับตอนที่เราเข้าค่าย เพราะเราต้องมารับผิดชอบชีวิตน้องๆ หลายๆ คนพร้อมกันในทีเดียว ซึ่งเราเองก็อาจจะไม่เคยต้องมีภาระความรับผิดชอบมากขนาดนี้มาก่อน แต่สุดท้ายแล้ว ก็ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ
แล้วการทำงานเป็นอย่างไรบ้างครับ?
ก็ผ่านไปได้ด้วยดีกว่าที่คิดมากค่ะ แม้ว่าจะเจอปัญหาสารพัด มีเจอกรณีที่น้องไม่ยอมทำอะไร เอาแต่ร้องไห้บ้าง ไม่ยอมทานข้าวบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ก็ได้พี่ๆ ทีมงานดูแลชาวค่ายที่ช่วยให้คำแนะนำในการดูแลน้องๆ เหล่านี้ สุดท้ายก็สามารถแก้ปัญหาให้น้องๆ ได้ค่ะ รู้สึกโล่งใจมาก นอกจากนี้ พี่ปอมที่เป็นพี่เลี้ยงคู่กันก็กระตือรือร้น คอยนำให้น้องๆ ให้สนุกกับกิจกรรม การเห็นทั้งเพื่อนๆ และพี่ๆ ทำงานแก้ไขปัญหาต่างๆ แบบนี้ ก็ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงาน การแก้ปัญหาหลายๆ อย่างที่เราไม่เคยคิดเคยรู้มาก่อนได้มากเลยค่ะ
ถ้าเช่นนั้นต้นเตยคิดว่าต้นเตยได้เรียนรู้อะไรจากคิวบิกฯ?
สิ่งสำคัญที่สุดที่หนูได้เรียนรู้คือ ชีวิตนี้นอกจากเราต้องรับผิดชอบตัวเราเองแล้ว เรายังต้องช่วยเหลือรับผิดชอบคนอื่นให้ได้ด้วย อย่างในค่ายเราก็ต้องคอยรับผิดชอบชีวิตน้องๆ ซึ่งก็ไม่ใช่แค่คนสองคน แต่ก็เป็นสิบคนในกลุ่ม การที่ในแต่ละวันเราต้องคอยพยายามคิดและดูแลให้น้องๆ ได้รับประโยชน์จากค่ายกลับไปให้ได้มากที่สุด ก็ทำให้เรายิ่งรอบคอบ มีความรับผิดชอบกับตัวเราเองมากขึ้นตามไปอีก หลังจากได้ทำงานในคิวบิกฯ หนูรู้สึกว่าเลยว่าตัวเราเปลี่ยนแปลงไปมาก ที่บ้านยังบอกเลยว่าเตยโตขึ้นมาก มีความรับผิดชอบมากขึ้น ดูแลตัวเองได้ดีกว่าเมื่อก่อน ทำอะไรก็ทำเต็มที่มากขึ้น ในอนาคตก็อยากจะมีโอกาสทำงานต่างๆ ที่ต้องฝึกความรับผิดชอบให้มากขึ้นกว่านี้อีกค่ะ
หนูชื่อต้นเตย หนูอยู่คิวบิก และได้เรียนรู้ว่าความรับผิดชอบต้องเริ่มจากตัวเราค่ะ
In: Million Things We've Learned By: Masatha
28 Jun 2011กลับมาอีกครั้ง สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We’ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟอีกครั้ง
และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ…

แนะนำตัวก่อนเลยครับ
ผมชื่อนายวุฒิพร ปิ่นหล่อ อายุ 19 ปี กำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สาขานิเทศศาสตร์ เอกโฆษณาครับ
รู้จักกับคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไรครับ?
ว่านรู้จักคิวบิกครีเอทีฟจากทางอินเทอร์เน็ต ตอนนั้นสมัครเข้ามาเป็นน้องค่าย Cubic Photo Camp #1 ครับ เนื่องจากตอนนั้นอยากเรียนรู้การถ่ายภาพ แล้วตอนนั้นก็แค่คิดว่าจะได้เรียนเทคนิกวิธีการถ่ายรูปต่างๆ เหมือนค่ายกับอื่น ๆ แต่พอมาจริง ๆ แล้วพบว่าคิวบิกฯ ไม่เหมือนที่ไหนเลยจริงๆ ในค่ายนี้ไม่ใช่แค่มีถ่ายภาพอย่างเดียว แต่ว่านได้มีโอกาสทำกิจกรรมหลายอย่างที่ทำให้เรียนรู้ และรู้สึกผูกพันกับเพื่อนๆ กับพี่ๆ ในค่าย
หลังจากนั้นก็ติดใจ สมัครมาค่าย Cubic Photo Camp Extreme #1 อีกครับ ซึ่งในค่ายนี้ก็ยิ่งทำให้มีโอกาสได้รู้จักและสนิทกับพี่ๆ คิวบิกครีเอทีฟ มีโอกาสได้ไปไหนมาไหนด้วยกันบ้าง เวลาที่พี่ๆ มีงานถ่ายภาพอะไรก็ชวนว่านไปตลอด จนกระทั่งมีพี่ชวนมาเล่นดนตรีให้กับคอนเสิร์ตในค่าย Cubic Creative Fun Camp #2
รู้สึกอย่างไรบ้างครับ?
ตอนนั้น ก็ดีใจที่พี่ๆ มาชวนไปเล่นดนตรีนะครับ เพราะจริงๆ ก็เป็นคนที่ชอบเล่นดนตรีมากอยู่แล้ว แต่พอมาทำงานจริงๆ ก็ต้องยอมรับว่าตกใจ เพราะคิวบิกฯ ทำอะไรไม่เหมือนใครอีกแล้ว จากที่ว่านเคยคิดว่าเวลาแสดงดนตรี ก็ง่ายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่พอมาประชุมเตรียมงาน เราพบว่ามีรายละเอียดเยอะมาก ทุกอย่างต้องทำแบบเป๊ะๆ มีการวางแผนทุกขั้นทุกตอน สำหรับงานของคิวบิกฯ จนเล่นดนตรีก็ต้องตั้งใจ ทำกันเล่นๆ ไม่ได้ครับ
หลังจากนั้นก็เลยได้มีโอกาสทำงานกับคิวบิกเรื่อยมา?
หลังจากเล่นดนตรีในค่าย CCFC2 คราวนี้ก็มีพี่ชวนให้มาทำงานค่าย Cubic Mega Camp #2 ในฝ่ายมัลติมีเดีย มีหน้าที่ในการดูแลอุปกรณ์เสียงและโสตต่างๆ คราวนี้ว่านก็ตกใจอีกเป็นครั้งที่สาม เพราะตอนเป็นน้องค่าย ไม่เคยคิดว่าเวลาทำงาน ฝ่ายมัลติมีเดียจะต้องเป๊ะขนาดนี้ ต้องประสานงานกับฝ่ายต่างๆ เตรียมบท เตรียมไฟล์ เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ และมีรายละเอียดการทำงานที่ต้องระมัดระวังเยอะมาก
ถัดจากนั้นว่านก็ได้มีโอกาสไปทัวร์จัดกิจกรรมที่ต่างจังหวัดในโครงการ MICT Digital Youth Camp On Tour โดยมีหน้าที่ในการเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพ เดิมทีชีวิตนี้ก็ไม่เคยคิดว่าจะความสามารถที่จะไปสอนใครได้ แต่พี่ๆ ก็ช่วยแนะนำจนสามารถผ่านมาได้ และงานนี้ก็ยังทำให้เรามีโอกาสได้ไปสถานที่ต่างๆ ได้ไปพบเห็นผู้คนหรืออะไรที่เราไม่เคยเจอมาก่อน
แล้วอะไรที่คิดว่าท้าทายตัวเรามากที่สุด?
คงเป็นงานหัวหน้าฝ่ายมัลติมีเดียในค่าย MICT Digital Youth Camp เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เหตุเกิดจากการที่พี่ๆ ฝ่ายมัลติมีเดียหลายๆ คนต้องติดธุระพร้อมๆ กัน ภาระงานหัวหน้าฝ่ายจึงตกมาที่ว่าน ซึ่งตอนแรกก็กดดันมาก เพราะนอกจากต้องมาทำงานในระดับหัวหน้าแล้ว ค่ายนี้ยังต้องรับผิดชอบงานฝ่ายวิชาการในการสอนตัดต่อวีดีโอด้วย เป็นนักดนตรีเล่นคอนเสิร์ตด้วย ก็ยิ่งตื่นเต้นไปกันใหญ่
แล้วเราทำอย่างไร?
เราก็พยายามย้อนกลับมาดูครับ ที่ผ่านมาสิ่งที่สำคัญมากในการทำงานของคิวบิกฯ คือการเตรียมตัว ถ้าเรารู้ว่าเราจะต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง เราก็ต้องวางแผน เตรียมการต่างๆ ให้พร้อม ซึ่งพอเราคิดเตรียมการต่างๆ ล่วงหน้า ก็ทำให้เราเริ่มมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ พอทุกอย่างที่เตรียมมันมีรายละเอียด มีขั้นตอนสมบูรณ์ ก็ทำให้ทำงานง่ายขึ้นมากครับ
แล้วช่วงนี้ทำอะไรอยู่บ้าง?
ช่วงนี้ว่านร่วมกับพี่ๆ ทีมนักดนตรีคนอื่นๆ กำลังร่วมกันทำสตูดิโอเพลงชื่อว่าปาดับปา จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่รวมกันมาอัดเพลงอัปขึ้น YouTube ไปเรื่อยๆ ซึ่งก็รู้สึกดีเพราะเราชอบเล่นดนตรีอยู่แล้ว แต่อยู่ตรงนี้ก็ยิ่งทำให้เราต้องฝึกการที่จะทำงานกับผู้อื่นครับ
สุดท้ายนี้มีอะไรอยากจะพูดไหมครับ?
ก็ขอบคุณคิวบิกที่ให้โอกาสในการทำงาน ไม่เคยคิดเลยว่าอย่างว่านเอง จะได้มีโอกาสทำอะไรได้เยอะแยะขนาดนี้ ได้เรียนรู้ความรับผิดชอบ ได้ลองประสบการณ์หลายๆ อย่าง ซึ่งตอนนี้ ว่านมีความมั่นใจในการทำงานขึ้นมากครับ
ผมชื่อต้นว่าน ผมอยู่คิวบิก และได้เรียนรู้ว่าถ้าเราพร้อม ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล
In: Million Things We've Learned By: Zerothman
28 May 2011ห่างหายกันไปสักพักใหญ่ๆ สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We’ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟกันอีกครั้ง
และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ…

แนะนำตัวก่อนเลยครับ
ชื่อ ปั๊ม อายุ 19 ปีครับ ชื่อจริงชื่อ ศุภอัตถ์ จูฑะพุทธิ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขานวัตกรรมสื่อสารสังคม เอกผลิตภาพยนตร์และสื่อดิจิตัล
เริ่มเข้ามาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไรครับ?
ผมเข้ามาทำงานกับคิวบิกอาจจะแตกต่างจากคนอื่น ๆ อยู่หน่อยตรงที่ไม่ได้เริ่มจากการเป็นพี่เลี้ยงค่าย แต่เพราะมีเพื่อนชวนเข้ามาเป็นทีมงานค่ายเลยโดยตรง ค่ายแรกที่ทำก็คือค่าย Cubic Innovator Camp #3.2 ครับ ช่วงนั้นผมเองกำลังชอบถ่ายภาพมาก และเพื่อน ๆ ที่รู้จักก็ชอบถ่ายภาพเหมือนกัน ก็เลยชวนมาเป็นฝ่ายถ่ายภาพในงาน ตอนนั้นปั๊มก็รู้สึกสนใจ เพราะเพื่อนหลายๆ คนต่างก็บอกว่า งานสนุก ผมก็ เอ๊ะ อยากรู้ว่ามันสนุกยังไง เลยลองมาทำดู
คิดว่าประสบการณ์ที่นี่แตกต่างกับที่อื่นอย่างไร?
ผมเองเคยทำกิจกรรมชมรมอื่นที่โรงเรียนมาก่อนหน้านี้ แต่รู้สึกว่าที่คิวบิกฯ นี้อบอุ่นกว่าที่อื่นๆ ทุกคนดูแลห่วงใยกันและกัน และมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองและผลงานอยู่ตลอดเวลา ช่วงที่มาทำค่ายแรก ก็ได้เพื่อนๆ ช่วยสอนเทคนิกการทำสไลด์งานนำเสนอซึ่งก็เป็นประโยชน์มาก ๆ ในเวลาต่อมา
หลังจากนั้นเราได้ทำอะไรอีกบ้าง?
หลังจากนั้นก็มาทำค่าย Cubic ICT Fun Camp #5 ในหน้าที่ฝ่ายมัลติมีเดีย ซึ่งมีหน้าที่ต้องคอยคุมเสียง งานนี้ก็ค่อนข้างต่างจากการถ่ายภาพ เพราะเป็นงานที่พลาดไม่ได้เลย ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา ในช่วงเวลาที่น้องๆ กำลังร่วมกิจกรรม ฝ่ายกิจกรรมจะต้องพึ่งพาฝ่ายมัลติมีเดียตลอด เคยเจอปัญหาฝนตก ลำโพงดับ ซึ่งทำให้เรารู้เลยว่า บางทีเราไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะแก้ปัญหาเลยจริง ๆ แต่ก็โชคดีที่มีทั้งเพื่อนๆ และพี่ๆ ในคิวบิกฯ ที่คอยแนะนำและช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็เลยผ่านมาได้ครับ หลังจากนั้นมา ก็เรียนรู้ว่า ถ้าจะทำงานอะไร ก็ต้องทุ่มทำเต็มที่ 100% ไปเลยครับ เพื่อจะได้พัฒนาความสามารถมากพอที่จะผ่านปัญหาไปได้
ถัดมา ก็ได้มาทำวีดีโอที่ระลึกครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ ซึ่งผมเองก็มีโอกาสได้ทำตั้งแต่การนัดคน หาสถานที่ถ่ายทำ ก็เจอปัญหาต่างๆ ไปอีกลักษณะนึง
คิดว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?
ผมเองคิดว่าผมโชคดีมากที่ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามีโอกาสได้ทำงานที่แทบจะไม่ซ้ำกันเลย ตั้งแต่ถ่ายภาพ ฝ่ายเสียง แล้วก็ทำวีดีโอ ทำให้เราได้พัฒนาทักษะขึ้นไปเรื่อยๆ และการที่เราได้อยู่ในบรรยากาศที่มีคนอื่นๆ ทำงานอย่างตั้งใจและมีผลงานดีๆ ออกมาก็คอยเป็นแรงบันดาลใจให้กับเราอยู่เสมอ อย่างครั้งหนึ่งในค่าย Cubic Photo Camp #1 ที่มีมิวสิกวีดีโอของค่ายที่พี่ตี๋น้อยเป็นคนทำ เราก็รู้สึกประทับใจในผลงานของพี่เขามาก จนเป็นแรงผลักดันให้เราอยากที่จะเรียนรู้ ทำให้ตัวเองมีความสามารถ เพื่อที่จะทำผลงานดีๆ ให้ได้แบบนั้นบ้าง
ผมชื่อปั๊ม ผมอยู่คิวบิก และได้เรียนรู้ว่าผลงานที่สุดยอด มาจากการพัฒนาทีละก้าวครับ
ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก
นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา
คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)