กลับมาอีกครั้ง สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We’ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟอีกครั้ง

โอกาสที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ซึ่งหลายๆ ครั้งความสามารถของเราเอง ก็เป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดโอกาสเหล่านั้นมาสู่ชีวิต

และนี่คือเรื่องราวการเรียนรู้ของคนที่เปลี่ยนความรู้เป็นโอกาส นี่คือเรื่องราวของตั้ม

แนะนำตัวก่อนเลยครับ

ผมชื่อ นายกำชัย โลเกศกระวี ชื่อเล่นชื่อ ตั้ม อายุ 19 ปี ตอนนี้เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ชั้นปีที่สองครับ

รู้จักกับคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไรครับ?

เริ่มจากเป็นน้องค่าย Cubic Robocode Camp #1 ครับ ตอนนั้นครูที่โรงเรียนทราบข่าวจากในเว็บ เลยพาไปสมัคร จริงๆ แล้วผมไม่เคยไปค่ายวิชาการแบบนี้มาก่อนเลยครับ ก่อนหน้านี้ที่ไปก็เป็นค่ายแนวสังคมมากกว่า พวกค่ายปลูกป่า ค่ายอนุรักษ์ หรือพัฒนาจริยธรรมอะไรทำนองนี้

พอมาค่ายนี้มีเขียนโปรแกรม มีกิจกรรมสนุกๆ ตอนเช้าตอนเย็น มีสันทนาการ ก็สนุกดีครับ ไม่เบื่อเลย ที่ชอบมากที่สุดก็คงเป็นกิจกรรมเควสท์ครับ แปลกใหม่ดี ไม่เคยเล่นมาก่อน

แล้วหลังจากนั้นมาร่วมงานกับคิวบิกได้ไงครับ?

พอดีว่าตอนในช่วงค่ายของ Cubic Robocode Camp #1 มีโอกาสเจอพี่นัท ตอนนั้นมีเพื่อนในสีไปขอเบอร์โทรศัพท์ของพี่นัทมา ผมพอดีอยู่กับเพื่อนเลยเมมเบอร์ไว้ในเครื่องด้วย

ทีนี้ปรากฎว่าหลังจากค่าย เหมือนว่าผมจะเผลอลืมล็อกปุ่มโทรศัพท์ แล้วมันโทรออกไปหาพี่นัทเอง หลังจากนั้นเลยมีโอกาสคุยกับพี่นัทมาอยู่เรื่อยๆ จนพี่นัทชวนมาสมัคร Cubic Creative Staff Program ครับ

ด้วยความที่พอดีปิดเทอมว่าง ไม่มีอะไรทำ คิดว่าถ้ามาทำงานที่คิวบิกฯ น่าจะสนุกดี ตอนนั้นผมเดินทางมาจากสำโรง สมุทรปราการ นั่งรถมาชั่วโมงนึง แต่ก็คุ้มครับ ผมอยู่ฝ่ายสันทนาการค่าย Cubic ICT Fun Camp #5 ครับ ก็ได้ช่วยคิดบ้าง ช่วยนำกิจกรรมบ้าง น้องๆ ก็ดูชอบดี เราก็รู้สึกได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างมากๆ

หลังจากนั้นได้ทำอะไรอีกบ้างครับ?

จากแรงบันดาลใจตอนค่าย Cubic Robocode Camp #1 ผมก็เปิดชมรม Robocode ขึ้นที่โรงเรียนครับ มีน้องมาสมัครเป็นสมาชิกชมรมด้วย ผมก็ได้มีโอกาสเป็นคนสอนด้วยตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยคิดว่าเราจะมีแรงบันดาลใจจะทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน

หลังจากนั้นผมก็มีโอกาสได้ไปสอนในโครงการ Cubic Robocode Camp On-tour ครับ เป็นโครงการที่เราออกเดินทางไปสอนน้องๆ ตามจังหวัดต่างๆ โดยผมมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอน ก็ต้องดูน้องๆ หัดแล้วคอยช่วยแก้โค้ดให้ บางทีมีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้ ก็จะเรียกพี่เอิร์ธให้ช่วยครับ ซึ่งตรงจุดนี้เราก็ได้เรียนรู้จากพี่เขาด้วย

ซึ่งสิ่งที่ประทับใจก็คือว่า ได้ไปสอนมาครบทุกภาคในประเทศไทยเลยครับ ที่ชอบมากที่สุดคือตอนไปภาคเหนือ ไปตลาดกลางคืน มีของแปลกๆ ขาย ถ้าเราไม่มีความรู้เรื่อง Robocode ก็คงไม่ได้มาสอน แล้วก็คงไม่ได้มีโอกาสได้เปิดโลกแบบนี้

นอกจากนี้ การที่เรารู้วิธีเขียนโปรแกรม ก็ช่วยจุดประกายให้ผมไปลองแข่งขันในรายการอื่น ๆ ครับ เช่น แข่งเขียนโปรแกรม National Software Contest ซี่งเป็นการทำเกมให้ผู้พิการทางสายตา หรือมีบริษัทให้มาทำเว็บแอปพลิเคชันเพื่อไปลง iPad ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาเห็นเรามีความสามารถก็เลยแนะนำมาอีกที มันก็มีโอกาสเข้ามาเรื่อยๆ ตั้งแต่ผมเขียนโปรแกรมเป็นครับ

นอกจากที่เกี่ยวกับเขียนโปรแกรมแล้ว มีโอกาสได้ทำอะไรอีกบ้าง?

ก็เคยมีโอกาสได้แข่ง Cubic Race 3 (ชมวีดีโอทั้งหมดที่นี่) โดยฟอร์มทีมกับโจ้ครับ ผมชอบเวลาเป็นผู้นำ เวลาแก้ปัญหา แก้โจทย์ ดูเป็นจริงเป็นจังดี ชอบกิจกรรมนี้มากกว่าเควสท์อีกครับ แต่ถ้าหลังจากนี้ก็อยากเป็นผู้จัดมากกว่า เพราะกลับไปเป็นผู้เข้าร่วมคงไม่ตื่นเต้นแล้ว

นอกจากนั้นอีกงานหนึ่งที่ผมค่อนข้างภูมิใจ คืองานโลโก้ Cubic Thanks Party ตั้งแต่ครั้งแรก และยังคงใช้อยู่จนทุกวันนี้ครับ

สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรไหมครับ?

ก็อยากจะขอบคุณคิวบิกครีเอทีฟที่ทำให้ผมมีโอกาสทำสิ่งที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้ทำมาก่อน ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น มีแรงบันดาลใจในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ลงมือทำด้วยตัวเอง

ผมชื่อตั้ม ผมอยู่คิวบิกฯ และได้เรียนรู้ว่าความรู้คือประตูสู่โอกาส

กลับมาอีกครั้ง สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We’ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟอีกครั้ง

และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ…

แนะนำตัวเลยครับ

​สวัสดีค่ะ นางสาวศุภวรรณ สอาด ชื่อเล่นชื่อต้นเตยค่ะ อายุ 18 ปี ตอนนี้เรียนสาขาวิชาถ่ายภาพ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังค่ะ

ต้นเตยรู้จักคิวบิกครีเอทีฟได้ยังไงครับ?

หนูรู้จักคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรก ตั้งแต่ค่าย Cubic Photo Camp #1 ต่อด้วย พอดีคุณแม่รู้จักกับที่ปรึกษาของคิวบิกครีเอทีฟ จึงแนะนำให้มาเข้าร่วมค่ายในครั้งนั้นค่ะ

รู้สึกประทับใจอะไรคิวบิกฯ ครับ?

ความประทับใจในค่ายครั้งแรกๆ ก็เกิดมาจากพี่เลี้ยงค่ะ ตอนนั้นเตยมีพี่เลี้ยงคือพี่พราว ซึ่งก็ดูแลเตยดีมากๆ ไม่ว่าจะตอนกิน ตอนนอน ตอนทำกิจกรรม จะมีปัญหาอะไร จะขาดจะเหลืออะไร พี่ก็คอยดูแลเราอยู่ตลอด ก็ทำให้เรารู้สึกดีและประทับใจกับคิวบิกครีเอทีฟมากๆ จนก็มาเข้าค่าย Cubic Photo Camp Extreme #1 ต่ออีกครั้งหนึ่ง

แล้วเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกของคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไร?

หลังจากที่เข้าค่าย ก็คอยติดตามข่าวสารของคิวบิกฯ ผ่านหน้า Facebook เองค่ะ พอทราบข่าวว่าทางคิวบิกครีเอทีฟมีโครงการ Cubic Staff Program (โครงการรับสมัครทีมงานของคิวบิกครีเอทีฟ : บรรณาธิการ) ก็รีบสมัครทันที ตอนนั้นก็สมัครพร้อมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เข้าค่ายมาด้วยกัน แล้วก็โชคดีที่ผ่านเข้ามาด้วยกันได้ทั้งคู่เลย

แล้วเราได้ทำงานอะไรบ้าง?

พอหลังจากที่ผ่านแล้ว เราก็ได้รับมอบหมายให้เป็นพี่เลี้ยงค่าย Cubic Creative Fun Camp #2 ซึ่งตอนนั้นเตยหนักใจมากๆ ว่าจะดูแลน้อง ๆ ได้ดีหรือเปล่า เครียดและกังวลว่าเราจะทำตัวอย่างไรให้น้องๆ เชื่อใจ ไว้ใจ และสบายใจได้เหมือนกับตอนที่เราเข้าค่าย เพราะเราต้องมารับผิดชอบชีวิตน้องๆ หลายๆ คนพร้อมกันในทีเดียว ซึ่งเราเองก็อาจจะไม่เคยต้องมีภาระความรับผิดชอบมากขนาดนี้มาก่อน แต่สุดท้ายแล้ว ก็ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ

แล้วการทำงานเป็นอย่างไรบ้างครับ?

ก็ผ่านไปได้ด้วยดีกว่าที่คิดมากค่ะ แม้ว่าจะเจอปัญหาสารพัด มีเจอกรณีที่น้องไม่ยอมทำอะไร เอาแต่ร้องไห้บ้าง ไม่ยอมทานข้าวบ้าง ทะเลาะกันบ้าง ก็ได้พี่ๆ ทีมงานดูแลชาวค่ายที่ช่วยให้คำแนะนำในการดูแลน้องๆ เหล่านี้ สุดท้ายก็สามารถแก้ปัญหาให้น้องๆ ได้ค่ะ รู้สึกโล่งใจมาก นอกจากนี้ พี่ปอมที่เป็นพี่เลี้ยงคู่กันก็กระตือรือร้น คอยนำให้น้องๆ ให้สนุกกับกิจกรรม การเห็นทั้งเพื่อนๆ และพี่ๆ ทำงานแก้ไขปัญหาต่างๆ แบบนี้ ก็ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงาน การแก้ปัญหาหลายๆ อย่างที่เราไม่เคยคิดเคยรู้มาก่อนได้มากเลยค่ะ

ถ้าเช่นนั้นต้นเตยคิดว่าต้นเตยได้เรียนรู้อะไรจากคิวบิกฯ?

สิ่งสำคัญที่สุดที่หนูได้เรียนรู้คือ ชีวิตนี้นอกจากเราต้องรับผิดชอบตัวเราเองแล้ว เรายังต้องช่วยเหลือรับผิดชอบคนอื่นให้ได้ด้วย อย่างในค่ายเราก็ต้องคอยรับผิดชอบชีวิตน้องๆ ซึ่งก็ไม่ใช่แค่คนสองคน แต่ก็เป็นสิบคนในกลุ่ม การที่ในแต่ละวันเราต้องคอยพยายามคิดและดูแลให้น้องๆ ได้รับประโยชน์จากค่ายกลับไปให้ได้มากที่สุด ก็ทำให้เรายิ่งรอบคอบ มีความรับผิดชอบกับตัวเราเองมากขึ้นตามไปอีก หลังจากได้ทำงานในคิวบิกฯ หนูรู้สึกว่าเลยว่าตัวเราเปลี่ยนแปลงไปมาก ที่บ้านยังบอกเลยว่าเตยโตขึ้นมาก มีความรับผิดชอบมากขึ้น ดูแลตัวเองได้ดีกว่าเมื่อก่อน ทำอะไรก็ทำเต็มที่มากขึ้น ในอนาคตก็อยากจะมีโอกาสทำงานต่างๆ ที่ต้องฝึกความรับผิดชอบให้มากขึ้นกว่านี้อีกค่ะ

หนูชื่อต้นเตย หนูอยู่คิวบิก และได้เรียนรู้ว่าความรับผิดชอบต้องเริ่มจากตัวเราค่ะ

กลับมาอีกครั้ง สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We’ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอเรื่องราวการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟอีกครั้ง

และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ…

แนะนำตัวก่อนเลยครับ

ผมชื่อนายวุฒิพร ปิ่นหล่อ อายุ 19 ปี กำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สาขานิเทศศาสตร์ เอกโฆษณาครับ

รู้จักกับคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไรครับ?

ว่านรู้จักคิวบิกครีเอทีฟจากทางอินเทอร์เน็ต ตอนนั้นสมัครเข้ามาเป็นน้องค่าย Cubic Photo Camp #1 ครับ เนื่องจากตอนนั้นอยากเรียนรู้การถ่ายภาพ แล้วตอนนั้นก็แค่คิดว่าจะได้เรียนเทคนิกวิธีการถ่ายรูปต่างๆ เหมือนค่ายกับอื่น ๆ แต่พอมาจริง ๆ แล้วพบว่าคิวบิกฯ ไม่เหมือนที่ไหนเลยจริงๆ ในค่ายนี้ไม่ใช่แค่มีถ่ายภาพอย่างเดียว แต่ว่านได้มีโอกาสทำกิจกรรมหลายอย่างที่ทำให้เรียนรู้ และรู้สึกผูกพันกับเพื่อนๆ กับพี่ๆ ในค่าย

หลังจากนั้นก็ติดใจ สมัครมาค่าย Cubic Photo Camp Extreme #1 อีกครับ ซึ่งในค่ายนี้ก็ยิ่งทำให้มีโอกาสได้รู้จักและสนิทกับพี่ๆ คิวบิกครีเอทีฟ มีโอกาสได้ไปไหนมาไหนด้วยกันบ้าง เวลาที่พี่ๆ มีงานถ่ายภาพอะไรก็ชวนว่านไปตลอด จนกระทั่งมีพี่ชวนมาเล่นดนตรีให้กับคอนเสิร์ตในค่าย Cubic Creative Fun Camp #2

รู้สึกอย่างไรบ้างครับ?

ตอนนั้น ก็ดีใจที่พี่ๆ มาชวนไปเล่นดนตรีนะครับ เพราะจริงๆ ก็เป็นคนที่ชอบเล่นดนตรีมากอยู่แล้ว แต่พอมาทำงานจริงๆ ก็ต้องยอมรับว่าตกใจ เพราะคิวบิกฯ ทำอะไรไม่เหมือนใครอีกแล้ว จากที่ว่านเคยคิดว่าเวลาแสดงดนตรี ก็ง่ายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่พอมาประชุมเตรียมงาน เราพบว่ามีรายละเอียดเยอะมาก ทุกอย่างต้องทำแบบเป๊ะๆ มีการวางแผนทุกขั้นทุกตอน สำหรับงานของคิวบิกฯ จนเล่นดนตรีก็ต้องตั้งใจ ทำกันเล่นๆ ไม่ได้ครับ

หลังจากนั้นก็เลยได้มีโอกาสทำงานกับคิวบิกเรื่อยมา?

หลังจากเล่นดนตรีในค่าย CCFC2 คราวนี้ก็มีพี่ชวนให้มาทำงานค่าย Cubic Mega Camp #2 ในฝ่ายมัลติมีเดีย มีหน้าที่ในการดูแลอุปกรณ์เสียงและโสตต่างๆ คราวนี้ว่านก็ตกใจอีกเป็นครั้งที่สาม เพราะตอนเป็นน้องค่าย ไม่เคยคิดว่าเวลาทำงาน ฝ่ายมัลติมีเดียจะต้องเป๊ะขนาดนี้ ต้องประสานงานกับฝ่ายต่างๆ เตรียมบท เตรียมไฟล์ เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ และมีรายละเอียดการทำงานที่ต้องระมัดระวังเยอะมาก

ถัดจากนั้นว่านก็ได้มีโอกาสไปทัวร์จัดกิจกรรมที่ต่างจังหวัดในโครงการ MICT Digital Youth Camp On Tour โดยมีหน้าที่ในการเป็นวิทยากรสอนการถ่ายภาพ เดิมทีชีวิตนี้ก็ไม่เคยคิดว่าจะความสามารถที่จะไปสอนใครได้ แต่พี่ๆ ก็ช่วยแนะนำจนสามารถผ่านมาได้ และงานนี้ก็ยังทำให้เรามีโอกาสได้ไปสถานที่ต่างๆ ได้ไปพบเห็นผู้คนหรืออะไรที่เราไม่เคยเจอมาก่อน

แล้วอะไรที่คิดว่าท้าทายตัวเรามากที่สุด?

คงเป็นงานหัวหน้าฝ่ายมัลติมีเดียในค่าย MICT Digital Youth Camp เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เหตุเกิดจากการที่พี่ๆ ฝ่ายมัลติมีเดียหลายๆ คนต้องติดธุระพร้อมๆ กัน ภาระงานหัวหน้าฝ่ายจึงตกมาที่ว่าน ซึ่งตอนแรกก็กดดันมาก เพราะนอกจากต้องมาทำงานในระดับหัวหน้าแล้ว ค่ายนี้ยังต้องรับผิดชอบงานฝ่ายวิชาการในการสอนตัดต่อวีดีโอด้วย เป็นนักดนตรีเล่นคอนเสิร์ตด้วย ก็ยิ่งตื่นเต้นไปกันใหญ่

แล้วเราทำอย่างไร?

เราก็พยายามย้อนกลับมาดูครับ ที่ผ่านมาสิ่งที่สำคัญมากในการทำงานของคิวบิกฯ คือการเตรียมตัว ถ้าเรารู้ว่าเราจะต้องรับผิดชอบอะไรบ้าง เราก็ต้องวางแผน เตรียมการต่างๆ ให้พร้อม ซึ่งพอเราคิดเตรียมการต่างๆ ล่วงหน้า ก็ทำให้เราเริ่มมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ พอทุกอย่างที่เตรียมมันมีรายละเอียด มีขั้นตอนสมบูรณ์ ก็ทำให้ทำงานง่ายขึ้นมากครับ

แล้วช่วงนี้ทำอะไรอยู่บ้าง?

ช่วงนี้ว่านร่วมกับพี่ๆ ทีมนักดนตรีคนอื่นๆ กำลังร่วมกันทำสตูดิโอเพลงชื่อว่าปาดับปา จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรมาก แค่รวมกันมาอัดเพลงอัปขึ้น YouTube ไปเรื่อยๆ ซึ่งก็รู้สึกดีเพราะเราชอบเล่นดนตรีอยู่แล้ว แต่อยู่ตรงนี้ก็ยิ่งทำให้เราต้องฝึกการที่จะทำงานกับผู้อื่นครับ

สุดท้ายนี้มีอะไรอยากจะพูดไหมครับ?

ก็ขอบคุณคิวบิกที่ให้โอกาสในการทำงาน ไม่เคยคิดเลยว่าอย่างว่านเอง จะได้มีโอกาสทำอะไรได้เยอะแยะขนาดนี้ ได้เรียนรู้ความรับผิดชอบ ได้ลองประสบการณ์หลายๆ อย่าง ซึ่งตอนนี้ ว่านมีความมั่นใจในการทำงานขึ้นมากครับ

ผมชื่อต้นว่าน ผมอยู่คิวบิก และได้เรียนรู้ว่าถ้าเราพร้อม ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล

ห่างหายกันไปสักพักใหญ่ๆ สำหรับบทความในหัวข้อ Million Things We’ve Learned นะครับ ตอนนี้เราก็จะกลับมานำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟกันอีกครั้ง

และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้คือ…

แนะนำตัวก่อนเลยครับ

ชื่อ ปั๊ม อายุ 19 ปีครับ ชื่อจริงชื่อ ศุภอัตถ์ จูฑะพุทธิ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขานวัตกรรมสื่อสารสังคม เอกผลิตภาพยนตร์และสื่อดิจิตัล

เริ่มเข้ามาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟได้อย่างไรครับ?

ผมเข้ามาทำงานกับคิวบิกอาจจะแตกต่างจากคนอื่น ๆ อยู่หน่อยตรงที่ไม่ได้เริ่มจากการเป็นพี่เลี้ยงค่าย แต่เพราะมีเพื่อนชวนเข้ามาเป็นทีมงานค่ายเลยโดยตรง ค่ายแรกที่ทำก็คือค่าย Cubic Innovator Camp #3.2 ครับ ช่วงนั้นผมเองกำลังชอบถ่ายภาพมาก และเพื่อน ๆ ที่รู้จักก็ชอบถ่ายภาพเหมือนกัน ก็เลยชวนมาเป็นฝ่ายถ่ายภาพในงาน ตอนนั้นปั๊มก็รู้สึกสนใจ เพราะเพื่อนหลายๆ คนต่างก็บอกว่า งานสนุก ผมก็ เอ๊ะ อยากรู้ว่ามันสนุกยังไง เลยลองมาทำดู

คิดว่าประสบการณ์ที่นี่แตกต่างกับที่อื่นอย่างไร?

ผมเองเคยทำกิจกรรมชมรมอื่นที่โรงเรียนมาก่อนหน้านี้ แต่รู้สึกว่าที่คิวบิกฯ นี้อบอุ่นกว่าที่อื่นๆ ทุกคนดูแลห่วงใยกันและกัน และมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองและผลงานอยู่ตลอดเวลา ช่วงที่มาทำค่ายแรก ก็ได้เพื่อนๆ ช่วยสอนเทคนิกการทำสไลด์งานนำเสนอซึ่งก็เป็นประโยชน์มาก ๆ ในเวลาต่อมา

หลังจากนั้นเราได้ทำอะไรอีกบ้าง?

หลังจากนั้นก็มาทำค่าย Cubic ICT Fun Camp #5 ในหน้าที่ฝ่ายมัลติมีเดีย ซึ่งมีหน้าที่ต้องคอยคุมเสียง งานนี้ก็ค่อนข้างต่างจากการถ่ายภาพ เพราะเป็นงานที่พลาดไม่ได้เลย ต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา ในช่วงเวลาที่น้องๆ กำลังร่วมกิจกรรม ฝ่ายกิจกรรมจะต้องพึ่งพาฝ่ายมัลติมีเดียตลอด เคยเจอปัญหาฝนตก ลำโพงดับ ซึ่งทำให้เรารู้เลยว่า บางทีเราไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะแก้ปัญหาเลยจริง ๆ แต่ก็โชคดีที่มีทั้งเพื่อนๆ และพี่ๆ ในคิวบิกฯ ที่คอยแนะนำและช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็เลยผ่านมาได้ครับ หลังจากนั้นมา ก็เรียนรู้ว่า ถ้าจะทำงานอะไร ก็ต้องทุ่มทำเต็มที่ 100% ไปเลยครับ เพื่อจะได้พัฒนาความสามารถมากพอที่จะผ่านปัญหาไปได้

ถัดมา ก็ได้มาทำวีดีโอที่ระลึกครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ ซึ่งผมเองก็มีโอกาสได้ทำตั้งแต่การนัดคน หาสถานที่ถ่ายทำ ก็เจอปัญหาต่างๆ ไปอีกลักษณะนึง

คิดว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?

ผมเองคิดว่าผมโชคดีมากที่ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามีโอกาสได้ทำงานที่แทบจะไม่ซ้ำกันเลย ตั้งแต่ถ่ายภาพ ฝ่ายเสียง แล้วก็ทำวีดีโอ ทำให้เราได้พัฒนาทักษะขึ้นไปเรื่อยๆ และการที่เราได้อยู่ในบรรยากาศที่มีคนอื่นๆ ทำงานอย่างตั้งใจและมีผลงานดีๆ ออกมาก็คอยเป็นแรงบันดาลใจให้กับเราอยู่เสมอ อย่างครั้งหนึ่งในค่าย Cubic Photo Camp #1 ที่มีมิวสิกวีดีโอของค่ายที่พี่ตี๋น้อยเป็นคนทำ เราก็รู้สึกประทับใจในผลงานของพี่เขามาก จนเป็นแรงผลักดันให้เราอยากที่จะเรียนรู้ ทำให้ตัวเองมีความสามารถ เพื่อที่จะทำผลงานดีๆ ให้ได้แบบนั้นบ้าง

ผมชื่อปั๊ม ผมอยู่คิวบิก และได้เรียนรู้ว่าผลงานที่สุดยอด มาจากการพัฒนาทีละก้าวครับ

Cubic Diary #7 – “Grand Opening”

In: Cubic Diary  By: Zerothman

17 Apr 2011

(นี่คือเอ็นทรี่ที่มีความต่อเนื่อง ขอแนะนำให้อ่านตอนที่ 6 ก่อน)

ในตอนนั้น เราตัดสินใจที่จะรับน้องๆ ชาวค่ายในระดับชั้นเดียวกับค่ายเยาวชนสมองแก้ว นั่นคือ ป.5 ถึง ม.2

จริงๆ เราก็มีเหตุผลประกอบเล็กน้อยนะครับ หลักๆ คือ เป็นอายุช่วงชั้นที่ห่างในระดับที่พี่ๆ ม.ปลายคุมได้ ในขณะเดียวกันก็ไม่เด็กเกินกว่าที่พี่ๆ จะรับไม่ไหว

และที่สำคัญที่สุด เราคิดว่า 4 ช่วงชั้น เป็นระยะห่างที่สูงที่สุดที่จะทำกิจกรรมร่วมกันแล้วมีความสุขที่สุดแล้ว

คิดง่ายๆ ถ้าเราอยู่ ม.2 แค่มีเพื่อนร่วมทีม ป.5 ก็คงอยากจะตายแล้วใช่ไหมครับ?

และนี่คือเหตุผลครับ

ตอนนั้น ผมได้ใช้สกิลการใช้ Excel จากที่ฝึกฝนมาในช่วง ม.4 ตอนทำรับจองรูปค่าย ม.4 (สมัยนั้นยังถ่ายกล้องฟิล์มครับ) และทำบัญชีเงินจากการเป็นเหรัญญิกกีฬาสีตอน ม.5 ในการทำงบประมาณของค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1

จากการคำนวณต่างๆ อย่างอลังการ (หรือเปล่า?) เราก็พบว่าน้องๆ ชาวค่ายต้องจ่ายเงินคนละ 1,800 บาท สำหรับค่ายระยะเวลา 5 วัน 4 คืน

ไม่อยากจะบอกว่า กว่าจะมาเป็น 1,800 บาทนี้ได้ มันเริ่มต้นจาก 3,500 บาท!

แล้วอ.สุมาลีก็บอกว่า น่าจะพยายามทำให้ตัวเลขนี้ลดน้อยลงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้กว้างที่สุด สำหรับคนที่อยากจะมาเข้าร่วมค่ายในครั้งนี้

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ และตอนนั้น ผมก็ได้เสนอแนวคิดเพิ่มเติมอีกอย่างหนึ่ง

นั่นคือผมอยากจัดโควต้าให้กับลูกหลานพี่คนงานมาเข้าค่ายนี้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงน้องๆ ของทีมงานค่าย โดยอาจจะทำให้มันลับๆ หน่อยหรืออะไรก็ว่าไป

ในครั้งนั้น อ.สุมาลีไม่อนุญาต ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้เกิดความเท่าเทียม

ก็เป็นเหตุผลที่น่าสนใจนะครับ ซึ่งก็เป็นอะไรที่ผมมองข้ามไปในเวลานั้น

ในตอนนั้น ผมโคตรประทับใจในแนวคิดนี้ครับ และบอกกับตัวเองในทันทีว่า จะยึดหลักของ “ความเท่าเทียม” มาเป็นหลักสำคัญในการทำงาน ทั้งในส่วนของน้องๆ ชาวค่าย ผู้เข้าร่วม ผู้ปกครอง หรือแม้แต่ทีมงานด้วยกันเองก็ตาม แม้ในโลกที่ไม่มีอะไรที่ยุติธรรมก็ตามแต่

ยากนะครับ…

ต่อมาในส่วนของการประชาสัมพันธ์ ในยุคเริ่มแรก เรามีอยู่ไม่กี่อย่างครับ อันได้แก่โปสเตอร์แปะตามบอร์ดระดับชั้น โบร์ชัวร์แนบพร้อมกับจดหมายถึงผู้ปกครอง เสียงตามสายแบบธรรมดา แล้วก็บูธรับสมัคร

ในตอนนั้น ผมจำไม่ได้ครับว่า อยู่ๆ ใครเสนอขึ้นมา (หรือตัวผมเองก็ไม่ทราบ?) ว่าเราน่าจะจัดนิทรรศการวิทยาศาสตร์ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ค่ายนี้ไปในตัว เพราะกลุ่มเป้าหมายของนิทรรศการ ก็ตรงกับของค่ายอยู่แล้ว

และแล้ว แผนการ “นิทรรศการวิทยาศาสตร์สาธิตเกษตร ครั้งที่ 2” จึงได้เริ่มต้นขึ้น ด้วยหลักการนิทรรศการที่ไม่มีบอร์ดเหมือนเดิม ภายใต้แนวคิด “ธาตุแห่งชีวิต” โดยวางแผนไว้ว่าจะจัดในวันที่ 13 มกราคม 2547

ตอนนั้นผมเป็นคนคิดแนวคิดหลักนี้เองครับ ตอนนี้เวลามองย้อนกลับไปดูก็รู้สึก lame เฉิ่มดีนะครับ ตอนนั้นเราได้แบ่งนิทรรศการออกเป็น 4 ส่วน อันได้แก่ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยแต่ละส่วนจะมีการทดลองหรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโซนนั้นๆ

ในส่วนของดิน จะมีการปั้นดินญี่ปุ่น ที่ตอนนั้นได้การสนับสนุนจากพี่ศิษย์เก่า เป็นแบบที่ปั้น ทิ้งไว้สักคืนแล้วมันจะแข็ง อะไรทำนองนี้

น้ำ แน่นอนครับ ขายไอติมหมุนๆ (อีกแล้ว) แล้วก็มีขายของเล่นพวกที่ทำฟองสบู่ แล้วก็เล่นนู้นเล่นนี้ครับ

ลม มีการสอนการพับจรวด มีการแข่งขันเครื่องร่อนกระดาษ (ตอนนั้นอาร์มทำถ้วยรางวัล อึ้งมากๆ ครับ สวยสุดยิด เนี้ยบสุดๆ จนไม่อยากเชื่อว่านักเรียนทำ) แล้วก็ขายชุดทำกังหันลม (ผมเอาต้นแบบมาจากกังหันลมที่ผมซื้อตอนไปแข่งที่ศรีลังกากับคนเดินเร่ขายที่ชายหาด ชอบมากครับ ซื้อมา 5 รูปี)

และไฟ มีการทดลองเกี่ยวกับเทียนไข แล้วก็สารเคมีต่างๆ ที่เกี่ยวกับความร้อน มีทำสบู่

และแน่นอนว่า มีกิจกรรมบนเวทีด้วยครับ โดยตอนนั้นผู้ที่ได้รับเกียรติเป็นพิธีกร คืออิ๊ก และโม (ไม่ใช่โมของปั้มนะครับ) ไม่อยากจะบอกว่า ตอนนั้นเองครับที่ทำให้เราค้นพบว่า อิ๊กไม่ได้เกิดมาเพื่อโม้บนเวที (แต่ก็ไม่ได้แปลว่าอิ๊กไม่มีหัวจัยย์นะครับ)

แน่นอนครับว่า ด้วยประสบการณ์จากการจัดครั้งแรก สำหรับครั้งที่สองนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่วุ่นวายเกินกว่าที่คิดนัก ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น จะเว้นก็แต่ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่พบได้ทั่วไป แต่ผลที่ออกมา ก็เป็นที่น่ายินดีครับ

อย่างน้อย ผมว่ามันมหัศจรรย์แล้ว สำหรับคนประมาณยี่สิบคน ในการทำงานประมาณหนึ่งเดือน

และการรับสมัครในวันแรกสำหรับค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ก็เริ่มต้นในเย็นวันนั้นเอง

การรับสมัคร เราจะรับสมัครผ่านซุ้มรับสมัคร บริเวณลานเงิน (หน้าศาลพระภูมิ) ในตอนเย็นเวลา 16.00 – 17.00 ทุกวัน (แน่นอนครับว่า หนุ่มๆ ต้องโดดคาบ 8 แต่ผมชอบนะครับ)

และเช่นเดียวกับการประชุม ในตอนนั้นผมจำได้ว่า ไม่มีวันไหน ยกเว้นวันที่สองที่มีบูธวันแรกหลังจากนิทรรศการฯ ที่เปิดซุ้มเลท (ในวันแรกมีปัญหาเรื่องโต๊ะ ไม่มีโต๊ะจะจัดซุ้ม)

ซึ่งซุ้มตอนนั้นของเราก็เรียบง่ายมากครับ มีแค่โบร์ชัวร์แจก พร้อมกับการให้ข้อมูลและรับสมัคร

ในครั้งนั้นเผื่อใครไม่ทราบ เรามีข้อกำหนดที่ประหลาดทีเดียวครับ

ในจำนวนชาวค่ายที่เราจะรับสูงสุด 60 คน เรากำหนดไว้ว่า จะต้องไม่มีเพศใดเพศหนึ่งเกิน 40 คน ไม่มีระดับชั้นใดระดับชั้นหนึ่งเกิน 20 คน

เหตุผลมีอยู่เพราะว่า เราไม่อยากให้ค่ายมีสมาชิกที่มีความ “เหมือน” กันจนเกินไปทางด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อให้บรรยากาศของค่ายมีความ “พอดี”

นอกจากการรับสมัครที่ซุ้มแล้ว เรายังมีการส่งใบสมัครไปที่ทางพหุภาษา ให้อ.ศันศนีย์ (ไม่แน่ใจการสะกด) เป็นคนช่วยประชาสัมพันธ์ และรับสมัครด้วย

ผลคือ ในครั้งนั้นเราได้มีสมาชิกจากโครงการพหุฯ มาเข้าร่วมกับพวกเราเป็นครั้งแรกครับ

และเผื่อใครไม่ทราบ… ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ยังคงเป็นค่ายในซีรีส์ KUSFC ค่ายแรก และค่ายเดียว ที่มีสมาชิกที่ไม่ได้เป็นนักเรียนโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ

ในค่ายครั้งนั้น เรามีสมาชิก 1 คน เป็นนักเรียนจากโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ กำแพงแสน (ซึ่งในทางเทคนิกแล้ว ถือว่าไม่เกี่ยวใดๆ กับโรงเรียนเรา)

จริงๆ ในตอนแรกผมได้เคยเกริ่นกับอ.สุมาลีว่า เราน่าจะให้นักเรียนสาธิตเกษตรฯ กำแพงแสนมาเข้าร่วมด้วย แต่ได้รับการปฏิเสธ เนื่องจากว่าในเชิงของการบริหารงานแล้ว ไม่ถือว่าเป็นโรงเรียนเดียวกัน หรือเกี่ยวข้องกันโดนสิ้นเชิง

แต่อยู่ๆ หลังจากที่เรามีการประชาสัมพันธ์บนหน้าเว็บไซต์ม.เกษตร (http://www.ku.ac.th) ก็มีผู้ปกครองที่ทำงานอยู่ในม.เกษตร แล้วลูกอยู่กำแพงแสน ติดต่อผมเข้ามา

ผมขออนุญาตอ.สุมาลี เป็นกรณีพิเศษ และท่านอ.สุมาลีก็ให้ (ตอนนั้นจำไม่ได้ว่า เต็มใจให้แค่ไหน หรือใช้เหตุผลอะไรอ้างเหมือนกัน)

และจากเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งปวง ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 จึงมียอดผู้สมัครทั้งสิ้น 39 คน (จากที่ตั้งเป้าไว้ 60 คน) ตอนนั้นก็ยอมรับนะครับว่าทรุดพอดู แอบห่วงเรื่องงบประมาณ แต่ก็ไม่รู้สึกว่าหนักหนาอะไร เพราะ 39 คนก็คงจัดได้อยู่สบายๆ

และเมื่อจำนวนคนลดลง ก็แน่นอนครับว่า เราคงต้องปรับเปลี่ยนแผนการอะไรหลายๆ อย่างพอดูทีเดียว

 

ส่วนแถม 1:

ภาพนี้ถ่ายจากงานนิทรรศการวิทยาศาสตร์สาธิตเกษตร ครั้งที่ 2 เมื่อวันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2547 โดยในภาพเป็นอิ๊ก (ซ้าย) และโม (ขวา) เป็นพิธีกรกิจกรรมบนเวที กำลังสัมภาษณ์ผม (กลาง) เกี่ยวกับเรื่องของค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1

หลังจากที่โมได้เข้าศึกษาต่อที่คณะบัญชีฯ จุฬาฯ เมื่อปี 48 โมก็แทบไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมใดๆ ของคิวบิกครีเอทีฟอีกเลย ถึงกระนั้นในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ด้วยประสบการณ์จากการเป็นนายกสโมสรอินเตอร์แรคท์ของโม ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้คิวบิกครีเอทีฟในยุคเริ่มแรกผ่านพ้นมาได้เช่นเดียวกัน

 

ส่วนแถม 2:

มีหลายอย่างนะครับที่ตอนนั้นอ.สุมาลีให้ทำ/ไม่ให้ทำ

และหลายๆ อย่างก็เปลี่ยนไปมาก ซึ่งผมคงจะกล่าวถึงเมื่อถึงเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้น

แต่หนึ่งเรื่องราวในค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ซึ่งผมเคยคุยกับอ.สุมาลีนานแสนนานในช่วงเตรียมค่าย คือไอเดียเกี่ยวกับการมีเค้กวันเกิดให้กับชาวค่ายและทีมงานที่เกิดในช่วงค่าย

ไอเดียนี้ผมเอามาจากค่ายสมองแก้วดื้อๆ แล้วเอามาเสนออ.สุมาลี แต่โดนปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการสนับสนุนภาพของวัตถุนิยม (อ.สุมาลีบอกว่า ไม่ชอบเรื่องการให้ของขวัญ) จนเป็นเหตุให้ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 ไม่มีการฉลองวันเกิดใดๆ

อย่างไรก็ตาม การฉลองวันเกิดก็มีขึ้นครั้งแรก 2 เดือนหลังจากนั้น ในค่ายเยาวชนไทย ก้าวไกลไปกับไอซีที ครั้งที่ 1 โดยเป็นการวางแผนโดยป่าน และก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันในทุกๆ ค่าย

 

ส่วนแถม 3:

รายชื่อผู้ที่เข้าค่าย KUSFC1 และปัจจุบันเป็นสมาชิก/อดีตสมาชิกของ KUSAC และ/หรือคิวบิกครีเอทีฟ ได้แก่

สีแดง: ยู้ จุ๊บแจง ไอด์
สีเหลือง: โจ้ ข้าวฟ่าง ชาร์ป
สีเขียว: พิม
สีฟ้า: ฝ้าย
สีส้ม: (ไม่มี)

 

ส่วนแถม 4:

น้องนาย (กลาง) สมาชิกเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้เป็นนักเรียนโรงเรียนสาธิตเกษตรฯ

 

Welcome!

ยินดีต้อนรับสู่ Cubic Blog ที่ๆ รวมความคิดเห็นจากพวกเราชาวคิวบิกครีเอทีฟในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ทำงาน มุมมองที่มีต่อสังคม แวดวงการศึกษา หรือแม้แต่เรื่องทั่วๆ ไปเท่าที่พวกเราจะคิดออก

นอกจากนี้แล้ว พบกับคอลั่มน์พิเศษฉลองครบรอบ 5 ปีคิวบิกครีเอทีฟ Million Things We've Learned ที่รวบรวมเรื่องราวของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟถึงสิ่งที่พวกเราได้เรียนรู้ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา

คิวบิกครีเอทีฟหวังว่า Cubic Blog นี้คงจะเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่ทำให้เราใกล้กันมากขึ้นครับ :)

ทวีทล่าสุดจาก Kupo

ทวีทล่าสุดจากสมาชิกคิวบิกฯ

more...