หลอดตะเกียบเปลืองไฟ

20/12/09 by Zerothman

ในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าทุกๆ คนคงคุ้นหูคุ้นตากับการรณรงค์ให้ใช้หลอดตะเกียบ (Compact Fluorescent Lamp —CFL) แทนการใช้หลอดไส้แบบเก่าเพื่อประหยัดไฟฟ้า เนื่องจากเทคโนโลยี CFL สามารถให้แสงสว่างต่ออัตราการใช้พลังงาน (Lumen/Watt) สูงกว่า และยังมีอายุการใช้งานที่นานกว่า รวมถึงสร้างความร้อนน้อยกว่ามากอีกด้วย

ปัจจุบันหลอด CFL เหล่านี้ถือว่ามีราคาถูกลงมามากกว่าแต่ก่อนมาก และถือได้ว่าหาซื้อมาใช้แทนหลอดไส้แบบเดิมได้โดยง่าย แต่ตอนนี้อาจจะถึงเวลาแล้วหรือเปล่า ที่หลอดตะเกียบที่เรากำลังรณรงค์กันอยู่นี้ กำลังจะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ล้าหลังและเปลืองไฟไปเสียแล้ว และเทคโนโลยีที่กำลังจะมาแทนที่ อาจจะเป็นชื่อที่เราคุ้นหูกันมานานแสนนาน นั่นคือ LED (Light Emitting Diode)

ในอดีตที่ผ่านมา LED ถูกใช้เป็นหลอดไฟขนาดเล็กกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่นไฟแสดงสถานะของโทรศัพท์มือถือ หรือป้ายไฟโฆษณาต่างๆ ที่ต้องการความชัดเจน แต่ด้วยความสว่างของมันคงยังห่างไกลจากการนำมาใช้เป็นแหล่งให้แสงสว่างในอาคาร ตัว LED เองจึงยังไม่ได้รับการสนใจ และ CFL ยังถูกใช้เรื่อยมา แต่ทุกวันนี้เองข้อจำกัดเหล่านั้นได้เปลี่ยนไปมาก ปัจจุบัน LED มีค่าความสว่างต่อพลังงานที่ใช้สูงขึ้นกว่าเดิม ล่าสุดจากที่พวกเราได้สำรวจหลอดไฟที่มีขายในประเทศไทย (ในบุญถาวร) พบว่าหลอด LED มีค่าความสว่างต่อการใช้พลังงานอยู่ที่ประมาณ 75 Lux/W ในขณะที่หลอดตะเกียบแบบประหยัดพลังงานอยู่ที่ 62 Lux/W นี่ยังไม่พูดถึงแนวโน้มในอนาคตที่คาดเดากันว่า LED จะสามารถพัฒนาไปได้ถึง 150 Lux/W [1] และแม้ว่าหลอด LED ในปัจจุบันจะมีราคาสูงกว่าหลอด CFL ประมาณ 5 ถึง 6 เท่า แต่อายุการใช้งานของหลอด LED ก็สูงถึง 50,000 ชั่วโมงเมื่อเทียบกับหลอด CFL ที่อยู่ที่ประมาณ 8,000 ชั่วโมงเท่านั้น

แต่การคิดแบบนี้ก็ยังเป็นการคิดที่แคบ เพราะเป็นการมองการใช้พลังงานแค่ช่วงที่หลอดไฟถูกใช้งานเท่านั้น ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้วทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ จะต้องมีการใช้พลังงานตลอด ตั้งแต่การผลิต ขนส่ง จัดจำหน่าย ใช้งาน ไปจนถึงการกำจัด ซึ่งในจุดนี้จากงานวิจัยต่างๆ [2,3] พบว่าหากเปรียบเทียบกับพลังงานที่หลอดไฟใช้ตลอดอายุการใช้งาน พลังงานที่ต้องใช้ในการผลิตจะอยู่ที่ประมาณ 2% ทั้ง CFL และ LED อย่างไรก็ตามแน่นอนว่าเพราะหลอด LED ใช้งานได้นานกว่า ดังนั้นจึงจะใช้พลังงานในการขนส่ง จัดจำหน่าย และกำจัดน้อยกว่า นอกจากนี้แล้วหลอด LED ยังไม่มีสารพิษควบคุมพิเศษใดๆ อย่างที่ CFL มีสารปรอทที่ควรจะได้รับการกำจัดอย่างถูกต้อง ซึ่งใช้พลังงานในการกำจัดสูงขึ้น

และเป็นที่น่ายินดี ที่อาคารสำนักงานคิวบิกครีเอทีฟแห่งใหม่ของเรา (ที่เดิมเรียกกันเล่นๆ ว่า Cubic Tower) จะมีการประยุกต์ใช้หลอด LED ในงานแสงสว่างภายในบางส่วนอย่างแน่นอน แม้ในการใช้งานจริง ยังมีเรื่องท้าทายอีกมากสำหรับการใช้หลอด LED เพื่อแสงสว่างในอาคาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขององศาการกระจายของแสงที่ต่ำกว่าหลอด CFL หรือแสงที่ขาวจนอาจจะขาวเกินไปของ LED ที่อาจทำให้บรรยากาศของอาคารดูแปลกๆ แต่ถือว่าเป็นความท้าทายที่เราเชื่อว่าหากเราผ่านพ้นไปได้ จะทำให้เรามีประสบการณ์ในการใช้งาน LED ในงานแสงภายในอื่นๆ ของคิวบิกครีเอทีฟหรือแม้แต่อาคารอื่นๆ ทั่วโลกในอนาคต ซึ่งเป็นการคิดถึงสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เอาแต่ตามกระแสอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ค่ายวิจิตร

07/12/09 by Zerothman

สวัสดีครับ ในวันนี้คิวบิกครีเอทีฟก็มีโครงการใหม่เปิดตัว 2 โครงการรวด นั่นคือ Cubic Creative Fun Camp #2 (CCFC2) และ Cubic Photo Camp Extreme #2 (CPHCX2)

สำหรับค่าย CCFC2 นี้ เป็นค่ายที่มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาเยาวชนใน 3 ด้านได้แก่ชีวิต การแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ เป็นสามสิ่งที่เราคิวบิกครีเอทีฟเชื่อว่าการศึกษาควรจะมอบให้กับเยาวชน แต่ทุกวันนี้การศึกษายังทำไม่ได้ ค่ายนี้จริงๆ แล้วเรียกได้ว่าเป็นค่ายที่มีวัตถุประสงค์ตรงกับวิสัยทัศน์หลักของคิวบิกครีเอทีฟที่สุด (จึงทำให้เป็นโครงการเดียวที่ได้สิทธิพิเศษในการใช้ชื่อ Cubic Creative เต็มๆ ขึ้นหน้า)

และค่ายที่สอง CPHCX2 เป็นค่ายที่เดิมไม่ได้มีอยู่ในแผนการสำหรับภาคฤดูร้อนนี้เลย แต่เนื่องจากเราได้เห็นความสำเร็จจากค่าย Cubic Photo Camp Extreme #1 ที่จัดไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ จึงตัดสินใจที่จะจัดค่ายนี้ขึ้นอีกครั้งหนึ่งในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ สำหรับค่ายนี้เองก็มีความพิเศษที่สำคัญคือจะเป็นค่ายแรกที่จัดใน Cubic PlayCube (หรือที่แต่เดิมเราจะเรียกกันเล่นๆ ว่า Cubic Tower) ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานและกิจกรรมของคิวบิกครีเอทีฟ

ทั้งสองค่ายในภาคฤดูร้อนนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นทีเดียวครับ ก็อยากให้น้องๆ ทุกๆ คนได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้และสนุกกับพวกเราจริงๆ

นอกจากสิ่งที่กล่าวมาแล้ว โครงการทั้ง 2 โครงการนี้ยังมีความพิเศษเพิ่มเติม นั่นคือเราได้เพิ่มการให้ข้อมูลเรื่องความปลอดภัยและสุขภาพ (Safety & Health) และการเข้าถึง (Accessibility) โดยท่านสามารถคลิกดูได้ที่นี่ [CCFC2,CPHCX2]

จริงๆ แล้วสำหรับค่านิยมของคนไทยเรา อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่นักในปัจจุบัน แต่จริงๆ แล้วพวกเราเองมองว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ และเราเองก็สามารถที่จะทำได้ จึงได้เพิ่มเติมในจุดนี้เข้ามา

แน่นอนว่าในการทำกิจกรรมใดๆ ทุกครั้งย่อมมีความเสี่ยงที่อาจเกิดอันตรายขึ้น แต่หลายๆ ครั้งผู้ปกครองหรือน้องๆ ค่ายอาจไม่ได้รับรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ ข้อมูลส่วนนี้ จะเป็นข้อมูลเพิ่มเติมให้กับผู้ปกครอง และน้องๆ ที่จะตัดสินใจเข้าร่วมค่าย ได้ศึกษาเพื่อพิจารณาว่าโครงการนี้เหมาะสมสำหรับบุตรหลานหรือตนเองหรือไม่ รวมถึงสามารถเตรียมตัวเพื่อรับมือกับเรื่องเหล่านี้ได้ล่วงหน้าก่อนที่จะมาเข้าค่าย แม้ว่าการนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นภาพลบ ทำให้รู้สึกว่าค่ายของเราอันตราย แต่เราก็ถือว่าเป็นความจริงใจอย่างหนึ่งที่เราอยากจะมอบให้กับน้องๆ ของพวกเราทุกๆ คน และสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ไม่ว่าจะที่ไหนก็มีอยู่แล้ว เพียงแต่ใครจะกล้านำเสนอออกมาอย่างโปร่งใสหรือไม่

และอีกสิ่งหนึ่งที่แม้ในปัจจุบันยังไม่มีแม้แต่คำภาษาไทยที่จะแปลได้เข้าใจ นั่นคือเรื่องการเข้าถึง (Accessibility)

แนวคิดหลักๆ ของการเข้าถึง คือการออกแบบสิ่งต่างๆ และ/หรือให้ข้อมูลว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการเหล่านั้นมีบุคคลกลุ่มไหนบ้างที่จะสามารถ “เข้าถึง” ได้อย่างไม่มีปัญหา เราจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้ในสังคมไทยเองแม้จะเริ่มมีการตื่นตัวในเรื่องนี้มากขึ้น แต่ก็ยังน้อยกว่าที่ควรจะเป็น และขนาดผู้พิการในด้านต่างๆ ยังใช้ชีวิตตามปกติบนท้องถนนกับพวกเราได้ยากเย็น คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องเข้าค่าย

แต่สำหรับคิวบิกครีเอทีฟ หนึ่งในพันธกิจที่สำคัญของเราคือการพยายามขยายโอกาสการเรียนรู้ที่สนุกสนานเหล่านี้ให้กับบุคคลต่างๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่เราพยายามออกแบบกิจกรรมเพื่อให้ผู้ที่พิการสามารถเข้าร่วมกิจกรรมกับเราได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าถึงเหล่านี้อย่างชัดเจนบนเว็บไซต์เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รู้ว่า “ฉันก็เข้าค่ายได้นะ!”

สามเรื่องนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของพวกเรา และเราก็อยากให้น้องๆ ของพวกเราได้ก้าวไปกับเราด้วยในค่ายภาคฤดูร้อนนี้

และพวกเราก็มั่นใจว่า ทุกวันนี้พวกเราเป็นผู้จัดค่ายเยาวชนที่ “วิจิตร” ที่สุดในประเทศไทย ณ ขณะนี้

เห็นด้วยไหมครับ?

Universal Access – key to keep the promise.

01/12/09 by Zerothman

วันนี้เป็นวันที่ 1 ธันวาคม ซึ่งบางคนอาจจะไม่ทราบว่าวันนี้คือวันเอดส์โลก

จริงๆ ผมก็ไม่ควรจะทราบเหมือนกัน แต่ผมเริ่มเห็นว่าวันนี้มีตัวตนชัดๆ เมื่อสี่ห้าปีที่แล้ว ที่คุณ @Paul_012 ตั้งชื่อบน MSN Messenger ว่า “Stop AIDS. Keep the Promise” พร้อมกับการตั้งรูปไว้เป็นริบบิ้นสีแดง

หากให้พูดกันตามตรง ผมไม่ค่อยจะได้ใส่ใจกับเรื่องนี้เท่าไหร่ในตอนนั้น นอกเสียจากว่าจะรับรู้ว่ามันมีตัวตนอยู่ และทุกปีก็จะเห็น @Paul_012 ทำอะไรสักอย่างที่แสดงว่าวันนั้นของปีกลับมาอีกครั้งแล้ว จนมาในปีนี้ผมออกจะตื่นตัวกับเรื่องนี้ขึ้นสักหน่อย เหตุผลก็มีอยู่สองสามอย่าง

ประการแรก ผมมีโอกาสได้รับทราบเรื่องเหล่านี้ผ่านจากสื่อต่างๆ มากขึ้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ ตั้งแต่กลุ่มผลิตภัณฑ์ Product (RED) ที่บรรดาบริษัทห้างร้านต่างๆ มาออกผลิตภัณฑ์สีแดงเพื่อแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้กับโครงการเอดส์ในแอฟริกา ในจุดนี้ทำให้ผมได้รับข้อมูลได้ชัดเจนขึ้นว่าปัญหานี้ในแถบทวีปแอฟริกามีความรุนแรงและน่าเป็นห่วงเพียงใด บวกกับสื่ออื่นๆ อย่างซีรีส์ Life Is Wild ที่บังเอิญมีตอนหนึ่งที่มีเรื่องราวของหญิงสาวชาวแอฟริกาผู้ติดเชื้อ HIV

ประการที่สอง เมื่อไม่นานมานี้ผมเองก็เพิ่งได้รับทราบถึงข้อมูลในอีกด้านหนึ่งของเยาวชนไทยเองถึงความสุ่มเสี่ยงในการได้รับเชื้อ HIV ที่มากและน่ากลัวกว่าที่ผมเคยจินตนาการไว้ จนเริ่มรู้สึกว่าน่าจะมีอะไรบ้างที่เราจะทำได้?

ในปีนี้ วันเอดส์โลกมีธีมประจำปีว่า “Universal Access and Human Rights” โดยแนวคิดหลักๆ ค่อนข้างตรงไปตรงมาและเข้าใจง่ายๆ ผ่านวีดีโอแนะนำอย่างเป็นทางการนี้ครับ

หากให้สรุปจากในวีดีโอนี้ สาระสำคัญก็คือ ทุกวันนี้เทคโนโลยีไม่ได้เป็นข้อจำกัดใหญ่ ปัจจุบันเรามีทั้งอุปกรณ์และยาที่จะช่วยป้องกันและลดความรุนแรงจากเชื้อ HIV และโรค AIDS ได้เป็นอย่างดี เพียงแต่สิ่งเหล่านี้กลับอยู่ในวงจำกัด และ “เข้าไม่ถึง” สำหรับกลุ่มคนที่ต้องการจริงๆ

ผมอาจไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ใหญ่ๆ ทั้งโลก หรือที่แอฟริกาได้ชัดเจนนัก แต่หากมองย้อนกลับมาในประเทศไทยของเราเอง ผมคิดว่าการเข้าไม่ถึงนี้ก็ยังเป็นประเด็นใหญ่อยู่ทีเดียว

อาจจะยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องของยาต้านไวรัส หรือวัคซีนอะไรเทือกนั้น แต่แค่ย้อนมาถึงการป้องกันที่ไม่ได้ล้ำสมัยอะไรมากมาย ก็ยังเป็นเรื่องที่เข้าไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ

เราคงต้องยอมรับว่า การมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานก็เหมือนขาหมูไปแล้ว ยิ่งกับในกลุ่มของเยาวชนยิ่งกลายเป็นเรื่องต้องห้าม จากจุดนี้จึงทำให้การเข้าถึงการป้องกันอย่างถุงยางอนามัยเป็นไปได้ยาก ก็คงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ถ้าเราจะเห็นนักเรียนหัวเกรียนๆ เดินเข้าไปซื้อถุงยางฯ ในเซเว่นเป็นเรื่องขัดตาเสียสักหน่อย

นอกจากนี้แล้วจากข้อมูลที่ผมได้รับเมื่อไม่นานมานี้ มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงอีกประการหนึ่ง คือค่านิยมของความรู้สึกที่ว่าการใช้ถุงยางอนามัยเป็นการแสดงถึงความ “มั่ว” ของตนเอง ดังนั้นจึงมีการหลีกเลี่ยงไม่ใช้กับคนที่เป็นแฟนเพื่อเป็นการแสดงออกทางความรู้สึกอย่างหนึ่ง ซึ่งค่านิยมนี้จะยิ่งมากในกลุ่มของเพศที่สาม เนื่องจากไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องของการตั้งครรภ์ด้วย

อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่ปัญหานี้จะหมดไป แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้หากทุกคนร่วมมือกัน

และสำหรับคิวบิกครีเอทีฟเอง เราก็หวังว่าเมื่อเวลามาถึง พวกเราจะได้มีส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหานี้เช่นเดียวกัน

คงมีสักวันที่ทั้งการป้องกันและรักษา HIV/AIDS นั้น “เข้าถึง” ได้สำหรับทุกคน

Million Things We’ve Learned #10 – “ติ๊ดตี่”

03/11/09 by Chayanin

บทสัมภาษณ์นี้ เป็นบทที่สิบในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นในโอกาสครบรอบห้าปี คิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าที่ผ่านมา พวกเขาได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง

และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้ของเราคือ…

ก่อนอื่น แนะนำตัวกันหน่อย

ชื่อติ๊ดตี่ค่ะ ชื่อจริงชื่อณัฐจิรา มีริยะเกิด ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นปี 1 คณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ค่ะ

แล้วทำไมถึงได้เข้ามาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟ

ก็… ย้อนกลับไปตอนค่าย Cubic ICT Fun Camp # 2 ตอนนั้นมาสมัครเป็นน้องค่าย เพราะเพื่อนชวนมาค่ะ ปรากฏว่าสนุกและประทับใจค่ายมากในหลายๆ อย่าง ก็เลยสมัครมาอีกครั้งในค่าย Cubic IC T Fun Camp #3 พอตอนค่ายครั้งที่ 4 ก็แก่เกินจะมาเข้าค่ายได้แล้ว (ตอนนั้นม.4) ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรที่ทำให้หนูไปเจอหน้าเว็บทดลองของค่ายไอซีที 4 เข้าพอดีแล้วก็ทำให้เห็นว่าเขารับสมัครแค่ ม. 3 ตอนนั้นก็เกิดความกล้าบ้าบิ่นอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ส่งอีเมลไปถามแกมตัดพ้อว่าทำไมไม่รับ ม.4 ล่ะคะ ม. 4 ไม่ใช่เด็กเหรอไง จะสมัครเป็นสตาฟก็ไม่ได้ ไม่ใช่เด็กสาธิตเกษตร (ตอนนั้นคิวบิกครีเอทีฟยังคงเป็นชมรมในโรงเรียนอยู่) หลังจากนั้นไม่กี่วัน ก็มีอีเมลส่งมาหาพวกหนู (คือเด็ก ม.4 ที่เคยเข้าค่ายไอซีที 2 และ 3 ทั้ง 6 คน) ให้ไปเป็นสัมภาษณ์เป็นพี่เลี้ยงพิเศษค่ายไอซีทีครั้งที่ 4 แล้วก็ได้เข้ามาเป็นพี่เลี้ยง นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำงานคิวบิกครีเอทีฟของหนูค่ะ

เข้ามาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง

ตกใจค่ะ ก็ แต่ก่อนคิดว่าการทำค่ายแต่ละครั้งนี่น่ะง่ายนิดเดียว แต่พอลองทำด้วยตัวเองก็รู้สึกเลยว่ามันไม่ใช่ การจัดกิจกรรมสักอย่างในค่ายต้องผ่านการวิเคราะห์มาอย่างดี แล้วก็จากแต่ก่อนเป็นแค่น้องค่าย คอยได้รับ พอมาเป็นคนทำ เป็นคนที่ได้ให้บ้าง มันก็รู้สึกดีมากๆ

แต่ก่อนเป็นน้องค่ายก็มองเหมือนทุกอย่างง่าย เพราะเรามองเห็นแค่ฉากหน้า แต่พอเข้ามาทำงานจริงๆแล้ว มันมีอะไรมากมายกว่าที่เคยเห็นจากมุมมองน้องค่าย ยิ่งเข้ามาทำงานในส่วนงานที่ลึกขึ้น ก็ยิ่งเห็นอะไรๆ มากมายขึ้น จากงานที่คิดว่าคนที่ทำเป็นคนที่มีความสามารถอยู่แล้วมาทำ จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด คิวบิกเป็นองค์กรไม่ได้เปิดโอกาสให้แต่คนที่มีความสามารถเด่นเท่านั้น แต่คนที่ไม่เก่งมาก แต่มีความต้องการทำกิจกรรม ได้มีโอกาสทำงานโดยมีพี่ๆ ช่วยเหลือแนะนำจนงานออกมาดี โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นองค์กรแฟร์กับคนทำงานมากๆ  แถมยังอบอุ่นอีกด้วย

ได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟ

จากการทำงานในหลายๆตำแหน่งที่ผ่านมา ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับงาน และได้รับประสบการณ์แตกต่างกันไป อย่างตอนที่ทำงานพี่เลี้ยง จากที่เคยไม่ถูกกับเด็กๆ แต่พอต้องมาเป็นพี่เลี้ยงเองแล้ว ก็ได้แรงบันดาลจากพี่ที่เคยเป็นพี่เลี้ยงสีตอนเป็นน้องค่าย ก็ทำให้ฮึดสู้ จนทำได้ สามารถเข้ากับน้องๆ ได้ดี จนดีเกินไปในบางครั้งเสียด้วยซ้ำไป จากนั้นพอได้มาทำหน้าที่อื่นนอกจากพี่เลี้ยง การทำงานก็สอนให้เราต้องรับผิดชอบในหน้าที่ ต้องรอบคอบ มีการเตรียมงานที่ดี และเมื่อได้ขึ้นมาในตำแหน่งที่ต้องอยู่เหนือคนอื่น ยิ่งสอนอะไรๆ เรามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจ การประเมินงานและดูสถานการณ์ แม้บางครั้ง เราจะเป็นหัวหน้า แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ต้องเข้าไปช่วยงาน เอาแต่สั่งอย่างเดียว

ถ้าสมมติว่าไม่ได้รู้จักกับคิวบิกครีเอทีฟ คิดว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไร

ถ้าเป็นอย่างนั้นตอนนี้คงไม่ได้เรียนคณะรัฐศาสตร์ แต่คงไปอยู่คณะสายวิทยาศาสตร์ เพราะคิวบิกสอนให้รู้จักการให้ อาจจะดูเหมือนพูดเกินจริง แต่จริงๆ แล้วที่เข้าคณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาการระหว่างประเทศ ก็เพราะคิวบิก ทำให้อยากจะให้สิ่งดีๆ กับผู้อื่น ซึ่งก่อนหน้าที่จะเข้ามาเจอคิวบิก ไม่เคยสนใจเรื่องนี้มากขนาดนี้ และทำให้มีความฝันที่จะเข้าไปทำงานกับสหประชาชาติ เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ และที่สำคัญ ถ้าไม่ได้มาเจอคิวบิก คงจะไม่มีติ๊ดตี่ในรูปแบบนี้แน่นอน

อยากฝากอะไรเพิ่มเติมไหม

ไม่อยากฝากอะไรมาก ขอแค่คำเดียว ฝากคำ “ขอบคุณ” ให้กับคิวบิกที่ให้โอกาสหนูมาทำงานด้วยขอบคุณค่ะ

หนูชื่อติ๊ดตี่ หนูอยู่คิวบิก หนูได้เรียนรู้ว่า โอกาส…มีค่าเสมอ

A Whole New World

14/10/09 by Zerothman

I’m walking toward a great fairy-tale castle and I wonder how beautiful it is inside. When I reach the front door and open it, the castle collapses to dust on my very own eyes. Only these dark mists of disappointment and I at the world’s end now…

ขณะนี้ผมกำลังร่วมโครงการค่ายพัฒนาจริยธรรมหลุยส์ มารี ครั้งที่ 11 ซึ่งเป็นโครงการของทางโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ ที่จะพานักเรียนจากโรงเรียนและโรงเรียนอื่นๆ ไป ร่วมจัดกิจกรรมให้กับเยาวชนในพื้นที่ต่างๆ ในแต่ละปี โดยปีนี้เรามาจัดกันที่วัดมารีย์นุเคราะห์ อ.ไทยเจริญ จังหวัดยโสธร โดยมีกำหนดการจัดระหว่างวันที่ 11 – 21 ตุลาคม 2552 ซึ่งในตอนที่ผมกำลังพิมพ์บล็อกนี้คือวันที่ 14 และผมจะอยู่ที่ค่ายนี้ถึงแค่วันที่ 17 เนื่องจากมีภารกิจอื่นในวันที่ 18 และเนื่องจากว่าผมไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้โดยสะดวกนัก ผมจึงต้องพิมพ์บล็อกนี้ส่งเป็นไฟล์ให้กับทางฝ่าย KM ช่วยโพสท์อีกที (ขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย)

ตอนแรกผมก็กะว่าจะรอให้กลับไปก่อน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีเวลาและจังหวะไหม พอดีผมมีเวลาว่างในค่าย เลยคิดว่าแบบนี้น่าจะสะดวกกว่า โดยรวมค่ายนี้จะเป็นการร่วมกันทำงานระหว่างคณาจารย์กับนักเรียนของทางโรงเรียน ผลงานในภาพรวมโดยส่วนตัวผมคิดว่าดีมาก เพราะทุกๆ ส่วนก็ได้เกิดการเรียนรู้อย่างมากเลยทีเดียว แต่ประเด็นที่ผมอยากจะพิมพ์ตอนนี้ไม่ค่อยตรงๆ กับเรื่องของค่ายนี้เท่าไหร่ แต่น่าจะเป็นเหตุการณ์แวดล้อมอื่นๆ ที่ผมได้พบระหว่างอยู่ช่วงค่ายนี้

ถ้าพูดกันตามตรง ในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมานี้ ผมปิดตัวเองจากสังคมภายนอกไปเยอะพอสมควร ถ้าเทียบกับสมัยที่เรียนอยู่มัธยมที่จะชอบไปเข้าร่วมโครงการนู้นโครงการนี้ที่อื่นตลอดเวลา ผมกลับใช้เวลาส่วนใหญ่แต่กับกิจกรรมของคิวบิกครีเอทีฟเองเกือบหมด ในการออกค่ายมากับโรงเรียนที่ผมไม่เคยมีประสบการณ์เบื้องหลังใดๆ มาก่อน ที่มีการสนับสนุนจากศาสนาที่ผมไม่รู้จัก และกลุ่มสังคมในโรงเรียนที่ผมไม่รู้จัก ค่ายนี้จึงเปรียบเสมือน “โลกใหม่” สำหรับผม

ผมได้เห็นวัฒนธรรมการทำงานหลายๆ อย่างที่ไม่คุ้นเคย หลายๆ เรื่องก็เป็นเรื่องที่คิวบิกฯ ไม่เคยนึกถึงและควรนำไปประยุกต์ใช้ ในขณะเดียวกันหลายๆ เรื่องก็เป็นในทางกลับกัน ยกตัวอย่างเช่นป้ายชื่อ ที่ค่ายนี้ผมจะไม่เห็นว่ามีการตั้งเป้าหมายในการออกแบบถึงวัตถุประสงค์ของป้ายชื่อ (คือการให้รู้ว่าคนนี้ชื่ออะไร) ที่ชัดเจน ส่งผลให้ป้ายชื่อมีขนาดเล็ก ตัวอักษรที่ระบุชื่ออยู่ในตำแหน่งที่เห็นไม่ชัด และเล็ก รวมไปถึงป้ายชื่อที่พลิกกลับไปกลับมาได้ แต่ไม่ได้ทำไว้ทั้งสองด้าน ซึ่งในจุดนี้ผมคิดว่าคิวบิกครีเอทีฟละเอียดกว่าเห็นๆ

แต่ในจุดที่คิวบิกครีเอทีฟควรจะนำมาพิจารณา เช่นระบบการจัดพัสดุที่ค่อนข้างละเอียด มีการเช็คจำนวนต่างๆ ตลอดเวลา ทำให้รู้ว่าอะไรเหลือเยอะอะไรเหลือน้อย หรือสามารถเช็คว่ามีอะไรแค่ไหนโดยไม่จำเป็นต้องไปรื้อดูจริงๆ ตลอดเวลาได้ ซึ่งก็ทำให้การทำงานของฝ่ายอื่นๆ ง่ายขึ้น

แต่เรื่องของโลกใหม่เหล่านี้ ไม่ใช่ประเด็นที่ผมอยากจะนำเสนอตรงนี้เท่าไรนัก (คิดว่าคงจะมาเขียนสรุปให้ในคราวหลังจากที่จบค่ายแล้ว)

แน่นอนว่าในโลกใหม่นี้ ก็ย่อมมีสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้น จากการที่ผมเองได้มาอยู่ในสังคมที่ผมไม่คุ้นชินมาก่อน บางเรื่องที่เคยคิดว่าปกติ กลับไม่ปกติ บางเรื่องที่เราคิดว่าเป็นเรื่องผิดปกติ กลับกลายเป็นเรื่องที่แสนปกติเสียซะอย่างนั้น

นอกจากนี้แล้ว อะไรที่เราเคยเห็นว่าเป็นอย่างไร เมื่อเราได้มีโอกาสมาเห็นสิ่งนั้นในอีกมุมหนึ่ง และพบว่ามันช่างแตกต่างจากที่เราเคยสัมผัส มันก็ทำให้เราเสียศูนย์ได้ง่ายๆ

น่าเสียดายที่เรื่องต่างๆ ที่ผมพบนั้นละเอียดอ่อนเกินกว่าที่ผมจะมาพูดชัดๆ ให้โดยละเอียดเพื่อเรียนรู้ในที่นี้ได้ แต่ผมขอยกตัวอย่างเป็นกรณีของการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟที่มีรูปแบบปัญหาคล้ายกัน เราอาจรับคนมาทำงานโดยการคัดเลือกวิธีหนึ่ง จากการมองเห็นด้านด้านหนึ่งของคนๆ นั้น แต่คำถามคือ เมื่อเราได้ทำงานกับเขาถึงจุดหนึ่งแล้ว และเราได้พบอีกด้านหนึ่ง ที่ขัดแย้งกับรากฐานทั้งหมดของคิวบิกครีเอทีฟโดยสิ้นเชิง เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถยอมรับได้อย่างสิ้นเชิง เราจะทำอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคนๆ นั้นได้ชื่อว่าเป็นทีมงานของ “คิวบิกครีเอทีฟ” ที่สมควรจะได้รับความรัก การแบ่งปัน และความเชื่อใจตามความเชื่อร่วมกันของเราแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเสียเลย

เราแทบจะไม่มีวันจะรู้ได้ว่าเรารู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับอะไรหรือใครได้หมดแล้ว เพราะไม่ว่าอย่างไร มันจะมีเรื่องอื่นในมุมอื่นโผล่มาเซอร์ไพรส์เราได้ตลอดเวลา จากคนที่ดูมีน้ำใจ กลับกลายเป็นคนแสนงก หรือสิ่งที่ดูโง่งมงาย อาจกลับฉลาดหลักแหลม เราจึงต้องไม่ยึดติด และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของเราเมื่อพบว่าสิ่งที่เราคุ้นเคยเหล่านี้ไม่เป็นอย่างที่เราคิด และพร้อมที่จะละทิ้งหรือกำจัดสิ่งเหล่านี้ออกจากชีวิตของเราถ้ามันดีกว่า โดยไม่คิดถึงด้านมายาที่เราเคยเห็น

จนในบางครั้ง เราอาจคิดว่า ถ้าเราไม่รู้เสียเลยยังจะดีกว่า…

ค่ายนี้ได้สร้างคำถามที่ท้าทายวิจารณญานของผมอีกมากมาย และผมคงต้องใช้เวลาอีกมากยิ่งกว่า เพื่อหาคำตอบทั้งหมดนี้

Million Things We’ve Learned #9 – “โอม”

05/10/09 by Chayanin

บทสัมภาษณ์นี้ เป็นบทที่เก้าในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นในโอกาสครบรอบห้าปี คิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าที่ผ่านมา พวกเขาได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง

และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้ของเราคือ…

แนะนำตัวหน่อยครับ

ผมชื่อ เอกศิษฏ์ ฟูเฟื่อง ชื่อเล่นชื่อโอมครับ ศิษย์เก่าโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โครงการพหุภาษา รุ่นที่ 3 ตอนนี้เป็นนิสิตปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ครับ

มาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟได้ยังไง

ผมเข้าร่วมงานกับคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรก ตอนกำลังจะขึ้นชั้น ม.5 ครับ ต้องท้าวความก่อนว่า ตอนที่ผมเรียนอยู่ ม.4 คิวบิกครีเอทีฟติดต่อไปที่โรงเรียนสาธิตเกษตร พหุภาษา ว่าต้องการรับสมัครพี่เลี้ยงค่าย Cubic KUS Fun Camp #4 โดยให้โควต้ามา 4 คน อ.ศันสนีย์ ที่เป็นผู้ดูแลโครงการก็เลยรับสมัคร และจัดสัมภาษณ์ขึ้น หลังจากสัมภาษณ์ ผลออกมาว่าผมไม่ผ่านครับ ตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะผมไม่เคยเข้าค่ายที่คิวบิกจัดเลย แต่โอกาสของผมก็มาถึงในช่วงปิดเทอม เมื่ออ.ศันสนีย์ โทรไปถามว่า อยากทำค่ายรึเปล่า ตอนนี้ค่าย Cubic Thinking Camp #2 ขาดคนอยู่ ผมเลยตอบตกลงทันที แล้วก็เลยกลายสภาพมาเป็นสมาชิกของคิวบิกครีเอทีฟตั้งแต่นั้น

ความรู้สึกกับครั้งแรก

ผมเข้ามาทำค่าย THK2 ในหน้าที่สต๊าฟฝ่ายศิลป์ ก่อนที่จะเริ่มงานก็รู้สึกประหม่ามากว่า เอ๊ะเราจะทำตัวยังไง ต้องทำอะไรบ้าง จะทำตัวอย่างไร จะทำงานได้ดีรึเปล่า มีคนที่ไม่รู้จักเยอะแยะไปหมด วิตกและตื่นเต้นอยู่พอสมควร แต่พอเริ่มเข้ามาทำงานจริงๆก็รู้สึกประทับใจมาก รู้สึกว่าพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกๆ คนเก่งมากๆ รู้สึกทึ่งกับหลายๆ กิจกรรมที่สร้างสรรค์สุดๆ แถมพี่ๆ ยังทำงานกันเป็นระบบมาก พี่ในฝ่ายก็ดูแลผมอย่างดี จึงค่อยๆ ได้เรียนรู้งาน ค่อยๆ ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ในคิวบิกครีเอทีฟ แม้จะมีปัญหาความไม่เข้าใจกันเกิดขึ้นบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็ปรับความเข้าใจกันได้

พอค่ายแรกจบ งานเลี้ยงฉลองจบลง ผมกลับบ้านด้วยอาการเพลียสุดๆ รู้สึกเหนื่อยมากจริงๆจนไม่คุยกับคุณพ่อคุณแม่ ต้องขอนอนก่อน แต่มันก็มีความสุขมาก ประทับใจมากกับค่ายค่ายนี้ จนกล้าพูดได้เลยว่า มันคุ้มค่ามาก กับการยอมเหนื่อยสักสัปดาห์เพื่อแลกกับความทรงจำที่ดีจนยากที่จะลืม

แล้วคิวบิกให้อะไรบ้าง

เหตุผลที่ผมทำงานกับคิวบิกมาตลอด หนึ่งก็เพราะสนุก เพราะการทำงานกับคิวบิกสนุกมากจริงๆ อาจจะเป็นเพราะผมได้รับผิดชอบในส่วนที่มีความถนัดอยู่แล้วด้วย เวลาที่ทำงานก็เลยมีความสุข อย่างเช่น เวลาผมคุมกิจกรรมหรือเป็นพี่เลี้ยง ร่วมทำกิจกรรมกับน้องค่าย
เห็นน้องๆ สนุกกับกิจกรรม หัวเราะเมื่อคุยกับผม มันก็ทำให้ผมสนุกและมีความสุขไปด้วย
แต่บางครั้ง ก็มีปัญหาที่แก้ยากจนรู้สึกเครียดมากอยู่บ้าง ก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือและคำแนะนำจากพี่ๆ จนข้ามผ่านปัญหานั้นไปได้ซึ่งมันก็ทำให้ผมโตขึ้นมากไปด้วยเหมือนกัน
ระบบการทำงานของคิวบิก ก็ไม่ใช่แค่ทำให้ผมรู้จักการวางแผนล่วงหน้า ทำงานเป็นระบบ และเรียนรู้จากข้อผิดพลาดเท่านั้น แต่การทำงานในองค์กรแห่งนี้ ยังสอนให้รู้จักกับการทำงานกับคนหมู่มาก รู้จักวิเคราะห์คน ใส่ใจเพื่อน พี่ที่ร่วมงาน จนถึงน้องร่วมค่าย
ผมคิดว่ามันเป็นรากฐานที่ดีก่อนการทำงานในอนาคต เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดในตอนนี้ ก็ยังดีกว่าผิดผลาดในที่อื่นที่เราไม่มีโอกาสแก้ตัว
คิวบิกให้อะไรกับผมมากมายจริงๆ

อยากฝากอะไรหน่อยไหม

สำหรับผม คิวบิกครีเอทีฟไม่ใช่องค์กรอะไรที่ไหน แต่เหมือนกับบ้าน บ้านหลังใหญ่ที่มีห้องมากมาย มีอับเฉา (ห้องเก็บของ) ห้องโตเต็มไปด้วยอุปกรณ์ที่เตรียมไว้เนรมิตสิ่งสร้างสรรค์ มีทีมงานเป็นผู้อยู่อาศัย และเป็นบ้าน ที่เปิดรับการเข้ามาของผู้ที่ต้องการการเรียนรู้ที่
สนุกสนาน เป็นบ้านที่มีแต่ความสร้างสรรค์และอบอุ่น ผมได้เพื่อนมากมายจากบ้านหลังนี้ ได้รับความทรงจำที่ดีจากห้องต่างๆในบ้าน บ้านที่มอบแต่การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ บ้านที่ชื่อว่า “คิวบิกครีเอทีฟ” แล้วผมก็มานั่งคิดว่า ถ้าในวันนั้น ผมตอบปฏิเสธอาจารย์ไป ผมก็คงพลาดสิ่งดีๆ หลายอย่างในชีวิตเลยครับ

ผมชื่อโอม ผมอยู่คิวบิก และผมได้เรียนรู้ว่า การได้เห็นคนอื่นสนุก มันทำให้เราสนุกและมีความสุขไปด้วยครับ

Million Things We’ve Learned #8 – “นิ”

18/09/09 by Chayanin

บทสัมภาษณ์นี้ เป็นบทที่แปดในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นในโอกาสครบรอบห้าปี คิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าที่ผ่านมา พวกเขาได้เรียนรู้อะไรไปบ้าง

และทีมงานคิวบิกในครั้งนี้ของเราคือ…

ก่อนอื่นอยากให้แนะนำตัวก่อนเลยครับ

หนูชื่อนิชา เด่นนินนาท เรียกสั้นๆ ว่า นิ ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหอวังค่ะ

นิได้เข้ามามีส่วนร่วมกับคิวบิกครีเอทีฟได้ยังไง?

ถ้านับย้อนไป หนูได้ยินชื่อคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรกตั้งแต่ตอนป.หก เพราะพี่เอิร์ธซึ่งเป็นพี่ชายของนิเข้าค่าย Cubic-O (ค่ายติวโอลิมปิกวิชาการ) ตั้งแต่นั้นก็ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับคิวบิกจากพี่เอิร์ธมาตลอด เพราะพี่เอิร์ธก็ได้ทำงานกับคิวบิกด้วย จนหนูได้มาเข้าร่วมกิจกรรมของคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรกด้วยการเป็นน้องค่าย Cubic ICT Fun Camp #5 ซึ่งพี่เอิร์ธก็เป็นคนชวนให้นิมาเข้า

หลังจากเป็นน้องค่ายมา นิก็ได้เข้ามาทำงานกับคิวบิกเป็นครั้งแรกในช่วงฤดูร้อนปี 2552 ในค่าย Cubic ICT Fun Camp #6 กับ Cubic Innovator Camp #4 ในฝ่ายสวัสดิการค่ะ

แล้วเข้ามาทำงานกับคิวบิกครีเอทีฟแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?

พูดไปแล้วมันอาจจะดูจำเจหรือสิ้นคิดไปบ้าง แต่หนูรู้สึกถึงความอบอุ่นจริงๆ นะ อย่างตอนหนูเข้ามาทำงานกับคิวบิกครั้งแรก เจอพี่ๆ ที่ก็ทำงานอยู่ในคิวบิกอยู่แล้ว ซึ่งพอหนูเข้ามา ทุกคนก็ต้อนรับ พูดคุย และทำงานด้วยกันในเวลารวดเร็ว ทำให้หนูไม่รู้สึกว่าเป็นคนแปลกหน้า หรือกำลังอยู่แปลกถิ่น มันรู้สึกเหมือนกับว่า เราได้อยู่ในที่ของเราจริงๆ

และอย่างเวลานิมีเรื่องเครียด มีปัญหาอะไรอยู่ เวลาเข้ามาทำงานในคิวบิกแล้วมันทำให้หนูได้รู้สึกผ่อนคลาย เหมือนลืมความเครียดลืมความกังวลที่มีอยู่ไป แล้วเต็มที่กับงานข้างหน้าได้ อย่างครั้งหนึ่งหนูเคยเครียดๆ อยู่ ตอนนั้นข้างในกำลังคิดมาก แต่พอพี่ๆ คิวบิกมาทักทายพูดคุย มันก็ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นมากๆ

แล้วที่ผ่านมา ได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง?

หลักๆ ก็คงจะเป็นเรื่องของการพัฒนาตัวเองในด้านภาวะทางอารมณ์ ที่ทำให้เรารู้สึกโตขึ้น นึกถึงคนอื่นมากขึ้น

เมื่อก่อนหนูเป็นคนที่เรียกได้ว่าอารมณ์ร้อน หงุดหงิดง่าย เวลาไม่ถูกใจอะไรก็อาจจะมีการว่า การพูดแรงๆ ออกไปเลยก็มี แต่พอเราเข้ามาอยู่คิวบิก ต้องมาทำงานร่วมกับคนอื่น มีเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จอยู่ข้างหน้า มีเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ดีอยู่รอบๆ มันทำให้เราใจเย็นลง คิดถึงคนอื่นมากขึ้น เอาใจเขามาใส่ใจเรามากขึ้น เพื่อให้การทำงานทั้งหมดผ่านไปได้ อย่างตอนนี้เองหนูก็รู้สึกได้ว่า เมื่อเทียบกับตอนที่หนูมาเข้าค่าย หนูยังตรงๆ ขนาดพี่เลี้ยงค่ายยังบอกว่าเราน่ากลัว มาถึงตอนนี้ หนูรู้สึกว่า เราต้องรับผิดชอบต่อตัวเรา ต่องาน ต่อคนอื่น และคิดอะไรจากในมุมของผู้อื่นแทนที่จะคิดแต่กับตัวเองอย่างเดียว เหมือนที่คนมักจะพูดว่าเอาใจเขามาใส่ใจเราค่ะ

หนูชื่อนิ หนูอยู่คิวบิก และหนูได้เรียนรู้ว่า การทำงานทำให้เราเข้าใจผู้อื่นค่ะ

Our stronghold, finally.

17/09/09 by Zerothman

วันนี้ผมมีข่าวดีจะมาแจ้งให้ทราบครับว่า ในที่สุดคิวบิกครีเอทีฟก็จะได้มี “ที่อยู่” จริงๆ จังๆ เสียที หลังจากที่เป็นชนเผ่าเร่ร่อนกันมานาน

หากนับย้อนหลังไปตั้งแต่อดีต คิวบิกครีเอทีฟไม่เคยมีที่มีทางเป็นของตัวเองชัดเจนเท่าใดนัก แม้ในช่วงสมัยที่เป็นชมรมวิชาการนักเรียนสาธิตเกษตร

ผมจำได้ว่า สมัยที่ทำค่ายสาธิต คิดสร้างสรรค์ ครั้งที่ 1 (เป็นค่ายแรกตั้งแต่ก่อนตั้งชมรมวิชาการฯ) เราเคยมีการพูดคุยกันเล่นๆ ว่า พวกเราน่าจะมีห้องเป็นของตัวเอง ในตอนนั้นอ.สุมาลีบอกว่า โรงเรียนเนี่ยไม่มีที่แล้ว ทุกวันนี้แย่งห้องแย่งที่กันจะเป็นจะตาย ตอนนั้นส่วนใหญ่เราจะใช้ห้องประชุมใต้อาคาร 6 ในการเตรียมงานหลักๆ จนวันหนึ่งระหว่างที่กำลังฝันเฟื่องถึงห้องชมรมในฝัน เราก็เหลือบไปเห็นศาลาไทยที่ตรงสวนมิตรสัมพันธ์ข้างอาคาร 6

ทันใดนั้นเอง เราก็เพ้อฝันกันไปต่อว่า ไหนว่าไม่มีที่ เรามาสร้างห้องชมรมตรงศาลานี้ดีกว่า แล้วก็คิดกันเล่นๆ ว่า น่าจะทำเป็นตึก 9 ชั้น บนพื้นที่ศาลาประมาณ 3 x 4 เมตรนั้น โดยหลักๆ เป็นลิฟท์ และแต่ละชั้นมีที่ประมาณโต๊ะวางได้หนึ่งตัว โดยเราจะให้ห้องทำงาน อ.สุมาลีอยู่ชั้น 9

ก็คิดกันไปเรื่อยเปื่อยครับ หลังจากนั้น อ.สุมาลีก็แอบไปยึดห้องพักอาจารย์ต่างประเทศใต้ตึก 6 มาได้ และใช้เป็นที่เก็บของ โดยเราเรียกห้องนั้นว่า “ห้องอับเฉา″ ซึ่งผมเองก็จำไม่ได้แน่ชัดว่าทำไมถึงตั้งชื่อนี้กัน แต่จำได้ลางๆ ว่าเพราะเวลาเข้าไปทีไรก็จะรู้สึกอับเฉา แถมมีกลิ่นปลาร้าของพี่คนงานที่กินอยู่ข้างๆ ห้องอีกต่างหาก

แม้ว่าในตอนนั้นผมจะพยายามเปลี่ยนชื่อห้องนั้นให้สดใสขึ้นด้วยชื่อ “ห้องสุมาลี-กระพี้จั่น” แต่ก็ไม่มีใครบ้าจี้กับผม ห้องนั้นก็ยังใช้ชื่อว่าอับเฉา และกลายเป็นคำศัพท์เฉพาะในการระบุถึงห้องเก็บของของคิวบิกครีเอทีฟ และชมรมวิชาการฯ ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปห้องไหนในโลกนี้ก็ตาม

ปัจจุบัน ห้องอับเฉาของชมรมวิชาการ ถูกย้ายไปอยู่ดาดฟ้าอาคาร 5 อย่างเป็นทางการมาประมาณ 2 ปีได้แล้ว

และห้องอับเฉานี้เอง คงจะเป็นสิ่งเดียวที่กล้าเรียกได้ว่าเป็นถิ่นของคิวบิกครีเอทีฟ ที่เป็นหลักแหล่งตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา

แต่ในที่สุด เราก็จะมีที่อยู่อย่างเป็นทางการ ให้ทำกิจกรรม และทำงานได้อย่างไม่ต้องง้อใครอีกแล้วครับ!

คิวบิกครีเอทีฟได้เริ่มโครงการก่อสร้าง “ถิ่น” ของเราตั้งแต่เมื่อราวๆ กลางปี 2551 ที่ผ่านมา และจนถึงตอนนี้การดำเนินการต่างๆ ก็ใกล้ที่จะเสร็จมาก และน่าจะเริ่มใช้งานได้จริงในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน 2553 ซึ่งเป็นการลงทุนที่มาก แต่ก็ต้องขอบพระคุณผู้ใหญ่ใจดีที่ช่วยพวกเราลงทุนในจุดนี้ (ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า)

แม้จะยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่เราเรียกถิ่นนี้กันเองเล่นๆ เป็นชื่อรหัสว่า “Cubic Tower” ซึ่งเป็นอาคารขนาด 4 ชั้น โดยจะมีพื้นที่ใช้สอยที่ตกแต่งพร้อมใช้งานในช่วงแรกทั้งหมด 175 ตร.ม. และสามารถขยายได้เต็มพื้นที่อาคารสูงสุดถึง 437 ตร.ม.

แน่นอนว่ามีไอเดียต่างๆ มากมายผสมปนเปอยู่ในพื้นที่เล็กๆ นี้ โดยในเบื้องต้นอาคารแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นสำนักงานหลักของคิวบิกครีเอทีฟ ไปพร้อมๆ กับสถานที่จัดกิจกรรมที่รองรับได้ราวๆ 30 – 50 คนในคราวเดียวกัน และสถานที่พักค้างแรมจำนวนประมาณ 10 – 20 คน

ไม่ว่าจะอย่างไร เป็นถึงถิ่นใหญ่ของคิวบิกครีเอทีฟแล้ว คงไม่ใช่อะไรธรรมดาๆ ที่จะเจอได้ในอาคารแห่งนี้ ที่ผมเองและทีมงานหลายๆ คนก็ตื่นเต้นที่จะได้เห็นไอเดียเหล่านี้เป็นรูปเป็นร่างในระยะเวลาอันใกล้ ให้เซอร์ไพรส์ทุกๆ คนกัน

แต่สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนคงเดากันได้ ที่แห่งนี้ จะต้องเต็มไปด้วยการเรียนรู้ที่สนุก…มากอย่างแน่นอน

ต้องติดตามกันครับ!

Million Things We’ve Learned #7 – “เตย”

22/08/09 by Chayanin

บทความนี้เป็นบทความที่ 7 ในชุด Million Things We’ve Learned ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปีของคิวบิกครีเอทีฟ เราจะนำเสนอการเรียนรู้ของทีมงานคิวบิกครีเอทีฟ ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพวกเขาได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานในคิวบิกครีเอทีฟบ้าง โดยจะลงในทุกวันศุกร์ที่ 1 และ 3 ของเดือนครับ

และสำหรับทีมงานคิวบิกของเราในครั้งนี้คือ…

มาแนะนำตัวกัน!

ชื่อ กรวรรณ คำกรเกตุ ชื่อเล่นว่า เตย ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5
โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาค่ะ

ร่วมงานกับคิวบิกครีเอทีฟครั้งแรกเมื่อไหร่กัน?

ได้ร่วมงานกับคิวบิกครั้งแรก เมื่อตอนช่วงปิดเทอม ภาคฤดูร้อน กำลังจะขึ้นมัธยมศึกษาปีที่5ค่ะ พี่ก้อนชวนมาทำงานเป็นพี่เลี้ยงของค่าย Innovator ตอนแรกที่รู้ว่าจะได้มาเป็นพี่เลี้ยงนั้นก็ตื่นเต้น เพราะไม่เคยทำงานของคิวบิกมาก่อนและคิดว่าคิวบิกเป็นองค์กรที่ดีมากไม่คิดว่าเราจะได้มาเป็นส่วนหนึ่งในค่ายขององค์กรนี้ แล้วการเป็นพี่เลี้ยงในค่ายครั้งนั้นก็ทำให้ได้ประสบการณ์ต่างๆมากมาย ยอบรับว่าตนเองนั้น ไม่ค่อยรู้เรื่องทางด้านคอมพิวเตอร์เท่าไหร่เลยค่ะแต่เมื่อโอกาสมาแล้ว เราก็อยากจะทำให้เต็มที่ เลยอยากมาเป็นพี่เลี้ยง ถือว่าการเป็นพี่เลี้ยงในค่ายนี้ ได้เรียนรู้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆไปพร้อมกับน้องๆเลยค่ะ และหลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสทำงานต่างๆเพิ่มมากขึ้นค่ะ

คิดอย่างไรเกี่ยวกับคิวบิกครีเอทีฟ?

จากแรกเริ่มเลยที่ไม่เคยได้ทำงานกับคิวบิกมาก่อน เคยได้ยินแต่ชื่อเท่านั้น รู้สึกว่าคิวบิกครีเอทีฟเป็นองค์กรใหญ่และคงยากกับการที่เราจะได้มาทำงานร่วมกับคิวบิก เพราะคงต้องมีความรู้ ความสามารถมาก และยิ่งมาได้รู้จักรุ่นพี่ที่ทำงานในคิวบิกแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่า ต้องมีการรู้จักแบ่งเวลาที่ดี มีความรับผิดชอบที่ดี มีความรู้ และที่สำคัญ เป็นรุ่นพี่ที่เก่งๆ ฉลาดๆ ทั้งนั้น จึงยิ่งทำให้เรารู้สึกว่า เราจะมีโอกาสทำงานในคิวบิกหรือไม่ เราจะมีความสามารถพอไหม เพราะเราก็ไม่ได้เก่งเหมือนรุ่นพี่ๆ ค่ะ

แต่แล้วโอกาสก็มาถึง เมื่อเรามีโอกาสได้มาทำงานในคิวบิก มาเป็นพี่เลี้ยงค่าย ถึงแม้ว่าการเป็นพี่เลี้ยงค่ายในครั้งแรกนั้นเราอาจจะยังทำงานไม่ค่อยดี แล้วก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราคิดว่า คิวบิกนั้นต้องมีความรู้มากจริงๆ มีความสามารถในด้านต่างๆ

แล้วสิ่งเหล่านั้นก็ทำให้เราคิดว่า ในเมื่อเรามีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในคิวบิกครีเอทีฟแล้ว เราก็ควรที่จะพยายามพัฒนาตนเองให้มีความสามารถมากกว่านี้ เพื่อที่จะเอาไปทำงานในคิวบิกได้ และคิดว่าจะทำงานให้ดียิ่งขึ้นไปค่ะ

ได้อะไรจากคิวบิก?

ถ้าถามว่าได้อะไรจากคิวบิกนั้น จะให้เขียนเท่าไหร่ก็คงเขียนไม่หมดเพราะสิ่งที่ได้มานั้น มากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความรักอันยิ่งใหญ่ ที่ทุกๆคนมอบให้แก่กัน ในตอนแรกอาจจะรู้สึกว่า คิวบิกนั้นกว้างใหญ่ เราไม่รู้จักใครเลยแต่เมื่อมีโอกาสได้ทำงานต่างๆ เพิ่มขึ้นๆ ก็ยิ่งทำให้เรารู้จักคนมากขึ้น ทำให้มีประสบบการณ์ร่วมกันมากขึ้น รักกันมากขึ้นจนเราคิดว่าความรักในคิวบิกนั้น เป็นความรักที่บริสุทธิ์ทุกคนรักกันจากใจจริง และการที่จะทำงานออกมาได้สำเร็จนั้น เราก็ต้องอาศัย ความรักความสามัคคี ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคิดว่าคิวบิกนั้นไม่เคยขาดเลยค่ะ

ประสบการณ์มากมายก็ถือว่าเป็นสิ่งที่คิวบิกมอบให้แก่เราค่ะ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ในการมีส่วนร่วมในค่ายต่างๆ หรือเป็นประสบการณ์ในการได้รู้จักคนมากมาย ซึ่งทุกอย่างนั้น ล้วนเป็นแต่ประสบการณ์ดีๆ ใหม่ๆ ที่ท้าทาย และไม่คิดว่าคนที่อายุ 16 อย่างเรา จะมีโอกาสแบบนี้ได้ และประสบการณ์เหล่านั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่มีวันลืมเลยค่ะ

และสิ่งที่ได้รับจากคิวบิกอย่างแน่นอน ไม่ขาดเลย นั้นก็คือการรู้จักหน้าที่ รู้จักการทำงาน การพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้นการฝึกฝนทำงาน เราจะทำงานแต่ละอย่างให้ออกมาดีได้นั้น ก็ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ ที่ได้รับจากคิวบิก และคิดว่าจะพยายามพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น

ฝากอะไรถึงคิวบิกหน่อยมั้ยคะ?

ดีใจมากกก! ที่ได้มาทำงานกับคิวบิกค่ะ เพราะคิวบิกนั้นให้อะไรกับเรามากมาย ทั้งความรู้ ประสบการณ์ และที่สำคัญคือความรักที่หาไม่ได้จากที่ไหนค่ะ และนอกจากนี้ในการทำงานเชื่อว่าคนเราจะไม่สามารถทำงานออกมาประสบความสำเร็จได้ตลอด ต้องมีทั้งล้ม มีทั้งอุปสรรคต่างๆ ที่มาขัดขวางเรา แต่ถ้าเราล้มแล้วพร้อมที่จะลุก พร้อมที่จะก้าวต่อไป ร่วมใจกัน สามัคคีกัน ช่วยกันแก้ปัญหา เชื่อว่าเราทุกคนจะผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ค่ะ และสุดท้ายนี้ขอสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานให้มากขึ้น ทำงานให้เต็มที่ที่สุด และให้ความรักกับงานทุกอย่างที่ทำค่ะ

5 เรื่องน่ารำคาญ ของ คนนำสันทนาการ

16/08/09 by Masatha

ไม่ได้เขียนบล็อกเองมานานพอสมควรแล้วครับ (ดีแต่เอารายงานคนอื่นมาลง) สำหรับครั้งถัด ๆ ไป อาจจะเอาเรื่องฝ่ายอื่นที่ผมทำ (เช่น ฝ่าย KM) มาเล่าให้ฟังบ้างครับ สำหรับคราวนี้ ก็ขอบ่นถึงความยากลำบาก เรื่องน่าหงุดหงิดใจ ของฝ่ายสันทนาการสักหน่อย มี 5 ข้อ

1. มีแต่กลองไม่มีไม้

บอกตรง ๆ เลยครับว่าเป็นอะไรที่เสียจริตมาก ๆ เวลานำสันทนาการแล้วมีกลองแต่ไม่มีไม้เนี่ย … ฝ่ายสันฯ มักจะเป็นลูกที่ถูกลืมอยู่เรื่อย เวลามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ครับ (ผมเคยส่งไฟล์รายละเอียดของสันทนาการให้ชยุตม์ ในนั้นมีรายละเอียดหมดว่าต้องการอุปกรณ์อะไรบ้าง…พอถึงวันจริงผมถามว่า แล้วกลองละฮะ? ชยุตม์ตอบกลับมาว่า ผมลืมอ่านไฟล์ของพี่ก้อนน่ะฮะ “- -)

ที่เซ็งกว่านั้นก็คือ เวลาจะนำสันทนาการ ผมจะเช็คว่า มีกลองรึเปล่า? มีกลองไหม? ซึ่งในหลาย ๆ หนน้อง ๆ ที่เป็นสต๊าฟก็จะบอกว่า ‘มีเพ่’ แต่พอวันจริงไปถึง …ไม่มีไม้…. (…)

ถ้าไม่มีไม้ บางคนก็ใช้มือตีเอาอ่ะนะครับ แต่ผิวบอบบางอย่างผม บอกตรง ๆ ว่ารับไม่ได้(…) ก็ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เอาขวดน้ำเปล่า ๆ มาตีบ้าง (ซึ่งน้ำหนักมันจะไม่ได้) หรือหาเศษกิ่งไม้มาตีบ้าง (ซึ่งไม่ดีเท่าไหร่ เพราะส่วนที่ขรุขระมันจะขูดกับผิวหน้ากลองเป็นรอย)

ล่าสุด ทนไม่ไหวแล้วครับ ซื้อไม้กลองเสร็จ ซื้อเชือกฟางมาผูกกับตัวกลองเลย ให้มันรู้ไปสิว่าต่อไปจะมีแต่กลองไม่มีไม้อีก!

2. เครื่องเสียงเหลวแหลก

การนำสันทนาการ ปัจจัยหนี่งที่สำคัญคือเรื่องเสียงครับ ถ้าเครื่องเสียงเบามาก (ไมค์ไม่ดัง โทรโข่งถ่านหมด) แล้วต้องมาเจอกับน้อง ๆ ค่ายจำนวนเยอะ ๆ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว การนำสันทนาการจะเป็นเรื่องที่ทำร้ายคอและเส้นเสียงได้อย่างร้ายกาจ เวลาเสียงไม่ดังพอมันต้องแหกปาก หรือตะโกนเอาน่ะครับ บางทีนำสันฯ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เล่นเอาเส้นเสียงอักเสบไปหลายวัน ในทางกลับกัน ถ้าเครื่องขยายเสียงคุณภาพดีมาก กระซิบนิดเดียว เสียงดังก้องแบบเซอร์ราวน์ อันนี้จ่ะช่วยถนอมเสียงได้มากเลย

บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไมค์เสียงเบาครับ แต่เกิดจากไมค์ติด ๆ ดับ ๆ อันนี้ก็น่ารำคาญพอกัน เพราะเวลาพูด เสียงจะขาด ๆ หาย ๆ ทำให้เวลาพูดอะไรต้องพูดซ้ำ ซึ่งบางทีก็เกิดจากถ่านใกล้หมดบ้าง, ตัวไมค์ประกอบไม่แน่นบ้าง ไม่รู้สาเหตุบ้าง แต่ถ้าเจอเคสอะไรแบบนี้ จะหมดอารมณ์นำสันฯ เอาได้ง่าย ๆ

3. โดนให้นำสันฯ แบบฉับพลัน

คนภายนอกที่ไม่ได้นำสันทนาการ มักมีความเชื่อผิด ๆ ครับว่า คนที่นำสันฯ เป็น จะนำสันฯ เมื่อไหร่ก็ได้ บอกปุ๊บ ได้ปั๊บ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดมาก ๆ บางคนอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ ในค่าย เวลามีปัญหาอะไร สันฯ ก็ลงมาชดเชยเวลาตลอดนี่นา ไม่เห็นต้องบอกล่วงหน้าอะไรเท่าไหร่เลย ถูกต้องครับ แต่นั่นเพราะฝ่ายสันทนาการรู้อยู่แล้ว ว่าในค่ายมันจะมีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ เพราะงั้นก็จะวางเกมสำรองไว้ล่วงหน้า โดยที่เรามีข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนน้อง ๆ ค่าย อายุของน้อง ๆ สถานที่ที่จะนำสันฯ ได้ ฯลฯ

แต่ก็เคยเจอแบบฉุกละหุกนะครับ เล่นเอาเข็ดไปเลย ตอนนั้นทำบลูคิวบ์ครับ ก่อนเริ่มงานก็ถามไถ่ผู้เกี่ยวข้องเสร็จสรรพว่า ต้องนำกิจกรรมอะไรรึเปล่า ก็ได้รับการยืนยันว่า มีหลาย ๆ คนช่วยกัน ไม่ต้องเป็นห่วง ผมก็สบายใจ นึกว่ามีคนรับผิดชอบแล้ว กะว่าจะไปชิล ๆ เอางานไปนั่งทำด้วย ขนาดตอนเดินทางขาไป ยังชวนคนอื่นคุยเรื่องสัพเพเหระ แต่พอไปถึง ก็มีคนเดินมาบอกว่า ‘พี่ก้อนต้องนำสันฯ แล้วละครับ’ เล่นเอาสติแตก แทบจะบีบคอคนบอกเดี๋ยวนั้น (ฮา)

ผมไหว้ละครับ ถ้าจะให้นำสันฯ ยังไง ช่วยบอกล่วงหน้าหน่อยก็ดี นี่ถ้ารู้ล่วงหน้า ขณะที่นั่งรถไป ผมคงเตรียมเกมไปแล้วละครับ (แล้วก็คงนำสันฯ ได้ดีกว่านี้) บอกปุ๊บเอาปั๊บเลยเนี่ย ฆ่ากันเลยดีกว่า (ฮา)

4. นำสันฯ แบบไม่รู้เวลา

ปกติเวลาในค่าย ก็พอจะทราบว่า บางทีต้องนำสันทนาการเพื่อถ่วงเวลานะครับ แต่อยากจะบอกว่า ช่วยแจ้งมาหน่อยเหอะ ว่าต้องนำสันฯ นานแค่ไหน เพราะจริง ๆ แล้ว มันมีเกมหลายแบบ ทั้งแบบที่เล่น 5 นาทีก็เสร็จ กับแบบที่ ใช้เวลาเล่นนาน ไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมงก็มี

ถ้าอยู่ดี ๆ มาให้ถ่วงเวลา โดยไม่บอกว่าต้องถ่วงเวลานานแค่ไหน ปกติผมไม่กล้าเอาเกมที่ใช้เวลานานมาเล่นหรอกครับ เพราะเกมพวกนี้ ถ้าเล่นไปได้นิดเดียวแล้วโดนตัดจบ มันจะเสียอารมณ์มาก ๆ (บางทีอธิบายยังไม่เสร็จด้วยซ้ำ ก็หมดเวลาแล้ว) เพราะฉะนั้นก็จะเลือกมาแต่เกมที่เล่นสั้น ๆ ง่าย ๆ แป๊บเดียวจบ

แต่ถ้าเวลามันยืดไปเรื่อย ๆ เล่นเกมแรกเสร็จแล้ว เกมสองเสร็จก็แล้ว แล้วต้องมายื้อเวลาต่อเนี่ย มันอืดแล้วละครับ เกมที่เล่นเสร็จภายใน 5 นาที มันเร็วก็จริง แต่พอเล่นติดต่อกันกลาย ๆ เกมมันจะอืด+ น่าเบื่อมาก ๆ ซึ่งถ้าผมรู้มาก่อนว่ามีเวลามากกว่า 15 นาทีขึ้นไป ก็จะได้เลือกใช้เกมให้เหมาะกับเวลา ไม่งั้นเล่นแล้วแป้ก เล่นแล้วแป้ก จะมาโทษว่าสันฯ ห่วยไม่ได้นะฮะ (ฮา)

5. ใช่สิ….ชั้นมันทำให้เลท

สุดท้ายก็เป็นความซวยซ้ำซวยซากของฝ่ายสันทนาการครับ จริง ๆ เรื่องนี้เคยบ่นในบล็อกไปแล้ว (บ่นอีกก็ได้) ก็คือว่า เวลาฝ่ายสันฯ ต้องไปถ่วงเวลา ก็จะไม่ทราบว่าต้องถ่วงนานแค่ไหน ก็จะถ่วง ๆ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีฅนบอกว่า กิจกรรมต่อไปพร้อมแล้วนะ ปล่อยได้เลย

ปัญหาก็คือว่า มันดันไม่มีใครมาบอกสิครับ แล้วก็มักจะคิดว่าฝ่ายสันฯ จะรู้ได้เอง (บ้าไปแล้ว) บางทีถ่วงเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมง (จนหมดมุขแล้ว) แล้วก็มีฝ่ายกิจกรรมเดินมาโวยวายว่า ‘พี่ก้อนทำไมไม่ปล่อยซะที มันเลทมากแล้วนะ’ (อ้าว)

เพราะงั้น ทุกครั้งที่ต้องให้ฝ่ายสันฯ ถ่วงเวลา ช่วยบอกล่วงหน้าด้วยเถอะครับ ว่าให้ถ่วงเวลานานแค่ไหน หรือถ้ายังไม่ชัวร์ ก็บอกไปก่อนว่า ถ่วงอย่างน้อย 10 นาที แล้วจะคอนเฟิร์มทีหลังอีกที หรืออะไรแบบนี้ก็ได้ ซึ่งถ้าผมไม่ได้เป็นคนนำสันฯ เอง เวลาไปช่วยประสานงาน ก็จะบอกกับกร (ฝ่ายสันฯ) เสมอว่าให้ช่วยถ่วงเวลาหน่อยนะ กี่นาที ๆ หรือ ถ้ายังไม่รู้ ก็จะรีบหาข้อมูลให้เร็วที่สุดแล้วมาบอกว่าปล่อยได้ตอนกี่โมง ๆ

ถ้ามีฝ่ายประสานงานที่มีคุณภาพ ก็จะช่วยให้ฝ่ายสันทนาการทำงานง่ายขึ้นอีกเยอะละครับ

จริง ๆ แล้วฝ่ายสันฯ ถ้าไม่มีค่ายก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยครับ (ฮา) จริง ๆ แล้วฝ่ายอื่นน่าจะหนัก แล้วก็มีเรื่องบ่นเยอะมากกว่าผมเลย (เช่นฝ่าย HR) ถ้ามีเรื่องน่าหงุดหงิดใจอะไร ก็เอามาแชร์กันบ้างนะครับ จะได้เห็นใจคนทำงานฝ่ายอื่น ๆ บ้าง ^_^